ห้องตรวจหมายเลข 5นักเล่าเรื่อง
ฉันไปแล้วหนา
  • ฉันเกลียดโควิด ฉันรู้ดีว่าไม่มีใครชอบไอ้โรคนี้หรอก โรคที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ, การเงินหยุดชะงัก, คนตกงานเป็นแสน อย่างไรก็ดีอย่างที่เค้าว่ากันว่า คนเราจะเผยธาตุแท้ขึ้นมาในยามยาก ยามนี้ก็เป็นเวลาอันควร การทำงานของคณะรัฐบาล, ทัศนคติ, การรับมือกับปัญหา เรื่องราวห่าเหวที่ซุกซ่อนไว้เปิดเผยออกมาให้ประชาชนเห็นทีละก้อนใหญ่ๆ คนที่เคยเห็นด้วยกับรัฐบาลก็แปรพรรคเพราะไม่มีอะไรจะกิน เงินที่รัฐบาลไปกู้มาซื้อเสียงประชาชนจากโครงการบ้าบอชนะต่างๆก็ร่อยหรอจนไม่มีอะไรจะแจกแล้ว ร้านหนังสือออนไลน์ที่ฉันทำอยู่ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย หนังสือมือหนึ่งขายแทบไม่ออก อีกทั้งหนังสือมือสองก็มีคนซื้อน้อยลง ทุกคนต้องรัดเข็มขัดของตัวเองอย่างแน่นหนา หนังสืออะไรที่อยากได้ก็ต้องพิจารณาแล้วพิจารณาอีก จนสุดท้ายตัดใจไม่ซื้อและเก็บเงินไปซื้อหนังสือที่อยากได้มากกว่า หรือไม่ก็สะสมเงินไปเดินงานหนังสือ ที่ถูกเลื่อนออกไปเพราะโควิดเจ้ากรรมนี้แหละ ในขณะที่โรคโควิดมันเคลื่อนที่เข้ามาเรื่อยๆจนถึงคนข้างบ้านฉัน ความร่าเริง, ความคิดสร้างสรรค์, ความเสียสละทำโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมของฉันก็เริ่มมอดลงเหมือนไฟโดนสาดด้วยน้ำเย็น 
    วันหนึ่งพี่ T โทรมาบอกฉันว่า "คือตอนนี้ด้วยสถานการณ์โควิด ทางโรงพยาบาลประกาศให้เลื่อนนัดออกไปก่อนในเคสที่ยังไหว ซึ่งในเคสของคุณ หมอประเมินเบื้องต้นแล้วว่ายังไหว เลยอยากขอเลื่อนนัดไปก่อน เพราะช่วงนี้โควิดที่โรงพยาบาลมาเยอะมาก" ฉันควรจะดีใจสินะที่อาการของฉันจัดอยู่ในกลุ่มของคนที่ 'ยังไหว' แต่เมื่อได้ยินอย่างนั้นความรู้สึกของฉันมันก็เริ่มไม่ไหว ฉันรู้ว่าไม่มีใครทอดทิ้งฉัน ไม่ว่าจะเป็นพี่ T, หมอ C และจิตแพทย์ทุกคนพร้อมที่จะช่วยจูงมือฉันให้เดินไปบนเส้นทางที่ยาวไกล แต่เมื่อตอนนี้ตอนที่ทุกคนต่างต้องดูแลตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างเป็นสำคัญ จึงไม่มีใครมือว่างพอจะมาจูงให้ฉันเดินต่อไป ฉันควรจะเดินได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ไม้เท้าที่ฉันพกมาด้วยตั้งแต่เกิดมันดันผุพังเพราะปลวกกินเสียจนเอามาค้ำยันตัวเองแทบไม่ไหวแล้ว (ดู A Girl and Her Walking Stick https://minimore.com/b/motk9/38 ) ยาสี่เม็ดกลางวัน สามเม็ดก่อนนอนมันแบกสภาพจิตใจของฉันเอาไว้ไม่ไหว และฉันคิดว่าตัวเองคงหมดบุญจากเคตามีนที่เคยฉีดเข้าเส้นเลือดไปแล้ว ฉันคว้าสมุดเบาใจ สมุดสำหรับเขียนพินัยกรรมชีวิตออกมาจากชั้นหนังสือ และลงมือเขียนความต้องการของตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิต ออกไปทำสิ่งที่ฉันอยากทำ นั่นคือไปจัดฟัน ในผู้หญิงอายุ 27 ย่าง 28 ถือว่าเป็นอายุที่มากพอสมควรที่จะจัดฟัน 
         หมอฟัน : ทำไมคุณถึงอยากจัดฟันครับ?
         ฉัน : ก็แค่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างในชีวิตค่ะ
         หมอฟัน : (นิ่งไป 10 วิ) เอ่อ...คือแบบมีความคิดว่าฟันตัวเองไม่สวยหรือไม่ชอบฟันตัวเองบ้างมั้ยครับ?
         ฉัน : ความจริงก็ไม่เคยชอบหรอกค่ะ แต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรกับชีวิตเลยทิ้งมันไว้อย่างนี้จนมาถึงวันนี้ แค่อยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตจริงๆค่ะ
    ฉันถูกส่งไปเคลียช่องปากทั้งถอนฟันคุด, อุดฟัน และขูดหินปูน ก่อนที่จะเริ่มจัดฟันในอีกอาทิตย์ต่อมา ฉันอยากรู้จังเลยว่าจะมีใครมาจัดฟันด้วยเหตุผลอย่างฉันอีกมั้ย
    ฉันยังมีอีกสองสามอย่างที่ทำค้างเอาไว้ นั่นคือเรียนคอร์สจิตวิทยาและชีวิตประจำวันให้จบคอร์ส เพื่อเอาใบประกาศณียบัตรไปอวดหมอ C และพี่ T เห็นมั้ยฉันพยายามทำความเข้าใจตัวเองมากแค่ไหน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาค่ะ นอกจากนี้เรื่องงานหนังสือยังเป็นสิ่งที่ฉันคิดไม่ตก ตอนแรกฉันเล็งไว้ว่าจะไปเดินซื้อหนังสือที่อยากอ่านเองและที่อยากเอามาขายจากงานนี้ มันคงสนุกและสบายใจมากพอๆกับผู้หญิงสายแฟชั่นที่ได้ลองๆถอดๆชุดอยู่ในห้องลองเสื้อผ้า แต่เพราะโควิดนั่นแหละที่ต้องขยับงานออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม ถึงแม้จะมีการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ แต่มันจะได้อารมณ์อะไรถ้าไม่ได้จับหนังสือพลิกไปมา, ดมกลิ่นหอมใหม่ของกระดาษ และได้อ่านคำนำภายในเล่ม มันก็คงจะเสี่ยงพอๆกับการสั่งซื้อเสื้อผ้าออนไลน์โดยที่เราไม่ได้ลองก่อนนั่นแหละ ไม่กี่วันหลังจากที่ฉันได้รู้ข่าวจากพี่ T ฉันไปเจอข่าวหนึ่งใน Facebook มันคือข่าวที่มีคนเอาน้ำยาล้างห้องน้ำมาผสมกับน้ำยาซักผ้าขาวเพื่อเอามาฆ่าเชื้อโรคตามพื้นบ้านและเช็ดสิ่งของต่างๆ แต่นั่นคือการนำเอาสาร NaClO มาผสมกับสาร HCl ซึ่งทำให้เกิดก๊าซพิษ เมื่อสูดดมเข้าไปมากเกินไปอาจทำให้เสียชีวิตได้ ปิ๊ง!! เสียงหลอดไฟในความคิดฉันดังสนั่นสะเทือนไปถึงต่อมความรู้สึกที่หดหู่อยู่แล้วให้หดหู่ลงไปอีก นี่สินะวิธีที่ฉันจะจากโลกนี้ไปในครั้งนี้ ฉันยิ้ม แต่ไม่มั่นใจนักหรอกว่ารอยยิ้มของฉันมันเกิดจากอารมณ์อะไรกันแน่ บางทีความคิดหลายๆอย่างมันคงทำให้อารมณ์และการแสดงออกของฉันมันบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว คืนนั้นแผนการต่างๆลอยเข้ามาในหัว น้ำตาหลั่งรินหลังจากที่ถูกสารเคตามีนกักเก็บเอาไว้เสียนาน ฉันเปิดไปดูหน้า Facebook ของหมอ J อย่างไม่มีเหตุผล ปรากฏว่าหมอเปลี่ยนรูปโปรไฟล์แล้ว เป็นรูปหมอกำลังยิ้ม ชูสองนิ้วท่าสิ้นคิดประจำตัว มีแบ็คกราวเป็นยีราฟ ฉันหัวเราะออกมาเล็กน้อย เพราะฉันเคยเรียกหมอว่า หมอคอยาวเหมือนยีราฟ นี่คงเป็นรูปสุดท้ายที่ฉันจะได้เห็นสินะ ดีจังที่รูปนั้นคือรูปที่หมอยิ้ม ฉันชอบรอยยิ้มของหมอที่สุด มันเป็นเหมือนน้ำที่หยดลงมาบนพื้นดินแห้งผาก หลังจากนั้นฉันเข้าไปดู #โรคซึมเศร้า ใน Twitter แฮชแท็กที่เคยปลุกความเป็นคนช่างช่วยเหลือของฉันให้เริ่มโครงการแบ่งรัก ปันใจเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโรค ในคืนนั้นฉันเห็นรูปภาพมากมายที่เต็มไปด้วยเลือดจากรอยกรีดแขนและคอ ไม่ว่าด้วยสติหรือความไม่มีสติก็ตาม ฉันกดสั่งมีดผ่าตัดไปส่งที่คอนโด ฉันวาดภาพไว้ในหัวว่า เวลานั้นฉันจะผสมก๊าซพิษไว้ในห้องน้ำที่ปิดประตูและหน้าต่างสนิท กระดกเตกีล่าครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้รู้สึกว่าลำไส้ของฉันมันขดตัวไปตรงไหนบ้าง กรีดแขนและขาให้เลือดไหลนองพื้น อ้อ! และไม่ลืมที่จะติดป้ายหน้าประตูห้องน้ำว่า 'ระวังก๊าซพิษ' เพื่อไม่ให้คนที่พบเห็นต้องซวยไปด้วย ฉันจะจากไปอย่างที่ฉันต้องการ
    สิ่งเดียวที่ฉันยังเสียดายและรู้สึกผิดต่อพี่ T คือโครงการแบ่งรัก ปันใจ โครงการที่จะเป็นสื่อกลางให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น โครงการที่ฉันเปรียบมันเอาไว้ว่าเป็นเสมือนชนวนระเบิดกองใหญ่ที่ฉันทิ้งไว้ในสังคม และให้การตายของฉันเป็นเหมือนไฟจุดชนวนลูกใหญ่ให้มันระเบิดออกไปให้ดังที่สุด ให้สังคมหันกลับมามองปัญหาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, เข้าใจ, รับฟัง และพร้อมเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นสถานที่ที่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคจิตเวชได้อย่างปลอดภัย ถ้าฉันตายช่วงนี้ระเบิดที่ฉันคิดไว้มันจะเปลี่ยนเป็นแค่ประทัดดอกเดียวที่ดังใส่หูคนในครอบครัวฉัน ช่วงนี้อย่าว่าแต่หันมาสนใจปัญหาโรคซึมเศร้าเลย เพียงแค่รักษาตัวเองให้รอดพ้นจากโรคโควิดและเศรษฐกิจเฮงซวยก็ยุ่งยากมากพอแล้ว ในช่วงที่ใครๆก็คิดถึงแต่ตัวเองอย่างนี้ ใครมันจะหันมาสนใจคนบ้าที่วันๆคิดแต่จะฆ่าตัวตายกันเล่า ยิ่งถ้าสมมติว่าฉันไม่ตาย ฉันแค่ได้รับก๊าซพิษมากเกินไปจนต้องไปตื่นที่โรงพยาบาลเหมือนอย่างที่ฉันเคยรมควัน ฉันคงหนีไม่พ้นคำพูดของเหล่าพยาบาลที่สอบตกวิชาจิตวิทยาสังคมและวิชาชีพมาพูดข้างหูอีกว่า "หาเรื่องมานอนให้มันเปลืองเตียงในห้องฉุกเฉินทำไมก็ไม่รู้ ช่วงนี้ยิ่งยุ่งๆกับโรคระบาดอยู่" ฉันมีคำพูดในใจที่จะเถียงพยาบาลเอาไว้แล้วนะ แต่ยังไงฉันก็อยากให้ผลออกมาว่าฉันตายอยู่ดี อย่าตื่นขึ้นมาอีกเลย

    เขียนเอาไว้เป็นแนวทางก่อน เผื่อไม่ตายจะได้จับทางถูกว่าควรทำอะไรบ้าง
    1. ซื้อหนังสือเข้ามาขาย
    2. ซื้อแมวกวักมาช่วยเรียกเงินเรียกทอง ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากพิษเศรษฐกิจ
    3. จัดฟันจนกว่าฟันจะสวย
    4. เดินช็อปปิ้งงานหนังสือแบบ New normal
    5. ไปขอโทษหมอ (อีกแล้ว)

         พนักงาน : สวัสดีค่ะ คุณลงชื่อเป็นผู้ทดลองวัคซีนโควิด-19ของมหาลัยเราไว้ใช่มั้ยคะ?
         ฉัน : ใช่ค่ะ
         พนักงาน : ตอนนี้ไม่ทราบว่ามีโรคประจำตัวอะไรอยู่รึเปล่าคะ?
         ฉัน : เอ่อ...เป็นโรคทางจิตเวชค่ะ
         พนักงาน : ตอนนี้มีกินยาอยู่รึเปล่าคะ?
         ฉัน : ก็...กินยาต้านเศร้าอยู่ค่ะ
         พนักงาน : ทางเราต้องขออภัยนะคะ ผู้ทดลองที่เราต้องการต้องมีร่างกายแข็งแรง ไม่ได้กินยาอะไรอยู่ค่ะ
         ฉัน : ถ้าอย่างงั้นคุณก็ไม่รู้สิคะว่าวัคซีนของคุณจะใช้กับคนที่เป็นโรคทางจิตเวชได้รึเปล่า
         พนักงาน : ถึงตอนนั้นที่วัคซีนของเราได้รับอย.แล้ว เราจะใช้วิธีอนุมานเอาค่ะ ยังไงทางเราต้องขออภัยด้วยนะคะ

    ไอ้โรคเฮงซวย!! ฉันเกลียด MDD

    ฉันจะไปแล้วหนา จะไม่มีความทรงจำดีๆเอาไว้ระลึกถึงเลยหรือ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in