ห้องตรวจหมายเลข 5thanramon
เพราะฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกิน
  • "เพราะฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกินค่ะ" คือคำตอบที่ฉันมักเอาไปตอบหมออยู่หลายครั้งก่อนวันกำหนดฆ่าตัวตายมาถึง การฆ่าตัวตายของฉันไม่เคยเกิดขึ้นจากความคิดวู่วามและลงมือทำทันที มันได้ถูกวางแผนเอาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ อุปกรณ์ สถานที่ และวันเวลา
         ฆ่าตัวตายครั้งแรก - ดื่มยาฆ่าหญ้าพาราควอต
    สถานที่ - ห้องนอนที่ไม่ใช้แล้วในบ้าน
    วันเวลา - ตอนกลางคืนช่วงหยุดตรุษจีน
         ฆ่าตัวตายครั้งที่สอง - ดื่มยาฆ่าหอยเชอร์รี่
    สถานที่ - ในห้องน้ำคอนโด
    วันเวลา - กลางวันตอนแม่ไม่อยู่
         ฆ่าตัวตายครั้งที่สาม - รมควัน
    สถานที่ - ในห้องน้ำคอนโด
    วันเวลา - ตอนกลางวัน ตอนนั้นอยู่คนเดียว
         ฆ่าตัวตายครั้งที่สี่ - กินยาเบื่อหนู
    สถานที่ - คอนโด
    วันเวลา - ตอนเที่ยงของวันที่ฟ้าสดใสวันหนึ่ง
         ฆ่าตัวตายครั้งที่ห้า - ผูกคอ
    สถานที่ - บ้านหลังที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
    วันเวลา - ตอนกลางวันที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ
         ฆ่าตัวตายครั้งที่หก - กระโดดตึก
    สภานที่ - ชั้นที่ 29 ของคอนโด
    วันเวลา - .............................
    ก่อนการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งฉันมีอะไรต่อมิอะไรให้ทำมากมายเหลือเกิน สิ่งแรกที่ฉันคิดได้หลังจากคิดฆ่าตัวตายคือ ฉันต้องบอกลาหมอที่รักษาฉัน ที่ผ่านมามีวิธีมากมายที่ฉันใช้บอกลา ไม่ว่าจะเป็นส่งข้อความไปใน Facebook ซึ่งฉันค้นพบทีหลังว่าหมอไม่ได้เปิดอ่าน หมออาจจะเลิกใช้ Facebook ไปแล้ว ครั้งต่อมาฉันเดินไปสารภาพกับหมอตรงๆว่าฉันจะไม่อยู่อีกแล้ว หมอไม่ต้องเหนื่อยรักษาฉันอีกแล้ว และร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ "คุณมีสิ่งที่อยากทำก่อนตายมั้ยครั้บ" หมอมักถามฉันกลับมาอย่างนี้แทรกกลางเสียงร้องไห้ภายในห้องตรวจหมายเลข 5 "มีค่ะ" "แล้วคุณไม่เสียดายสิ่งเหล่านั้นเหรอครับ" "ไม่ค่ะ ยังไงฉันก็ทำเรื่องพวกนั้นทั้งหมดไม่ได้ เพราะฉันให้เวลาชีวิตตัวเองน้อยเหลือเกิน" ฉันตอบไปอย่างนั้นและนึกไปถึงตั้งหนังสือมากมายที่ฉันซื้อมาปรนเปรอความอยากของตัวเอง ฉันมี 'กองดอง' มากมาย อาจจะไม่มากเท่านักอ่านคนอื่น แต่ทุกเล่มล้วนเป็นหนังสือที่ฉันอยากอ่าน อยากรู้เนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ซื้อเก็บไว้เพียงแค่ชอบหน้าปก ชอบของแถม ชอบนักเขียนเหมือนที่นักอ่านหลายต่อหลายคนทำ ทุกครั้งที่คิดฆ่าตัวตายภาพหนังสือที่ฉันเก็บไว้ก็ลอยเข้ามาในหัว ฉันอยากรู้เนื้อหาในหนังสือพวกนั้น แต่ฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกิน เกินกว่าจะอ่านกองดองพวกนั้นหมด ถ้าฉันยังใช้ชีวิตเพื่อทะลายกองดองนั้นจนหมดก็จะมีหนังสือใหม่ๆเข้ามาเติมเต็มเสมอจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อย่างนั้นฉันก็ไม่อาจตายได้อย่างใจ ถึงอย่างนั้นฉันก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับการอ่านหนังสืออย่างเร่งสปีด เรียกได้ว่าเสพเนื้อหาแต่ไม่ได้เสพวรรณศิลป์ในหนังสือ

    ครั้งหนึ่งฉันเขียนจดหมายขอบคุณและขอโทษหมอ C และนำไปมอบให้หมอก่อนออกจากห้องตรวจ ปกติในการรักษาทุกครั้งหมอจะถามว่ายาเหลือกี่เม็ดเพื่อจะได้สั่งยาเพิ่มให้ถูก แต่วันนั้นฉันนิ่งเฉย ไม่ตอบอะไร ในห้องมีแต่ความเงียบ หมอพยายามเปลี่ยนคำถาม เกลี้ยกล่อม และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายวิธีก็ยังไม่ได้รับคำตอบ สุดท้ายจบลงที่ฉันต้องฉีดยาแทนการกินและนัดมาเจอกันอาทิตย์ถัดมา วันนั้นฉันรับใบนัดและขึ้นไปฝ่ายการเงินตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดไปจากปกติคือฉันฉีกใบนัดทิ้ง ไปนั่งรอจ่ายเงินทั้งน้ำตา และไม่รับยาฉีดกลับมา ฉันรีบวิ่งไปที่ MRT ทันทีเท่าที่จะเร็วได้ มีสายจากโรงพยาบาลโทรเข้ามาหลายสายแต่ฉันก็ไม่รับ ฉันได้ทิ้งการรักษาทั้งหมดไว้ข้างหลังและมุ่งหน้าสู่ความตาย ซึ่งต่อมาฉันค้นพบว่ามันไม่สำเร็จ มีอยู่วันอาทิตย์หนึ่งก่อนที่ฉันจะคิดฆ่าตัวตายในแผนถัดมา ฉันไปร้านขายดอกไม้และสั่งให้คนขายจัดช่อดอกไม้เพื่อแทนคำขอบคุณ ฉันถือดอกไม้สีเหลืองอร่ามแซมด้วยใบไม้และดอกไม้สีขาวเล็กจิ๋วไปโรงพยาบาล เมื่อฉันคุยกับหมอเสร็จแล้วจึงมอบมันให้กับหมอ "คุณไม่อยากขายหนังสือให้ลูกค้าแล้วเหรอ งานที่คุณบอกว่าคุณชอบไง" หมอถามหลังจากวางช่อดอกไม้ลงที่โต๊ะข้างตัว "ฉันเลิกโพสต์ขายหนังสือไปซักพักแล้วค่ะ" ฉันกลัวว่าจะมีพัสดุต้องส่งตกค้างซึ่งคนอื่นจะจัดการแทนฉันไม่ได้ "ทำไมล่ะ มันเป็นสิ่งที่ประคับประคองจิตใจคุณเอาไว้ได้นะครับ" "เพราะฉันให้เวลาชีวิตตัวเองน้อยเหลือเกินค่ะ" ฉันตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินออกจากห้องตรวจ ฉันเพิ่งค้นพบในภายหลังว่าหมอใช้โทรศัพท์ส่วนตัวโทรหาแม่ชองฉันที่ต่างจังหวัดและขอให้มาอยู่ที่คอนโดเป็นเพื่อนฉัน เพราะฉันมีสภาวะที่สุ่มเสี่ยงเหลือเกินที่จะฆ่าตัวตาย ก็แน่ล่ะฉันวางแผนเอาไว้แล้วนี่

    ในช่วงที่ภาพคอนโดชั้น 29 โผล่เข้ามาวนเวียนในหัวก็เช่นกัน คราวนี้มันต้องสำเร็จ คอนโดชั้น 29 เชียวนะ ถึงฉันจะมีความลังเลเล็กๆซ่อนอยู่ในความมั่นใจนี้ว่าถ้าฉันไม่ตายต้องนอนอยู่ในสภาพผักให้พ่อแม่ดูแลแน่นอน ฉันจึงเขียนจดหมายและความประสงค์ทุกอย่างลงในกระดาษ กะเอาไว้ว่าจะเอาใส่กระเป๋าไปด้วยตอนที่กระโดด เผื่อว่าฉันอาจรอดชีวิตท่ามกลางสายระโยงระยางในห้อง ICU หมอจะได้รู้ว่ายุติการรักษาฉันได้เลย ถ้ามีอวัยวะภายในใดๆที่ยังไม่เหลวแหลกจากแรงกระแทกตอนหล่นถึงพื้น ฉันก็พร้อมจะบริจาคถ้ามันยังสามารถบริจาคได้ กำหนดการกระโดดตึกขยับเข้ามาเรื่อยๆพร้อมกับออเดอร์สั่งซื้อหนังสือจากลูกค้า 'วันหลังมาอุดหนุนกันอีกนะคะ' คือประโยคที่ฉันตอบลูกค้าเมื่อลูกค้า DM มาบอกว่าได้รับของแล้ว มันจะเป็นยังไงนะถ้าวันหนึ่งคำว่า 'วันหลัง' ในประโยคนั้นมันไม่มีอยู่จริง เพราะแม่ค้าได้ตายไปอย่างสุขสงบเสียแล้ว หนังสือของฮิงาชิโนะ เคโงะที่ฉันชอบขยันถูกเอาเข้ามาแปลไทยและออกขายรัวๆ ฉันพยายามซื้อมาอ่านทุกเล่มเพราะฉันชอบนักเขียนคนนี้ กองดองหนังสือเล่มอื่นๆจากนักเขียนคนอื่นจึงยังนอนนิ่งอยู่กับที่ให้แม่แมงมุมมาชักใยสร้างบ้านเล่น โปรแกรม Facebook ที่เป็นเพียงช่องทางเดียวที่ฉันจะสามารถหาดูรูปของหมอ J ได้ก็ปล่อยฟีเจอร์ใหม่ออกมา และฉันเห็นภาพของหมอ J มากขึ้น ฉันมองภาพและรอยยิ้มเหล่านั้นแล้วยิ้มตามทั้งน้ำตา หมอคงเป็นคนที่สนุกเฮฮาและเป็นที่รักของเพื่อนๆ ฉันไปเจอคอมเม้นหนึ่งในรูป 'มึงจะเป็นไซไคที่ยิ่งใหญ่ เพราะมึงมีพลังบางอย่างที่จะเข้าใจคนไซไคกูสัมผัสได้' เพื่อนคนหนึ่งของหมอ J เม้นเอาไว้ และไม่น่าเชื่อว่าวันนี้หมอ J กลายเป็นไซไคที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉันแล้วจริงๆ 
         ความคิด : ไม่อยากอยู่ดูหน้าหมอ J อีกแล้วเหรอ
         ฉัน : ไม่ล่ะ เพราะฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกิน
         ความคิด : อาจจะเจอหมอ J ในการทำเคตามีนครั้งสุดท้ายก็ได้นะ ไม่เสียดายเหรอ
         ฉัน : ไม่ล่ะ เพราะฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกิน
    ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวฉันคล้ายๆว่าจะหยุดเคลื่อนไหว โลกแทบจะหยุดหมุนเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวว่า เพราะฉันให้เวลาตัวเองน้อยเหลือเกิน
    'คิดถึงวันเก่าๆที่เราได้อยู่ใกล้ๆกัน แม้มันจะแสนสั้น แต่ฉันยังคงคิดถึงเธอ'

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in