ห้องตรวจหมายเลข 5thanramon
ใครเอาโดนัทของฉันไป
  •      “เฮ้ย! มีคนขโมยโดนัทว่ะ” เสียงของผู้ป่วยคนหนึ่งที่มีรอยสักรูปไฟที่ข้อมือ และรูปพระพุทธเจ้าที่ท้องแขนดังขึ้นริมทางเดินของวอร์ด
         “หนูกินเองแหละ ฮืออออ” ผู้ป่วยหญิงผมทองสั้นคนหนึ่งเดินมาบอกและร้องไห้ คนไข้คนนี้เป็นโรคที่ทางวิชาการเรียกว่ามีสติปัญญาต่ำ เรียกแบบง่ายๆก็คือปัญญาอ่อน คือถึงแม้ภายนอกของเขาจะเป็นผู้หญิงอายุ 21 ปี แต่สติปัญญาเป็นเพียงเด็กอายุ 8 ขวบ และจะเป็น 8 ขวบอย่างนั้นไปตลอดชีวิต หลังจากที่ฉันสังเกตพฤติกรรมของเขาแล้ว ทั้งขี้โวยวาย ร้องไห้งอแง มีโลกเป็นของตัวเอง มีเพื่อนในจินตนาการ นี่มันเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบชัดๆ ด้วยความที่ฉันเป็นคนไม่รักเด็ก ฉันจึงพลอยรู้สึกอยากหลีกเลี่ยงผู้ป่วยคนนี้ไปด้วย
    คดีขโมยโดนัทครั้งนั้นเจ้าของโดนัทไม่ว่าอะไรนอกจากหัวเราะแล้วถามว่า ‘จริงเหรอ’ แค่นั้น คงเพราะเอ็นดูว่าเป็นคนที่สติปัญญาไม่สมตัว
    การแอดมิทเข้ามาในวอร์ดครั้งนี้ฉันมาคนเดียวโดยทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลัง ถึงอย่างนั้นทางโรงพยาบาลก็มีเอกสารที่ญาติต้องเซ็น ฉันปล่อยให้เวลาปล่อยผ่านไปโดยไม่ติดต่อคนที่บ้านจนแม่ต้องโทรหาพี่ T หลังจากนั้นแม่ก็บินด่วนขึ้นมาที่กรุงเทพเพื่อมาเซ็นเอกสาร แน่นอนว่าแม่ต้องมาพร้อมของฝากและขนมที่ฉันบ่นอยากได้มาหลายวันนั่นคือ โดนัท Ponder ring แม่ซื้อ Ponder ring มาพร้อมกับโดนัทแบบอื่นๆมาร่วม 10 ชิ้น บรรจุใน 2 กล่อง กล่องเล็กและกล่องใหญ่ ฉันเอากล่องโดนัททั้งหมดใส่ถุง เขียนชื่อด้วยปากกาเมจิกและแช่ไว้ในตู้เย็นส่วนกลางในห้องอาหาร ตอนประมาณ 1 ทุ่มฉันจึงหยิบ Ponder ring มากินชิ้นหนึ่ง ฉันแอบฉุนนิดๆที่แม่ซื้อแบบเคลือบน้ำตาลมาให้ ทั้งๆที่สั่งไปแล้วว่าอยากกินแบบธรรมดา ไม่นานต่อมาหลังจากที่รูมเมทของฉันคนแรกได้ออกจากโรงพยาบาลไป ฉันก็ได้รูมเมทคนใหม่เป็นนิสิตปริญญาเอกคณะสัตวแพทยศาสตร์ เค้าบอกฉันว่า เข้ามาที่นี่เพราะเรียนจนบ้า ซึ่งฉันพอจะเข้าใจ ผู้หญิงคนนี้มีความ Positive ในตัวแบบไม่ธรรมดา เรียกได้ว่าล้นเหลือจนแทบแบ่งไปให้คนข้างๆได้เลย ฉันรู้สึกว่าถูกความ Positive ของเค้าคุกคามชีวิตตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เค้าเชื่อมั่นในตัวเองเหลือเกินว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร แค่เครียดเรื่องการทำวิทยานิพนธ์นิดหน่อย และเรียนจนบ้าเท่านั้น ถึงอย่างนั้นหมอก็วินิจฉัยว่าเค้าเป็นโรคไบโพล่าที่กำลังอยู่ในขั้นแมเนียร์ (Mania) วันหนึ่งหลังจากเวลาคืนโทรศัพท์ไม่นาน (ที่นี่ออกกฏใหม่คือให้ผู้ป่วยใช้โทรศัพท์ได้ 1 ชั่วโมงต่อวัน คือช่วง 6 โมงเย็น - 1 ทุ่มเท่านั้น) บรรดา Food Panda, Grab Food และ 7-11 Delivery ก็มาออส่งของกันอยู่ที่หน้าประตูตึก ฉันและผู้ป่วยคนอื่นออกไปรับของและเอาเข้าไปนั่งกินกันในห้องอาหารตามปกติ แม่สาวไบโพล่าเดินเข้ามาแล้วถึงกับตะลึง "โอ้โห! นี่มันบรรยากาศวอร์ดจิตเวชจริงหรอเนี่ย อยากถ่ายรูปไปให้คนข้างนอกดูจังเลยว่ะ" แน่นอนว่าที่นี่ห้ามถ่ายรูป คุณเธอมองไปที่ไก่ Texas ที่ฉันสั่งมา Potato Corner ที่น้องคนไข้กำลังกิน และทะเลทอดที่พี่คนไข้อีกคนกำลังจกอยู่ ทุกคนเข้ามาปาร์ตี้ของกินกันและนั่งด่านางร้ายในละครสามีตีตรา บรรยากาศทุกเย็นของวอร์ดจิตเวชเป็นไปอย่างนั้นจนกระทั่งวันหนึ่งฉันเปิดกล่องโดนัทออกมาและพบว่าโดนัทหายไป 2 ชิ้นและครีมบนโดนัทชิ้นที่เหลือแหว่งวิ่นไป ตอนนั้นฉันอารมณ์ปรี๊ดสุดขีดเพราะมีคนขโมยโดนัทด้วยส่วนหนึ่งและเพราะตอนนั้นฉันขาดยาอย่างต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่ง ฉันถือกล่องโดนัทไปโวยวายกับพี่พยาบาลหน้าเคาท์เตอร์
         "โดนัทของฉันหายไป 2 ชิ้นอ่า ใครเป็นคนเอาไปคะ รีกล้องวงจรปิดดูเดี๋ยวนี้เลย"
         "ใจเย็นๆนะคะ เดี๋ยวทางพยาบาลจะรีกล้องดูให้ ตอนนี้ไปนั่งกินโดนัทที่เหลือให้อารมณ์ดีก่อนนะ" ฉันไม่คิดว่าพยาบาลจะเสียเวลามาดูกล้องวงจรปิดกับอีแค่คดีโดนัทหายอยู่แล้ว
         "แต่มันน่าขยะแขยงนะคะ ใครมันจะกินของเหลือจากโจรลง" ฉันเถียงคอขึ้นเอ็น ตอนนั้นแม่เด็กสาวปัญญาอ่อนก็เดินมาขอโดนัทที่เหลือของฉันจากในมือด้วยความไม่เดียงสา "อีนี่ใช่มั้ยที่เอาโดนัทของฉันไป" ฉันชี้หน้าด้วยความอารมณ์เสีย นึกไปถึงคดีโดนัทของคนอื่นหายเมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน ฉันรู้ว่าฉันคงทำโทษอะไรเด็กนี่ไม่ได้เพราะเค้าเป็นเพียงเด็กไม่รู้ความในคราบของนางสาวอายุ 21 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานบุรุษพยาบาลเอาโดนัทใส่จานมา 2 ชิ้นเพื่อมาชดเชยโดนัทที่หายไปของฉัน แต่ฉันก็รู้ตัวว่าโดนัทนั้นไม่สำคัญเลย ฉันแค่อยากรู้ว่าใครทำ จะได้ไปชี้หน้าด่าได้ถูกคน
    ด้วยความโชคดีหรืออะไรก็ไม่ทราบได้หมอที่รักษาฉันก็เป็นหมอคนเดียวกับที่รักษาเด็กสาวปัญญาอ่อนคนนั้นเหมือนกัน วันต่อมาฉันจึงฟ้องหมอของฉันอย่างหมดเปลือก ฉันเน้นย้ำให้หมอรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนงกของกินแต่อย่างใด ถ้าใครอยากกินแค่มาขอฉันซักคำฉันพร้อมแจกจ่ายให้ตามที่อยากกิน ฉันเพียงแค่เกลียดวิธีการที่คนอื่นกระทำกับฉันเท่านั้น ขโมยของกินกันในวอร์ดเล็กๆแค่นี้มันเหมือนหยามหน้ากันชัดๆ หมอบอกฉันว่า "It's just a donut นะ" แต่ฉันคิดในใจว่า "But the thieve isn't just a thieve" หมออาจจะมองเหตุการณ์นี้ที่วัตถุที่โดนขโมย จึงคิดแค่ว่าจะอะไรนักหนากับโดนัทไม่กี่ชิ้น แต่ฉันมองไปยังการกระทำในเหตุการณ์นี้ต่างหาก การขโมยมันคือการกระทำที่ผิดกฏหมายอย่างหนึ่ง ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนขโมยไปจริงๆ พยาบาลและหมอควรตักเตือนและสั่งสอนให้เค้ารู้ความว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ถ้าอยากกินของคนอื่นต้องทำอย่างไร ฉันเชื่อว่าเด็กสมองไม่เกิน 5 ขวบนั้นไม่เด็กเกินกว่าที่จะเรียนรู้ แต่วัยนี้ต่างหากเป็นวัยที่ควรสั่งสอนสิ่งต่างๆให้รับรู้จนติดเป็นนิสัย แต่ถ้าหากว่าคดีพลิกกลายเป็นคนอื่นขโมยขึ้นมา จะได้รับรู้กันในวอร์ดว่า ในวอร์ดนี้มีขโมยนิสัยเสียอยู่คนหนึ่ง และคนๆนั้นควรโดนทำโทษ ผลลัพท์ของคดีนี้ยังคงเป็นปริศนา เด็กสาวปัญญาอ่อนโดนส่งไปโรงเรียนที่สอนเด็กพิเศษโดยเฉพาะ ส่วนโดนัทสองชิ้นที่ได้มาฉันก็ทิ้งไปทั้งกล่อง ไม่มีใครกล้าแตะต้องของกินของฉันอีกเลย
    สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้นมีผู้ป่วยคนหนึ่งมาทักฉัน เธอคนนี้บอกว่าตัวเองเป็น Homeless ที่ถูกผู้มีอิทธิพลใส่ร้ายว่าเป็นบ้า เลยถูกจับเข้ามาอยู่ในวอร์ด สำเนียงการพูดของเธอจะเหน่อๆหน่อย เรื่องที่เธอถูกผู้มีอิทธิพลใส่ร้ายน่าจะเป็นเรื่องแต่งที่เธอคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่เรื่อง Homeless นี่สิเรื่องจริงที่สุด ในแต่ละวันเธอต้องไปนั่งในร้าน McDonald หรือ Subway ที่เปิด 24 ชั่วโมงต่างห้องนอน และเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่มีเงินเลยซักบาทเดียว ถึงอย่างนั้นมีอยู่วันหนึ่งที่เธอมาทักฉันและบอกกับฉันว่า "เธอคือเจ้าของโดนัทในตู้เย็นใช่มั้ย?"
         "ใช่ ทำไมหรอ?"
         "เราขอซื้อโดนัทของเธอชิ้นนึงได้มั้ย?"
         "เฮ้ย! ไม่ต้องซื้อ ไปหยิบเอาได้เลย อยากได้ชิ้นไหนก็หยิบเอาเลย"
         "ไม่ได้ ของซื้อของขาย เราขอซื้อโดนัทเธอชิ้นนึงละกัน"
    หลังจากเถียงกันอยู่ซักพักเรื่องซื้อโดนัทพยาบาลจึงมาสงบศึกด้วยการบอกว่า "ไม่ต้องซื้อหรอก เค้าให้ฟรีๆ วันหลังเวลาตัวเองมีอะไรก็มาแบ่งเค้าด้วยละกัน" ศึกซื้อขายโดนัทจึงสงบลงได้ด้วยดี ฉันเข้านอนอย่างสงบ และผู้ป่วยคนนั้นเข้านอนโดยมีน้ำตาลไอซ์ซิ่งติดรอบปาก หลังจากนั้นเราก็เป็นเพื่อนคุยกันทุกวัน ก่อนฉันจะออกจากโรงพยาบาลก็ยังไม่วายแบ่งโยเกิร์ตให้อีก 2 กระปุก เธอบอกว่ารสมะพร้าวอ่อนอร่อยกว่ารสสตอเบอร์รี่

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in