Somewhat assortedSilapa Junior
ความรู้สึกของฉัน ต่อการฝึกงานที่โรงพยาบาลสงฆ์
  • เพราะชีวิตการเรียนในฐานะนักเรียนทันตแพทย์และหมอฟันจริงๆ นั้นต่างกัน ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจและการปรับตัวหลายอย่าง ที่คณะฯของผมจรึงจัดวิชาที่เรียกสั้นๆ ว่า 'รวบยอด' ขึ้น เป็นการส่งเด็กปีหก ที่ผ่านหลักสูตรการเรียนทั้งหมด กระจายไปยังโรงพยาบาลรัฐต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้ไปลองลงสนาม ทำงานในชีวิตจริงดู

    เป็นเรื่องธรรมดา ที่แต่ละโรงพยาบาลจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละปัจจัย ที่ไหนอะไรเด่นเน้นด้านไหน ทำให้การเลือกที่ที่จะไปนั้นปวดหัวไม่น้อย 

    โรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านที่ไม่ค่อยจะดีนัก รับเฉพาะเด็กผู้ชาย เป็นเหตุให้ต้องมีการสุ่มจับฉลากออกก่อนเป็นอันดับแรก และหวยก็ออกที่เรากับเพื่อนอีกสามคน โมเมนต์ที่รู้ว่าตัวเองได้ไปรวบยอดที่นี่ คือเหมือนจับได้ใบแดงยังไงยังงั้นเลย เสียใจ คับแค้นใจมาก รู้สึกว่ามันช่างไม่แฟร์ หมอที่โรงพยาบาลนี้ผู้หญิงก็มี ทำไมถึงจะต้องแยกเพศให้โอกาสซวยเรามากขึ้น บลาๆ ไปเรื่อย คิดไม่ตกเลยว่าเราจะผ่านช่วงเวลายุคมืดนี่ไปได้อย่างไร

    แต่แล้วก็ผ่านมาได้นะเหวย มาครับ จะสรุปคร่าวๆ ให้ฟังว่าเราต้องไปเจอกับอะไรบ้าง

    ทุกเช้า เราจะต้องมาถึงที่โรงพยาบาลก่อน 8.30 เซนชื่อ จัดการทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เอากระเป๋าและมือถือไปเก็บในล๊อคเกอร์ พร้อมทำงาน 



    แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเป็นวันอังคาร จะมีคลาสพิเศษเกิดขึ้น เราจะต้องมาตั้งแต่ 7.30 เพื่อเรียนพระพุทธศาสนาเชิงวิชาการด้วยนะ ต้องอ่านงานวิชัยศาสนเปรียบเทียบกันเลย ปิดท้ายด้วยสวดมนต์ชุดใหญ่ ฮืม 

    ช่วงเช้าจะเป็นการจับคู่กันทำฟันพระโดยมีอาจารย์คุมครับ ซึ่งได้ความรู้ว่าการเรียนพระอย่างเป็นทางการนอกจาก หลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงตา นั้น จะต้องเรียกว่า "พระคุณเจ้า" ซึ่งเอาจริง ถ้าไม่ได้มาฝึกงานที่นี่ เราก็คงไม่รู้ ขนาดพระที่โรงพยาบาลเราตอนนี้ังไม่รู้เลย เรียกท่านว่าพระคุณเจ้า หลวงตาก็งง แล้วเหลียวหลังไปมองว่าเรียกใครเหรอโยม (ฮา)

    แค่หน้าตึกก็สะพรึงแล้ว แง
    เปลี่ยนเป็นชุดสีชมพูก่อนไปทำงาน

    การได้รักษาคนไข้ภายใต้สถานการณ์จริง คือเขาไม่ได้มองว่าเราเป็นนักเรียนอีกต่อไป แล้วก็ต้องทำให้เร็วขึ้นด้วย ค่อนข้างท้าทายทีเดียว ถึงอาจารย์จะดุและเข้มงวดพี่ผู้ช่วยที่นี่พีเมี่ยมผู้ช่วยด้วยสโลแกน "ใจดี มีประสิทธิภาพ พึ่งได้ทุกสถานการณ์ " ชอบโมเม้นที่ได้คุยเล่นกับพี่ผู้ช่วง ตอนทำงานขูดหินปูนชิวๆ ที่สุด

    ไฮไลท์ของแต่ละวันคือการเดือนไปหาที่กินข้าวในแหล่งบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีเยอะมาก ทั้งคณะวิทย์ กรมอุตสาหกรรม กรมตำรวจสักอย่าง ตลาดนัดใดๆ ที่ขยันมาจัดอีเว้นต์ เป็นช่วงที่พวกเราได้พักหายใจไปเตรียมตัวไปลุยกับพาร์ทที่หนักที่สุดของวันในช่วงบ่ายที่จะสลับกันระหว่างเลคเชอร์จากอาจารย์ และ การพรีเซนต์งาน (มีทั้งการเอางานวิจัยมาวิเคราะห์และนำเสนอ และ การเก็บรวบรวมข้อมูลเคสคนไข้ที่อาจารย์เลือกให้มันรายงาน)

    เคสถุงน้ำของขากรรไกรบนที่แสนจะปวดหัวและหลอกหลอนพวกเรามาหนึ่งเดือนเต็ม
    คณาจารย์ที่นี่มีความเข้มข้นในวิชาการมากถึงมากที่สุด องค์ความรู้ของทุกท่านไม่เจือจางไปตามกาลเวลาเลย งานคลินิกคือปฎิบัติตามข้อปฎิบัติเป๊ะ และเวลาพรีเซ้นอะไรอาจารย์จะถามเหมือนกับเราอยู่บนคลินิก ซึ่งเขาจำกันได้แม้กระทั่งสถิติ!

    ยอมรับว่า ด้วยลักษณะนิสัยของอาจารย์ที่ไม่ใช่จริตเราโดยสิ้นเชิง เราเองก็เป็นเด็กที่กริยาคำพูด ไม่เรียบร้อย ไม่มีวินัย เหมือนกับเด็กที่ผู้ใหญ่แบบดั้งเดิมเขาจะรักนัก ระหว่างทาง ก็ได้มีปัญหากระทบกระทั่งอยู่พอสมควร แต่มันก็ทำให้เราได้ฝึกอะไรมากมาย  ทั้งวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบ ศิลปะการสื่อสารอ่านใจ และสวดอภิธรรมบทปฏิจจสมุปบาท (เดี๋ยวนะ) เรียกได้ว่าวันสุดท้าย ตั้งฝ่ายก็ต่างเดินมาถึงจุดที่เข้าใจกัน อโหสิกรรมให้กัน และจากกันด้วยดีแบบไม่ตขิดใจ

    info graphic ที่พวกเราทำมาสอนพี่ทันตบุคลากรและอาจารย์ ว่าด้วยความรู้พื้นฐานของโรคยอดฮิตพร้อมวิธีป้องกัน
    วันที่สอนจริง
    มองออกไปนอกหน้าต่างก็มีพระวิหารเลย

    “​Belief is exclusively a matter of personal domain. It has nothing to do with reality.” 

     Abhijit Naskar

    ในรีวิวที่เราเขียนให้กับน้องรุ่นต่อไป เราบอกว่า เอาจริงถ้าย้อนเวลาไปเลือกได้พี่อาจจะเลือกโรงพยาบาลสงฆ์อีกครั้งด้วยความสมัครใจก็ด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันมีส่วนที่เราไม่ชอบและเป็นจริง (ในบางระดับ) ตามคำร่ำลือ แต่มันก็มีส่วนที่เราโอเคกับมันด้วยเหมือนกัน ที่แน่ๆ คือเรามองเพื่อนอีกสามคนในทางที่บวกขึ้นมาก ความร่วมหัวจมท้ายนี้ถ้าไม่ใช่พวกแกที่ช่วยเหลือกันและเป็นคนง่ายๆ ไม่คิดมากแล้ว ทุกอย่างคงจะยากขึ้นกว่านี้หลายเท่า 

    บ่ายวันสุดท้ายที่โรงพยาบาลสงฆ์ เราวานให้พี่ยามถ่ายรูปจากกล้องฟิลม์ก๊องแก๊ง ที่พุ่มเฟื่องฟ้าหน้าตึก ภาพออกมาสวยประทับใจ จดทำให้เราอยากจะแนบเรื่องราวประสบการณ์ที่นี่ไว้กับรูปที่จะโพสลงไป

    ในเมื่อเลือกไม่ได้แล้ว ก็จงเลือกที่จะเชื่อและทำมันให้ดีที่สุดก็พอ รู้สึกไม่เสียใจเลย ที่ได้มารวมยอดที่โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นประสบการณ์ที่มันส์มาก เปรียบได้ไปค่ายกับเขาชนไก่ ของการเรียนทั้งตแพทย์ยังไงยังงั้นเลย : ) 

    สุดท้ายนี้...เราจะไม่ลืม! สงฆ์บอยส์จงเจริญ! โอ๊ส! 

    ปล. เราได้รู้ศักยภาพของตัวเองอีกอย่าง คือเวลาเครียดและกดดัน เราจะง่วงและหลับได้ในทุกสถานการณ์ เช่นระหว่างกำลังช่วยข้างเก้าอี้อาจารย์เป็นต้น คิดย้อนกลับไปก็งงเหมือนกันว่าเรารอดมาได้ยังไง ฮ่าๆ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in