Sorry, I'm Ovary-Reactเนตรธิ ~
Coming Off Psych Meds
  • มาค่ะ ตามที่บอกไว้ในบล็อกที่แล้วว่าจะมาอัพเดตเรื่องหยุดยาให้ฟัง 

    ท้าดาาาา ~

    เรากำลังเข้าสู่เลเวลท้ายๆ ของการรักษาโรคซึมเศร้าแล้ว นั่นคือ การปรับลดยา นั่นเอง


    ก่อนอื่นต้องเล่าว่า เราสามารถเริ่มหยุดยาได้แล้วเนื่องจากเราโอเคขึ้นมาก สภาพจิตดี อารมณ์มั่นคง ใช้ชีวิตได้ปกติสุข ไม่อยากตาย ไม่อยากทำร้ายตัวเองแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่เราพูดบ่อยๆ ก็คือ เรากำลังเตรียมตัวจะมีเบบี๋ ก็อยากจะให้ร่างกายเราคลีนที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันเลยมาถึงช่วงเวลาของการปรึกษากับคุณหมอว่า " จะลดยาค่ะ! "


    แต่เนื่องจาก ปริมาณยาที่เราเทคต่อวันนั้นมันไม่ใช่น้อยๆ เอาให้เห็นตัวเลข คือ เรากินยาตั้ง 5 อย่าง รวมกันทั้งหมด 7 เม็ด กินมาเป็นปีปี เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้สำเร็จภายในวันสองวันแน่นอน 
  • ลดยา STEP 1

    เริ่มต้นจากยาที่อาจจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มากสุด นั่นก็คือ ยานอนหลับ เพราะมีงานวิจัยว่าอาจทำให้ทารกที่เกิดมามีสิทธิ์ปากแหว่งเพดานโหว่ได้ (น่ากลัวมาก จะร้อง) คุณหมอให้ลองลดลงปริมาณครึ่งหนึ่งจากเดิม และลองไม่กินในวันที่คิดว่าจะหลับเองได้บ้าง เราก็ทำตามจนผ่านไปซักสองเดือน เราก็ไม่ต้องกินยานอนหลับเลย อาศัยว่าหลับจากยาอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงแทน 

    โชคดีของเราก็คือ สี่เดือนที่ผ่านมานี้เราไม่ได้ทำงาน อยู่กับบ้าน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนอนไม่หลับ ไปทำงานไม่ไหว หรือกินยานอนหลับแล้วตื่นสาย ก็เลยได้ใช้เวลาพยายามหยุดยาและหัดนอนหลับเองไปในตัว

    ลดยา STEP 2

    เพื่อให้ใช้ยาน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ครั้งล่าสุดที่ไปเจอคุณหมอ คุณหมอก็ให้ลองลดยาที่เรากินสองเม็ดทุกวัน เป็นวันละสองสลับหนึ่งไปเรื่อยๆ โดยยาพวกนั้นยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าจะเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์แน่ๆ หมอแอบบอกว่าอาจจะเป็นแค่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้ แต่ก็ในระดับเป็นวัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร 

    เราก็ยังคงอยู่ในสเต็ปนี้ มีทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นอนหลับบ้าง นอนไม่หลับบ้าง แต่ก็พยายามอยู่
  • ในความเป็นไปด้วยดี ก็มีความพัง
    ซึ่งเป็นความพังจากตัวเราเองเนี่ยแหละ ก็คือ เราชอบ 'หักดิบ' 

    คือ ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำทำไม เอาเป็นว่าสาเหตุน่าจะมาจากความคิดเองเออเองว่า เก่งแล้ว สบายแล้ว ไม่ต้องกินก็ได้คืนนี้ หายแล้วโว้ย ,

    ซึ่งผิด ! และจะนำมาซึ่งความรวนไปเลยอีกสองสามวัน

    อย่างที่บอกว่ากินยาแต่ละวันเยอะ ถ้าหยุดหมดเลย สมองก็งงป้ะ ร่างายก็อ๊องเลย เอ้าา ปกติได้รับตัวช่วยนู่นนี่มาก วันนี้หายไปหมด

    สำหรับผลข้างเคียงของการหยุดยาเนี่ย ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นแบบไหนนะ แต่ที่เกิดกับร่างกายเรา คือ ให้จินตนาการถึงความทรมานของคนพยายามจะเลิกยาที่ถ้ำกระบอกอะ ทรมานสุดๆ

    อาการข้างเคียงจากการหักดิบยาประกอบด้วย

    • นอนไม่หลับ หรือ หลับๆ ตื่นๆ แบบฝันร้าย ขวัญผวา ถึงเช้า
    • ปวดหัวมาก กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย นอนก็ไม่หาย กินของหวานก็ไม่หาย
    • วิงเวียน คลื่นไส้ หนาวๆ ร้อนๆ เหงื่อออก เหมือนจะเป็นลมตลอดเวลา
    • อารมณ์ก็จะกลับมาแย่ มาซึม อยู่ดีดีก็อยากร้องไห้ หรือแพนิคขึ้นมา

    แต่อาการทุกอย่างจะทุเลาไปเมื่อกลับมากินยาครบโดส
    เราเคยทนได้มากที่สุดคือ ไม่กินยาสองคืนติด ไม่รู้ทรมานตัวเองทำไม แต่ทนได้แค่สองคืนจริงๆ ทรมานมาก ถ้าทนอีกต้องถึงตายชัวร์ มันไม่มีทางลัด สุดท้ายก็ต้องกลับมาหัดนับหนึ่งใหม่



  • สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ

    ห้ า ม ห ยุ ด ย า เ อ ง !

    โพรเซสนี้ต้องให้หมอเป็นคนบอกเท่านั้น ต้องบอก ต้องคุย ต้องตกลงกัน แล้วก็จะค่อยๆ ปรับลด หรือ ปรับพฤติกรรมอื่นๆ เพิ่มไปด้วย อย่างเราที่คิดว่าโอเคขึ้นมากแล้ว พอหยุดยาไปเลย บางทีก็พังมากเหมือนกัน อันตราย อย่าทำเลยนะ

    เรากินยามาตั้งแต่ปี 2016 จะครบสามปีแล้ว เป็นระยะเวลาที่นานมาก นี่เพิ่งจะเริ่มกระบวนการลดยาได้แค่ไม่ถึงหกเดือนเอง เส้นทางนี่คงยังอีกยาวไกล .

    ทำอะไรไม่ได้ นอกจากใจเย็นและอดทน 

    เพราะเราคิดว่า ส่วนที่ยากที่สุดได้ผ่านไปแล้ว .


    เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ :) 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Yarimmie (@Yarimmie)
เป็นกำลังใจให้มากๆ เลยนะคะ เพิ่งได้มาอ่าน เราเองก็เคยเป็นซึมเศร้าอยู่ประมาณปีครึ่ง (แต่ไม่ได้เป็นหนักมากนะคะ กินยาแค่สองตัวด้วย) ช่วงหมอบอกให้หยุดยาก็แอบกังวลกลัวมากๆ แต่พอทำตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด กินยาให้ครบโดส มันก็โอเค ไม่น่าห่วงอะไรค่ะ.
แล้วก็เป็นกำลังใจให้ต่อไปถึงหลังหยุดยาเรียบร้อยแล้วด้วยนะคะ พอไม่มียาแล้ว มันก็แอบโหวงๆ นะ เพราะมันแปลว่าต่อจากนี้คือตัวเราเองที่ต้องเป็นยารักษาให้ตัวเอง เป็นกำลังใจให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างดีนะคะต่อจากนี้ :)
เนตรธิ ~ (@mssiiiiis)
@Yarimmie ขอบคุณมากๆ เลยนะ ส่งกำลังใจจากตรงนี้ไปให้ด้วย ทำชีวิตให้ fabulous กันค่ะ ♡