Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
RAINY DAY ที่พะเยา แค่ไปมรสุมก็เข้า
  • 30 กรกฏาคม 2562

    การตัดสินใจไปพะเยาในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกแรก จากปัญหาเรื่องเครียดๆ ไม่ว่าการตกงาน, สิ่งที่ตัวเองทำพลาดไป, สิ่งที่ตัวเองเสียใจและสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ทำอย่างไรแก้ไขไม่ได้

    ตอนแรกคิดจะไปอย่างทะเลหรือเชียงใหม่ แต่พอดีวันเสาร์นั้นติดงานพาร์ททามไปแทนคนลาซึ่งต้องหาเงินก่อน ดังนั้นระยะเวลาที่ได้จริงคือมีแค่ 4 วันรวมเดินทางด้วย ดังนั้นเชียงใหม่ตัดทิ้งไป เหลือทะเล ซึ่งก็ไม่ได้มีเงินเพราะตกงาน แต่มันเครียดและไม่อาจแบกรับความรู้สึกแย่ในใจ หรือเรื่องต่างๆ เอาไว้ได้ ลองติดต่อพี่ที่รู้จักคนหนึ่งที่ตอนตกงานแรกๆ มีโอกาสคุยกัน เขาบอกมีเพื่อนเปิดบ้านเป็นที่พักที่สัตหีบ คืนละ 500 บาท พอลองสอบถามไปว่าจะติดต่อเพื่อนพี่คนนี้ได้อย่างไร เขาก็บอกเดี๋ยวถามให้แล้วเงียบไป เคยไล่หน้า FB ตัวเองผ่านก็เห็นรูปเหมือนเขากำลังอยู่ต่างประเทศแถบยุโรปคงไม่สะดวก เลยสอบถามพี่อีกคนที่เคยทำงานโฮสเทลด้วยกัน เขาก็แนะนำมาหลายที่ มาติดใจที่จันทบุรี เพราะอยากหาทะเลที่เงียบ คนไม่เยอะและที่พักราคาถูก ที่สำคัญรู้จักพี่ที่เคยมาสอนเป็นครูพิเศษตอนมหาวิทยาลัยเลยลองถามเขาไป เขาก็แนะแค่มีมอเตอร์ไซด์จากท่ารถไปทะเล เลยลองหาที่พักเองที่ทะเลจันทบุรีที่ราคาไม่เกิน 500 บาทซึ่งมีแค่ 1 - 2 ที่ ลองโทรถามปรากฏว่าไม่มีรถไปถึง แม้แต่มอเตอร์ไซด์ก็ไกลไป เลยต้องพับเรื่องนี้ทิ้งไป สุดท้ายเหลืออีกที่หนึ่งที่มีคนรู้จักอยู่คือ พะเยา ตอนแรกไลน์หาพี่ที่รู้จักกันที่วัดคนหนึ่งที่เขามีบ้านที่เชียงคำ แต่เขาไม่ตอบ เลยติดต่อไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในพะเยาแต่เขาท้องอยู่ ก็ว่ารบกวนเขาไหม แต่บอกแค่ไปอยู่ 1 คืน แค่ไปทำบุญ เขาก็ตกลง ตอนนั้นบ่าย 2 เศษๆ คือเคยไปพะเยามาหลายครั้ง ดังนั้นรู้ว่าต้องไปรถรอบค่ำๆ จะได้ไปถึงตอนเช้า ดังนั้นก็ออกเดินทางประมาณบ่าย 4 ไม่ก็บ่าย 5 โมงเพราะต้องไปเบิกเงินเดินทางด้วยที่ธนาคาร

    ความจริงมีแก้งานด้วยแต่ถามไปทางน้องเห็นเงียบๆ ไปก็เลยคิดว่าไปไม่กี่วันคงไม่เอา Notebook ไปด้วย และออกเดินทางไปตอนประมาณบ่าย 4 เศษๆ เก็บกระเป๋าไม่ถึง 10 นาทีก็ออกเดินทางได้ แต่ตอนรอรถเมล์ก็เจอเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราไม่แน่ใจนักว่าใครคิดอย่างไรกันแน่และเราทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า คือเรื่องผ่านมาแล้วแหละ แต่เราอาจทำอะไรพลาดไปแล้วอีกรอบก็ได้ แต่ตอนนั้นก็เครียดเพราะน้องไลน์มามีแก้งาน แต่เราออกมาแล้วไม่กลับเข้าบ้านอีก น้องมาบอกช้าไป 10 นาที

    ออกเดินทางจากบ้านมาแล้วไปต่อรถที่ป้าย The Mall บางกะปิ ตอนนั้นน้องก็ไลน์มาบอกว่า ZIP FILE ที่เราส่งให้ ลูกค้าเปิดไม่ได้ ให้เราลองดูจากมือถือโหลดได้ไหม เราลองกดดูก็โหลดได้ คือขึ้นมาโหลด แต่เนตมือถืออาจไม่สามารถพอเพราะ 400 กว่า MB แต่เราก็แคปหน้าที่แสดงว่าโหลดได้ให้น้องเขาดูและขอโทษน้องเขา

    นั่งสาย 96 ไปลงหมอชิต 2 ถึงตอนทุ่มกว่า ก็ไปซื้อตั๋วรถของ บขส. ราคา 526 บาทซึ่งเท่ากับรถของบริษัทอื่นๆ ไม่ได้ถูกเลย แต่อาจมีส่วนลด สรุปจ่ายไป 497 บาท เลือกที่นั่งแถวหลังสุด เพราะอยากเอนเบาะไม่ต้องเกรงใจใคร รถออกตอน 20.20 น.

    ความจริงที่มา เราอยากทำไรสักอย่างกับความทรงจำเราบางอย่างเราด้วย อาจเป็นความเคลื่อนไหวประกอบเพลงที่ชอบ เลยถ่ายคลิปสิ่งที่น่าจะเอาไปใส่ใน Clip ที่เราอยากทำไปเรื่อยๆ แบบการเดินทางของเราแบบนี้


    ที่นั่งของเราเลือกท้ายสุด ซึ่งที่นั่ง 2 ฝั่ง ช่องตรงกลางจะแคบกว่าที่นั่งในแถวอื่นๆ ตอนแรกจำผิดคิดว่าติดห้องน้ำด้านหลังแต่คงละบริษัท ข้างหลังก็มีไม้แขวนแขวนเสื้อและเป็นที่เก็บของ เก็บผ้าห่มที่อยู่หลังเบาะเรา ช่วงนี้ไม่ได้มีเทศกาลอะไรสำคัญ คนเลยน้อยมาก พนักงานต้อนรับก็บอกกับผู้โดยสารคนอื่นแบบนอนสบายเลยครับ ที่นั่งเราจนรถออก เรานั่งอยู่คนเดียวท้ายรถ ถัดออกไปอีก 4 แถวด้านหน้าถึงมีคนนั่ง ซึ่งก็ดีเพราะเป็นส่วนตัวดี และมองที่นั่งฝั่งตรงข้ามคือถ้าไม่มีใครเราก็อาจนอนยาวเอาขาพาดไปฝั่งนั้นได้แบบไม่ต้องงอขาเลยก็ได้


    รถออกเลทนิดหน่อย เราก็ถ่ายคลิปตอนรถวิ่งออกจากท่ารถ เครื่องดื่ม + อาหารว่างก็ขนมปัง ก็ทานได้แค่ขนมปังเพราะอย่างพวกซองกาแฟแม้มีถ้วยกระดาษให้แต่ไม่มีน้ำร้อนให้ชงทาน เราอาจไม่ถามพนักงานบนรถด้วยก็ได้


    รถก็แล่นไปเรื่อยๆ เราก็นั่งคิดเรื่องที่อยู่ในใจเรา หรือทุกข์ใจไปเรื่อยๆ หลายอย่างแต่ก็ทำไรไม่ได้ อาจเพราะตกงานด้วยแหละ เลยมีอะไรหลายๆ อย่าง ก็นั่งฟังเพลง, มองข้างทาง หรือเล่นอะไรบ้าๆ บอๆ กับตัวเองโง่ๆ


    ตอนรถวิ่งไปไม่ไกล จอดรับผู้โดยสารเพิ่ม เราเห็นมีผู้หญิงเดินมาหาที่นั่ง เราก็ไม่แน่ใจเขานั่งตรงไหน แต่คิดว่าไม่น่าใช่ข้างเรา เพราะที่นั่งเหลือเยอะมาก และเรานั่งท้ายสุดเลย คือเหมือนเห็นแก่ตัว เขามีสิทธิ์จะนั่งตรงไหนก็ได้ แต่เราไม่อยากให้เขานั่งข้างเราหรือหน้าเราเพราะเรื่องเอนเบาะ เคยเจอแบบไปต่างจังหวัดครั้งก่อนๆ คนหน้าเราเอนเบาะแบบเอนเยอะมากจนเหมือนมานอนตักเรา แต่สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็เดินๆ ไปนั่งแถวข้างหน้า

    บนรถก็ปิดไฟ เราก็นั่งฟังเพลงและร้องเพลง มองวิวข้างทาง คิดถึงเรื่องต่างๆ ที่คิดมาก ทุกข์ใจ บางทีก็เอามือถือมาถ่ายคลิปข้างทางไว้


    ตอนเกือบ 5 ทุ่มก็มาแวะทานข้าวที่จุดพักรถ ปกติเวลาเดินทางไกล เราจะติด Power bank ไปด้วย แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใด Power bank  เรา 2 อันเสียหมด ไม่มีเงินซื้อใหม่ตอนนี้ เลยไม่ได้ติดไป ตอนนั้น    แบตมือถือก็ใกล้หมด เลยเอาสายชาร์จไปด้วยเผื่อนั่งทานข้าวจะมีปลั๊กเสียบ ก็มีปลั๊กนะแต่เขาติดป้ายไว้เสีย 10 บาท และไม่ได้อยู่ใกล้โต๊ะทานข้าว ซึ่งแปลว่าเราต้องทิ้งไว้ไม่มีคนเฝ้าหรือเราจะยืนเฝ้าก็ไม่ได้ทานข้าวเพราะพักรถอย่างมากไม่เกิน 30 นาที เรายืนๆ คิดและมองไปที่รถที่เรานั่งมา เป็นไปได้ไหมจะฝากชาร์จกับรถ เราเลยเดินไปด่อมๆ มองๆ ที่แถวคนขับ แต่ตอนนั้นคนขับและพนักงานต้อนรับไม่อยู่ เราเลยยืนรอ สักพัก พนักงานต้อนรับก็มา เราเลยถามเขาว่าฝากชาร์จแบตได้ไหม เขาก็บอกได้แต่ว่ารอรถออกเดี๋ยวหาย เราก็โอเค ขอบคุณเขา แล้วไปทานข้าว


    พอขึ้นรถเราก็ไปฝากชาร์จแบตมือถือกับคนขับ และขอบคุณเขา 


    ตอนแรกว่าจะฝากชาร์จชั่วโมงเดียว แต่ก็ไม่ได้ไปเอา นอน คนอื่นก็เอนเบาะปกติ แต่ของเราก็เอนเบาะสุดปกติ (แต่รู้เลยระดับการเอนเบาะของแต่ละบริษัทต่างกัน อีกบริษัทเอนได้มากกว่า) แต่เพราะที่ว่างระหว่างเก้าอี้มันแคบกว่าแถวอื่น เราเลยเอาขาพาดไปเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามได้ แถมพนักงานต้อนรับเอากองผ้าห่มมากองทิ้งไว้เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เราเลยไปดึงมาผืนหนึ่งแบบไม่ได้แกะพลาสติกออกเอามาแทนหมอน แต่นอนแล้วมันไม่ได้หนามากเลยไปดึงมาอีก 2 ผืนรวมเป็น 3 ผืนแล้วนอน ตอนแรกคิดว่าไม่หลับ และคิดว่าน่าจะถึงสายๆ สัก 8 โมงเช้า แต่เอาเข้าจริงๆ เรามาได้ยินเสียงอีกทีคือพนักงานต้อนรับเรียกว่าถึง "พะเยา" แล้ว เราก็งงๆ แบบดูฟ้าที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ตอนนั้นไม่มีมือถือเลยไม่รู้เวลา รู้แค่ว่าถึงเร็วมากๆ เราเลยรีบลุกไปที่ช่องประตู แต่ยังยืนอยู่ชั้น 2 เห็นพนักงานต้อนรับมาตรงประตูเอามือถือและที่ชาร์จมาคืนเรา เราเลยขอบคุณเขาและบอกเขารอแป๊ปนึง เรายังไม่ได้เก็บของแล้วรีบกลับมาที่นั่ง เก็บของซึ่งคือผ้าห่มที่เรายืมมา เอาไปไว้ที่เก้าอี้ที่เดิม และหยิบกระเป๋าลงจากรถไป ตอนนั้นแค่ประมาณ 6.40 น. เอง


    ลงจากรถมาก็มานั่งที่ท่ารถ ฝนก็ตกปรอยๆ ก็มีสิ่งหนึ่งที่อยากทำ แต่ต้องหากระดาษก่อน การเดินทางมาครั้งนี้ก็มีหลายๆ เรื่องในใจที่แก้ไขไม่ได้ แก้ไม่ตก และหาทางออกในปัจจุบันไม่ได้ อาจเพราะตกงานด้วยมั้งหรือหางานไม่ได้ตามที่หวัง หรือพลาดโอกาสหลายๆ อย่างในชีวิต ซึ่งความจริงเราไม่รู้เป็นอย่างไรหรอก คิดไปเอง เข้าใจไปเอง หรือผลลัพธ์คืออะไร ถามว่าเสียเวลาชีวิตไหม? ก็เสีย แล้วอยากตายไหม? หลายๆ อย่างก็อาจทำเราไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่หลายๆ อย่างมันควรอยู่ด้วยความหวัง หรือยอมรับว่าเราก็ทำผิดพลาดไปหลายๆ เรื่อง เวลาผ่านไปแล้วไม่หวนกลับ หลายๆ ครั้งที่คิดย้อนไปแล้วเสียใจ และหลายๆ ครั้ง ทำไมไม่เชื่อใน sense ตัวเอง

    ชีวิตเหมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่เราอาจจดด้วยหมึกที่สามารถลบเลือนไปได้ตามกาลเวลา เมื่อเปิดย้อนดู หลายๆ อย่างก็จางหาย แต่หลายๆ อย่างก็ติดแน่นอยู่ เหมือนให้เราย้อนไปดูสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาในอดีต ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้

    เมื่อกี้เราเล่าว่าเราต้องตามหากระดาษ ก็เลยฝ่าฝนปรอยๆ ไป 7/11  เราไมไ่ด้ติดร่มมาด้วยเพราะเอากระเป๋าเป้มาใบเดียว เดินมาใน 7/11 ก็ไปที่ชั้นขายสมุด อยากได้ราคาไม่แพงเลยไปได้สมุดวาดเขียนมา 1 เล่ม ให้พนักงานเช็คราคาดู ราคา 8 บาทเลยซื้อมาแล้วเดินย้อนกลับไปที่ท่ารถ แล้วเริ่มต้นเขียนในสิ่งที่ต้องการไปในแต่ละหน้า มาถึงแบบวันที่แย่มากๆ เพราะฝนตก ก็ไม่แน่ใจสิ่งที่คิดจะทำจะทำได้ไหม 

    อยู่ที่ท่ารถจนประมาณ 7 โมงครึ่ง ฝนก็ยังไม่หยุดตกแต่ก็ไม่ได้ตกหนัก เลยตัดสินใจเดินไปที่ "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" แต่ระหว่างเดินไปผ่าน 7/11 เจอคนคนนึงเขาเอาของมาเก็บที่รถแล้วเหล่มองเรา เราไม่แน่ใจว่าเหล่มองเพราะเรามีไรจะทักเขาไหมหรือเหล่เพราะเราโผล่มาที่นี่หรือทำไมคนคนนี้เหมือนผีที่เพิ่งโผล่จากหลุมออกมาเดิน เราก็อาจไม่ทราบความคิดเขา เรามองแต่ก็ได้แต่เดินผ่านไปตามทางเรื่อยๆ ส่วนเขาพอเราเดินผ่านก็เลิกสนใจเราอีก

    ตอนนั้นฝนตกปรอยๆ  เราก็เดินผ่านน้ำที่นองบนพื้น เราถ่ายคลิปฝนที่ตกลงมากระทบน้ำเล่นๆ 


    เดินมาประมาณ 10 นาทีก็ถึงริมกว๊าน เราก็เดินไปริมกว๊านที่อยู่ตรงข้าม "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ก่อนเพื่อถ่ายภาพและถ่ายคลิปเล่น ตอนนั้นฝนก็ยังตกอยู่ แต่ไม่ได้หนักมากเพราะก็ยังมีคนเดินอยู่บ้าง 

    เราก็ถ่ายคลิป "กิ่งไม้ที่พลิ้วไหวแบบแรงลม", "รถที่วิ่งผ่านไปมา", "กว๊าน",  "โคมไฟ", "ดอกไม้" และแมลงในน้ำ


    "แมลงในน้ำ" คือเราถ่ายคลิปริมกว๊านอยู่ เห็นผู้ชายคนหนึ่งไปถ่ายรูปอะไรอีกด้านหนึ่งของที่เรายืน พอเขาไปเลยเดินไปดู เลยเจอแมลงในน้ำ เลยถ่ายคลิปไว้เล่นๆ

    ประมาณ 8 โมงก็เดินข้ามฝั่งถนนไป "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ฝนก็ยังตกไม่หยุด


    ทำอะไรไม่ได้ นอกจากรออยู่ในศาลาทางเดิน ร้านที่ขายพวกดอกไม้ธูปเทียนก็ยังไม่มีใครมา เราก็นั่งรอ ฝนก็ไม่มีทีท่าจะหยุดตก ตอนแรกก็นั่งและดูนกที่อยู่ในศาลา พยายามจะถ่ายภาพมัน แต่พอเราใกล้ มันก็บินหนีไป ไม่มีไรทำ เราเลยเดินไปมาในศาลา ตอนแรกก็แบบเครียดๆ คิดเรื่องที่เราทุกข์ใจแบบหาทางออกไม่ได้ เราพลาดเอง และก็คิดเรื่องแก้งานที่เราไม่ได้เอาคอมมาเลยแก้ไขอะไรไม่ได้ เดินวนไปวนมา คิดไปคิดมา เครียดอยู่คนเดียวในศาลา เดินไปเดินมาสักพัก ฝนก็ไม่หยุดตกสักที เราก็เปิดเพลงฟังใส่หูฟังจากมือถือไปด้วย เลยเปลี่ยนเดินไปเดินมาร้องเพลงบ้าบอไปคนเดียว บางทีก็หยุดเดินแล้วมองออกไปนอกศาลาที่ฝนยังตกอยู่คนเดียว แล้วก็เดินร้องเพลงกลับไปกลับมาไปเรื่อยๆ


    9 โมง ฝนก็ยังไม่หยุดตก เลยมานั่งรอ ความจริงเสียงเพลงที่ฟังช่วยเรามากเพราะไม่งั้นบ้าตายแน่ๆ เพราะนั่งอยู่คนเดียว ก็นั่งคนเดียว, ฟังเพลง และร้องเพลงไปเรื่อยๆ


    ต้องทำใจ หลบไปนั่งคนเดียว
    ได้แต่รอต่อไปอย่างนี้ นั่งรอให้ฝนหยุดเรื่อยไป
    อึดอัดใจ จะมีวันไหนจะได้สะสางเรื่องอึดอัดและกลุ้มใจ

    (เพราะวันนี้) ฉันตกที่นั่งลำบาก
    กับชีวิตที่ไม่มีใครอยู่ตรงนี้
    แต่จะเป็นไรไป อย่างน้อยก็ได้นั่งบ่นก็ยังดี
    จะทนนั่งรอตรงนี้ก็แค่ลำบาก

    แค่ไม่อยากนั่งรอตรงนี้ เพราะทำอะไรไม่ได้
    อึดอัดใจจะมีวันไหนจะได้จบปัญหาที่เครียดไปสักที 
    (ทำผิดเองกี่รอบ)

    (เพราะวันนี้) ฉันตกที่นั่งลำบาก
    กับเรื่องชีวิตที่ทำไรแย่และผิดพลาดไปซะทุกอย่างอยู่ตรงนี้
    แต่จะเป็นไรไป อย่างน้อยก็ได้พล่ามก็ยังดี
    จะทนนั่งรอตรงนี้ก็แค่ลำบาก

    (เพราะวันนี้) ฉันตกที่นั่งลำบาก
    กับเรื่องชีวิตที่ไม่มีใครอยู่ตรงนี้
    แต่จะเป็นไรไป อย่างน้อยก็ได้นั่งจิตตกและร้องเพลงไปก็ยังดี
    จะทนนั่งรอตรงนี้ก็แค่ลำบาก

    หากเธอจะยอมช่วยฉันที
    ให้พ้นไปจากตรงนี้ที่นั่งลำบาก
    Cr. ที่นั่งลำบาก

    ความจริงตอนนั่งร้องเพลงไม่ได้นึกถึงเพลงนี้ แต่ตอนกลับ เพลงมันเล่นขึ้นมาเลยนึกถึงตอนนั่งตรงนี้ เลยคิดว่ามันเข้ากันได้ เพราะก็คือนั่งรอและรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

    ระหว่างรออยู่คนเดียวก็มีรถเข้ามา 2 คัน คันแรกกระบะสีดำ เราก็ตกใจนิดนึงเพราะร้องเพลงแล้วไม่อยากให้ใครเข้ามาในพื้นที่ แต่เขาก็เข้ามากลับรถแล้วออกไป คืออาจจะเข้ามาไหว้แต่ว่าฝนตก คันที่ 2 ก็เข้ามา เหมือนลังเลว่าจะลงมาไหว้ดีไหม เราก็มองรถเขา แล้วมองไปที่ "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" แล้วมองรถเขา เหมือนจะไหว้จริงดิ ฝนตกนะ แล้วเขาก็เลี้ยวรถออกไป

    เรานั่งร้องเพลงคนเดียว เสียงฝนก็กลบเสียงเราแบบหนักขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีทีท่าจะหยุดตก จนจะ 10 โมง คนที่ขายธูปเทียนดอกไม้ก็มา เราอยากยืมร่มเขาไปวัดศรีโคมคำมาก เพราะเสียเวลาที่นี่แล้วไหว้ไม่ได้ แต่ถ้าไปวัดศรีโคมคำจะมีหลังคา แต่คุณป้าคนขายไม่ให้เพราะไม่มีร่มใช้ คือตอนแรกคิดว่าไปแล้วจะวกกลับมา เขาก็อยู่ร้าน แต่ก็จริงเดี๋ยวเขาไปไหนมาไหน และเราเดินไปใช้เวลาเยอะ เราก็มองๆ ไม่มี 7/11 หรือคนขายร่มอยู่แถวนั้น เราก็เลยยืนรอในศาลาต่อไป ฝนก็ตกเรื่อยๆ ไม่หยุดซักที

    ไม่นานก็มีรถเข้ามาอีกคัน เป็นคู่สามีภรรยา มาพร้อมกับบายศรี เราก็ดูฝนยังตกอยุ่ พวกเขาก็หอบบายศรีเข้ามาวางบนโต๊ะในศาลา แล้วขอซื้อธูปเทียนคนขาย ซึ่งก็ให้บริการดี เราก็แค่ยืนมองเขา


    เราก็ยืนมองเขาขึ้นไปไหว้แล้วสงสัยว่าจะจุดเทียนติดไหมเพราะฝนตก สักพัก พวกเขาก็ลงมา แล้วไหว้อีกรอบที่ด้านล่างของ "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" เราก็ยืนรอ พอพวกเขาเดินกลับมา เราก็ถามเขาว่าจุดเทียนติดไหม ผู้หญิงก็ยิ้มบอกว่า "ติด" แล้วหันไปทางผู้ชายว่า "พวกเราเก่งเนอะ" แล้วพากันเก็บของกลับไปที่รถ เราเลยหันไปทางคุณป้าคนขายว่า "ถ้าจุดเทียนจะติดไหม" แต่คนขายเงียบ จัดของต่อไป เราก็เลยฝ่าฝนไปดูเอง แต่ไปยืนด้านล่าง "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ไม่เห็นเทียนที่ติดสักแท่ง เลยไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้อาจติดแต่ตอนนี้ดับแล้วหรือเปล่า เลยเดินกลับมาที่ศาลา คุณป้าคนขายก็บอกให้เราถามคู่รักคู่นั้นว่าติดรถไปวัดศรีโคมคำได้ไหม แต่เราไม่กล้าถาม ไม่อยากรบกวนด้วย คนคู่นั้นก็มีมองแล้วขับรถออกไป เราก็อยู่ในศาลาต่อไป ฝนก็ตกต่อไป ไม่มีท่าทีจะซาเลย ตกมาตั้งนานตั้งแต่ก่อนเรามาถึงอีก ก็ถามคนขายว่าเมื่อวานตกไหม เขาก็บอกไม่ตก หรือไม่ใช่ตกตอนเช้าๆ แบบนี้นี่แหละ คือแผนเราล่มหมดที่จะทำ และเสียเวลามาก เพราะปกติมาถึงเราจะไหว้ที่นี่และไปไหว้ "วัดศรีโคมคำ" และจะแวะไหว้ "หลวงพ่อพระเจ้าองค์ดำ" ที่ "หอวัฒนธรรมนิทัศน์" ด้วย

    เราก็ยืนมอง "พ่อขุนงำเมือง" ว่าถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ฝนหยุดตกภายใน 5 - 10 นาทีได้ไหมคะ คืออธิษฐานในใจ แต่พูดไม่ทันขาดคำ ฟ้าร้อง คือ ตกมาตั้งนาน 2 - 3 ชม. ที่อยู่มา ฟ้าไม่ร้องเลยนะ แค่ฝนตก พอเราอธิษฐาน ฟ้าร้องซะงั้น แต่ก็ฉุกคิดในใจเหมือนกันว่าลองจุดธูปไหว้ขอสิ ให้ฝนหยุดตก

    ตอนนั้นก็สิบโมงเศษแล้ว เราไม่อยากรอ เลยขอซื้อธูปจากคนขาย แต่พอดีเขาขายเป็นชุด เลยได้ทั้งธูปเทียนดอกไม้ ก็ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้วเลยเดินขึ้นไปไหว้ "พ่อขุนงำเมือง" 

    พอขึ้นมาจุดที่ไว้ไหว้ขอพร เราก็ต้องลองจุดเทียนก่อน จึงเห็นว่าในบรรดาเทียนที่ดับ มีเล่มหนึ่งไฟติดอยู่ แต่ปักในกระถางธูปด้านข้าง เราก็คิดว่าของคนคู่นั้นแหละ เลยลองดูบ้าง ครั้งแรกจุดปักแล้วดับ เลยลองอีกครั้งดึงออกมาจุดไฟไหมแล้วปัก ลุ้นๆ ว่าจะดับไหม เผลอเอามือถือบังด้วย โง่มาก เพราะเมื่อกี้ตอนถ่ายภาพ - ถ่ายคลิป ฝนมันตก เครื่องเลยรวนๆ นี่เอาไปบังเทียนอีกแม้มีเคสหุ้มก็เหอะ แต่มืออีกข้างถือทั้งธูป - ดอกไม้ มืออีกข้างถือมือถือ เลยเอามือข้างถือมือถือบัง แต่พอเอามือถือออก แล้วมองดูสักพัก เทียนก็ไม่ดับ


    พอเทียนไม่ดับ เราเลยไปจุดธูปอธิษฐาน วางดอกไม้ไป พอกลับมาส่องเทียนอีกรอบก็ยังไม่ดับ ก็วางใจอย่างน้อยก็ยังอยู่ได้พอสมควร แล้วลงจาก "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ไป

    ลงมาเราก็ตัดสินใจถามแม่ค้าว่ามีพวกเทียนสะเดาะเคราะห์อยู่ไหม และเทียนประจำวันเกิดเราด้วย "วันเสาร์" ก็ 40 บาท แต่เราเขียนชื่อเราไปได้แท่งเดียวแบบยังไม่เสร็จ คนรู้จักเราก็โทรมาว่าอยู่ตรงข้าม "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" เพราะตอนแรกเรารอฝนหยุดตก ฝนไม่ยอมหยุดซักที เราเลยตัดสินใจทักแชทคนรู้จักที่นี่เพราะเรามาขอเขานอน 1 คืน จากตอนแรกว่าจะไหว้ให้ครบที่ตั้งใจค่อยทักไป เขาก็เหมือนตอนแรกจะให้เราไปเอง เราก็บอกเขาแชร์โลเคชั่นมาเพราะจำไม่ได้ แต่พอเขาแชร์มา เราก็ไม่รู้อยู่ดีอยู่ไหน เขาเลยบอกเดี๋ยวมารับแต่ตอนนี้เช้าอยู่ นอนก่อน เราก็โอเค ไม่อยากกวนเขาแหละ ท้องอยู่แบบ 7 เดือนแล้ว

    พอคนรู้ัจักมารับ เราเลยไปขอถุงพลาสติกคุณป้าคนขายเพราะจะใส่เทียนไป ค่อยมาไหว้ทีหลัง ตอนแรกคนขายทำหน้าไม่พอใจเพราะอาจคิดว่าเราจะคืนเทียน แต่พอเราขอถุงพลาสติก เขาก็เลิกทำหน้าไม่พอใจ หาถุงให้เรา เราก็เอาเทียนใส่ถุง เก็บของแล้วขึ้นไปดูเทียนที่จุดไว้ว่าดับไหม และไหว้ลา "พ่อขุนงำเมือง" อีกรอบ คือบอกตรงๆ ตอนนั้น ฝนหยุด แบบเมื่อกี้ยังตกอยู่เลย แต่ตอนนี้หยุดแล้ว แต่เราไม่มีเวลาจุดเทียนอีก 4 เล่ม ต้องรีบไปรถคนรู้จัก คือเขาอุตส่าห์มารับ ไม่อยากให้รอนาน


    ขึ้นรถมาได้ ก็ทักทายปกติ เกรงใจเหมือนกันเพราะเขาท้อง 7 เดือนต้องหอบสังขารมารับเรา (ตอนอยู่ในศาลา คุณป้าคนขายก็ถามเราว่าเพื่อนรักเราจัง บอกให้รอ เราเลยบอกกลับไปว่า ไม่ได้สนิทกันแค่รู้จัก มาขอเขาอาศัยคืนหนึ่ง)

    เพื่อนก็ถามว่ากินข้าวยัง เราบอกว่ายัง เพราะฝนมันตกไปไหนไม่ได้ เลยแวะไปกินที่โลตัสแถวหน้าซอยบ้านเขา เราก็แวะซื้อสบู่, ยาสระผมและยาสีฟันด้วย เพราะเกรงใจเพื่อน ตอนแรกว่าจะซื้อก่อนทักเพื่อนไป แต่ฝนตกเลยไปไหนไม่ได้


    มาถึงบ้านเพื่อน ก็มานั่งดูทีวี เพื่อนเขามีอาชีพดูดวง ก็เห็นมีลูกค้าโทรมาเรื่อยๆ เราก็นั่งดูทีวีไป จนประมาณบ่าย 2 ก็มีเด็กๆ นักเรียนม. ปลายมาดู ก็เห็นเพื่อนจัดเก้าอี้อยู่ แต่ตอนมาคือมา 4 คน เราก็จะลุกให้นั่ง เพราะเราก็มารบกวนเขาเหมือนกัน แต่เห็นเขานั่งกันพอ เราเลยนั่งต่อ แต่ว่าเขยิบออกมาหน่อยนึง ให้พวกเขาเป็นส่วนตัว และนั่งดูทีวีไป พยายามไม่ฟังเขาคุยกัน เพราะน้องเขาก็เหลือบๆ มองเรา เราก็ทำเป็นไม่สนใจ ดูทีวีอย่างเดียว แต่ก็มีบ้างที่ได้ยินเพราะนั่งใกล้ แต่เราโฟกัสที่ทีวีไปมากกว่า 


    ความจริงตอนแรกก่อนน้องๆ เขามา เพื่อนก็ถามขับมอเตอร์ไซด์เป็นไหม แต่เราบอกไม่เป็น ก็จริงคือเราจะได้ขับไปแถวกว๊านได้ จักรยานเพื่อนก็ไม่มี ตอนน้องๆ นั่งดู เราก็มองเวลาในทีวี เพราะเราอยากไปไหว้พระที่ "วัดศรีโคมคำ" แต่คงต้องเดินไป เลยสองจิตสองใจ พอน้องๆ เขาไปตอนประมาณบ่าย 4 โมง เราก็บอกเพื่อนว่าจะออกไปข้างนอก เพื่อนก็ถามไปโลตัสเหรอที่อยู่หน้าซอย เราก็บอกใช่ แต่ก็เอาเทียนสะเดาะเคราะห์ที่ซื้อมาจาก "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ไปด้วย เผื่อเดินไปถึงจะเอาไปไหว้ ก็เดินออกจากบ้านเพื่อนไป แต่คิดว่าน่าจะไม่ไกล เพราะตอนเพื่อนมารับจากแถวกว๊าน เรามองทางอยู่ก็คิดว่าไม่ไกล แต่ตอนเดินก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ก็ยืมร่มเพื่อนไป


    เดินออกไปถึงหน้าปากซอย ก็ข้ามถนนไป ตอนแรกก็ไม่รู้ไปทางไหนดี แต่พอดีต้องข้ามทางม้าลาย เลยต้องเดินไปทางขวามือที่เราเห็นมีแยกเลี้ยว น่าจะข้ามไปได้ ซึ่งก็ถือว่ามาถูกทาง เพราะพอข้ามฝั่งไป ก็มีป้ายว่า "วัดศรีโคมคำ" ตั้งอยู่ว่าซอยนี้แหละ แม้ไม่รู้ต้องเดินอีกไกลแค่ไหน แต่ถ้าทางนี้ก็เดินไป


    ระหว่างเดินไป ก็มีโทรศัพท์เข้ามา จากโครงการอบรมที่เราสมัครจนลืมไปแล้วเพราะคิดว่าไม่ได้ ท่ามกลางแดดเปรี้ยงจนเราต้องวางร่มที่ถือเพราะไม่มีมือ เพราะมืออีกข้างถือกระเป๋าเงินและถุงเทียน เขาถามว่าวันที่ 2 สิงหาคม 2562 สะดวกไหม เราก็บอกว่าสะดวกแต่ความจริงตอนนั้นเราลืมไปว่าวันที่ 2 คือเป็นวันเราไปถึงกทม. คือจำวันไรไม่ได้เลย พอวันนั้นจริงๆ ก็เสียดายเหมือนกัน

    เดินมาถึงโรงเรียนก็มีป้าย "วัดศรีโคมคำ" และ "กว๊านพะเยา" เราก็ไม่รู้ไปทางไหน หันไปเจอแม่และเด็กซื้อของ เราเลยถาม แต่ตอนแรกเหมือนเขาหนีเรา เราเลยต้องเดินไปใกล้ๆ เขาก็ชี้บอกให้เราตรงไป เราก็เลยขอบคุณเขา แม้ไม่รู้อีกไกลไหม แต่คิดว่าไม่ไกล เพราะลูกเขาก็ชี้ด้วย แบบเด็กประถมชี้ทางถูกก็น่าจะเดินไปไม่ไกล


    เดินต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน


    สุดท้ายเราก็เห็นกำแพง "วัดศรีโคมคำ" แบบลิบๆ ดูเวลาคือออกเดินทางประมาณ 16.15 น. มาถึงประมาณ 16.40 น. ซึ่งถือว่าใกล้เพราะเราเดินมายังใช้เวลาแค่ 25 นาทีทั้งที่เพื่อนบอกอยู่อีกฟาก ปกติเราขับรถไม่เป็น ขี่มอไซด์ก็ไม่ได้ ก็เดินเอาไปเรื่อยๆ ดังนั้น 25 นาทีถือว่าสบายมาก

    เดินข้ามถนนมา "วัดศรีโคมคำ" ก็ไปซื้อเทียนสะเดาะห์เคราะห์มา 4 เล่มรวมประจำวันเสาร์ด้วย ปกติมาพะเยาต้องจุดเทียนสะเดาะห์เคราะห์ทุกครั้ง ก็เขียนชื่อ-นามสกุลและวันเกิดลงไปบนเทียน


    การจุดเทียนทุกครั้ง สิ่งที่เรากลัวคือจุดเทียนแล้วดับ หลายครั้งก็เลยยืนดูต้องแน่ใจว่าคงไม่ดับอ่ะนะ แล้วเราก็เข้าไปไหว้องค์พระประธาน "พระเจ้าตนหลวง" ในโบสถ์ 

    วันที่ไปรู้สึกมีงานศพของพระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่ง มีเก้าอี้จัดเรียงเป็นแถว ก็ถามพระที่จัดของอยู่แถวนั้นว่าเข้าไปไหว้ได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้ ก็เลยเข้าไปไหว้ขอพร


    ออกจากโบสถ์ เราก็เข้าไปไหว้ครูบาที่อีกโบสถ์หนึ่งด้านนอก 


    ไหว้ครูบาแล้วเราก็ย้อนไปที่เทียนที่เราจุดอีกรอบเพื่อดูว่ายังไม่ดับใช่ไหม


    ออกจาก "วัดศรีโคมคำ" เราก็เดินต่อไปที่กว๊านเพื่อไหว้ "พ่อขุนงำเมือง" แต่ระหว่างทางจะต้องผ่าน "หอวัฒนธรรมนิทัศน์" ซึ่งเราอยากไหว้ "หลวงพ่อพระเจ้าองค์ดำ" แต่คิดว่าน่าจะปิดแล้ว ตอนแรกเดินผ่านไป แล้วก็เดินย้อนกลับมา ก็คือปิดแล้วจริงๆ แต่มาถามเวลาปิดคนที่อยู่แถวนั้น เขาก็บอกปิด 4 โมงเย็น คือถ้าเราไม่โอ้เอ้ ก็คงมาทันแต่ตอนนั้นไม่แน่ใจตอนที่อยู่บ้านเพื่อน เพราะไม่รู้ถ้าเดินจะไกลมั้ย? คือถ้ารู้ว่าเดินแค่ 25 นาทีคงเดินมาตั้งแต่แรกแล้ว

    เดินมาเกือบ 20 นาทีก็มาถึง "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ก็เข้าไปจุดเทียน ไหว้ขอพร


    ไหว้ "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" เราก็มาเดินเตร็ดเตร่ที่ริมกว๊านคนเดียว ถ่ายรูป ถ่ายคลิปสิ่งต่างๆ ที่เห็นรอบตัว เราไม่รู้คนที่อยู่ที่นี่ เขาทำงานอะไรกันบ้าง แต่ถ้ามีงานทำ มีเงิน มีที่อยู่ เย็นๆ ออกมาพักผ่อนหรือวิ่งริมกว๊านคงเป็นชีวิตที่ชิลมากๆ 





    เดินเล่นอยู่ไม่นาน เมฆฝนก็เริ่มมา ตอนแรกจะเดินไปไกลกว่านี้ แต่ฝนตกกระหน่ำ ต่อให้มีร่มก็ต้านไม่อยู่ โชคดีที่เดินมาอยู่ใกล้ศาลา เลยเข้าไปหลบฝน แต่ลมก็แรง พัดละอองฝนเข้ามา เปียกกันไปหน่อยๆ ก็มีย้ายมุมเข้าไปติดกับตัวอาคารร้านค้ากันบ้าง





    ทุ่มนิดๆ ฝนก็เริ่มซา (มั้ง) คนอื่นๆ ที่อยู่ในศาลาก็สลายตัวกันหมดแล้ว เราเลยออกเดินทางกลับที่พักบ้าง ซึ่งต้องเดินไปอีกไกลเหมือนกัน เกือบชั่วโมง แต่ระหว่างเดินทางกลับเราก็เดินถ่ายภาพไปด้วยแม้ฝนจะตกๆ และถือร่ม หลากหลายเรื่องราวในใจ แต่ทำไรไม่ได้



    เดินเหงาๆ คนเดียวก็ฟังเพลงจากมือถือและร้องเพลงเดินไปตาม และมาหยุดแถวๆ รูปปั้นพญานาคที่หันหน้าเข้าหากัน มายืนฟังเพลงและร้องคนเดียวเบาๆ นึกถึงเรื่องทุกข์ใจต่างๆ ทัั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่ทำผิดพลาดไป



    ช่วงที่เราเสียใจและผิดหวังกับหลายๆ อย่างในชีวิต ความจริงเราเคยคิดจะเอาส่วนหนึ่งที่เกิดในชีวิตมาเขียนเป็นแบบนิยาย-เรื่องสั้น โดนเล่าย้อนแบบตัวเราในเรื่องนั้นออกบวชแล้วเล่าย้อนความหลัง แต่ก็แค่ความคิด ไม่รู้เล่าอย่างไรและเราพวกกิเลสหนา ทำอย่างไรก็ไม่สงบคงออกบวชยาก

    ความจริงตอนนี้เราชอบไปนั่งเศร้าเสียใจผิดหวังคนเดียวริมทะเลสาบสวนรถไฟ ความจริงยืนดูสายน้ำที่ไหลไป อารมณ์เศร้าๆ ทุกอย่างก็เศร้าตามไป เพราะอย่างไรก็สายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับเหมือนกัน

    ก่อนเดินออกจากบริเวณกว๊าน เราก็ข้ามถนนไปไหว้ "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" ก่อนกลับอีกรอบ


    เดินกลับคนเดียวก็ฟังเพลง ร้องเพลงไป จำได้  1 ในเพลงที่ฟังและร้องคือ "แค่บางคํา" ก็เดินคนเดียว ก็ร้องเพลงเบาๆ ไปคนเดียวเรื่อยๆ



    ตอนแรกจะแวะไปทานข้าวที่โลตัส ตอนนั้น 2 ทุ่มเศษ แต่ยังไม่เคยแวะ Tops เลยตัดสินใจแวะที่นี่แล้วกัน ตอนแรกคิดว่าเดินนิดเดียวแต่ดันเดินเข้าไปไกล แต่ก็เดินมาแล้วก็เดินต่อไป เข้าไปก็มองหา Food Court แต่ปิดหมดแล้ว คือ 2 ทุ่มเศษ ก็เลยแวะมาที่ KFC แทน คนก็เยอะพอประมาณ


    ตอนนั้นฝนก็ตกอยู่ดี ตกไม่เลิกลา ตกตั้งแต่เช้ายันดึก พอทานเสร็จเราก็ระเห็จพาตัวเองกลับบ้านเพื่อนไป เดินเรื่อยๆ กางร่มไปตามริมถนน


    เดินมาถึงบ้านเพื่อนก็ประมาณ 3 ทุ่ม ก็มาปูเตียงง่ายๆ นอน ดูๆ แล้วก็นอนได้สบายดี ความจริงเราเอาผ้าห่มปูเพราะง่าย ถ้าใช้ผ้าปูจริงๆ ปูยากเพราะมันบาง ผ้าห่มหนากว่า แค่ปูลงไปก็อยู่ๆ ไปแบบนั้นเลย


    ความจริงเพื่อนก็มีน้ำใจมีข้าวเย็นให้ไว้ในตู้เย็น แต่เราทานมาแล้วแต่ก็ไม่ลืมปิดไฟ - ปิดประตูบ้านให้เพื่อนก่อนนอน 

    ปลั๊กไฟหาในห้องมีแค่อันเดียวที่ชาร์จแบตมือถือ เลยต้องเอาปลั๊กพัดลมเสียบด้านนอก ตอนแรกที่ประตูเห็นมีรูอยู่ ตอนนั้นเลยเข้าใจว่าน่าจะให้สายไฟของพัดลมลอดไปเสียบด้านนอก พอเอาโซ่คล้องประตู มันเลยแง้มนิดนึง ก็หวังว่าดึกๆ คงไม่มีใครแอบมอง (ที่ไม่ใช่คน) แต่ก็นอนเปิดไฟ กลัวเพื่อนว่าเหมือนกันเปลืองไฟบ้านเขา แต่กลัวผีมาก เอาพระที่หอบมาจากกทม. ไว้หัวหมอน ตอนแรกนอนๆ ไม่กลัวไร แต่ดึกๆ นอนเล่นมือถือแล้วมีเสียงนั่นนี่ก็กลัวเหมือนกัน เพราะเป็นคนกลัวผีมาก


    ตื่นมาเที่ยงๆ เพื่อนก็ส่งข้อความมาถามกินข้าวไหม แล้วก็ออกไปข้างนอกกัน แวะร้านข้าวซอย แต่เพื่อนบอกมีหลายเมนู ก็สั่งก๋วยจั๊บมากินและชาเย็น


    ออกจากร้าน เพื่อนก็ถามจะไปซื้อตั๋วรถไหม เราก็โอเค กลับวันนี้แหละ ตอนแรกไป บขส. ราคา 526 บาท เลยเปลี่ยนเป็นสมบัติทัวร์ ความจริงขามาก็ 526 บาทแหละแต่ บขส. มีลดมั้งเหลือ 497 บาท แต่ตอนที่ดูหน้าจอที่ว่างของ บขส. ที่หลังสุดติดหน้าต่างทั้งฝั่งซ้ายและขวามีคนจองแล้ว เราอยากได้ที่นั่งหลังสุดมากกว่า นั่งหน้าคนอื่นต้องเกรงใจเวลาเอนเบาะด้วย และที่สำคัญ ดูแล้วไม่มีคนนั่งหน้าเรา แต่ตอนขึ้นรถจริงก็ต้องดูอีกที แต่เราอยากเอนเบาะนอนแบบสุดๆ ไม่ต้องเกรงใจคนอื่นมากกว่า

    ออกจากท่ารถก็แวะไป "วัดศรีโคมคำ" เพื่อนแวะเติมน้ำมัน ตอนนั้นมีเดาเลขหวยกัน เพื่อนบอกงวดที่แล้ว "88" งวดนี้น่าจะมี "8" สักตัว และวันนั้นวันพฤหัสบดี น่าจะ "5" ตอนแรกเพื่อนบอก "5" 
    เราบอกมั่วๆ "54" แต่เพื่อนบอก "58" เราก็ขำๆ ไม่คิดไร ลืมๆ ไปแต่ตอนบ่ายๆ ที่หวยออก ออก "58" จริง เสียดายมาก ไม่งั้นเล่นไปหน่อยก็ดี

    "วัดศรีโคมคำ" เราก็มาซื้อเทียนสะเดาะห์เคราะห์เหมือนเดิม แม้เมื่อวานไหว้ไปแล้ว วันนี้เราก็จะไหว้อีก ตอนแรกจะจุดเลยแต่เพื่อนบอกไปไหว้พระประธานในโบสถ์ก่อน เราก็โอเค


    ออกจากวัด ฝนก็ตกหนักอีกแล้ว ตอนแรกเราอยากไปไหว้ "หลวงพ่อพระเจ้าองค์ดำ" ที่ "หอวัฒนธรรมนิทัศน์" แบบให้เพื่อนรอก่อน ขอเวลา 20 นาที แต่ฝนตกเลยไม่ได้ไป เพื่อนก็ขับรถไปริมกว๊าน ฝนก็ตก ตอนแรกเพื่อนบอกจะพาไปไหว้ "ศาลหลักเมือง" แต่ฝนตกเลยไม่ได้เข้าไปไหว้ ความจริงเคยมาแถว "ศาลหลักเมือง" ครั้งหนึ่ง มาเจอเพื่อนคนนี้แหละ แต่วันนั้นฝนก็ตกเลยไม่ได้เดินข้ามไปไหว้

    สุดท้ายก็แวะมาโลตัส เพื่อนก็ซื้อส้มตำเข้าไปทานกันที่บ้าน วันนี้เพื่อนไม่มีลูกค้า ว่าง


    เพื่อนก็เปิดหนังดูกัน เราก็บอกชอบหนังผีไม่ค่อยดูหนังฮีโร่ เพื่อนก็หาหนังดูและมาจบที่ "กระสือสยาม" ซึ่งเราไม่เคยดู ตอนแรกเข้าใจว่าหนังกระสือไทยอีกเรื่อง แต่ไม่ใช่ ดูไปก็บ่นๆ ไปว่าทำไมพ่อไม่สอนลูกตัวเองให้แกร่ง สู้คนแบบหลาน จะได้มาช่วยกันสู้ได้ ไม่ใช่ให้หลานเสียสละ และเราถามเพื่อน ถ้ามีลูกเป็นแบบนี้จะบอกลูกไหมว่าเขาเป็นอะไร เพื่อนก็บอกว่าจะบอก เราก็บอกใช่ จะได้รู้ว่าจะป้องกันตัวเองและช่วยเหลือตัวเองอย่างไร ไม่ใช่ให้คนอื่นมาปกป้อง คนอื่นอยู่กับเราไม่ได้ 24 ชม. หรอก


    เย็นๆ เพื่อนก็ขับรถไปส่ง เกรงใจเขาเหมือนกัน ตอนแรกไปมอไซด์ เราก็ดูท้องเขา 7 เดือนอ่ะนะ แต่พอดียางแบน เขาเลยแว๊นไปเปลี่ยนยาง เราก็นั่งรอที่บ้านเขา สรุปพอเขากลับมาก็ขับรถไปส่ง เขาก็บอกครั้งหน้าขอเบอร์มอเตอร์ไซด์ไว้ด้วย เราก็เออออ พอมาส่ง เราก็ขอบคุณแล้วเขาก็ถามรอคนเดียวได้ใช่ไหม เราก็บอกได้ ขอบคุณที่เขามีน้ำใจ พอเขาไป เราก็ดูเวลา เห็นพอมีเวลาประมาณเกือบ 40 นาทีเพราะรถออก 19.45 น. เราเลยรีบไป "อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง" เพื่อไหว้ขอพรและจุดเทียนสะเดาะห์เคราะห์อีกรอบ ปกติถ้าเรามาพะเยา ก่อนขึ้นรถกลับกทม. เราต้องมาไหว้ลา "พ่อขุนงำเมือง" และจุดเทียนสะเดาะห์เคราะห์ก่อนกลับทุกครั้ง


    ตอนแรกจุดเทียนในกระถางธูปแล้วดับ จุดอย่างไรก็ดับเพราะลมแรงมาก เลยลองย้ายไปด้านหลังแทน ซึ่งก็ลมแรงเหมือนกันและจุดวางยาก แต่ก็ลองดู เทียน 2 เล่มแรก คือจุดไปแล้วจะดับ แต่โชคดีที่เล่มที่ 3 ไม่รู้ไปจุดโดนส่วนกระดาษไขหรืออะไรที่หุ้มเทียนหรือเปล่าซึ่งไฟลุกดีมาก และไม่ดับ เลยใช้เทียนเล่มนี้จุดเทียน 2 เล่มแรก และรอดูว่าจะดับไหม คือถ้ามันลุกไหม้ไปถึงส่วนกระดาษไขหรืออะไรสักอย่างที่หุ้มเทียน มันก็ไม่น่าจะดับแล้ว ซึ่งก่อนที่จะออกมา ดูแล้วไฟก็ลุกแบบไม่น่าจะดับถ้าเทียนไม่หล่นจากที่ตั้งไปซะก่อน ตอนนั้นดูเวลาไม่ถึง 10 นาที รถออก เลยรีบวิ่งกลับไปที่ท่ารถ

    มาถึงท่ารถก่อน 2 นาทีรถออก เลยวิ่งไปหาพนักงานที่ถือกระดาษหน้ารถ ว่ารอก่อนได้ไหมไปห้องน้ำก่อน เขาก็บอกได้ เลยรีบไปห้องน้ำและออกมา หาตั๋วรถให้เขาดูว่าใช่คันนี้นะ เขาก็บอกใช่ เราเลยขึ้นรถไป แถวหลังสุด ฝั่งขวามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่ง เรานั่งฝั่งซ้ายของรถ ตอนเราจะนั่ง ที่วางส่วนขามันยกขึ้นมา เราพยายามเอาลงแต่ทำไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นก็ช่วย เราก็ขอบคุณเขาไป

    การนั่งรถคนละบริษัท ทำให้เรารู้ของสมบัติทัวร์เอนเบาะได้มากกว่า และการนั่งหลังสุด เราเอนได้ไม่ต้องเกรงใจใคร และด้านหน้าเราถัดไปอีก 4 แถวไม่มีคนนั่งด้วยเหมือนตอนเรามา ส่วนมาก เขานั่งหน้าๆ กัน


    บนรถก็แจกขนมปัง 2 ก้อนและน้ำเปล่า 1 ขวดปกติ ตอนรถออกจากพะเยาก็ส่งข้อความไปหาเพื่อน ขอบคุณอีกรอบและขอโทษที่มารบกวนเขาด้วย 1 คืน 

    อยู่บนรถแม้ดึกแล้ว เราก็ถ่ายภาพข้างทางและถ่ายคลิปเล่น คนเดียว คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแถวเดียวกันก็หลับ ก็ดีกลัวเขาว่าเราบ้า

    ความจริงเรามาพะเยาครั้งนี้ เรามีสิ่งที่คิดอยากทำอยู่ แม้ไม่รู้จะทำไปทำไม แต่พอมาอยู่บนรถ เราก็นั่งคิดมาก กลุ้มใจถึงเรื่องบางอย่างซึ่งไม่มีทางออก เราเลยลุกจากที่นั่งเอนเบาะมานั่งตรงๆ ดูวิวข้างทางไปเรื่อยๆ และยกมือถือมาถ่ายคลิป ตอนถ่ายคลิปจะผ่านที่มืดๆ สลับสว่าง ตอนแรกคิดว่า After Effect จะปรับแสงได้ แต่ตอนหลังมาดูคือไม่ได้ ถ้ามืดคือมืดเลย ใช้ไม่ได้ 

    ตอนถ่ายคลิปข้างทาง เรานึกถึงอย่างอื่นขึ้นมา เคยดูคลิปแบบงงๆ น่ากลัว คือไม่รู้สื่อไร แต่มีภาพน่ากลัวตัดสลับ เราเลยอยากทำคลิปแบบนั้นบ้าง แบบเป็นรถวิ่งไปเรื่อยๆ ตัดกับภาพงงๆ น่ากลัวแทรก แต่ก็ไม่รู้ทำได้ไหม ก็ถือว่านั่งถ่ายคลิปเล่นฆ่าเวลาที่กลุ้มใจแล้วกัน


    ถ่ายคลิปข้างทางและก็ถ่ายคลิปในรถมืดๆ ที่รถวิ่งไปด้วย มันจะมีแสงแบบวิ่งๆ ในรถตามแสงที่ผ่านหน้าต่างเข้ามา


    ความจริงตอนนั้นหิวข้าวเพราะความจริงไม่ได้ทานข้าวเย็น สุดท้ายก็แวะพักทานข้าวตอนเที่ยงคืน


    ตอนลงมา เราก็เอาที่ชาร์จแบตลงมาด้วย ลองหาที่ชาร์จดู ตอนมาของ บขส. มาพัก ปลั๊กมีแต่เสียเงิน แต่ที่นี่ดูๆ แล้วเห็นมีอยู่ เลยไปเอาข้าวแล้วมานั่งโต๊ะตรงใกล้ปลั๊ก ทานไปก็ชาร์จแบตไป พยายามทานช้าๆ พอทานเสร็จ รอรถออก ก็ไปอยู่แถวๆ ที่มองเห็นรถและเสียบปลั๊กชาร์จแบตไปด้วย


    หลังจากรอนแรมมานานก็มาถึงหมอชิตตอน 6 โมงเศษ

    ความจริงที่ไปทริปนี้เพราะมีเรื่องทุกข์และหาทางออกในใจในช่วงเวลานั้น ตอนแรกอยากทำเป็นคลิปประกอบเพลง แบบมีข้อความที่อยากเล่า อยากพูด แต่เพราะไปถึงพะเยาฝนตกไม่หยุด สิ่งที่ตั้งใจอยากทำเลยทำไม่ได้ และย้อนกลับมาทำช่วงอื่นก็ไม่ได้ คือก็มีได้ทำนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่พอเอามาประกอบเพลง แม้ลองถ่ายคลิป - ถ่ายภาพเก็บไว้เรื่อยๆ

    จนมานั่งคิดมาก กลุ้มใจบนรถมองวิวมืดๆ ข้างทาง เลยเอามือถือมาถ่ายคลิปข้างทางไว้จนเกิดนึกถึงคลิปน่ากลัวอย่างที่เล่าข้างต้นที่เป็นคลิปงงๆ ดูแล้วไม่เข้าใจแต่น่ากลัว แต่ของเราตอนแรกจะเป็นภาพถนนที่รถวิ่งผ่านไปเรื่อยๆ และมีตัดสลับแทรกเล็กๆ เป็นช่วงๆ แบบสั้นๆ แบบแว่บๆ ขึ้นมา และมีข้อความแทรกที่เราอยากพูดแบบโผล่มาแว่บๆ แล้วจางหายไป แต่พอมาทำจริง ตอนแรกคิดว่า After Effect จะปรับแสงได้ดีกว่านี้ แต่ปรากฏว่าภาพมืดเกินคือมืดสนิทเลยปรับแสงไม่ได้ จากจะปล่อยคลิปยาวเล่นไปเรื่อยๆ เลยต้องตัดช่วงที่สว่างๆ มาต่อกัน

    คลิปนี้ความจริงทำเสร็จตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2562 แต่ก็แก้ๆ ข้อความที่แทรกเข้าไป แต่พอลองแล้วไม่ดี อย่าง "ขอบคุณ" ท้ายคลิปนี้คิดหนักเพราะอยากใส่ลงไปแต่ยอมรับถึงแม้ไม่มีใครรู้ แต่เรารู้และเรากลัวเพราะเหมือนไปยุ่งกับคนอื่นๆ ทุกอย่างคืออดีตและไม่ควรกล่าวถึงใครใครแบบนั้นอีก หรือภาพน่ากลัวๆ ทำแล้วก็ไม่มีความสามารถพอ คือทำไปดูบ้าๆ ไร้สาระ และคิดว่าไปกล่าวถึงใครๆ ในอดีตเพื่ออะไรแม้พวกเขาคงไม่รู้ หรือคิดไปเอง มโนไปเองไหม แต่บางอย่างในใจ เราไม่เคยได้พูดเหมือนกัน แบบคือการยึดติดกับเรื่องในอดีตที่ตอนนี้ไม่มีตัวตน

    การทำคลิปนี้เราไม่ได้จะอะไรกับใครทั้งนั้น เพราะอดีตคืออดีต ไม่มีเจตนาพาดพิงถึง และเรากล่าวถึงใคร เรารู้คนเดียว และทำขึ้นมาอาจไม่ได้ดีกับตัวเรา หรือคนที่เราอยาก "ขอบคุณ" หรือ "ขอโทษ" ก็คงไม่รู้ แต่อย่างน้อยเราเคยได้พูดคำเหล่านี้เงียบๆ

    ชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า อะไรที่เราทำผิดพลาดมันย้อนไม่ได้ ในชีวิตที่เจอทั้งคนที่ดีดีและไม่ดีกับเรา เหมือนกับเราที่ก็ไม่ดีกับคนอื่นมาเยอะ ก็เหมือนทำคลิปนี้ระลึกความทรงจำที่อยู่ในอดีตและไม่มีวันหวนคืนมา

    คลิปนี้ทำให้เล่นเหมือนวนๆ ไปเหมือนชีวิตที่เดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างก็เหมือนวนๆ กลับมาเหมือนความทรงจำในอดีตของเรา และตัวเราที่แทรกอยู่ในคลิป เหมือนสิ่งที่เราอยากเอ่ย แต่เราทำแบบนั้นในชีวิตจริงไม่ได้

    "ช่วงที่เราทุกข์ใจ หาทางออกไม่ได้

    ก็แค่อยากเก็บความทรงจำเก่าๆ ที่ดีดีเอาไว้"


    เรารู้ว่าคนที่เราเอ่ยถึงในคลิปนี้ไม่มีวันรู้ แต่เราก็ต้องขอกล่าวเงียบๆ ว่าไม่มีเจตนาพาดพิงหรือยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะหลายๆ คนที่เราเอ่ยถึงอาจไม่มีวันพบเจอหรือรู้จักกันอยู่ดี แค่คลิปย้อนอดีตของเราในวันที่เราเงียบเหงา เบื่อๆ ไม่เหลือใครและตกงาน

    "คนนิสัยไม่ดีแบบเรา"


    การทำสิ่งนี้คือตามอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้น แต่มาคิดดูไม่ว่าคลิปหรือสิ่งนี้ มันเหมือนเราจะไปยุ่งกับคนอื่น แต่ความจริงก็ไม่ได้ยุ่งหรือไปรู้จักอะไรเขาอยู่ดี แค่อารมณ์อยากทำแบบนี้ในตอนนั้น


    ความจริงก็ดูไร้สาระ บ้าๆ บอๆ จริงๆ แต่ก็ไม่ได้มีไรมากกว่านี้อยู่ดี หลายๆ อย่างในใจ กับความผิดพลาดต่างๆ ที่ทำ บางทีเราอาจนึกย้อนถึงสิ่งที่อยู่ในใจ สิ่งที่ตัดไม่ขาดที่เกิดจากการมโนจิตคิดไปเองของเราก็ได้ หรืออาจเป็นบ้าเป็นบอเพราะตกงานนานๆ ก็ได้ แต่ยังไงเราก็ดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้ยุ่งหรืออะไรกับใคร แค่อาจไม่มีเพื่อนหรือจิตตก สิ่งที่เรากลัวคือเราอยากทำสิ่งนี้แต่ไม่ได้ไปยุ่งหรืออะไรกับใคร และใครที่เรากล่าวถึง เราก็รู้คนเดียว ไม่มีอะไรสื่อว่าใครทั้งนั้น อาจเพราะเหงาก็ได้จริงๆ เลยเพ้อเจ้อ นึกถึงอดีตมากไป

    "ทุกอย่างที่สายไปเพราะตัวเราเอง

    หลายๆ เรื่องผิดพลาดก็เพราะตัวเราเอง"

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in