from the desert, with loveployapha.j
ใครไม่ซ่า "นาซ่า" | NASA Space Center - Houston
  • 30 March 2018












    แรกเริ่มเดิมทีเราต้องบินไปวอชิงตันค่ะ ซึ่งไฟล์ทนั้นเป็นไฟล์ทที่กล่าวขานกันในหมู่ลูกเรือว่าหนักหน่วงพอสมควร ร่างแหลกพอประมาณ เพราะบินด้วยเครื่อง A380 ที่มีเวลาพักให้ไปนอนบนไฟล์ทน้อยมาก และเวลาเลโอเวอร์แค่เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น เรียกได้ว่าพอไปถึงก็นอนตาย ฟื้นมากินข้าว นอนตายแล้วก็ฟื้นกลับมาทำงานอย่างทรหดอดทน ทำเนียบขาวอะไรไม่ได้ไปดูทั้งนั้นจ้า (จริงๆก็หนักทุกไฟล์ทนั่นแหละ เพราะชั่วโมงบินมันยาว และผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็มาจากชมพูทวีปและแถบใกล้เคียง ฮือ เหมือนทำไฟล์ทบอมเบย์ เดลียาวนานกว่า 14 ชั่วโมง...)




    ตอนแรกเราก็ทำใจแล้วว่าเออ ไปทำไฟล์ทนั้นก็ได้วะเพราะคิดว่าเอาไปแลกกับไฟล์ทอื่นก็คงไม่มีใครอยากไปทำ แลกออกยากมากเพราะทุกอย่างดูไม่โอเคด้วยประการทั้งปวงดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ตัดสินใจว่าฮึบไปทำก็ได้ เสียสละเซลล์ในร่างกายเพื่อเงินก็แล้วกัน แต่แล้วก็เหมือนฟ้ามีตา สวรรค์เป็นใจ อยู่ๆก็มีคนส่งไฟล์ทฮูสตันมาแลกเว้ยเฮ้ยยยย









    นอนอาบรังสีคอสมิกระหว่างช่วงที่บินผ่านขั้วโลกเหนือ
    เสริมสร้างเซลล์มะเร็งให้แข็งแรง











    ไฟล์ทฮูสตันนั้นดีกว่าตรงที่บินด้วยเครื่อง B777 ที่มีเวลาพักให้ไปนอนระหว่างไฟล์ทเยอะกว่า สบายกว่า จำนวนผู้โดยสารที่ต้องดูแลน้อยกว่า และมีเวลาพักร่างซ่อมเซลล์อยู่ที่นั่นสองวัน ดีงามมมมมม แถมเป็นการเปิดแมพใหม่ให้ตัวเองด้วยเพราะไม่เคยมาเที่ยวที่นี่เลยจ้า เย่












































    มาถึงหน้าโรงแรมก็เจอรถแบบนี้ หน้าตาเหมือน Batmoblie พอสมควร
    ทุกคันเปิดเพลงฮิปฮอป swag มากกกกกก

















    เพดานตรงล็อบบี้ของโรงแรม สวยดี เราชอบ










    มาจะกล่าวบทไปถึงฮูสตัน...


    สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเราคือประโยคอมตะจากหนังเรื่อง Apollo 13 ที่เคยดูตอนเด็กๆ





    Houston, we have a problem. 





    ตอนสมัยเด็กนั้น เรามีความฝันว่าอยากเป็นนักบินอวกาศ อยากมองเห็นดาวโลกจากมุมที่ไกลออกไป อยากไปเหยียบดวงจันทร์ อยากเดินทางข้ามไปยังกาแล็กซี่อื่นๆ อ้อนแม่ให้ซื้อแผนที่ดาวมาให้ เวลามีดาวตกก็ตื่นมาสังเกต อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์เยอะแยะและเลยไปอ่านหนังสือเรื่องอื่นๆด้วย ส่งผลให้เราชอบเรียนวิทยาศาสตร์มากๆ เพราะอยากฉลาดและไปทำงานที่นาซ่า (ขออวดหน่อยว่าเคยเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งในโครงการพัฒนาอัจริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของสสวท.นะจ๊ะ ซึ่งความฉลาดนั้นก็หายไปเมื่อเจอเลขและฟิสิกส์ บ๊ายบาย)








    ทริปนี้จึงเป็นทริปสนองความความเนิร์ดที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์

    แม้สมองไม่ถึงที่จะไปทำงานในนาซ่า
    ก็ขอไปเดินดูสถานที่ทำงานในฝันซักนิดก็ยังดีวะ














    และก่อนจะเลื่อนลงไปอ่านหน้าถัดไป
    เราขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านกดเปิดเพลงนี้เพิ่มความอินไปด้วย


    (ใช่ค่ะ นี่คือหนังที่เราชอบมากที่สุดทั้งแต่เกิดและดูหนังมา
    ให้คะแนน 9.5 ที่เหลือ 0.5 เอาไว้เอนจอยกับหนังเรื่องอื่นในชีวิตที่เหลือ)




    ถ้าพร้อมแล้วก็... ไปค่ะ!







    (อนึ่ง หากข้าพเจ้าแทรกลิ้งค์อะไรไว้เพิ่มเติม อยากให้คลิกเข้าไปดูนะจ๊ะ)













  • 5...4...3...2...1...




    ระหว่างทางที่นั่งรถไปยัง NASA Johnson Space Center นั้นเรานั่งฟังเพลง Space Oddity - David Bowie ไปตลอดทางด้วยอิน บิ้วอารมณ์ตัวเองไปเรื่อยๆ ฮาาา
























    ถึงแล้วจ้าาาาา
    เครื่องบิน B747 นั่นคือของจริง
    แต่กระสวยอวกาศด้านบนคือของปลอมเด้อ

    เหตุที่รู้ก็เพราะเคยไปเห็น กระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ ของจริงมาแล้วตอนที่ไปแอลเอ
    ตามไปอ่านเรื่องราวและชมภาพถ่ายกันได้ที่


















    ซื้อตั๋วเรียบร้อย ได้แผนที่และตารางโชว์ต่างๆมาด้วยจ้ะ





















    เข้ามาแล้วกรี๊ดดดดดดดอยู่ในใจ

































    Mission Mars





    อยากแรกที่เราเข้าไปดูคือ Mission Mars ซึ่งเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับภารกิจสู่ดาวอังคารที่นาซ่าและสเปซเอ็กซ์บอกว่านี่คือความหวังใหม่ของมวลมนุษยชาติ







    หน้าจอด้านบนจริงๆแล้วเป็นนาฬิกานับถอยหลังเกี่ยวกับภารกิจนี้
    มีการอธิบายคราวๆว่า ณ​ ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในเฟสไหน
    ใช้เวลาเท่าไรกว่าจะย้ายไปสู่เฟสต่อไป










    Making the journey



    โซนแรกของ Mission Mars จะเป็นการอธิบายคราวๆเกี่ยวกับดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร และอธิบายเกี่ยวกับโครงการสำรวจว่า ณ​ ตอนนี้เราเก็บข้อมูลอะไรมาบ้าง มีหน้าจอให้กดๆ มีสกรีนให้จิ้มๆ(เด็กๆชอบมาก) จากนั้นก็มีอธิบายเกี่ยวกับ NASA's Space Launch System หรือ SLS ที่จะเอาไว้ส่งยานอวกาศไปยังดาวอังคารว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง อันไหนจะแตกหลุดออกมาที่ชั้นบรรยากาศใด



    หน้าตาเป็นแบบนี้เด้อ








    นี่คือโมเดลของ Orion Multi-Purpose Crew Vehicle ที่ส่องดูด้านในได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร









    - เกร็ดความรู้คู่นาซ่า ที่ไปยืนอ่านมานะจ๊ะ -

    Orion Multi-Purpose Crew Vehicle  หรือ ยานลูกเรืออเนกประสงค์โอไรออน เป็นยานอวกาศที่ใช้สำหรับขนส่งนักบินอวกาศแบบใหม่ล่าสุดของนาซ่า โดยเจ้ายานลำนี้สามารถบรรทุกนักบินอวกาศได้ 4-6 คน ไปยังเป้าหมายที่ระยะสั้น เช่น สถานีอวกาศนานาชาติ และพัฒนาเพื่อการสำรวจดาวเคราะห์น้อยต่างๆใกล้โลก (near-Earth asteroids) ดวงจันทร์ของเรา ตลอดจนการไปสำรวจวงโคจรของดวงจันทร์ของดาวอังคารและตัวดาวอังคารเองอีกด้วย


    เมื่อกาลก่อนสมัยยุคของโครงการ Apollo ยานอวกาศนั้นจะเป็นรูปกรวย เวลาส่งยานขึ้นไปก็จะใช้จรวดขับดันให้ยานออกไปพ้นจากชั้นบรรยากาศของโลก เช่น จรวดขับดัน Saturn V แล้วพอยานกลับเข้ามาก็จะตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก็จะมีการเปิดร่มเพื่อชะลอความเร็ว (นึกไม่ออกก็ไปดูหนังต่างๆ เช่น Gravity ก็ได้อะ)



    ต่อมานาซ่าก็สร้าง กระสวยอวกาศ (Space Shuttle) ขึ้นที่หน้าตาเหมือนเครื่องบิน เช่น กระสวยเอนเดฟเวอร์ ขึ้นมา ซึ่งเหตุที่หน้าตาออกมาแบบนี้เพราะจะได้บินขึ้นบินลงหลายๆรอบได้ เอาลงจอดได้ไม่ตกในทะเล เหมาะแก่การเดินทางระหว่างโลกและสถานีอวกาศ ต่อมาก็ได้ปลดประจำการไปเพราะในปัจจุบันทางนาซ่าไม่มียานอวกาศสำหรับให้มนุษย์ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว (เพราะเน้นพวกยานสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆที่ห่างไกลแทน) ล่าสุดที่ทางนาซ่าได้ส่งนักบินอวกาศไปอยู่บน International Space Station นั้น ก็ได้หยิบยืมความช่วยเหลือจากรัสเซียโดยใช้ยาน Soyuz ที่เก๋ามากตั้งแต่ช่วงที่อเมริกามีโครงการอะพอลโล และร่วมมือกับทาง Space X ในการขนส่งสิ่งของ อาหารต่างๆไปที่สถานีอวกาศจ้า




    Orion นี้จึงเป็นยานอวกาศแบบใหม่ที่กลับไปใช้ทรงกรวยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใหญ่ขึ้น เหมาะแก่การเดินทางไกล ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการทดสอบและพัฒนากันอยู่จ้ะ หากอยากรู้ว่ายานนี้หน้าตาเป็นอย่างไร สามารถเข้าไปได้ดูที่ Orion Exploration Mission-1 Animation ได้เล้ยยยยยยย (คลิปอันเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าไปยืนดูอยู่เลยจ้ะ)














    โมเดลของ R5-25 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ใน The Space Launch System จ้ะ
    จะใช้ทั้งหมด 4 ตัวอะเออ














    หน้าจอที่นับถอยหลังโครงการนี้









    Challenges of the red planet


    หลังจากที่ไปยืนดูเกี่ยวกับเรื่องยานอวกาศแล้ว เราก็ย้ายตัวเองมาที่จุดที่สอง คือ Challenges of the red planet ซึ่ง... นี่มันคือหนังเรื่อง The Martian ชัดๆ! เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร ซึ่งไฮไลท์ของโซนนี้คือโครงการ Veggie ซึ่งเป็นโครงการปลูกผักของนาซ่าเด้อ มีความผักสวนครัวรั้วกินได้มากๆ












    เขาอธิบายว่าบนดาวอังคารเนี่ย จะได้รับแสงอาทิตย์เพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับโลก เพราะฉะนั้นการปลูกผักต่างๆต้องใช้แสงสังเคราะห์เข้ามาช่วย นาซ่าเลยสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาตามภาพด้านบน มันเป็นแคปซูลหลอด LED ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่า 60% เมื่อเทียบกับหลอดไฟที่ใช้ปลูกผักในเรือนกระจกทั่วไป


    และพืชจะเติบโตได้ก็ต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการหายใจและใช้น้ำให้งอกงาม ซึ่งชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้นก็มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพียงพอ และน้ำสามารถรีไซเคิลได้รวมถึงสามารถสกัดจากดินบนดาวอังคารอีกด้วย และดินบนดาวนั้นก็มีสารอาหารเพียงพอ แต่ก็มีสารบางชนิดที่เป็นพิษต่อมนุษย์ ก็ต้องกรองออกแล้วค่อยเอามาปลูกกัน ขณะนี้โครงการ Veggie ก็ได้พัฒนาและทดลอง จนเอาไปปลูกจริง ทดลองจริงกันที่ International Space Station ด้วยจ้า




















  • Living in Space - International Space Center















    ตรงส่วนนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ International Space Station (ISS) ค่ะ โดยมีการจัดแสดงส่วนต่างๆใน ISS ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ของนักบินอวกาศเป็นอย่างไร ห้องน้ำหน้าตาเป็นแบบไหน นอนกันยังไง กินอะไรกัน และวันๆเขามีภารกิจทำอะไรกันบ้าง










    ภาพจาก ISS เด้อ















    มุมนี้คือห้องน้ำใน ISS จ้า
    และแน่นอนว่าน้ำทุกหยดนั้นจะเอามารีไซเคิลเอามาดื่มใหม่
















    ถ้าขี้เกียจเดินอ่านเอง เขาก็จะมีโชว์ชื่อว่า Living in Space
    มาอธิบายเรื่องราวการใช้ชีวิตใน ISS จ้ะ




















    และหากอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนักบินอวกาศใน ISS เราขอแนะนำให้เข้ายูทูปไปดู An Inside Tour of the International Space Station คลิปนี้และคลิปอื่นๆ สนุกมากกกกกกก โอ้ยย อยากไปลองอยู่ซักวัน

















  • Starship Gallery









    ด้านหน้าที่เห็นมนุษย์มายืนออกันเต็มไปหมดนั้นคือเครื่อง Simulator ต่างๆ ซึ่งเราไม่ได้ไปลองเล่นเพราะลูกเรือคนอื่นที่มาด้วยไม่อินเว้ย งอแงขี้เกียจต่อแถว (ขออนุญาตกลอกตาเป็นเลขเก้าไทยและมองบน ใช่สิ! พวกไม่เนิร์ด!!) เราเลยเข้าไปดูด้านใน Destiny Theater แทน









    ด้านในเป็นเหมือนโรงหนัง
    ฉายสารคดีเกี่ยวกับโครงการต่างๆของนาซ่าที่ผ่านมาจนถึงโครงการปัจจุบัน 













    นอกจากนี้ก็มีโชว์การทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยจ้ะ
    อ้อออ และทุกๆวันศุกร์จะมีกิจกรรม Meet an astronaut Friday
    ที่เราจะไปมานั่งพูดคุยถามกับคำกับเหล่านักบินอวกาศด้วย!




















  • Astronaut Gallery











     โซนนี้เป็นจุดรวมภาพถ่ายนักบินอวกาศในโครงการต่างๆของนาซ่าและจัดแสดงชุดนักบินอวกาศในภารกิจต่างๆพร้อมกับประวัติของนักบินอวกาศที่ใส่ชุดนั้นด้วย :D








    Apollo Lunar Spacesuit

    Astronaut Charles Pete Conrad wore this Luna EVA suit
    when he walked on the Moon during the Apollo 12 mission in 1969

















    Apollo In-flight Garment

    Astronaut Wally Schirra wore this in-flight garment
    as he orbited Earth in 1968 during the Apollo 7 mission
















  • NASA Tram Tour












    หลังจากที่เราเดินต่อนยอนต๊ะต้อนย้อนนนนชมทุกมุมในอาคารหลักแล้ว เราก็ไปต่อแถวนั่งรถชมด้านนอกของ NASA Johnson Space Center กันจ้า ซึ่งแถวยาวมาก เรายืนขาแข็งอยู่ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นหากมาที่นี้ก็อย่าพลาดแบบเราที่อ้อยอิ่งเหลือเกิ๊น โปรดจงรีบวิ่งมาเข้าแถวทัวร์อันนี้โดยเร็วไว!


















    และอาคารแรกที่เราแวะมาเยี่ยมชมก็คือ...











    ใช่แล้วฮะ ชีวิตหนึ่งของข้าพเจ้ากับการได้เห็น NASA Mission Control Center โว้ยยยยย กรี๊ดดดดดดดด เคยเห็นแต่ในสารคดีและในหนัง วันนี้ได้มาเห็นสถานที่จริงแล้วจ้าาาาาา







    ฮืออออ หนูอยากจะร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติ
    นึกถึงภารกิจ Apollo 11 ที่ Neil Armstrong พูดว่า

    "Houston, Tranquility Base here. The Eagle has landed."

    (ตามไปฟังไฟล์เสียงได้ในเว็บของ NASA ได้เลยจ้ะ ลุ้นมากจริงๆ กลั้นหายใจตาม)

















    White flight Mission Control Room นี้ใช้งานจริงมาตั้งแต่ปี 1996 จ้ะ และตอนนี้ใช้เป็น Simulator สำหรับฝึกเทรนนิ่ง Mission Controller ที่ต้องเทรนกันเข้มข้นถึง 5 ปี เพราะเพิ่งจะรีโนเวทห้องใหม่ไฉไลกว่าเดิมที่ชั้น 9 และวางแผนว่าจะรีโนเวทห้องนี้ใหม่เพื่อใช้ในภารกิจ Mission Mars ต่อไปในอนาคต














    ในจอภาพนี้คือ Mission Control Room หลักที่ติดต่อกับ ISS ซึ่งโดยปกติแล้วเขาจะทำงานกันวันจันทร์ถึงศุกร์ตามเวลาราชการทั่วไปนั่นแหละ ซึ่งวันนี้เป็นวันเสาร์เลยไม่มีคนเดินไปเดินมาให้เราเห็นเยอะแยะเท่าไรนัก มีคนนั่งแสตนบายอยู่สามสี่คน













    จากหน้าจอทางด้านซ้ายจะเป็น Live จาก ISS ว่าบินผ่านอะไรบ้าง หน้าจอตรงกลางคือเส้นทางการบินที่บินรอบโลกที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก 16 รอบต่อวันเพราะต้องรักษาความเร็วให้พอเหมาะที่จะรักษาระดับการบินรอบวงโคจรของโลกไว้ และจอด้านขวาคือการพูดคุยโต้ตอบกันระหว่าง Houston และ ISS จ้า



















    จากนั้นเราก็กลับออกมานั่งรถไปจุดอื่นๆกันต่อ
    รถก็แล่นผ่านคลินิก อาคารนี่นั่นมากมาย เช่น นี่คืออาคารที่ใช้ทดลองผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ส่งไปยัง ISS













    และแล้วก็มาถึงจุดที่สองกันจ้า...















    ป้ายอาจจะดูเก่าๆไม่เร้าใจ แต่ข้างในเป็นแบบนี้...









    Space Vehicle Mockup Facility - SVMF

    Home Of Astronaut Training






































    หากคุณเป็นนักบินอวกาศ คุณต้องผ่านการฝึกฝนใน simulator เหล่านี้ที่มีอยู่เยอะมากถึง 28 แบบ เช่น ในภาพคือ UNITY ของยูเอส เป็น Connecting Moduel








    ZARYA - Functional Cargo Block
















    Orion ไงจะเครื่องอะไรล่ะ
















    โซนตรงนี้มีมนุษย์กำลังทดสอบหุ่นยนต์หยิบของ โดดไปมา










    และขอให้ทุกท่านเตรียมตัวพบกับ...



    Valkyrie - R5

    NASA's Superhero Robot








    ไอเดียของโครงการ Valkyrie คือการสร้างหุ่นยนต์ Humanoid Robot ขึ้นเพื่อใช้ใน Mission Mars โดยการส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปก่อนเพื่อไปสำรวจ เตรียมความพร้อม และช่วยเหลือนักบินอวกาศในการสำรวจดาวอังคารนั่นเอง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คลิปยูทูปอันนี้เลยจ้า Valkyrie: NASA's Superhero Robot ) เห็นแบบนี้ก็ชวนให้นึกถึงเดวิดจากเรื่อง Prometheus แหะ...

















  • Space Park - Saturn V





    และแล้วเราก็มาถึงจุดสุดท้ายของการนั่งรถทัวร์ตีตั๋วทั่วนาซ่ากันแล้วจ้า ซึ่งก็คือบริเวณ Space Park ที่มีส่วนของยานอวกาศให้ได้เดินชมกัน















    และไฮไลท์ของโซนนี้ก็คืออออออออออออออ















    The Saturn V จรวดอวกาศที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นาซ่าเคยสร้างมาและโม้ว่ามันใหญ่ที่สุดในโลกกกกกก (เพราะของรัสเซียใหญกว่าแต่ไม่ได้ใช้งาน...) ซึ่งจรวด Saturn V นี้ใช้ในโครงการ Apollo และส่ง Skylab  ซึ่งเป็นสถานีอวกาศของสหรัฐอเมริกาสถานีแรกขึ้นไปลอยละล่องอยู่รอบวงโคจรของโลก








     S-IC First Stage
















    S-II Second Stage

















    S-IVB Third Stage ที่ผ่าให้ดูด้านใน
















    ตรงผนังมีให้อ่านเกี่ยวกับประวัติของโครงการ Apollo ต่างๆ


















    WE CAME IN PEACE FOR ALL MANKIND.

    (เมื่อก่อนก็เคยสงสัยว่าเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วมนุษย์ต่างดาวจะอ่านออกมั๊ย
    แต่ตอนนี้ก็คิดว่าถ้าแอสการ์ดเดียน ไททัน เซเลเทรียลต่างๆพูดอังกฤษกันก็โอเค๊)

















    เราจบการทัวร์ Johnson Space Center - Houston ด้วยความปริ่มในใจ

    ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการได้เห็นห้อง Mission Control ของจริง
    เดินดู Mockup Spaceship ต่างๆที่เหล่านักบินอวกาศต้องเข้าไปฝึกฝนกันจริงๆ
    และได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของ Saturn V จรวดอวกาศที่ใหญ่และทรงพลังมากที่สุดในโลก


    ใครไม่อิน ใครว่ามันเหมาะสำหรับเด็กก็ว่าไป
    เราชอบมาก อินมาก สนุกมาก
    และหมายมาดว่าชีวิตนี้จะต้องไปดูการปล่อยจรวดที่ฟลอริดาให้ได้!!






     " A man must rise above the Earth to the top of atmosphere and beyond,
    for only thus will he fully understand the world which he lives. "

    Socrates (circa 399BC)
























  • #อร่อยรอบโลกกับแอร์สายแขก


    ยังค่ะคุณขาาาาา เรื่องราวของดิฉันยังไม่จบลงง่ายๆหากไม่มีการรีวิวเกี่ยวกับอาหารการกิน ฮี่ฮี่ฮี่ (รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นที่จะต้องเขียนเกี่ยวกับของกินในทุกๆทริป) ซึ่งในเมื่อตอนนี้เราไปเที่ยวนาซ่ากัน เพราะฉะนั้นของกินก็ไม่พ้นอะไรที่เกี่ยวกับอวกาศนั่นเองจ้า




    และของกินที่จะเอามารีวิวในวันนี้ก็คือออออออออ








    ไอติมอวกาศ Space Food





    มันดูเป็นขนมหลอกเด็กมาเลยอะ แต่เขาเคลมว่ามันเป็น Space Food ไง เนี่ย นักบินอวกาศเขากินอาหารหน้าตาประมาณนี้กันเว้ย เราก็เออออห่อหมกซื้อมาลองกิน คือจริงๆแล้วมันก็คือการถนอมอาหารด้วยวิธี Freeze-Dried นั่นแหละ เป็นการดึงน้ำออกมาจากโมเลกุลของอาหารทำให้มันแห้ง ที่ไทยเราก็มีการนำเอากรรมวิธีนี้มาใช้ในการทำผลไม้อบแห้งซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ไอติมอวกาศแบบนี้ไม่เคยกิน อยากลอง เพราะฉะนั้นเรามาแกะดูกันนะคะ




















    มาเริ่มกันที่ห่อแรก Freeze-Dried Ice Cream กันนะจ๊ะ ซึ่งจะมีรสช็อกโกแลต วานิลลา และสตรอว์เบอร์รี่ในชิ้นเดียว ครบมากค่ะคุณขา




    มาดูด้านหลังกันนิดนึงเด้อ


    เขาเขียนว่าเจ้าไอติมนี้มันทำมาจากไอติมของจริงนะจ๊ะ
    พัฒนาคิดค้นมาตั้งแต่ยุคแรกๆของภารกิจ Apollo เลยทีเดียวเชียวแหละ
    สามารถแกะกินได้เลยไม่ต้องแช่ตู้เย็น

















    ความรู้สึกหลังการชิมไปหนึ่งก้อน


    เราว่ามันเหมือนเป็นก้อนแป้งที่คล้ายนมอัดเม็ดที่ละลายในปากไม่ละลายในมือ มีความเป็นโฟมๆ เนื้อเบาๆ มีความงงๆในรสชาติ มันไม่ได้ละลายมาแล้วให้สัมผัสเหมือนการกินไอติมอะ พูดไม่ถูก นมอัดเม็ดจิตรลดายังมีความอร่อยกว่า ก็คิดนะว่าถ้าเราเป็นนักบินอวกาศแล้วต้องแลกกับการกินอหารแบบนี้ เราอยู่บนโลกไปตลอดชีพก็ได้ว้า คิดดูว่าถ้าเขาอยากกินไอติมแล้วต้องมานั่งอมก้อนแป้งนี้แทนตลอดมิชชั่นแล้วสลดหดหู่ในดวงใจ คิดว่าถ้าเป็นตัวเองกำลังลอยดึ๋งไปมาแล้วมองมายังดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้วก็คงคิดถึงหมูกระทะน่าดู










    มาแกะอันที่สองบ้าง















    เฮ้ยยยยยย อันนี้อร่อย ประทับใจ ชอบตัวเวเฟอร์มาก ถ้าใครซื้อมาฝากลูกฝากหลานก็จงซื้ออันนี้ อันรวมสามรสไม่อร่อย ต้องอันนี้เท่านั้นนนนนน!










    นอกจากผลิตภัณฑ์ไอติมอวกาศแล้ว เขาก็มีชีสจากดวงจันทร์ขายด้วยนะ แต่อันนี้ไม่ได้ซื้อมาชิมเพราะมันดูหลอกเด็กกว่าไอติมอีก ฮาาาา



    กุ๊กกิ๊กน่ารักทีเดียวเชียวล่ะ














    จบจริงๆแล้วจ้ะ เย่
    (ทำท่าตามรูปด้านล่างใส่ผู้อ่านที่รักทุกคน)





    ด้วยรัก... จากใครไม่ซ่า นาซ่าาาาาาาาาาาาา











    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in