from the desert, with loveployapha.j
สิงคโปร์โซกู๊ดดดดดดดดดx2 | SIN-MEL ตอนจบ
  • 4 March 2018





    และแล้วเราก็กลับมาที่สิงคโปร์อีกครั้งหนึ่งด้วยความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ ทำงานเสิร์ฟอาหารสองเซอร์วิสก็ไม่หวั่นเพราะทุกคนทำงานดีมาก ช่วยกันจัดคาร์ทว่องไว เซอร์วิสเสร็จเร็ว มีเวลานั่งพักกินข้าวที่ท้ายเครื่อง โอ้ยย ประเสริฐ ทีมดี(ในที่นี้คือมีเอเชียนเป็นส่วนใหญ่)เป็นศรีแก่ชีวิตจริงๆจ้ะ♡



    และเมื่อมาถึงสิงคโปร์เรียบร้อยเราก็นั่งบัสไปโรงแรมกัน เราผู้ทำตัวติดกับ ดิโด้ สาวไต้หวันก็คุยกันหงุงๆหงิงๆว่าพรุ่งนี้ยูจะไปทำอะไรบ้าง และก็เปลี่ยนเรื่องมาคุยกันเกี่ยวกับร้านอาหารน่ากินในเมืองสิงโตพ่นน้ำ ไปๆมาๆเราก็ยืนหน้าไปถาม สเตซี่ สาวอินโด-มาเลย์(ผู้มีความเฟียส สบตากับผู้โดยไปๆมาๆก็ได้เฟสบุ๊คเขามาเฉ๊ย หล่อด้วย อะไรวะ ทำไมชีวิตเราไม่เคยมีโมเม้นต์นี้บ้าง ทำไม๊!) ผู้มีญาติอยู่ที่นี่ว่ายูๆ มีร้านอาหารอะไรแนะนำบ้างมะ

    นางก็ว่างเว้นจากการส่องเฟสผู้ เปิดกูเกิลและจิ้มๆๆๆๆมาให้ว่าร้านนี้ควรไปนะยู ร้านนั้นอร่อย แต่โดยมากจะเป็นพวกคาเฟ่อะไรแบบนี้ และดิโด้ก็ถามว่า เออ ว่าแต่มีร้านโลคอลอะไรแนะนำบ้างมั๊ยล่ะ แบบที่สิงคโปเรียนเขาไปกินกัน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้เงี้ยอะยู้วววว

    สเตซี่ก็ทำหน้านึกแปบนึง แล้วก็บอกว่า เออ มันก็มีอะ พวกยูชอบกินติ่มซำมะ (เราสองพยักหน้าแรงมากจนนางพงะไปนิดนึง) อะเนี่ยยยย ร้านเนี้ย เปิด 24 ชั่วโมงด้วยนะ






    ร้านติ่มซำ 24 ชั่วโมงงงงงงงง





    เราหันมาสบตากับดิโด้ด้วยดวงตาเป็นประกายวิ๊งวับอย่างหมายมาดพร้อมกดเซฟชื่อร้านไว้ใน google map ไม่ต้องพูดกันให้มากความ มองตากันก็รู้ใจ แค่เอื้อนเอ่ยถามกันพอเป็นพิธีว่ายูเหนื่อยมะ ไปป่ะ (ก็ไม่นะ แอมโอเค จัสเวรี่ฮังกรี้!) ได้เปิดตี้ทีมมิดไนท์มีลแก๊งค์แล้วเว้ยยยยย (ส่วนสเตซี่นั้นนางว่านางต้องตื่นเช้าไปเจอพ่อแม่เลยขอบาย)














  • พอถึงโรงแรมกันตอนประมาณตีหนึ่งนิดๆ เราสองคนก็พุ่งไปเปลี่ยนชุดด้วยความไวแสงและเรียก grab taxi (ที่ถูกกว่า uber -- อย่างไรก็ตามหากคุณๆไปสิงคโปร์ตอนนี้ก็เรียก grab ได้อย่างเดียวแล้วนา uber นั้นโดนซื้อไปแล้ว บายจ้าาา) พุ่งไปที่ร้าน...






    126 Dim Sum Wen Dao Shi @ Geylang

    ทำเป็นตัวใหญ่ ตัวหน้า ขีดเส้นใต้ และเอียงให้เลย ไป เจ้าจงตามไปกิน!
    ร้านนี้มีอยู่สองสาขา แต่สาขาที่เปิด 24 ชั่วโมงคือสาขานี้ที่นี่ที่เดียวววววว












    ร้านหน้าตาเป็นงี้ เราก็เดินต๊อกแต๊กไปนั่งข้างใน
    อาม่าแกก็เอาเมนูมาให้เขียนๆว่าจะกินอะไรบ้าง จัดไปฮะ







    และนี่คือสิ่งที่สั่งมาความหิวโหยยยยยย





    เมนูแรก เบอร์ 73

    Signature Bean Crud with Mango Salad

     




    จานนี้เป็นเต้าหู้ทอดกรอบๆ ไม่อมน้ำมันเลยแม้แต่นิดเดียว (อู้ววว)
    สลัดครีมด้านบนก็อร่อยมาก เป็นมายองเนส + มันฝรั่ง + เนื้อมะม่วงนิดหน่อย


    ราคา 6 ดอลลาร์









    จานที่สอง เบอร์ 3

    Fried Prawn Dumpling



    กุ้งหวานกรอบเต็มคำห่อเกี๊ยวทอดกรอบไม่อมน้ำมัน
    เอาไปจิ้มกับครีมสลัดจากจานด้านบนจะได้รสสัมผัสอันแปลกใหม่

    อาห์

    เป็นของทอดที่ดีต่อใจ
    แม้จะทำให้สิวขึ้นในวันพรุ่งนี้ก็ช่างมันเถอะ


    ราคา 4.50 ดอลลาร์










    ตามมาติดๆกับจานที่สามของค่ำคืนนี้กับเบอร์ 342

    Braised Fresh Mushroom




    เห็ดหอมใหญ่บึ้มผัดน้ำมันหอย
    ดูภายนอนอาจคิดว่าเมนูนี้หากินในไทยก็ได้


    เออ ก็ใช่ไง


    ไม่เถียง เมนูนี้เบสิกมากๆ ร้านข้าวต้มปากซอยก็มี
    แต่เห็นใจคนไม่ได้อยู่บ้านเกิดเมืองนอนด้วยค่ะ


    อยากกินก็สั่ง!


    ราคา 6 ดอลลาร์












    และจานที่สี่ที่เราสั่งก็คือ เบอร์ 38

    King Siew Mai




    ขนมจีบกุ้งนั่นแหละแก
    แต่กุ้งแน่นมากกกกกกกกกกกกกกกก
    (โปรดเติมก.ไก่ไปอีกหลายๆตัว)


    โอ้ยดี กุ้งตัวใหญ่ทะลักทลายมาก
    ประเสริฐงดงามแบบที่เซเว่นก็ให้ความฟินแบบนี้ไม่ได้!


    ราคา 5 ดอลลาร์









    ยังค่ะ เรายังไม่พอใจ เราสั่งต่อไปกับจานที่ห้า เบอร์ 6

    BBQ Pork Chee Cheong Fun Roll



    (จะเห็นว่าตอนนี้เริ่มถ่ายแบบส่งๆแล้ว หิว จะกิน ดิโด้ตั้งท่าง้าบมือจะเอาเอาตะเกียบจ้วงแล้ว)





    เออ เมนูนี้ไม่รู้จักอะ กินครั้งแรกเลยนะ
    มันเป็นหมูที่รสชาติเหมือนหมูแดง ห่อด้วยแป้งนุ่มๆไม่หนาเกิน
    ราดด้วยน้ำซอสที่อร่อยมาก ท็อปด้านบนด้วยหอมเจียว


    โอ้ยยย ความอร่อยเต็มสิบประหนึ่งแสงพุ่งผ่านจากฟากฟ้า


    ราคา 4 ดอลลาร์







    ปิดท้ายด้วยจานที่หกของค่ำคืนนี้ที่เพิ่งแลนด์มาจากออสเตรเลีย
    (แกควรจะเหนื่อยและนอนพัก ไม่ใช่มานั่งกินโว้ย)

    อะ เบอร์ 225 จานนี้สเตซี่บอกว่าเลิฟมากกก ต้องสั่งนะเว้ย อะ จัดไป!

    Baby Corn with Butter Bun




     ซาลาเปาลูกจิ๋วไส้ข้าวโพดหวานนั่นเองฮะ
    โอ้ยย อร่อยอะ ชอบมากกกกก รสสัมผัสของข้าวโพดเข้มข้นมาก

    เหมาะที่จะเป็นจานของหวานล้างปากที่แท้จริง!

    ราคา 4 ดอลลาร์











    ถ้ามาสิงคโปร์กันก็มาเถอะ อร่อยมากกกกก ทุกวันนี้ยังฝันถึง
    แถมร้านนี้เปิดตลอดเวลาด้วย หิวเมื่อไรก็แวะมาลิ้มลองกันได้เด้อ!















    มิดไนท์มีลแก๊งค์ แลนด์แล้วไปไหน เราไปกินนนนนนนนนน!!











  • เรากลับมาถึงโรงแรมกันตอนประมาณตีสามนิดๆ เปิดไอจีสตอรี่เช็คก็พบว่า เฟิร์น เพื่อนของเราสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวออกมาจากสายกฎหมายมาบินเก๋ๆชิคๆอยู่กับสายการบินแห่งชาติ มานอนเลโอเวอร์ที่สิงคโปร์พอดี๊ เลยนัดแนะว่าจะไปกินบักกุ๊ดเต๋กันในวันพรุ่งนี้ เฮ!






    รุ่งเช้าเราฟื้นร่างขึ้นมาจากเตียงนอนด้วยความคิดที่ว่า ไป ต้องออกไปกิน! เลยยอมเคลื่อนย้ายมวลสารไปอาบน้ำแปรงฟันแต่งตัวได้ด้วยแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารล้วนๆ ฮาาาา






    โปรดลืม Singapore Tourist Card ที่เล่าให้อ่านไปเมื่อตอนที่หนึ่งเสีย
    หากคุณใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์ไม่ถึง 24 ชั่วโมงแบบข้าพเจ้าและคิดว่าไม่ได้เดินทางเยอะ

    จงไปซื้อ Standard Ticket แล้วเติมเงินเอา







    จริงๆแล้วโรงแรมที่เราพักกับโรงแรมของเฟิร์นอยู่ห่างกันนิดเดียวเท่านั้น แต่เราดูสายรถไฟใต้ดินผิด เลยไปวนอ้อมโลกกกกกกกกกไกลลลลลลลลลมากกกกกกกกกกกกก ทุลักทุเลเหลือเกินคุณเอ๊ย เอาเป็นว่าเรามาเจอเฟิร์น และ ลูกหมู เพื่อนของเฟิร์นที่พาเราไปกิน เฮ!




    เราเดินมาที่ห้างใกล้ๆโรงแรมเพื่อมากินบักกุ๊ดเต๋ที่ร้าน ส่องฟ้า หรือ Songfa นั่นเองฮะ! บอกเลยว่านี่คือการกินเมนูนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตน้อยๆของข้าพเจ้า เพราะทุกครั้งที่มาสิงคโปร์เรามาทำงานตลอดเลย ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไร ครั้งแรกที่มาก็มาทริปของมหาวิทยาลัย ครั้งที่สองก็สมัครแอร์ ครั้งที่สามก็ไฟล์ทสิงคโปร์-บริสเบนที่ไปกินอย่างอื่นเพราะคนเยอะ ในที่สุดก็ได้มากินซะทีเว้ยยยย ฮูเร่!




















    มาช่วยเขาเปิดร้านอะ กลัวคนเยอะ










    และนี่คือสิ่งที่สั่งฮะ



    เห็นแล้วอยากกินเล้งต้มแซ่บมาก ช่วยด้วย!
    ข้างๆนั่นคือฟองเต้าหู้จ้ะ











    มีผักๆด้วยนะเธอ เฮลตี้นะจ๊ะ












    อันนี้เป็นซี่โครงหมูผัดพริกเผ็ดๆซักอย่าง
    อร่อยมาก เด็ด!















    สั่งชามาดื่มกันจุ๊บจิ๊บ แก้วกระจุ๋งกระจิ๋งมากจ้ะ








    มาเป็นเกสต์ของชาวทีจีหนึ่งวัน นั่งเม้าม้อยเกี่ยวกับไฟล์ทนี้นั้นไปเรื่อยเจื้อย เคสที่ประสบพบเจอผู้โดยสารมหัศจรรย์ต่างๆ เราก็เล่าเรื่องราวของเราให้ฟังบ้าง สนุกดี เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสองสาย ฮาาาาา





    กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ จบจากบักกุ๊ดเต๋ไปเราก็มาต่อกันที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast จ้ะ สั่งมาเป็นเซตหน้าตาแบบนี้เด้ออออ









    ตอนที่เราลองชิมสังขยาสิงคโปร์เป็นครั้งแรก เราไม่ชอบอะ ในใจเราจะติดภาพว่าสังขยามีสองแบบคือเขียวใบเตยกับสีส้ม จิ้มขนมปังร้อนๆ แต่รสชาติของสังขยาที่นี่มันแปลกไป ไม่อร่อย ไม่โอเค แต่วันนี้เราก็เปลี่ยนความคิดใหม่จ้ะ อันตรงกลางที่เป็นขนมปังอร่อยมากกกก ความอร่อยไม่ได้อยู่ที่สังขยาแต่เป็นตัวขนมปังที่อยากเดินไปถามว่าพี่ปิ้งยังไงคะ ทำไมมันถึงกรอบอร่อยขนาดนี้! ส่วนรสสัมผัสของสังขยาก็ไม่แย่ กินได้แหละ แต่ก็ยังไม่เลิฟอยู่ดี


    ส่วนก้อนกลมด้านซ้ายนั่นคือเป็นแป้งห่อสังขยา อร่อยดี แต่ขนมปังพีคกว่า สำหรับออฟชั่นไข่ลวกนั้นก็ให้เอาขนมปังสังขยามาจิ้ม กินด้วยกันแล้วอร่อยดี เพิ่มมิติทางรสชาติให้กว้างไกลยิ่งขึ้น







    พอกินเสร็จพวกเราก็เดินกลับโรงแรมเพื่อให้ชาวทีจีไปแต่งตัวเพื่อเตรียมบินกลับกรุงเทพฮะ ก็เม้ามอยกันต่อ (ความรู้ใหม่คือสายเขานั้นรักให้ติดขนตาปลอมมาก ในขณะที่สายเราห้ามเด้อ) และได้ลองชิมน้ำมะขามอัญชัญด้วย อร่อยมาก รักกกกกก อยากกินอีก ร้าน Puff & Pie จะมีขายมั๊ยอะ (ตอนนี้มีขายข้าวแช่ชาววังตำรับครัวการบินไทยด้วย อยากลองมาก เราชอบเบเกอร์รี่ครัวการบินไทยมากเลยนะ รักกกก)









    แชะภาพไว้เป็นที่ระลึก ไม่ได้เจอกันที่กรุงเทพก็มาเจอกันตามเลโอเวอร์ต่างๆละกันนะ
    เดี๋ยวจะบิดพวกโรม มิลาน จะได้เจอกันอีก ฮี่ฮี่





    อยากเจออี๊ก อยากเม้ามอย
    มาเมืองทะเลทรายอีกเมื่อไรก็บอกได้เสมอนะฮ้าาาา♡












  • หลังจากส่งเฟิร์นและลูกหมูแล้วเรียบร้อย เราก็นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Novena เพื่อมาร้านกาแฟที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากผองเพื่อนว่า กาแฟร้านนี้เด็ดโคตรรรรรร




    เราเดินต๊อกแต๊กมาที่ตึก Square2 และเดินวนเกินเจ็ดรอบเพื่อหาร้าน La Ristrettos ที่เจ๊น้ำย้ำนักย้ำหนาว่าต้องมาให้ได้ในทุกๆครั้งที่มาเหยียบสิงคโปร์ (แต่ก็ไม่ได้มาเสียทีเพราะไม่มีเวลายังไงล่ะ) จนถอดใจเดินไปถาม Information ก็ได้ความว่า อ้อ ต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้น 8 อะยู




    พอขึ้นมาปุ๊บก็งงๆเพราะเป็นคลินิกหมอหมดเลย เดินดุ่มๆเข้าไปก็เจอป้ายร้านจ้ะ


















    บรรยากาศด้านในก็เขียวๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ซึ่งเราชอบมาก
    มีเคาเตอร์คิดเงินกับเคาเตอร์ที่ชงกาแฟแยกกัน และมีครัวอยู่ด้านหลัง















    กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งจรุงใจไปทั่วทั้งร้าน














    ที่นั่งมี 2 โซนคือนั่งห้องแอร์ในร้าน
    หรือจะออกไปนั่งรับลมกับแสงตะวันสาดส่องที่สวนด้านนอกก็ได้


    ซึ่ง... เรานั่งในร้าน (ก็มันร้อน!)
    และก็แอบสอดส่องคุณหมอที่นั่งจิบกาแฟในสวน อิอิ








    เจ๊น้ำบอกมาว่าช็อคโกแลตร้อนที่นี่ดีงามมากๆ มีความข้นเหนียวเป็นพุดดิ้งเลย ส่วนกาแฟก็ดี๊ดี ประเสริฐแสงพุ่งผ่านจากฟากฟ้า ซึี่งเราผู้มีบินตอนกลางคืน ตั้งใจว่าต้องกลับไปนอนก็ตัดกาแฟออกไป เก็บไว้มาลองชิมใหม่ในคราวหน้า เลือกแค่ช็อคโกแลตร้อนก็แล้วกัน


    ทีนี้เมนูช็อคโกแลตร้อนมีด้วยกัน 2 แบบคือ Hot Chocolate กับอีกอย่างหนึ่งที่อ่านไม่ออก เราเลยสั่งมาลองทั้งสองแบบเลยก็แล้วกัน มาฮะ!






    อันนี้คือ Hot Chocolate แบบธรรมดาที่รสชาตินุ่มละมุนเหลือเกิน โอ้ยดีงามมมม















    และอันนี้แหละคืออันที่เจ๊น้ำพูดถึง อันที่เราอ่านไม่ออก


    แกเอ๊ยยยย อร่อยมากกกกกก
    หอมมากกกกก ละมุนละไมเหลือเกิน

    คือมันเป็นช็อคโกแลตร้อนที่ข้นมาก เหมือนเอาช็อคโกแลตมาละลายอะ
    ตักไปเป็นเนื้อคล้ายกับพุดดิ้งเลย นุ่มเหลือเกิน


    โอ้ ความอร่อยนั้นช่างอบอุ่นและปลอบประโลมจิตใจเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก
    อันนี้ดี ให้คะแนนเต็ม!
    อยากให้แวะเวียนมาชิมกัน เมนูกาแฟก็ดี มีชาเยอะแยะ น้ำปั่นก็มีนะ
    อาหารก็ขาย สั่งไปเหอ อร่อยหมดนั่นแล












  • เรากลับมาถึงโรงแรมด้วยสภาพหนังท้องตึง หนังตาหย่อน ม้วนตัวลงในที่นอนแล้วหลับจนถึงเวคอัพคอล จัดการอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานและกลับบ้านทะเลทรายเสียที เฮ




    ด้วยความที่เป็นไฟล์ทกลางคืน ทุกอย่างก็เงียบสงัด ลูกเรือก็มากองๆรวมกันในครัว จิบชา (ซื้อชา TGW กลิ่น Geisha Blossom มาเพราะสเตซี่บอกว่ามันดีงามมาก นางรักของนาง อยากให้ยูได้ลอง -- จริงๆคือนางจะให้ซื้อเพราะมีโปรโมชั่นอะไรก็ไม่รู้ อะ ซื้อก็ซื้อเว้ย ซึ่งกลายเป็นว่าชอบเองเฉย รักมาก ดีงาม) แล้วก็คุยกันเรื่องของความรักโดยมีประเด็นหลักอยู่ที่ จะรู้ได้ยังไงว่าคนนี้คือ The one ที่ฉันเฝ้ารอ?


    และคนที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดก็คือคุณซีเนียร์เซอร์เบียนจากบิสเนสคลาส ผู้เพิ่งลั่นระฆังวิวาห์ไปเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้ยังอินกับความรักและเห็นว่าชีวิตครอบครัวคือความงดงาม เขาว่า...





    "คุณไม่มีทางรู้หรอก แต่คุณจะรู้สึกมันเอง"


    "วันที่ฉันตัดสินใจขอเธอแต่งงานหรอ...
    วันนั้นฉันตื่นมาตามปกตินั่นแหละ แล้วนั่งมองเธอหลับอยู่ข้างๆ"





    "It just felt right so I asked her...

    and luckily she said yes." 






    (กรี๊ดกันทั้งแกลลี่จนซีเนียร์เตือนว่าให้เบาๆหน่อย ผู้โดยสารนอนอยู่)











    และตามปกติแล้วเราเป็นทีมไม่เข้าห้องนักบินเพราะไม่รู้ว่าจะคุยกับพวกเขาด้วยเนื้อหาสาระอะไร คือแอร์บางคนชอบเข้าไปเจ๊าะแจ๊ะคุยนี่นั่น (เออ มันก็มีแหละคนแบบนี้) แต่เราจะโผล่เข้าไปเมื่อไม่มีใครว่างที่จะเข้าไปส่งข้าว ส่งน้ำ เราก็จะแว้บไปส่งของ เก็บถาด ออก บายจ้า

    หรือถ้าจะคุยก็จะมีคำถามประจำตัวคือ จะรู้ได้ยังไงคะว่าจะมีสภาพอากาศแปรปรวนข้างหน้า ถ้านักบินใจดีก็อธิบายไล่เรียงมาตั้งแต่เรดาห์ว่าอย่างงั้นอย่างงี้ บางทีก็เจอ clear turbulance บลาๆ เราก็พยักหน้าหงึกๆด้วยความสนอกสนใจทั้งๆที่อ้อ ฉันรู้แล้วจ้ะ แต่ก็หาเรื่องคุยไงจะได้ไม่เงียบไม่กร่อย


    ทีนี้ไฟล์ทนี้เนี่ย กัปตันและผู้ช่วยนักบินใจดีมากกกกกก มีขนมมาให้ลูกเรือกินทุกครั้ง ไม่เคยขออะไรยากๆ ไม่จู้จี้จุกจิก มีอะไรให้กินก็กิน ไม่ขอนี่นั่นตอนทำเซอร์วิส ลูกเรือก็แวะเวียนเข้าไปคุยด้วยกันหมดเว้นข้าพเจ้านี่แหละที่ไม่ได้เข้าไปทักทายจนกระทั่งถึงไฟล์ทสุดท้าย สิริซีเนียร์ผู้น่ารักเลยคะยั้นคะยอ (จริงๆคือบังคับ) ว่ายูควรเข้าไปเซย์ฮายซักนิดนะ



    เออ ไปก็ไป...



    ปรากฎว่าเข้าไปแล้วดีมากกกกกกกก เหมือนเราเข้าไปสัมภาษณ์เส้นทางการเป็นนักบินของทั้งสองว่าเริ่มจากอะไร สิ่งไหนคือแรงบันดาลใจในการทำงานนี้ เหตุใดจึงชอบ มีสถานการณ์ใดที่ต้องตัดสินใจด้วยความกดดันมากๆบ้างไหม คือเหมือนงาน Pilot Talk Exclusive มากๆ

    เอ็ดเวิร์ด (กัปตัน) ก็เอาแถบที่ติดตรงบ่าอันแรกที่เขาติด 4 ขีดมาให้จับด้วย (นี่ก็เอาไปแปะๆหัวสามรอบตามประสาคนไทย) เขากล่าวเสริมว่าเนี่ย นี่เป็นสิ่งเอาติดตัวไว้ตลอดเวลาเลยนะ เป็นเหมือนโทเท็มประจำตัว




    ""...and I wish you success for the journey you have begun."




    ส่วน ไรอัน (เฟิร์สออฟฟิศเซอร์) ก็ใจดีม๊ากกก เราเจอเขาตอนก่อนไปกินบักกุ๊ดเต๋ที่หน้าร้านขายหนังปลากรอบ คือเราตั้งใจจะไปซื้อแล้วมันหมดพอดี ก็ป๊ะกันหน้าร้านนั่นแหละ เราทักเขา เขาก็แบบงงๆว่าอีนี่ใครวะ ก็เออ I'm one of your crew, Ploy from Thailand. เขาก็อ้ออออ จำได้ๆ เลยหยุดคุยกันสั้นๆว่ามาทำอะไร จะมาซื้อหรอ หมดแล้วหรอ โอเค ไปล่ะยู บายยย


    สรุปคือ ไรอันซื้อหนังปลากรอบอีกยี่ห้อมาให้สองถุงจ้า เอามาให้บอกว่าเอาไปแจกลูกเรือคนอื่นด้วยนะยู และคุยเรื่องเส้นทางอาชีพของเขาว่าเริ่มจากทำ Air Asia Malaysia มาแล้วก็ย้ายมานี่นั่นนู่นโน่น ให้ข้อมูลเรื่อง simulator ที่ดูไบมอลมาด้วยว่ายูควรจะไปนะ อันนี้ควรโหลดมาลองเล่นนะ ต้องไปทำนั่นนี่เพิ่มนะ โอ้โห แทบก้มกราบทั้งสองคนอะบอกเลย เป็นการเข้าห้องนักบินที่ดีมาก จุดประกายไฟในตามากกกก







    อันนี้คือที่ไรอันซื้อมาจ้า อร่อยดีเหมือนกัน เค็มกว่าอีกยี่ห้อหน่อย มีขายทั่วไปในสิงคโปร์
    ลูกเรือเอเชียก็กินกับจ๊อบแจ๊บ ส่วนลูกเรือฝรั่งนั้นขอบาย พวกนางไม่ชอบ








    พอแลนด์ถึงดูไบปุ๊บก็มาถ่ายรูปร่วมกัน คือเป็นไฟล์ทแรกตั้งแต่ทำงานมาสองปีกับสองเดือนที่ลูกเรือพร้อมใจบอกว่า เออ พวกเรามาถ่ายรูปกันเถอะ ไฟล์ทนี้ดีมากกกกกกกกก








    เอะอะมะเทิ่งกันมาก กว่าจะได้มาภาพนึง ไม่มีการนับหนึ่งสองสามอะไรทั้งนั้น
    ใครอยากโพสต์ใคร่โพสต์ ใครอยากมองกล้องมอง ใครไม่มองก็เรื่องของแก๊ (เช่น ฉันไง)










    อีโค่ทีมผู้น่ารักกุ๊กกิ๊กและพลังล้นเหลือ
    ขนาบข้างซ้ายด้วยเพอเซอร์และลูกเรือบิสเนสที่วิ่งมาแจมด้านขวา

    อยากไปบินกับทีมนี้อีกได้ไหม สนุกจังเลย ไม่อยากบ๊ายบาย









    นี่แหละไฟล์ทที่ดีที่สุดในรอบห้าเดือนของข้าพเจ้า
     Amazing crew, Amazing layover ที่แท้จริง


    EK 404/405 Singapore - Melbourne




    ด้วยรัก... จากทะเลทราย







    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in