from the desert, with loveployapha.j
เดินเรื่อยเปื่อยในโซนตะวันออกของเมลเบิร์น | SIN-MEL ตอนที่ 2

  • 3 March 2018






    จากสิงคโปร์เราก็เอะอะมะเทิ่งเซิ้งบนเครื่องมายังเมลเบิร์น ออสเตรเลียจ้ะ และจากนี้ต่อไปทุกไฟล์ทที่บินจะเป็นไฟล์ทกลางคืนหมดเลย ข้อดีก็คือผู้โดยสารส่วนใหญ่จะหลับกันหมด คอลเบลจะน้อย มีเวลาว่างให้ได้นั่งเม้ามอย จิบชา ตะไบเล็บ ทาแฮนด์ครีม หาเกมอะไรมาเล่นแก้เบื่อกันไป นั่งว่างๆก็กิน กิน กิน แล้วก็กินจุ๊บจิ๊บไปเรื่อยๆ(บ่อเกิดที่แท้จริงของชั้นไขมันที่พุงจ้ะ)


    ส่วนข้อเสียก็คือเราจะไปถึงจุดหมายปลายทางกันในช่วงเช้า ร่างกายจะพัง หิวก็หิว อยากนอนก็อยาก น้ำท่าก็ต้องอาบเพราะสกปรกมอมแมม แถมสมองมึนงง อ๊องๆเพราะขาดออกซิเจน และพอนอนแล้วเวลาก็จะวาร์ปหายไปไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น เหมือนเสียเวลาไปหนึ่งวันเต็มๆเพราะการนอน อีกทั้งถ้านอนเยอะเกินไป กลางคืนก็ไม่หลับอีก โดน jet lag เล่นงานอีก ฮือออออ










    อรุณเบิกฟ้าาาาา แอร์ยังโบยบิน เสิร์ฟของกินร่าเริงแจ่มใสสสสสส








    เมื่อมาถึงเมลเบิร์นแล้วเราก็ตัดสินใจว่าจะไม่นอนโว้ย พยายามฝืนสังขารร่างกายหยาบของตัวเองไปกินข้าวดีกว่า เพราะ เชอ เพื่อนลูกเรือคนไทยที่ทำไฟล์ทนี้ก่อนหน้าเราหนึ่งวันชวนไปหาอะไรกินกุ๊กกิ๊ก อะ ไปก็ไปเด้อ เพื่อของกินฉันทำได้! และร้านอาหารที่เราไปกันในวันนี้เป็นร้านอาหารไทยที่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไรด้วย เย้เฮ ไปกินอาหารไทยแก้อาการ home sick ดีกว่า เพราะอยู่ๆก็มีอารมณ์วูบๆใจหม่นนิดหน่อยตอนอยู่ที่สิงคโปร์แหละ อาจเป็นเพราะอากาศคล้ายๆบ้านเรา ของกินก็คือๆ แถมรู้สึกว่าห่างจากบ้านนิ๊ดดดดดดดดเดียวเท่านั้น แง้








    ในเมลเบิร์นนั้นเขานิยมนั่งรถรางกันจ้ะ เป็นเครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมทั่วเมือง
    โดยรถรางนั้นจะให้บริการฟรีในเขตเมือง ถ้าออกมานอกเขตก็ต้องใช้บัตรแตะจ่ายเงินเด้อ


















    ปกติแล้วเราจะเข้าไปกินข้าวในเขตเมืองตลอดเพราะมีอาหารเอเชียนหลากหลายให้ได้ลิ้มลอง มีร้านข้าวหมูกรอบเป็ดย่างที่ไปกินประจำ แถมร้านชานมไข่มุกก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อีกทั้งร้านขายของคนจีนที่เราชอบไปซื้อก็อยู่ละแวกนั้นหมด นี่คือสาเหตุว่าทำไมถึงชอบบินมาออสเตรเลียนัก เพราะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านยังไงล่ะ เย้เฮ



    ครั้งนี้เราลองมาเดินในย่านตะวันออกของเมลเบิร์นกันบ้าง ก็แปลกไปอีกแบบ ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แถมแถวนี้ก็มีร้านอาหารเอเชียนเยอะแยะเช่นเคย ดี๊ดี







    กดถ่ายแช้ะๆมาแบบง่วงๆ เอาให้เห็นบรรยากาศ





















    ร้านที่เราไปชื่อว่าร้าน Jinda แหละ คนเยอะพอสมควรเลย ร้านก็น่ารักมาก มีเมนูให้เลือกหลากหลายแต่ส่วนมากเป็นเมนูอาหารไทยภาคกลาง





















    เมนูที่สั่งมีดังต่อไปนี้...

    แกงเผ็ดเป็ดย่าง
    กะเพราหมูกรอบ
    ไข่ลูกเขย
    ผัดผักบุ้งไฟแดง


    ทุกอย่างอร่อยมาก แม้ว่าผัดกะเพราจะใส่ถั่วฝักยาวเราก็ไม่ว่าอะไร
    หรือแกงเผ็ดเป็ดย่างจะใส่ฟักทองเราก็ไม่ขัด ฮืออออ ตอนนี้คือใส่อะไรมาก็กินหมด
    (แต่ถ้าเป็นร้านอาหารที่ไทยจะตีตาย ผัดกะเพราจะมาใส่ผักอื่นๆไม่ได้เว้ย!)



    และเราก็สั่งข้าวกับหมูทอดปั้นก้อนใส่กล่องกลับไปกินด้วย
    กะว่าจะกลับไปนอนตายที่ห้องและไม่ฟื้นคืนขึ้นมาอีกจนกว่าจะไปบินวันถัดไป









    แต่ไหนๆเราก็ออกมาแล้ว แถมมีภารกิจต้องไปซื้อวิตามินซีที่กินเป็นประจำเพื่อแก้อาการหวัด เราก็เลยลากเอากายหยาบออกไปเดินรับแสงอาทิตย์เสียหน่อย กะว่าไปร้านขายยาใกล้ๆแล้วก็นั่งรถกลับโรงแรม

















    แต่ปรากฎว่าร้านขายยาที่เราแวะไปมันไม่มีวิตามินที่เราต้องการจ้า ก็เลยเดินไปเรื่อยๆเพื่อไปหาอีกร้านนึง ก็คิดปลอบใจตัวเองว่าได้เดินชมวิวไปเรื่อยๆก็แล้วกันนะ





















    เดินมาเรื่อยๆก็คิดว่าย่านนี้เป็นย่านคนเวียดนามแหละ
    เพราะร้านอาหารเวียดนามเรียงรายและมีร้านขายของมากมายอีกด้วยจ้ะ














    ตึกนี้เป็นร้านกาแฟล่ะ น่ารักมากกกกก
    ถ้าไม่ติดว่าจะกลับไปนอน เราก็จะเดินข้ามฝั่งไปลิ้มลองและนั่งชิว

















    ส่วนตัวแล้วชอบรูปนี้ นำเสนอภาพครอบครัวในยุคปัจจุบัน




    เราเดินมาถึง Victoria Gardens Shopping Centre เพื่อมาหาร้านขายยา และพบว่าไอ้เจ้าวิตามินที่เราอยากได้มันไม่มี ต้องเข้าเมืองไปเสี่ยงดวงดู ซึ่ง ณ จุดนั้นฉันไม่เดินไปไหนทั้งนั้นแล้ววววว พออออ ไปเดินอิเกียเล่นก็ได้โว้ย ซึ่งเข้าอิเกียไปก็ไม่ได้อะไรเพราะคิดว่านี่จะหอบทุกอย่างจากออสเตรเลียกลับบ้านจริงๆหรอ เดินอิเกียบางนาก็ได้มั๊งแหม่... (อิเกียบางใหญ่มันไกลบ้านไปหน่อย)












    เดินมาแล้วก็เดินกลับเป็นการออกกำลังกาย กลับห้องไปจะได้อาบน้ำแล้วนอนเลย เย้เฮ






    ถ้าอากาศดีๆแล้วเราชอบการเดินไปเรื่อยๆนะ เราว่ามันเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพราะเวลาเราเดินไปเรื่อยๆ มองนั่นมองนี่ไปตามทางมันก็รู้สึกว่าได้ผ่อนคลายจิตใจดี แล้วเราก็จะชอบคิดนู่นคิดนี้ไปด้วย บางทีเดินๆไปแล้วเราก็จะได้ก้อนความคิดที่ตกตะกอนแล้วมาหนึ่งหน่วย เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชอบ ฮาา (แต่เราไม่ชอบวิ่งล่ะ เราว่ามันเหนื่อยไปและใจต้องโฟกัสมากๆ มันไม่ได้วิ่งไปแล้วคิดไปได้แบบการเดิน งงมะ)
















    โซนตรงนี้ก็มีร้านขายเสื้อผ้าวินเทจมากมาย (กรี๊ด!) แต่ปิด
    มีร้านหนังสือ ร้านกาแฟที่น่านั่ง แต่ปิด...

    ฮือ ที่นี่อะไรๆก็ปิดเร็ว แง้ TT










    ส่วนร้านนี้ เปิด!

    เป็นร้าน Boutique Shop ที่เสื้อผ้าน่ารักมาก เป็นสไตล์ที่เราใส่เลย ดีใจ เย้เฮ
    แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพราะท่องในใจว่ายังไม่จำเป็น #ของมันยังไม่ต้องมีก็ได้
















    มีขายกาแฟในร้านด้วยล่ะ น่ารักม๊ากกกกก
    การตกแต่งก็ดี มีต้นไม้ใบหญ้า เปิดเพลงก็ดี สามารถสิงอยู่ในนี้ได้ทั้งวันเล้ย
    แต่ง่วง เลยเดินวนหนึ่งรอบถ้วนแล้วออก

    จริงๆแล้วต้องขอขอบคุณความง่วงที่ทำให้เราไม่อยากจับจ่ายใช้สอยอะไร
















    ตัดจบกับภาพนี้เลยก็แล้วกัน





    ในที่สุดเราก็เดินเรื่อยเจื้อยมาถึงโรงแรม อาบน้ำ ทิ้งต้วลงนอน แล้วภาพก็ตัดวาร์ปมาบ่ายวันรุ่งขึ้นที่เราตื่นก่อนเวคอัพคอลครึ่งชั่วโมง จัดแจงกินข้าวกับหมูทอดก้อนกลมเย็นๆที่ซื้อมา (เดชะบุญที่มันไม่เสียเพราะลืมเอาใส่ตู้เย็นและไม่ได้อุ่นด้วย โฮ เศร้าใจ...) อาบน้ำ แต่งตัว และบินไฟล์ทกลางคืนกลับมาที่สิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง

    ต้องขออภัยผู้อ่านที่รักจริงๆที่เรื่องเล่าในเมลเบิร์นน้อยไปหน่อยเพราะเวลาทั้งหมดที่มีนั้นอุทิศให้แก่การนอนซ่อมเซลล์ในร่างกาย เราเลยจะแก้ตัวอีกครั้งในตอนต่อไป ขอบอกเลยว่าตอนหน้าห้ามพลาดนะจ๊ะ เพราะเราจะพาไปกินแบบจริงจังตั้งแต่แลนด์ยันบินกลับดูไบ อิอิอิ






    ด้วยรัก...จากแดนจิงโจ้!




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in