from the desert, with loveployapha.j
สิงคโปร์โซกู๊ดดดดดดดดด | SIN-MEL ตอนที่ 1
  • 2 March 2018







    Singapore so good!


    ฮายยยย เราได้ทำไฟล์ท Multi-sector อีกแล้วล่ะ ซึ่งรอบนี้กินเวลายาวนาน 6 วันเต็มๆกับทริปสิงคโปร์-เมลเบิร์นที่เราจะได้แวะเที่ยวเล่นหาของกินในสิงคโปร์สองวัน แล้วก็ไปนอนซ่อมร่างสู้กับเจ็ทแลคที่เมลเบิร์น 31 ชั่วโมง



    อะ มาเล่าเกี่ยวกับไฟล์ทกันก่อน

    ขาไป DXB - SIN เราทำงานอยู่ครัวหน้าจ้ะ ซึ่งสนุุกสนานเฮฮารื่นเริงบันเทิงใจมากแม้ว่าไฟล์ทจะเต็ม แน่นไปทุกที่ก็ตาม ไล่เรียงมาตั้งแต่ซีเนียร์ Siri และ Sri ชาวสิงคโปร์ทั้งสองคนที่ลูกเรือเรียกชื่อสลับกันตลอดไฟล์ท นางใจดีมาก เป็นคุณแม่แห่ง Economy Class โดยแท้ ชวนให้ทุกคนกินทุกอย่างตลอดเวลา

    ลูกเรือบิสเนสก็น่ารักกกก แวะเวียนเอาของกินมาให้อย่างสม่ำเสมอทุกเซอร์วิส ส่วนเฟิร์สคลาสก็ส่งขนมน้ำนี่นั่นนู่นมาให้ตล๊อด เพื่อนร่วมงานก็ดี๊ดี ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง เป็นทีมที่น่ารัก ประกอบด้วย ดิโด สาวผมสั้นจากไต้หวัน สเตย์ซี่ สาวลูกครึ่งมาเลย์-อิโดที่เฟียสมากกกก และ แซม สาวสวยจากลิยง ฝรั่งเศส




    ไฟล์ทนี้เด็กเยอะและน่ารักมากกกก เลยเอากล้องโพลาลอยด์มาถ่ายรูปให้ครอบครัวเขาเป็นที่ระลึก
    (และแน่นอนว่าถ่ายกันเองด้วย ฮาาา)









    และจริงๆเราไม่ชอบเด็กล่ะ ถ้าคนอื่นเล่นกับเด็กก็จะยืนดูอยู่ห่างๆ
    ไม่ใช่สายที่เห็นเบ่บี๋ตัวจิ๋วแล้วจะอ๊ายย น่ารักกกกกก
    แต่เรารู้วิธีเล่นกับเด็กและเด็กก็จะติดเรา ฮาาาา


    นี่สินะ จิตวิญญาณของความเป็นพี่สาว!









    และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันค่ะว่าสิงคโปร์ยกที่หนึ่งนั้น ข้าพเจ้าไปไหน ทำอะไร และกินข้าวร้านไหนบ้าง ฮิฮิ











    ในที่สุดก็มีรูปสวยๆกับเขาแล้วโว้ย


    ความอัดอั้นตันใจอย่างสุดซึ้งรองลงมาจากอาการนอนไม่หลับก่อนไปบิน นั่นก็คือเวลาไปเลโอเวอร์ตามที่ต่างๆแล้วไม่มีคนถ่ายรูปให้...


    โอเค๊ เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จะโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่างไรให้ดูเฟียส ดูแพง สวยสง่ามีราศี เพราะไม่ว่าจะหมุนซ้าย หมุนขวา ทำเป็นมองนกน้อยท้องฟ้าก้อนเมฆใดๆ เราก็มีรอยยิ้มพิมพ์ใจหน้าเดียวเหมือนออกจากท้องแม่มาก็เซตค่าเป็น default ไว้ไม่เคยเปลี่ยน จะถ่ายมุมไหนกี่รูปก็ฉีกยิ้มองศาเดิมนี่แล แต่ถึงกระนั้นเราก็อยากมีรูปชิคๆลงในไอจีบ้างป่ะว้าาาา แหม่...


    และเวลาที่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนลูกเรือจากรอบโลกก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นมีสกิลการถ่ายภาพที่น้อยมากจนหงิดใจ เราถ่ายให้เขาเสียส๊วยสวย เอาไปตั้งเป็น Profile Picture ใหม่ได้ หรือถ้าเอาไปลง Tinder นี่เอ็งได้ Super Like เป็นแน่แท้ แต่พอเขาถ่ายให้เรานั้นมันกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม หงิดใจเหลือเกิน ไม่โอเค หรือบางทีเราก็ออกไปเที่ยวคนเดียว ครั้นจะไหว้วานมนุษย์รอบข้างให้ถือกล้องถ่ายให้ก็กลัวจะโดนฉกหาย ใช้ขาตั้งกล้องก็ดูเยอะไป ถ้าจะเซลฟี่ก็เห็นแต่หน้าไม่เห็นวิวข้างหลัง โอ้ย เยอะ! ลงแต่รูปวิวนี่นั่นไปก็ได้ว้า เหนื่อยใจแล้วจ้ะ




    แต่ทริปสิงคโปร์ในครั้งนี้นั้นต่างกันออกไปเพราะเราบินมาเยี่ยมเยือน น้องเบน หรือชื่อในวงการคือ บีน่า (กรี๊ดดดดด ชอบชื่อเหลือเกิน อินเต๊อร์!) สาว SQ คนสวยที่ติดตามกันมานานแสนนานผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ


    น้องเบนก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตาม ด้วยรักจากทะเลทราย มาตลอด แวะเวียนมาถามคำถามใน ASK คุยเล่นกันในทวิตเตอร์ ฟอลไอจี แลกเฟส จนล่าสุดมีไลน์กันแล้ว ฮา เป็นคนที่เราเห็นพัฒนาการมาตลอดตั้งแต่น้องเริ่มสมัครแอร์ ก็คอยลุ้นเอาใจช่วยกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมงลงได้ติดปีกสีเบอร์กันดีและตอนนี้ก็สวมเคบาย่าสวยๆ




    ดีใจ จะได้มีคนพาเที่ยวแล้ว ฮูเร่!















  • Future World: Where Art Meets Science

    เช้าวันนี้เรามาเจอน้องเบนที่ MRT Raffle Place และนั่งรถต่อมาที่ MRT Bayfront เพื่อมาซื้อบัตรเข้านิทรรศการ Future World ที่จัดแสดงอยู่ที่ ArtScience Museum หรือตึกรูปดอกบัวนั่นเองจ้ะ








    เราซื้อ Singapore Tourist Pass แบบ One Day Pass ราคา 20 ดอลล่าร์
    ขึ้นได้หมดทั้งรถไฟใต้ดินและรถเมล์ ใช้เสร็จจบวันแล้วก็เอาไปคืนจะได้ค่ามัดจำกลับมา 10 ดอลล่าร์จ้ะ










    และกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราเลยแวะหยุดซื้อ หนังปลากรอบไข่เค็ม Irvins  อันลือลั่นแห่งสิงคโปร์ ที่น้องเบนการันตีความอร่อยแบบหยุดกินไม่ได้ ยี่ห้อนี้คือเดอะเบสต์ อร่อยเพลินเคี้ยวสนุกที่สุดดดดด









    ของดีแห่งเมืองสิงโตพ่นน้ำจริงๆจ้ะ เราไปถึงหน้าร้านประมาณ 10 โมงนิดก็มีคนมาต่อคิวซื้อแล้วอะ
    ไปช้าอด ขายหมดแล้วเด้อ เราซื้อมาสองแบบคือหนังปลากรอบกับมันฝรั่ง อร่อยทั้งคู่เลยเธอเอ๊ย!












    และทริกประหยัดเงินในการเข้าชมนิทรรศการ Future World นี้คือการไปทำเรื่องเอาบัตรซื้อหนึ่งแถมหนึ่งจ้ะ! เรื่องของเรื่องคือทาง Marina Bay Sands เขามีให้เราสมัครบัตร Sands Rewards LifeStyle เพื่อสะสมแต้มและใช้เป็นส่วนลดสำหรับช้อปปิ้งนี่นั่นในห้าง บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ และอื่นๆอีกมากมายจ้ะ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี่เล้ย >> Marina Bay Sands Singapore



    ซึ่งจุดที่เราเข้าไปทำบัตรก็หน้าตาแบบนี้ค่ะ อย่าลืมติดเอาพาสสปอร์ตไปด้วยนะฮะ และขอเตือนว่าต้องรีบมาเช้าๆเพราะไม่งั้นคิวยาวเป็นหางว่าวเลยละจ้า ;)


















    เมื่อทำบัตรเรียบร้อยแล้วก็ไปพิพิธภัณฑ์กันเลยจ้าาาาา

















    ตอนนี้ทาง ArtScience Museum มีนิทรรศการอยู่ด้วยกัน 3 อย่างค่ะ คือ Future World ที่เราอยากเข้า Treasures of the natural world และ Art from the Streets ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยจ้ะ แต่เราต้องสงวนงบประมาณไว้ทำนู่นทำนี่ต่อก็เลยไม่ได้เข้าไปชมเด้อ 


























    19 ดอลล่าร์ ส่วนอีกใบนึงของน้องเบนฟรีจ้าาาา เฮ!








    ก่อนที่จะเข้าไปถ่ายรูปกุ๊งกิ๊ง เราจะขอเล่าเกี่ยวกับนิทรรศการ Future World: Where Art Meets Science กันเล็กน้อย เพื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายจะได้อินกับเราไปด้วยยังไงล่ะ





    เดิมทีเรารู้จักกับ teamLab Islands จากงาน teamLab Islands: Dance! Art Museum, Learn & Play! Interactive Theme Park ที่มาจัดนิทรรศการสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟที่ CTW เมื่อช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา โดยทีมงานนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและศิลปะจากหลากหลายสาขา มาร่วมกันสร้างสรรผลงานที่ผสมผสานทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นนิทรรศการแห่งการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สนุก เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย (สารภาพบาปว่าซื้อตั๋วเข้าไปเพราะมันสวย อยากไปถ่ายรูป แต่สุดท้ายก็ไปเล่นทุกอย่างจริงจังตั้งใจมากๆ เฮ้ยมันเจ๋งว่ะ! รู้สึกว่าที่ประเทศไทยขาดอะไรแบบนี้สำหรับเด็กๆที่จะได้ใช้ความคิดและจินตนาการบวกกับการเล่นอย่างสนุกสนานได้ความรู้!)


    ทีนี้พอเราเห็นว่าทาง teamLab Island มาเปิดนิทรรศการที่สิงคโปร์ก็อยากมามากๆเพราะคิดว่าน่าจะมีอะไรสนุกๆมากกว่างานครั้งนู้นที่ CTW











    ภาพจาก http://exhibition.team-lab.net/bangkok/art/art01.html

    อันนี้เราชอบมากๆตอนที่มาจัดแสดงที่ CTW
    Flowers and People, Cannot be Controlled but Live Together - A Whole Year per Hour

    ตอนเข้าห้องไปก็จะเป็นห้องมืดๆ ถ้าเราเอามือไปแตะที่กำแพง
    ก็จะมาดอกไม้ค่อยๆบานออกมาแล้วก็ร่วงโรยไป สวยมาก ประทับใจ
    สอนใจให้คิดได้ว่าวัฎจักรของโลกก็เป็นแบบนี้ มีผลิบาน งดงาม และร่วงโรยจ้ะ



















  • ซึ่งในการจัดแสดงภายใน ArtScience Museum แห่งนี้เขาแบ่งแยกนิทรรศการเป็น 3 ส่วน คือ Nature, Town, Park และ Space ค่ะ





    และห้องแรกที่เราเข้าไปคือผลงานในโซน Nature นั่นก็คือ



    Crows are chased and the chasing crows are destined to be chased as well, Division in Perspective – Light in Dark


    (โอ้ยยย ชื่อยาวไปอีกกกกกกก) ซึ่งแตกต่างจากที่ไทยเพราะตอนนั้นเข้าไปแล้วเป็นห้องมืดๆ ใช้จอภาพใหญ่ๆเรียงกัน แล้วยิงแสงเล่าเรื่องราว แต่ที่นี่จะเป็นห้องสี่เหลี่ยมแล้วฉายภาพมาจากทุกทิศทาง









    อันนี้เราอยากให้เข้าไปดูลิงค์นี้มากๆ สวยมากๆ เป็นงานที่เราประทับใจ ในยูทูปที่เอามาแปะนี้จะเหมือนกับที่ไทยจ้ะ >> จิ้ม อย่าลืมกดขยายให้เต็มจอและกด HD ด้วยนะจ๊ะ อยากให้ดูมากๆจริงๆเด้อ









    ต่อมาก็จะเป็นงานอันนี้







    Black Waves





    เขาทำดีมากกกกก ตรงจุดนี้เป็นห้อง มีหมอนอิงให้ไปนอนกลิ้งดูภาพคลื่นลายเส้นญี่ปุ่นคลอเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ฟังแล้วสงบมาก (หากไม่หงุดหงิดคนจีนที่เสียงดัง) ถ้ามาคนเดียวเงียบๆก็คงจะนั่งมองเกลียวคลื่นไปเรื่่อยๆด้วยความคิดถึงทะเล









    เป็นมุมบังคับ ทุกคนต้องถ่ายรูปท่านี้ ไม่รู้ทำไม
    นี่ก็ก็อปอาเจ้ข้างๆมาเหมือนกันเด้อ









    ต่อมาเป็นสไลด์เดอร์ที่เด็กๆชอบมาก เจี้ยวจ้าวเล่นกันใหญ่เลย นั่นก็คืออออออออ







    Sliding through the Fruit Field


    ตรงสไลด์เดอร์จะทำเป็นจอภาพ พอเด็กๆลื่นลงมาแล้วมันก็จะมีผลไม้ร่วงๆ มีพลุ มีเสียง โอ้ยยย เด็กชอบมาก ส่วนเด็กโข่งอย่างเราก็ขอบายค่ะ อยากเล่นนะแต่เกรงใจผู้ปกครองรอบข้างเหลือเกิน










    มาต่อกันที่โซน Town กันบ้าง โซนนี้คือสวนสนุกของเด็กๆที่แท้จริงค่ะ เพราะมีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Graffiti Nature  และ Sketch Town คอนเสปของกิจกรรมคือให้น้องๆหนูๆวาดรูประบายสีสัตว์ต่างๆ และรถยนต์ บ้าน แล้วก็เอาผลงานนั้นๆไปเข้าเครื่องสแกน ผลงานน้องๆก็จะไปปิ๊งอยู่บนจอภาพ และผลงานจาก Sketch Town สามารถเอามาทำเป็นโมเดลบ้านหรือรถกระดาษ เอากลับไปเล่นที่บ้านได้อีกด้วยเด้ออออ









    ส่วนตรงนี้ก็ให้น้องๆหนูๆระบายสีภาพสัตว์น้ำต่างๆและเอาไปแสกน
    มันก็จะไปปรากฎปิ๊งอยู่ในทะเลดิจิตอลจ้าาาา ล้ำไปอีกกกกก










    นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายหลายสิ่งที่ให้ลองเล่น ซึ่ง... เราไม่สามารถฝ่าเด็กๆเข้าไปได้จริงๆจ้ะ เพราะฉะนั้นหากสนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ Marina Bay Sands ที่ทิ้งไว้ด้านบนนะจ๊ะ
























  • มาต่อกันที่โซน Park กันบ้าง ตรงนี้ก็ของเล่นเยอะมากเหลือเกิน ทั้งเกมโดดๆแบบที่เคยเล่นตอนเด็กๆ แต่รอบนี้เราสามารถครีเอทแพทเทิร์นเองได้ (อธิบายไม่ถูก) มีลูกบอลยักษ์ให้เด็กน้อยโยนเล่น พอมามากระทบกันก็เปลี่ยนสี มีเสียงเพลง เด็กเล็กๆชอบมากเหลือเกิน

















    และไฮไลท์ของโซนนี้ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปด้วย คือ...




    Universe of Water Particles





    ซึ่งเราก็ไม่พลาดไปชักภาพมาด้วยจ้ะ อิอิ







    (รู้เลยนะคะว่าไม่มีดั้ง...)







    อีกอันนึงที่เราชอบมากๆ นั่นก็คือตรงนี้จ้ะ



    Story of the Time When Gods Were Everywhere




    คือชอบต้้งแต่ชื่อแล้วล่ะ อันนี้ไม่ค่อยมีคนเล่นเพราะอาจจะไม่ค่อยเข้าใจคอนเส็ปของมัน คือ ตรงจอภาพที่ผนังจะมีสัญลักษณ์ต่างๆค่อยๆร่วงลงมา ถ้าเราเอามือไปแตะ สัญลักษณ์ต่างๆนั้นก็จะกลายออกมาเป็นธรรมชาติต่างๆ มีภูเขา ดวงอาทิตย์ พระจันทร์ ฝนตก สิ่งมีชีวิตต่างๆ เราสามารถสร้าง โลก ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามได้ เช่น เรากดสร้างภูเขา สร้างต้นไม้ กดให้ฝนตก ต้นไม้ก็จะเติบใหญ่และผลิบาน มีดอกไม้ กดเพิ่มสัตว์ก็จะมีนกบิน ช้าง ม้า หมาป่าต่างๆ แต่ถ้าพลาดกดไปโดนสัญลักษณ์ที่เป็นไฟก็จะเผาทำลายทุกอย่าง









    พอกดเล่นไปเล่นมาก็ฉุกคิดได้ว่า Human have both the urge to create and destroy. คิดไปจนถึงว่าจริงๆแล้วมนุษย์เรานี่แหละเป็นมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกของเราอยู่ คิดไปถึงหนังเรื่อง Mother! และหนังสือ Inferno ของ Dan Brown (ที่เราอ่านจบและหวังว่าโลกเรามันควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ โฮโมเซเปียนไม่ควรจะมีวิวัฒนาการมาเล้ย) ทั้งเรื่องของสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน น้องหมีขั้วโลกที่ผอมโซและจมน้ำตาย แพขยะขนาดยักษ์กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอต่อประชากรบนโลก สัตว์คุ้มครองถูกล่า คดีฆ่าเสือดำ(เชี่ยเอ๊ย!) เราสร้างปัญหาหลากหลายให้แก่โลก และธรรมชาติก็เอาคืนพวกเรามากขึ้นทุกปีอย่างที่เห็นข่าวเรื่องความรุนแรงของพายุและแผ่นดินไหวต่างๆ




    Story of the Time Where Gods Were Everywhere ทำให้เราตระหนักได้ว่า พระเจ้า คือ ธรรมชาติ คือสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา และเราว่ามนุษย์ก็มีความเชื่อแบบนั้นมาโดยตลอดนะ ไล่เรียงมาจากการนับถือผี เทพเจ้ากรีก โรมัน อียิปต์ แม่พระธรณี พระพิรุณ เทพใดๆล้วนมาจากธรรมชาติทั้งนั้น หรืออย่างเรื่องพระเจ้าสร้างโลกแล้วค่อยสร้างมนุษย์ ฯลฯ แต่หลังๆมานี้เรากลับหลงลืมไปและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินไป ทำร้ายโลกอันเป็นบ้านแห่งเดียวของเรา (เว้นเสียแต่ว่าโครงการของ Space X จะเป็นจริง เราจะไปสร้างอาณานิคมและไปทำลายล้างดาวอื่นๆกันต่อ โธ่...มนุษย์แม่งงงง บางทีก็ทะเยอะทะยานไป๊)




    นั่นแหละ... สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ มนุษย์เราเอาชนะความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติไม่ได้หรอก เราต้องเรียนรู้ที่จะอ่อนน้อม เคารพ เห็นคุณค่า อนุรักษ์ และรักษาดาวเคราะห์สีครามแห่งนี้ที่เป็นบ้านของเราไว้นานๆ



















  • และแล้วเราก็เดินมาจนถึงโซนสุดท้าย อันเป็นไฮไลต์ของที่นี่ นั่นก็คือโซน Space นั่นเองจ้ะ ภายในโซนนี้มีจัดแสดงอยู่อย่างเดียว นั่นก็คืออออ




    Crystal Universe


    ห้องจัดแสดงผลงานศิลปะที่ทำมาจากหลอดไฟ LED มากกว่า 170,000 หลอด ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของเราลอยล่องอยู่ท่ามกลางดวงดาว ไฟจะกระพริบเปลี่ยนแพทเทิร์นไปเรื่อยๆเหมือนกับว่าเรากำลังท่องไปในอวกาศ




    ซึ่ง... เอาจริงๆ แว้บแรกที่เข้าไปก็ห่วงอยากถ่ายรูปอะ อยากได้รูปสวยๆบ้าง ทำตัวเดินวนเวียนหลายรอบมากกว่าจะได้รูปที่ต้องการ ฮาาาา พอถ่ายรูปเสร็จเลยมีสติพินิจพิเคราะห์ว่างานชิ้นนี้มันเจ๋งมากเลยนะ ถ้าไปยืนตรงกลางห้องเฉยๆแล้วรอให้แพทเทิร์นไฟมันเปลี่ยนรูป มันจะมีจังหวะนึงที่ทั้งห้องมืดแล้วมีเสียงวึ้งงงงง แล้วไฟมันจะเปิดไล่ๆกันแบบเร็วๆหลายๆสี ตอนนั้นรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในยานอวกาศแล้วกำลังจะเตรียมวาร์ป ชอบมาก Star Trek มากกกก (หรือจริงๆแล้วจินตนาการเราอาจจะกว้างไกลไปนิด)


















  • อร่อยรอบโลกกับแอร์แขกกกกกกก



    หลังจากที่เดินต่อนยอนต๊ะต้อนย้อนนนอยู่ในพิพิธภัณฑ์จนได้รูปงดงาม สามารถแชร์ให้ชาวโลกได้เห็นผ่านทางอินสตาแกรมแล้ว ก็ได้เวลาไปหาของกินฮะ



    เราผู้เร้าหรือน้องเบนว่าอยากกินข้าวมันไก่สิงคโปร์เหลือเกิ๊นจนน้องเขาคงมีจิตคิดสงสาร เลยพามากินข้าวกลางวันกันที่ ร้านข้าวมันไก่ไหหลำในตำนาน Boon Tong Kee แห่งเกาะสิงคโปร์สิงโตพ่นน้ำ เฮฮฮฮฮฮ! ได้กินแล้วโว้ยยยยยยยย





    สาขานี้เป็นสาขา Original นะเฮ้ยยย ซึ่งลืมไปแล้วว่ามันอยู่ตรงไหน เอาเถอะ อร่อยหมดอะ






    มาดูเมนูที่สั่งกันดีกว่านะคะ...





    แน่นอนว่ามาร้านข้าวมันไก่ก็ต้องสั่งไก่อยู่แล้วสิ
    โอ้โห อื้อหือออ ไก่เนื้อแน่นมาก นุ่มละมุนเหลือเกิน ไม่โดนตบแบนคาเขียงแต่อย่างใด

    น้ำราดไก่อร่อยมากแทบไม่ต้องใส่น้ำจิ้มแต่อย่างใด
    แต่ถ้าอยากใส่เพิ่มรสให้ซู่ซ่า อันที่เป็นน้ำมันขิงสับเด็ดมากเด้อ











    สั่งผัดผักมากินบ้าง ผักดีงาม กรอบ หวานอร่อย ไม่เค็มเกิน ดี๊ดี














    ส่วนอันนี้เป็นเต้าหู้ทอด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มวาซาบิ
    อร่อยดีแหละ เราชอบนะ แต่น้องเบนบอกว่าวันก่อนไปกินสาขาอื่น
    เต้าหู้เขาทอดกรอบกว่านี้ ฟินกว่าเยอะะะะะ (อ้าววว แต่นี่ก็อร่อยมากแล้วนะ)








    สรุปคือ อร่อย งดงาม ควรค่าแก่การมาต่อคิวจ้ะ และตอนนี้ในหัวมีแผนว่าจะกลับมาชิมข้าวมันไก่ร้านดังให้ครบทุกร้านเล้ย ช้อบบบบ (ก็คิดนะว่าหรือควรจะเปลี่ยนเป็นเพจอาหารอย่างเป็นทางการดี...)










    เราไปต่อกันที่ Orchad Road ถนนช้อปปิ้งของสิงคโปร์เพราะเราต้องไปซื้อของจุ๊กจิ๊กนิดหน่อย น้องเบนก็ชี้ชวนให้กินไอติมรถเข็นตรงหน้าห้างฮะ เฮ้ยยยย สิงคโปร์มีขายของตรงทางเท้าด้วยหรือนั่นนนน!!












    น้องเบนก็มาอธิบายขยายความว่า ทางการเขายกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษจาก เนื่องจากคุณลุงขายไอติมเหล่านี้ที่ตั้งรถเรียงรายกันหน้าห้างนั้น เป็นคุณลุงทหารผ่านศึก รถทุกคันจะมีเอกสารรับรองว่าให้มาขายไอติมได้นะจ๊ะ (ขายอย่างอื่นไม่ได้ด้วย ไอติมเท่านั้น!) จะมาเปิดมั่วๆสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด้อ








    อร่อยหวานชื่นใจ ในราคา 1.20 ดอลล์เท่าน้านนน มีให้เลือกหลายรสด้วย
    จะประกบเวเฟอร์แบบนี้หรือจะเปลี่ยนเป็นขนมปังก็ได้จ้ะ

    คิดแล้วก็นึกถึงไอติมไผ่ทองบ้านเรา อยากกินเหลือเกิน โฮกกกก













    และแล้วก็ถึงเวลาร่ำลาน้องเบนเพื่อกลับไปนอนและเตรียมตัวเพื่อไฟล์ท SIN - MEL ต่อไป เฮ!





    ให้คุณป้าแถวนั้นถ่ายรูปให้ มันก็จะเอียงๆ มัวๆหน่อย ฮาาา













    กลับมาถึงห้องก็ซัดอันนี้ไปอีก เป็นมันฝรั่งกับไข่เค็ม อร่อยมาก หยุดกินไม่ด๊ายยยยยยยย








    สำหรับเรื่องราวในไฟล์ท DXB - SIN ก็ขอตัดจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะถ้าเขียน SIN - MEL และ MEL - SIN ด้วยคงจะยาวเกิ๊นนน ขอเก็บเอาไปเล่าในตอนต่อไปนะจ๊ะ






    สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณสาว SQ คนสวย น้องเบน aka บีนาผู้น่ารักที่พาเที่ยว พากิน และพาช้อปในครั้งนี้ จะมาเยี่ยมอีกบ่อยๆ ไม่ก็ไปเจอกันตามเลโอเวอร์ต่างๆเด้อออออ


    เราดีใจมากที่ในที่สุดก็ได้เจอกันแบบตัวเป็นๆซะที หลังจากติดตามชีวิตกันมาน๊านนานผ่านโซเชียลต่างๆทุกช่องทางที่มี น้องเป็นคนเก่ง และเป็นคนอดทน ผ่านสี่เดือนแห่งการเทรนนิ่งมาได้แล้ววว ดีใจด้วย ฮูเร่! จากนี้ก็ติดปีกจริงๆแล้วนะ

    ชีวิตเรามันก็เหมือนกับเครื่องบินนั่นแหละ มันจะมีวันที่ฟ้าใส แดดจ้า ลมสงบ และวันที่เจอกับสภาพอากาศแปรปรวน โปรดจำไว้ว่าแม้ว่าจะตกหลุมอากาศเครื่องสั่นขนาดไหน สุดท้ายมันก็จะผ่านไปได้ด้วยดี ท้องฟ้าที่สดใส เตียงนอน ของกินหลังแลนด์รอเราอยู่จ้ะ! เป็นกำลังใจให้เฉมอออออออ



    ด้วยรััก...จากใจเจ้เองงงง ฮิฮิฮิ






    ด้วยรัก...จากสิงคโปร์ที่สุดแสนจะ so goooooood!
    อย่าลืมติดตามตอนต่อไปด้วยนะฮ้า







    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in