from the desert, with loveployapha.j
กลิ้งวนไปในไทเป 2 (และแอบออกไปนอกเมืองนิดนึง)
  • 11 June 2017






    ความเดิมตอนที่แล้ว -- กด







    ไทเปในวันฝนพร่ำ



    การมาไทเปที่สองนี้เป็นการทำไฟล์ทที่เรารอคอย เพราะเราจะได้วนกลับมาเจอกับ ทู เพื่อนร่วมงานชาวเวียดนามที่สนิ๊ทสนิทกันม๊ากมากตอนที่ไปทำไฟล์ทเมลเบิร์น-โอ๊คแลนด์ด้วยกันมา ซึ่งเป็นมนุษย์ลูกเรือชาวต่างชาติคนที่สองรองจากอาลี่ที่เรายังติดต่ออยู่เนืองนิตย์เพราะไม่มีคนที่สามอีกต่อไป คบกันอยู่แค่นี้แหละ แฮ่


    (อนึ่ง เมื่อสักครู่ได้ไปกูเกิลมา เนืองนิตย์ แบบนี้คือเขียนแบบสันสกฤต เนืองนิจ แบบนี้คือบาลี เอามาใส่ไว้เฉยๆเป็น FYI เพราะเราเองก็สงสัยเหมือนกันว่าตกลงสะกดแบบไหน)



    เรากับทูนัดเจอกันประมาณสองสามครั้ง แต่ก็นัดล่มทุกคราวไปเพราะเดี๋ยวคนนั้นป่วย เดี๋ยวคนนี้เพิ่งแลนด์ เหนื่อย เท จนฟ้าคงเห็นใจว่าพวกเอ็งนัดกันไม่เคยได้สำเร็จเลย งั้นก็ส่งมาทำไฟล์ทด้วยกันซะจะได้จบๆไป เพลียใจกับพวกเอ็งแล้ว



    นอกจากนี้ยังมี พี่เอ็กซ์ พี่ซีเนียร์ไทยคนสวยที่ได้ทำงานในแกลลี่เดียวกัน แท็กทีมเป็นไทยมาเฟียกันอยู่สองคนกุ๊กกิ๊กตลอดไฟล์ทเกือบๆ 9 ชั่วโมงจากดูไบสู่ไทเป











    พอแลนด์ปุ๊บถึงโรงแรมปั๊บก็รีบไปเปลี่ยนชุดและลงมาเจอกันที่ล็อบบี้ พี่เอ็กซ์มีความตั้งใจว่าอยากจะไป Taipei 101 เพื่อไปดูวิวเมืองไทเปยามค่ำคืนและไปเดินหาของกินที่ Shilin Night Market

    ทว่า...ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากโรงแรมฝนก็เทลงมาเหมือนเปิดฝักบัว เราสามคนมองหน้ากันแล้วปรึกษาว่าเอาล่ะ จากนี้เอาไงดี... ฝนตกก็ดูวิวไม่สวย มองไม่เห็นอะไร แถมถ้าไปตลาดก็มีแต่เละกับเละ ครั้นจะหาของกินอยู่แถวๆโรงแรมก็แหม่... ไหนๆก็มาที่นี่ทั้งทีแล้วอ้ะ อยากออกไปเปิดหูเปิดตาดูเมืองกันเพราะทั้งพี่เอ็กซ์และทูเพิ่งจะมาไทเปเป็นครั้งแรก



    ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเรียกแท็กซี่ไปที่ตึก 101 เพราะยังไง๊ยังไงตรงนั้นมันต้องมีร้านอาหาร อย่างน้อยก็มีติ่นไท่ฟงละวะ แม้ว่าคิวจะยาวไกลไปถึงทะเลจีนใต้ก็ตาม















    และโชคก็เข้าข้างพวกเราที่ได้ขึ้นรถแท็กซี่ของ คุณลุงเหล่า พอดิบพอดี๊ คุณลุงเหล่าเป็นลุงแท็กซี่วัยประมาณ 55-60 ปี พูดภาษาอังกฤษชัดปร๋อ แกก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ แถมอธิบายอีกว่าตอนนี้ผ่านร้านอาหารอะไร มีเมนูไหนดัง ตรงนี้คือวัดไหน (ซึ่งก็ไม่เห็นหรอก ฝนตก) ซึ่งพี่เอ็กซ์แกก็เห็นแววว่าหน่วยก้านใช้ได้ เหมาะที่จะเป็นไกด์พาเที่ยวเป็นที่สุดก็เลยลองถามดูว่าคุณลุงรับพวกเราไปเที่ยวทั้งวันได้มั๊ยสถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองที่สนใจอยากไป สรุปคือดีลราคาเรียบร้อย แลกไลน์กับพี่เอ็กซ์ นัดเวลาเสร็จสรรพ เจอกันพรุ่งนี้แปดโมงเช้า







    ประทับใจในนวัตกรรมของแท็กซี่ไทเปมากๆ มีแผนที่ชัดเจน
    แถมจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือผ่านแอพ we chat ก็ได้ด้วย
    เก๋มากเวอร์ แท็กซี่ไทยควรทำตาม (แต่ก่อนอื่นก็รับผู้โดยสารด้วยเด้อ...)








    คุณลุงเหล่ามาส่งพวกเราหน้าตึก 101 พร้อมบอกพิกัดของกินว่ายูเดินลงไปชั้นล่างเลย มีฟู้ดคอร์ท ของกินหลากหลาย ราคามิตรภาพ ไม่ต้องไปต่อติ่นไท่ฟง โอ้ยยยยยย ไม่ได้กินแล้ว ร้านปิดก่อนชัวร์ๆ











    โอเค ลุงเป็นเจ้าถิ่น ลุงว่าไงพวกเราก็ว่าตามนั้น เดินตรงดิ่งไปที่ชั้นล่างตามคำบอกด้วยความหิวโหย ก็แหม่... ไม่ได้กินอะไรก่อนแลนด์เพราะกะว่าจะมาฟาดทุกอย่างให้เรียบที่ตลาดนี่เนอะ


    ฟู้ดคอร์ทชั้นล่างของตึก 101 ค่อนข้างใหญ่ มีอาหารให้เลือกหลากหลายละลานตาจนเลือกไม่ถูก ต้องเดินวนสองรอบถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะกินอะไร พี่เอ็กซ์กับทูเลือกร้านเดียวกันคือร้านบะหมี่ซักอย่าง ส่วนเราไปเตะตาต้องใจกับร้านข้าวหน้าเนื้อ Jinan-Bou ที่ไปเล็งของชาวบ้านชาวช่องเขามาแล้วว่ามันน่ากินมากกกกกกกกก






    แค่เห็นป้ายก็สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงส์ อยู่ในปาร์ตี้ร้อนยังกะไฟเออร์มากๆ






    จริงๆมันมีเมนูหมูด้วยแหละ แต่เราไปถึงกันสองทุ่มครึ่งเกือบๆจะสามทุ่มแล้วของเลยหมด เหลือเนื้ออยู่แค่เมนูเดียว ก็เอาวะ ลอง!











    (จากนี้ไปโปรดอ่านด้วยเสียงจากรายการทีวีแชมเปี้ยนนนนน)






    ด้วยการจัดวางเนื้อสไลด์เรียงขึ้นไปเป็นชั้นๆเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งใส
    จึงขอตั้งชื่อว่าเมนูนี้ว่าเมนูข้าวหน้าเนื้อบิงซู!
    (โปรดเอคโค่คำว่าซูยาวๆ)


    เนื้อที่สไลด์พอดีคำ ไม่หน้า ไม่บางจนเกินไป ผ่านย่างอย่างพิถีพิถัน
    ทำให้เนื้อนั้นมีความนุ่มและชุ่มช่ำ กลิ่นหอมละมุนละไม
    บวกกับข้าวสวยร้อนๆ และซอสเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน
    จิ้มกับมายองเนสที่ให้รสสัมผัสที่สุดแสนจะเข้ากัน


    ส่วนไข่ออนเซ็นที่เป็นเครื่องเคียงนั้นก็ต้นเป็นไข่ยางมะตูมพอดิบพอดี
    รสชาติเข้มเข้นเข้าถึงเนื้อในของไข่แดง



    ทุกอย่างอร่อยสมกับเป็นร้านขายข้าวหน้าเนื้อเพียงหนึ่งเดียว
    แห่งตึก Taipei 101 จริงๆ!!






    (กลับเข้าสู่เสียงปกติ)




    แก๊! ไปลอง ไปลอง ไปลอง ไปล๊องงงงงงงง!!! แกไม่ต้องต่อแถวติ่นไท่ฟงทั้งนั้น ไว้มากินที่เซ็นทรัลเวิล์ดเอาก็ได้ถ้าไม่มีเวลาไปต่อคิวยาวเหยียด แต่แกจะต้องมาลองสิ่งนี้! คือมันมีเมนูเนื้อและหมู 2 แบบคือแบบร้อนและเย็น (ซึ่งหมูหมด ตัดไป เหลือแต่เนื้อร้อนกับเย็น ซึ่งไม่กล้าเสี่ยงเลยเอาแบบร้อนมาเพราะคนสั่งเยอะสุด) โอ้ย มันดีงาม นี่ขนาดไปตอนร้านเกือบๆจะปิด ท็อปปิ้งไม่จัดเต็มยังดีแบบดี๊ดีเลย โอ้ยยย รัก อยากกลับไปกินอีกอีกอีกอีกอีกกกกกกกกกก




    กินเสร็จก็ฟินมาก พี่เอ็กซ์กับทูก็ไปซื้อชานมไข่มุกต่อ (มาทั้งทีไม่ได้กินได้ยังไงเนอะ) เราผู้อิ่มจัดๆอิ่มมากๆกับเนื้อบิงซูขอบายเพราะจะเก็บกระเพาะไว้ไปลุยที่ Shilin Night Market แต่ก่อนอื่นเราก็ไม่พลาดที่จะหาจุดถ่ายรูปชิคๆไว้อัพในโซเชียลเช่นเคยค่ะ!











  • Taipei 101 + Shilin Night Market

    หลังจากครั้งที่แล้วที่เราปีนเขาไปชักภาพกับตึก 101 แบบไกลๆแล้ว รอบนี้เลยอยากจะถ่ายให้ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อยบ้าง แต่ครั้นจะหยิบมือถือมาเซลฟี่คู่กับตึกมันก็ธรรมดาไปเลยอยากไปหามุมสวยๆดีกว่า




    พลันก็นึกขึ้นได้ว่า เฮ้ย! เพจหมอตุ๊ด เคยมาเที่ยวไทเปแล้วไปถ่ายรูปคู่กับตึกมามุมนึงนี่นา ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้เลยรีบต่อเน็ตฟรีและไล่หาดูว่าภาพไหน โลเคชั่นตรงไหนกันแน่นะ คุ้ยไปคุ้ยมาก็เจอภาพต้นฉบับที่ลงโลเคชั่นว่าอยู่ที่โรงแรม Le Méridien ไปค่ะ!





    พวกเราเดินฝ่าฝนงงๆไปตามทาง พยายามเช็คป้ายแผนที่รอบๆว่าโรงแรมมันไปทางไหน พอเจอโรงแรมแล้วก็ไม่เจอจุดนั้นที่หมอตุ๊ดถ่ายมาซะทีจะเกือบจะล้มเลิกความพยายามแล้ว เพราะทุกคนต่างก็เริ่มล้าหมดแรงหลังจากที่ไม่ได้นอนกันมาตลอดวันและคืน จนในที่สุดทูก็ตาดีเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีหลังคาคุ้นๆแบบในรูปต้นฉบับเลยข้ามถนนไป สรุปว่าใช่จริงๆด้วย เย้








    เพียงเอาตัวพิงเสา ทำหน้าตาเหงาๆประหนึ่งอยู่ในหนังหว่อง คุณก็จะภาพแสนเก๋
    น่าเสียดายคือวันนี้เขาไม่ได้เปิดไฟตึกเยอะแยะมากมายอะไรนักเพราะเป็นวันอาทิตย์
    คือรูปในเพจหมอตุ๊ดสวยมาก ตึกเปิดไฟเต็มและมีหมอกๆนิดๆ งามเด้อ







    เราสามคนวิ่งสลับกันถ่ายรูปกุ๊กกิ๊กก่อนที่จะนั่งรถใต้ดินมาที่สถานี Jiantan ทางออก 1 โผล่ขึ้นมาก็เจอตลาดเลยจ้า










    เนื่องด้วยวันนี้ฝนตกและตอนที่เราถึงตลาดก็เกือบๆจะห้าทุ่มแล้ว คนเลยเริ่มบางตา ร้านอาหารเริ่มทยอยกันเก็บร้านปิดแล้ว เสียด๊ายเสียดาย











    ถึงกระนั้นร้านที่ยังเปิดอยู่ก็ยังมีเยอะอยู่ดี มีทั้งร้านขายของฝากของที่ระลึกต่างๆ ร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ส่วนร้านของกินเริ่มปิดกันไปเกือบหมดแล้ว








    และต่อไปนี้จะเปิดการเดินไปกินไปในตลาด Shilin Night Market
    เวอร์ชั่นตลาดใกล้ปิดนะจ๊ะ





    มาเริ่มกันที่เมนูแรก


    ไส้กรอกชุบแป้งทอดดดดดดดดดดดด







    นี่มันที่สุดของอาหารขยะนี่หว่า
    ทั้งไส้กรอกที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป บวกกับแป้ง และเป็นทอดอีกต่างหาก

    โอ้ม่าย แต่เราหิว ยังไงเราก็จะกิน!



    ไส้กรอกมีห้าแบบห้าสไตล์ให้เลือกสรร ซึ่งเราก็ไปโดนแบบ Original มา
    ราดซอสมะเขีือเทศกับมายองเนส



    สรุปคือ แทะกินแต่แป้งทอดข้างนอกเพราะไส้กรอกข้างในเป็นวิญญาณหมู
    แป้งล้วนไม่มีเนื้อปน บายค่ะ










    และหลังจากชอกช้ำจากไส้กรอกวิญญาณหมูแล้ว
    เราก็ขอลองเมนูปลาหมึกบ้างดีกว่า
    เพราะเมนูนี้เห็นชัดว่ามีชิ้นปลาหมึกมาเป็นตัวเป็นต้นแน่นอน









    จริงๆแล้วมันก็คือทาโกะยากิแบบไต้หวั่นสไตล์อะ
    หน้าตาเหมือนกันมากๆ แต่รสชาติไม่เหมือนเว้ยแก!











    ชิ้นปลาหมึกจัดหนักจัดเต็มไม่มีกั๊กมากๆ
    มีผงปรุงรสให้เลือกหลากหลาย เราก็เลือกแบบเผ็ดมา
    ส่วนซอสที่ราดด้านบนเลือกเป็นมายองเนสไข่กุ้งที่คนขายบอกว่าขายดีแบบสุดๆ!




    อันนี้อร่อย ดีงาม ปลาหมึกกรุบกรับมากๆ ไม่เลี่ยนด้วย
    การันตีความอวบอึ๋ม









    แต่ที่เด็ดที่สุดในค่ำคืนนี้เราขอยกให้กับร้านเห็ดย่าง!






    คือร้านนี้เราเห็นตั้งแต่เดินผ่านรอบแรกแล้วว่าคนต่อคิวกันเยอะแยะแม้ว่าตลาดจะวายแล้ว

    เฮ้ย สิ่งนี้มันต้องอร่อยแน่นอน!

    พอเดินกลับมาอีกรอบก็ขอจัดซักหน่อย ไปยืนต่อแถวรอประมาณห้านาทีได้






    เป็นเห็ดที่ใหญ่มาก มาริโอ้ต้องดีใจแน่ๆ




    เขาเอาเห็ดใหญ่ๆไปย่างจนมันเหี่ยวฟีบเป็นสีน้ำตาล
    แล้วก็ทาซอส ย่างต่อให้เนื้อซอสมันซึมเข้าไป ก่อนที่จะหั่นใส่ถ้วยและโรยผงปรุงรส






    หน้าตาเหมือนเอาผงมาม่าต้มยำกุ้งมาโรย





    ทันทีที่ได้กัดคำแรกไปแล้วเรารู้สึกเหมือนท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยมวลเมฆฝนได้เปิดออก
    และมีแรงออร่าสีทองส่องลงมายังพวกเราสามคน

    ฟินมาก ฟินจนขนลุก
    โอ้ยยย อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก


    เนื้อเห็ดกรุบกรอบมากๆ หวานมาก และยังชุ่มช่ำไม่แห้งเกินไป
    ผสมผสานกับซอสที่เข้าเนื้อ หอมกลิ่นพริกไทยดำ
    (ชิ้นแรกที่เรากินคือจิ้มอันที่โรยพริกไทย พยายามเลี่ยงอันที่เป็นผงมาม่า)



    คือเรากินไปก็อื้อหือไปอยู่ข้างๆแผงของคุณลุงคนขายจนแกหัวเราะใหญ่
    เราก็ชมว่าเวรี่กู้ดๆ เวรี่ๆห่าวชือ (อร่อย) เซี่ยๆ แต้งกิ้ววววววว


    ร้านมันดีจริง อันนี้อยากให้ไปลองมากๆ
    ดี๊ดีสุดๆไปเลย








    หลังจากกินอะไรเล็กๆน้อยๆพอให้กรุบกริบก็ได้เวลาช้อปปิ้งค่ะ เราได้เสื้อน่ารักมา 1 ตัว พี่เอ็กซ์ได้เลนส์ฟิชอายหนีบมือถือมาหนึ่งอัน ส่วนทูได้ fidget spinner มาซึ่งเรากับพี่เอ็กซ์ก็ได้แต่สงสัยว่ามันสนุกตรงไหน(วะ)ไอ้หมุนๆเนี่ย จากนั้นทูกับพี่เอ็กซ์ก็ไปซื้อน้ำผลไม้ปั่นและก็เดินไปขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายกลับโรงแรม







    เราสังเกตว่าที่นี่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะมากเลย
    น่าจะเพราะไต้หวันเคยอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นเลยซึมซับรับวัฒนธรรมต่างๆมานั่นเอง













  • ตามรอย Spirited Away ที่ Jiufen




    ลุงเหล่ามารับพวกเราตอนแปดโมงเช้าและขับรถออกไปนอกเมือง เราสามคนหลับสนิทตลอดการเดินทางเพราะเหนื่อยจากไฟล์ทและการออกไปตามหาของกินเมื่อคืน กว่าจะกลับมาถึงโรงแรมก็เกือบตีหนึ่ง สะดุ้งตื่นมาอีกทีก็ตอนที่ลุงเหล่าปลุกว่าใกล้จะถึงแล้ว เดี๋ยวลุงจะเล่าเรื่องราวของเมือง Jiufen (จิ่วเฟิ่น) ให้ฟัง...





    " Jiufen เป็นเมืองเก่าที่อยู่ในเขตของจังหวัดจีหลง แรกเริ่มเดิมทีเจริญรุ่งเรืองมากเพราะเคยเป็นเหมืองทองคำมาก่อน คนทำเหมืองมารวมอยู่ด้วยกันมากๆเข้าจากชุมชนเล็กก็กลายเป็นหมู่บ้าน และขยายออกมาเป็นเมือง อย่างน้ำตกนี้เนี่ย ชื่อ Gold Waterfall มีชาวบ้านมาร่อนหาแร่ทองคำด้วยนะ แต่พอทองคำหมด เหมืองปิด คนก็ย้ายออกไป..."





    Gold Waterfall น้ำตกทองคำ





    "พอคนย้ายออกไปปุ๊บ ความเจริญก็ลดลง เหลือไม่กี่บ้านที่ยังอยู่ที่นี่ ก็ทำการค้าขายอะไรเล็กๆน้อยๆยิบย่อยกันไป แต่แล้วก็กลับมาบูมใหม่เพราะ Spirited Away นี่แหละ เมืองนี้เลยกลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัว มีทัวร์มาลงเยอะทั้งพวกจีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงคนไทยที่มาเยอะขึ้นด้วยเนื่องจากการยกเลิกวีซ่า"










    "จริงๆการมาเที่ยวเมืองนี้ควรมาช่วงเย็น พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน เห็นวิวและบรรยากาศสวยมาก แต่คนเย๊อะแยะเต็มไปหมด พวกยูมาตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ฟ้าครึ้มๆได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่กลัวว่าฝนจะตกเพราะได้ข่าวว่าพายุไต้ฝุ่นเพิ่งจะพัดเข้าฮ่องกงเมื่อคืน วันก็มีสิทธิ์ที่ฝนจะตกหนักได้"











    แม้ว่าจะเป็นช่วงเช้า แต่เราก็เห็นว่านักท่องเที่ยวเริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ ลุงเหล่าไปจอดรถและพาพวกเราเดินไปที่ซอยข้างๆเซเว่น(ตามภาพที่คนมุงเยอะๆ) เป็นซอย Jinfen Old Street




    "ปกติแล้ว Old Street นี้จะเริ่มคึกคักประมาณสิบเอ็ดโมง-เที่ยง ร้านรวงเยอะแยะ คนเดินไปมาไม่ขาดสาย แต่ตอนนี้ยังช้าอยู่ก็ยังไม่คึกคักมาก แต่ก็มีร้านอาหารบางร้านเปิดแล้ว เดี๋ยวจะพาไปลองชิม :)"








    และแล้วก็มาถึงช่วง


     กินวนไปในจิ่วเฟิ่น



    การันตีความอร่อยโดยคุณลุงเหล่า ไกด์นำเที่ยวของเราผู้นี้นี่เองงงงงง!





    ประเดิมกันที่ร้านแรก

    ร้านนี้เป็นร้านขายไอศกรีมโบราณของไต้หวัน
    คือเขาจะเอาแป้งหน้าตาเหมือนแป้งโรตีสายไหมอยุธยาของบ้านเรามาวาง
    แล้วก็โรยน้ำตาลผสมถั่วลงไป ปิดท้ายด้วยไอติมสองก้อน


    ม้วน เสร็จ!




    อันนี้ก่อนม้วน หน้าตาเป็นงี้








    วางบนจานให้ถ่ายรูปชิคๆก่อน แล้วก็เอาไปม้วน ตัดตรงกลางให้ถือกินได้





    จากใจจริง...
    คือถ้าเราเห็นแบบนี้ตามท้องตลาดเราจะไม่ลองอะ
    คงไปมุงๆแล้วก็เดินจากไป แต่เฮ้ย ลุงให้ลอง ลองก็ได้วะ



    ปรากฎว่ามันอร่อยมากกกกกกกกก
    ไอติมอร่อย ผสมถั่วกรุบๆ มีแป้งบางๆ


    โอ้โห ทุกวันนี้ยังฝันถึง ยังคงอยากกินอยู่เลย
    ถ้าใครไปจิ่วเฟิ่นแล้วเจอร้านนี้ให้ตรงรี่เข้าไปลอง มีป้ายภาษาไทยเสร็จสรรพด้วยเด้อ








    เดินต่อมาอีกนิดก็เจอกับร้านอาหาร มีผลไม้แช่อยู่ในตู้ด้านหน้า
    ลุงเหล่าก็ชี้ไปที่ลูกนี้แล้วอธิบายว่า....









    "This is a Irwin mango เป็นมะม่วงที่เอามาผสมกับแอปเปิล
    พัฒนาสายพันธุ์มาโดยเฉพาะ มีแค่ในไต้หวันเท่านั้น
    รสชาติจะหวานกรอบ ไม่เหมือนมะม่วงหรือแอปเปิลที่อื่น"




    ซึ่งอันนี้ไม่ได้ชิม เพราะคนขายหายไปไหนก็ไม่รู้
    แต่ลุงเหล่าการันตีว่าอร่อยม๊ากมาก ต้องลองให้ได้นะจ๊ะ










    มาต่อที่ร้านที่สองกันบ้างเนอะ
    เราเดินดุ่มๆตามทางมาเรื่อยๆก็มาพบกับร้านขายขนมอันนี้


    "ร้านนี้ดังมากเลยนะในจิ่วเฟิ่น แต่อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร
    เอาเป็นว่าลุงไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่คนส่วนใหญ่เขาชอบกัน พวกยูอยากลองก็ลองเล้ย"







    หน้าตาขนมมันเป็นก้อนแป้งหยุ่นๆเขียวๆแบบนี้แหละ
    ซึ่งเราเป็นมนุษย์บริโภคแป้งและรักในแป้งหยุ่นก็ขอลองหนึ่งชิ้น
    เลือกไส้ที่เป็นไส้เผือก ผลคือ...


    เชี่ย รสประหลาดประแล่มมาก ตอนแรกเราคิดว่ามันจะหวานๆ
    แต่เปล่าเลย มันมันๆ เค็มๆ จะของหวานก็ไม่ใช่ จะของคาวไปเลยก็ไม่เชิง



    ไม่อร่อยอะ เมนูนี้ข้ามไปก็ได้ บายค่ะ


    (แต่พี่เอ็กซ์กับทูบอกว่าอร่อยแฮะ...)















  • หลังจากเจอความประหลาดของขนมเมื่อกี้นี้
    ลุงเหล่าเห็นหน้าเราแหยงๆไม่ค่อยดีก็หัวเราะลั่น ยูกับไอไม่ชอบอันนี้เหมือนกันเล้ย
    มาๆ เดี๋ยวพาไปกินขนมอะไรเย็นๆปลอบใจ นั่นก็คือออออออ




    น้ำแข็งหวานเย็นสไตล์ไต้หวัน










    เจอหน้าร้านก็แอบช็อคเบาๆ คือเราเป็นคนไม่ชอบเมนูถั่วบดๆเละๆน้ำๆ
    แต่ที่เห็นในหม้อด้านขวามือของรูปภาพคือถั่วเขียว ถั่วแดงต้มน้ำตาลแน่ๆ


    เชี่ย... เกลียดสิ่งนี้มาตั้งแต่คุณพ่อบังคับให้กินตอนเด็กๆ โห แหวะมาก



    ส่วนหม้อด้านขวามือคือแป้งหยุ่นๆและฟักทอง มันหวาน เผือก วุ้น และเฉาก๊วยต้มรวมๆกัน
    โห... ลุงเหล่าทำร้ายหนูมากค่ะ ครั้นจะปฏิเสธไม่เอาไม่กินก็เกรงใจแกนะ
    เอาวะ เข้าก็เข้า กินแต่น้ำแข็งไปก็ได้ แต่ปรากฎว่าเฮ้ยยย มันอร่อยมากแก๊!
    แป้งหยุ่นๆนั่นอร่อยมาก ถั่วต้มน้ำตาลต่างๆก็อร่อยมาก บวกกับน้ำขิงเผ็ดๆหวานๆ


    เวิร์ค! อร่อยจนไม่วางช้อน
    อร่อยจนไมได้หยิบมือถือมาถ่ายรูปไว้


    จริงๆเมนูนี้กินแบบร้อนหรือเย็นก็ได้นะ แต่เย็นจะอร่อยกว่า(ลุงเขาว่ามาอย่างงี้)
    ร้านนี้หาไม่ยากเลยเพราะมีอยู่ร้านเดียวที่ขายอะไรแบบนี้ ลองค่ะ!




    หรือถ้าที่ไทยก็มีร้านขนม QQ ตรงเซ็นทรัลเวิล์ดที่ขายสิ่งนี้ แวะไปชิมกันได้นะ















    เมื่อฟาดกันเรียบแล้ว ลุงเหล่าก็พาเดินลัดเลาะมายังจุดถ่ายภาพสุดฮิต นั่นคือตรอกโคมแดงและโรงน้ำชาโบราณ “Sky Castle Teahouse” อันเลื่องลือ แรงบันดาลใจสำคัญของการออกแบบโรงอาบน้ำใน Spirited Away นั่นเองงงงงง
























    Sky Castle Teahouse คือตึกด้านซ้ายมือของภาพ ต้องถ่ายมุมนี้เพราะทั้งตรอกนั้นมีแต่นักท่องเที่ยวเกาหลีและญี่ปุ่นชุลมุนหามุมถ่ายภาพกันอยู่ เราผู้พยายามหาจุดถ่ายรูปก็โดนบังบ้าง อยู่ๆก็มีคนมาเข้าเฟรมโฟโต้บอมบ้าง เลยหันไปทำหน้าเหนื่อยใส่ลุงเหล่า แกเลยชวนให้ไปลองจิบชาไต้หวันแท้ๆกันดีกว่า




    เราเดินไปที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม ขึ้นไปชั้นสอง ลุงเหล่าทักทายเจ้าของร้านด้วยความสนิทสนม ก่อนที่จะเลือกที่นั่งตรงระเบียงด้านนอกให้พวกเรา ที่เห็นวิวทะเลและ Sky Castle Teahouse ชัดเจนแจ๋วแหวว ไม่ต้องเบียดอะไรกับใครทั้งสิ้น








    พนักงานเอาเมนูมาให้เราดู ซึ่งเราก็เปิดไปที่หน้า Taiwan Tea ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกมากมาย เลยยื่นเมนูกลับไปให้ลุงเหล่าช่วยสกรีนให้ แกเลยให้เลือก 2 อย่างคือ Jin Hsuan Tea และ Tong Ting Tea ซึ่งความแตกต่างระหว่างชาสองแบบคืออันแรกจะเป็นชาที่มีกลิ่นหอม ส่วนอันที่สองรสชาติจะอร่อย เรากับทูเลยให้พี่เอ็กซ์เลือกเพราะเราเองก็เลือกไม่ถูก พี่เอ็กซ์เลยเลือกแบบแรกเพราะอยากลองดมกลิ่นดู





    ระหว่างที่พวกเรารอพนักงานเอาชามาเสิร์ฟ ลุงเหล่าก็ชวนคุยเรื่องชา
    "พวกยูรู้มั๊ยว่าชาเขียวกับชาดำต่างกันยังไง"


    พวกเราสายหัวกันดุ๊กดิ๊ก


    "จริงๆแล้วชาเขียว ชาอู่หลง หรือชาดำไม่ได้แตกต่างกันเลย ล้วนมาจากใบชาอย่างเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่แตกต่างกันในส่วนของกรรมวิธี อย่างชาเขียวเนีย จะผ่านกรรมวิธีน้อยที่สุด ได้มาปุ๊บก็เอามาคั่วก่อนเลย ก่อนที่จะเอาไปนวดใบชาให้มันแตกและนิ่ม จากนั้นก็เอาไปแอบแห้ง"


    "ส่วนชาดำ เขาจะเอาไปผึ่งก่อน แล้วค่อยนวด เอาไปหมัก จากนั้นก็อบแห้งอีกที สีมันเลยออกมาเข้ม"


    "ชาอู่หลง เขาต้องเอาไปผึ่งแดดแล้วก็เอาไปผึ่งต่อในที่ร่มร่ม แล้วก็ค่อยคั่ว นวด อบแห้งแบบเดียวกันกับชาเขียว สีจึงออกมาแตกต่างกัน ชาอู่หลงที่ดีมีราคาแพง ดื่มแล้วจะต้องรู้สึกว่ามีรสหวานในลำคอ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นชาที่ดี"











    "การดื่มาชา Jin Hsuan หรือชาที่เน้นความหอมน้น เราจะใช้ถ้วยชา 2 แบบ คือ ทรงตรง เป็นถ้วยสำหรับดมกลิ่น (Smell Cup) และถ้วยจอกแบบปกติ คือถ้วยที่สำหรับใช้ดื่ม








    การชงชาจะทำบนแท่นอันนี้ตลอด มีรูตรงกลางให้น้ำไหลลงไปได้






    "ใบชาจะม้วนๆแต่เมื่อโดนน้ำก็จะคลี่ออกมาเอง ใส่ใบชาลงไป เติมน้ำ ปิดฝา และราดน้ำลงบนกาน้ำอีกทีนึงเพื่อให้กาน้ำชาร้อนด้วย จะส่งให้มีรสและกลิ่นดียิ่งขึ้น รอ 1-2 นาที และเทน้ำชาออกใส่แก้วแต่ละใบและเทน้ำทิ้ง เพราะรอบแรกคือการล้างใบชาและล้างแก้ว เมื่อเทน้ำทิ้งหมดแล้วก็ค่อยรินน้ำลงไปใหม่ ชาช้อนนึงจะสามารถดื่มได้ประมาณ 2-3 รอบ จากนั้นรสและกลิ่นจะจาง ต้องเปลี่ยนใบชาใหม่"










    "การรินชาจะรินใส่จอกทรงสูงก่อน และเอาจอกที่ใช้ดื่มปิดไว้ จากนั้นก็จับมันพลิกกลับด้าน ค่อยๆดึงจอกทรงสูงออก ระวังไม่ให้ชาหกออกมา แล้วก็เอาจอกทรงสูงมาดม จะได้กลิ่นชา นี่คือ Smell Cup ซึ่งชา Jin Hsuan นี้จะมีกลิ่นคล้ายๆนม ดมกลิ่นเรียบร้อยก็ได้เวลาดื่มชา"






    เรานั่งจิบชา ชมบรรยากาศ มองเมฆครึ้มที่ค่อยๆลอยผ่านไปเรื่อยๆ ลุงเหล่ากล่าวเสริมว่าการมาดื่มชาเป็นช่วงเวลาสำหรับครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย คุยกันไป จิบชากันไป พี่เอ็กซ์เลยเริ่มชวนคุยว่าลุงเหล่านี่เป็นคนที่อธิบายอะไรดีมาก เป็นไกด์ได้เลย แกก็หัวเราะและเล่าชีวิตของแกให้ฟังว่า เดิมทีแกไม่ได้ขับแท็กซี่หรอก ทำงานออฟฟิศเนี่ยแหละ เกี่ยวกับเรื่องไอทีต่างๆ แต่แกว่าแกแก่แล้วก็ให้คนหนุ่มๆเขาทำงานไป แกก็ไปสอบไกด์ ผ่านแล้วด้วยนะ แล้วก็มาขับแท็กซี่เป็นพาร์ทไทม์ฆ่าเวลาเพื่อรอทำงานใหม่ที่จะลงทุนเปิดบริษัทกับเพื่อน


    พวกเราก็ถึงบางอ้อว่าทำไมภาษาอังกฤษแกดี๊ดี อธิบายเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของสถานที่ต่างๆได้น่าฟังเหลือเกิน แกว่าแกไปเที่ยวบ่อย ชอบท่องเที่ยว พบเจอคนใหม่ๆ อายุจะหกสิบแล้วก็ยังคงเที่ยวต่อไป ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยประโยค "If I stop traveling, my soul will die." ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี











    Sky Castle Teahouse แบบชัดๆ ไม่ติดหัว ไม่ติดแขนมนุษย์ข้างๆ












    ในที่สุดก็ได้มุมถ่ายแบบไร้คน ก็คือจุดด้านหน้าโรงน้ำชานี้นี่แหละ
    ต้องเป็นมุมหันข้าง เหม่อมองอะไรก็ไม่รู้ เพราะมุมหน้าตรงนี่กลมมากจ้า


















  • เมื่อได้รูปถ่ายเป็นที่พอใจแล้ว เราก็ไปหาของกินกันต่อค่ะ (ยัง ยังไม่หยุดอีกกกก) ไหนๆก็มาแล้วไง แวะกินอีกซักนิดก็ได้เนอะ ลุงเหล่าพาเราเดินลัดเลาะมากันที่ร้านนี้







    เขามีขาย 2 อย่าง คือ Red Vinasse Taiwanese meatball ที่เป็นของกินขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของไต้หวัน(รองจากติ่นไท่ฟงและบะหมี่เนื้อสับ) และ ซุปลูกชิ้น ซึ่งร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1994 จ้ะ ไม่ใช่ร้านเก่าแก่ขนาดนั้นแต่อร่อยนะเออ









    ลองอันแรกกันก่อนเด้อ

    Red Vinasse Taiwanese meat ball


    ลักษณะเป็นแป้งเหนียวๆ ไส้ข้างในเหมือนหมูแดงเป็นชิ้นๆ
    มีเห็ดหอมและหน่อไม้ ราดด้วยซอสเข้มข้น


    อร่อยดี ประทับใจ








    ส่วนซุปลูกชิ้นเราสั่งแบบรวมมิตรมา
    อร่อยดี นึกถึงลูกชิ้นที่ไปกินที่ชาบูจีนในไทเปตอนที่แล้ว (ตามไปอ่านกันได้นะ)
    แต่ลูกชิ้นที่นี่ดีกว่ามาก หนึบกว่า อร่อยกว่า


    น้ำซุปก็อร่อย รสเหมือนแกงจืดบ้านเรานั่นแหละจ้ะ




    "ไต้หวันเนี่ยเคยได้รับรางวัลจากการสำรวจของสำนักข่าว CNN ในปี 2015 ว่าเป็น The Best Food Destination of 2015 เลยนะ ที่นี่มีอาหารมากมายหลากหลายจากทั่วทุกภูมิภาคของแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากตอนนั้นที่พวกเราอพยพกันออกมา ก็มากันจากทุกพื้นที่..."


    "แรกเริ่มเดิมที การเริ่มต้นสร้างประเทศใหม่นั้นก็ลำบาก ผู้คนยากจน ธุรกิจเดียวที่ทำได้คือร้านอาหารหรือขายขนม ต่างคนก็ต่างเอาอาหารของภูมิภาคตัวเองมาทำขาย ร้านไหนอร่อยก็อยู่ได้นาน ส่งออกบ้าง ก็อยู่ยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง"


    "อาหารญี่ปุ่นที่นี่ก็ดี ดีกว่าแผ่นดินใหญ่มาก ถ้าจะกินอาหารญี่ปุ่นซักที่บนโลกนอกเหนือจากที่ญี่ปุ่นเองก็ต้องที่ไต้หวันนี่แหละ ที่นี่มีร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยมากมายเพราะได้รับอิทธิพลและวัฒนธรรมจากตอนนั้นที่เราถูกปกครองโดยญี่ปุ่น เสียดายที่พวกยูอยู่ไม่นาน ไม่งั้นจะพาไปชิม"


    ลุงเหล่ากล่าวขณะที่พวกเราซดน้ำซุปกันอยู่







    เมื่ออิ่มท้องแล้วเราก็เดินกลับ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยมามากขึ้นเรื่อยๆ ร้านรวงคึกคักอย่างที่ลุงเหล่าบอกไว้จริงๆ




    หันไปทางไหนก็เจอกับโตโตโร่และคาโอนาชิ






    เราเดินกลับทางเดิม ไปซื้อไอติมโบราณอีกรอบเพราะอร่อยมากจริงๆ แวะถ่ายรููปหอยที่ยังไม่กล้าลอง และพี่เอ็กซ์แวะซื้อเต้าหู้เหม็นมาชิม (เราคิดว่าสู้ที่ตลาด Raohe Street Night Market ในไทเปตอนแรกไม่ได้อะ อันนั้นอร่อยกว่าแหละ) แล้วก็ขึ้นรถไปยังจุดหมายต่อไป วู้ฮู้วววว





    มีทั้งความอยากกินและกลัวอยู่ในที
    มันคือหอยอะไรก็ไม่รู้อะ เห็นแล้วนึกถึงหอยทากที่สวนหลังบ้านเลยยังไม่เอาดีกว่า
    ไว้รอบหน้าพวกนายโดนเรากินแน่นอน!








    เต้าหู้หน้าตาแบบนี้ พี่เอ็กซ์ราดซอสพริกมาท่วมมาก เผ็ดสุดดดดดดดดด



















  • โคมลอยอธิษฐานที่ Pingxi


    เรานั่งรถต่อมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงเมือง Pingxi ซึ่งโด่งดังเกี่ยวกับการปล่อยโคมลอย อธิษฐานขอพรต่างๆ และมีเทศกาลปล่อยโคมลอยประจำปีอีกด้วย ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่พี่เอ็กซ์และทูอยากมาเที่ยว ส่วนเรานี่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรใดๆกับเมืองนี้ทั้งนั้นก็เดินงงๆตามเขาเข้าไป


    ลุงเหล่าเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนนู้นมีนักรบชื่อว่า ข่งหมิง เก่งมาก ประชาชนรักใคร่ แกได้เข้าไปเป็นสายสืบในกองทัพของศัตรูและก็คิดวิธีแอบส่งข่าวไปให้กองทัพตัวเอง เฮียแกก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าเฮ้ย ปล่อยโคมลอยส่งสารตอนกลางคืนดีกว่า ปลอดภัยชัวร์​ สรุปคือรบชนะ ประชาชนสรรเสริญ ไปๆมาๆกลายมาเป็นเทศกาลประเพณีนั่นเอง



    ซึ่งเราก็ได้ให้ความเห็นแย้งลุงเหล่าไปว่า อ้าว...แล้วกองทัพศัตรูไม่รู้หรือ แกเล่นปล่อยโคมกลางคืนนะเฮ้ย มันไม่ทะแม่งๆหน่อยหรอวะ เอ๊ะ โคมมาจากไหน มาได้ยังไง ใครเป็นคนปล่อยสิ่งนี้ออกไปนอกกำแพงเมือง/ค่าย ลุงแกนิ่งไปซักพัก... เออ จริงด้วยแหะ ก็ขำกันใหญ่





    เดินเข้ามาจะเจอกับราวแขวนกระบอกไม้ไผ่เอาไว้เขียนคำอธิษฐาน
    เป็นออฟชั่นเสริมนอกเหนือจากการลอยโคม




























    ตรงกลางเป็นรางรถไฟที่มีรถไฟวิ่งจริงๆด้วย เวลารถไฟมาก็หอบข้าวหอบโคมหลบกันไป
    สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายโคม โคม และโคม
    (มีร้านขายของกุ๊กกิ๊กน่ารักด้วยแหละ แต่เขาห้ามถ่ายรูป)








    บรรยากาศคึกคัก ลูกเด็กเล็กแดงก็มี ทั้งไท่หวันนิส โคเรียน เจแปนนีส และไทย
























    โคมที่นี่มีหลายสีให้เลือกมากมายละลานตามากๆ
    มีให้เลือกเป็นแพกเกจต่างงบประมาณและความเชื่อ





    เราปล่อยพี่เอ็กซ์กับทูเลือกโคมและเขียนคำอธิษฐานกันกุ๊กกิ๊กสองคน เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยอินกับอะไรแบบนี้เนื่องจาก

    1.โคมตกที่ไหนก็ไม่รู้ ตกในป่าในทะเลก็เป็นขยะอีก น้องพลอยเป็นคนรักธรรมชาติค่ะ!
    2. เราเชื่อว่าถ้าเราอยากได้ อยากทำอะไรให้สำเร็จ มันอยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ใจของเราด้วยแหละไม่ว่าเรื่องใดในชีวิต อยากได้ความรักที่ดี ก็ต้องรักตัวเองให้ดี เผื่อแผ่ความรักให้คนรอบข้าง อยากสุขภาพดีก็กินดี ออกกำลังกาย อยากได้งานดีเงินดีก็ขยันทำมาหากิน พัฒนาตัวเอง จบ


    ถ้ามันยังไม่ได้ มันยังไม่สำเร็จก็ทำต่อไป หรือสิ่งนี้อาจจะไม่ใช่ไม่เหมาะกับเราก็ได้ แล้วสิ่งที่ดีแหละเหมาะสมกับความมานะพยายามก็จะเข้ามาหาเราเองนั่นแหละ (ความรักก็เช่นกัน ถ้าพยายามแทบตายแล้วมันไม่ใช่คนนี้ก็ไงไม่ใช่อะ ไปบังคับอะไรเขาไม่ได้ ทำใจ จบกันไปโดยดี /จะอินจะใส่อารมณ์ทำไม๊)








    ความรักก็เหมือนโคมลอย คนที่ไม่ใช่ยังไงก็ต้องปล่อยไปอยู่ดี น่อวววววว












    เดินเล่นไปมาก็เจอแมวหลับ














    วิ่งหลบรถไฟด้วยเด้อ นี่ไต้หวันหรือตลาดร่มหุบ













    ทุกคนจริงจังกันมากจริงๆค่ะคู๊ณณณณณณณณณ
















  • และแล้วก็มาถึงช่วง...


    กินวนไปใน Pingxi


    ยัง ยังไม่หยุดปากกันอีก
    สสส.บอกว่าขยับเท่ากับออกกำลังกาย
    เราขยับกราม ถือว่าเราออกกำลังกายแล้ว เฮ!




    เริ่มค่ะ





    หลังจากที่เดินผ่านร้านขายโคมมาแล้ว
    เราก็เจอกับร้านของกินมากมายเรียงรายไปจนถึงสถานีรถไฟ Shifen Station



    ประเดิมกันที่ร้านแรก เป็นร้านขายปลาหมึกและกุ้งทอดที่หอมมาก หอมจนต้องหยุดซื้อ




















    มีกุ้ง ปลาหมึก ไข่ปลาต่างๆ เราเลือกปลาหมึกมาแหละ
    อร่อยมากกกกก ก.ไก่ล้านตัว เค็มๆกรอบๆ ทอดเสร็จใหม่ๆเลย


    อยากได้น้ำจิ้มซีฟู้ดมาก ถ้าเอามาราดนี้อื้อหือออออออ เด็ด!








    มีแผนที่ด้วยล่ะ น่าร๊ากกกก





    ระหว่างทางเดินมีซอฟครีม ยาคูลปั่นที่น่ากินมาก
    ขนมเค้ก ไอติมโบราณ โอ้ย เยอะมากอะ อยากกินมันทุกร้าน





    แต่เราเก็บกระเพาะเพื่อมากินปีกไก่ย่างร้านนี้ค่ะคุณขาาาาา






    พิกัดอยู่ข้างสถานีรถไฟเลยจ้ะ ร้านสุดท้าย เดินตรงมาเลย








    หน้าตาเป็นแบบนี้ ชุ่มช่ำมากกกกกกกกกกก






    ตอนแรกคิดว่าเป็นปีกไก่บาบีคิวธรรมดา
    แต่ความจริงแล้วปีกไก่ย่างที่เอากระดูกด้านในออกแล้วยัดไส้เว้ยแก๊!


    ไส้ข้างในมี 2 แบบคือ ข้าวกิมจิเผ็ดๆ+หมู  กับ ข้าวผัดไข่+กุนเชียง
    อร่อยมาก ปีกเดียวอิ่มเพราะไส้ข้าวข้างในเยอะมากกกก


    ฟินแบบโอ้ยยย ฟินนนนนนนนนนน
    อยากซื้อเอากลับมาปิ้งกินเองที่บ้าน ประทับใจสุด








    เจอแมวอีกแล้วล่ะ เราว่าไต้หวันเป็นประเทศทาสแมวรองลงมาจากญี่ปุ่นเลยนะ
    ร้านขายของที่ระลึกต่างๆมีแต่แมว แมว แมว และแมว













    และหลังจากโดนปีกไก่ไปเราก็ไม่สามารถกินอย่างอื่นที่เล็งไว้ได้อีก
    เลยไปซื้อน้ำแตงโมปั่นมา ร้านนี้เอาแตงโมมาปั่นกับน้ำแข็งเลย ไม่ใส่น้ำเชื่อม


    หวานอร่อย ชื่นใจเย็นเหมือนยืนอยู่แถวที่ราบไซบีเรียน



















  • เรานั่งรถกลับมาไทเปและระหว่างทางเจอเราฝนตกหนักมาก คิดว่านี่โชคดีมากเลยนะที่ตอนไปเที่ยวแล้วไม่เจอฝน เรากับพี่เอ็กซ์ปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี ยังจะไปเที่ยวไหนต่ออีกมั๊ย ช้อปปิ้ง ซื้อของนี่นั่น หรือว่าจะกลับโรงแรมเลย (ทูหลับสนิทเหมือนเจ้าหญิงนิทราที่ไม่มีอำนาจใดมาลบล้างได้ แม้แต่เสียงฟ้าผ่า)



    ลุงเหล่าแกเห็นเราคุยกันเป็นภาษาไทยเลยถามว่านี่ปรึกษากันอยู่ใช่มั๊ย จริงๆมีอีกที่นึงในไทเปที่อยากจะพาไป เป็นสถานที่ในร่ม โอเคไม่เปียก เราก็โอเค๊ ลุงอยากพาไปเราก็ไม่ขัดข้อง ยาวไป ยาวไปปปป



    ลุงเหล่าขับรถพาพวกเรามาที่ The Grand Hotel Taipei เตี๊ยมกันอย่างดิบดีกว่าจะทำเป็นว่าลุงไปส่งผู้โดยสาร เข้าไปแล้วเดินเล่นรออยู่ในล็อบบี้ อย่าไปไหนนะจ๊ะ พอเลี้ยวรถเข้าโรงแรมแล้วก็ว้าว เพราะอาคารเป็นอาคารจีนใหญ่มากกกกกกกกก อลังการมากกกกกกกกกกกก เข้าไปข้างในแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง ของจาง อี้โหมวอะ 









    จินตนาการว่าตัวเองเป็นฮองเฮา
























    ดีเทลของเพดานละเอียดมากกกกกกก ไม้จริงทั้งหมดนะ ลุงเหล่าบอก















    "ตามตำนานเล่าว่าเวลาเจอมังกรจะเห็นแค่ส่วนหัวกับลำตัวเท่านั้น ไม่มีใครเคยเห็นหางมังกร"









    ลุงเหล่าพาเราเดินลัดเลาะไปตามทางจนไปออกที่ประตูด้านหลังและชี้ให้ดูว่าภัตตาคารตรงนี้แหละที่แกชอบพาภรรยามานั่งดูวิวเมื่อตอนสมัยหนุ่มๆนู่น บรรยากาศดีเพราะใกล้กับสนามบิน มองเห็นวิวเครื่องบินขึ้นลงได้ตลอดเลย










    เรายืนกันอยู่ประมาณห้านาทีก็มีเครื่องบินลำนึงค่อยๆลดระดับผ่านแนวเมฆฝนลงมาทัชดาวน์ที่รันเวย์ ลุงแกตื่นเต้นมากที่เห็นเครื่องบิน ส่วนพวกเราก็ยืนอมยิ้มดูกันอยู่นิ่งๆผ่านสายฝนที่โปรยปราย



    เราว่าถ้าเราไม่ได้เห็นเครื่องบินขึ้นลงแบบทุกวันนี้ก็คงตื่นเต้นแหละนะ เดี๋ยวนี้ไม่สงสัยเหมือนตอนเด็กๆแล้วว่าเครื่องบินลำนี้จะไปที่ไหน ได้แต่แอบบ๊ายบายอยู่ในใจให้แก่เพื่อนร่วมอาชีพฝ่าฟันทุกอย่างไปได้ด้วยดี คอลเบลน้อยๆ ไม่โดนคอมเพลนใดๆ เพี้ยงงงง!






    Taipei 101 ในม่านฝน
    เราชอบความไม่ระฟ้าของที่นี่นะ มีตึกสูงเด่นแค่ตึกเดียว สบายตาไปอีกแบบ
    วางผังเมืองโอเคเลยล่ะ







    ลุงเหล่าจะวนพาพวกเราไปซื้อน้ำแข็งไสมะม่วงเจ้าดัง แต่ฝนตกหนักมากเลยตัดสินใจกลับไปที่โรงแรมดีกว่า ก็แอดไลน์อะไรกันไว้เรียบร้อยเผื่อว่าครั้งหน้าเรามาไทเปจะได้เจอกัน และลุงสัญญาว่าจะพาไปกินร้านลับอาหารอร่อยอื่นๆในไทเปอีก เย้เฮ




    ไปเที่ยวกันมาทั้งวันแต่ก็ลืมถ่ายรูปร่วมกัน
    ต้องรีบถ่ายก่อนลงจากรถเพราะคันหลังจะบีบแตรใส่แล้วจ้าาาา


    โชคดี๊โชคดีที่เจอคุณลุงเหล่า กลับมาครั้งหน้าหวังว่าจะได้พบกันอีก
    ตอนนี้ก็อยากกลับไปไต้หวันแล้ว อยากไปกินไอติมโบราณแลข้าวหน้าเนื้อ และเห็ดย่างงงงงงงง





    ด้วยรัก... จากไต้หวัน (รอบที่สอง)






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in