from the desert, with loveployapha.j
กลิ้งวนไปในไทเป 1




  • Quick Update!


    สวัสดีทุกคน เรากลับมาแล้ววววววววว ความเดิมตอนที่แล้วคือเราไปปักกิ่ง ปีนกำแพงเมืองจีนมา เราก็ได้ทำไฟล์ทไปไทเปรอบที่ 1 และหลังจากนั้นเราก็มีวันหยุดไปดำน้ำที่เกาะเต่า เรียนคอร์ส Advanced Open Water มาแล้วเรียบร้อยซึ่งเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังกันในลำดับต่อไป


    หลังวันหยุดสุดหรรษาเราก็ทำไฟล์ทกรุงเทพติดต่อกัน 3 ไฟล์ท มีทั้งกรุงเทพ-ฮ่องกงที่ไปนั่งพักชิคๆในเลาจ์ของสนามบินสามชั่วโมง และทำไฟล์ทกรุงเทพแบบธรรมดาอีกสองรอบ


    ด้วยเหตุนี้เราเลยไม่มีเรื่องอะไรมาเล่าให้อ่านกันเท่าไร (จริงๆมันก็มีแหละ เราจะผู้โดยสารมหัศจรรย์มากมาย แต่เราวุ่นมากมากมากมากมากเลยไม่ได้มาเล่า ประกอบกับเป็นผู้โดยสารร่วมชาติเดียวกัน เอาเป็นว่าเราจะไม่เม้า ฮา) ข่าวเลยคราวเงียบหายไปหลายสัปดาห์ หลายคนถามหาว่าหายไปไหน คือเรายังไม่ได้ลาออกจากงานไปปลูกผักเลี้ยงกระต่ายนะ อย่าเพิ่งตกใจไป และประกอบกับเดือนมิถุนายนนี้เรามีไฟล์ทไปไทเปอีกรอบ เลยคิดว่าจะเอามาเล่าให้อ่านกันไปเลยทีเดียวนั่นเอง







    อนึ่ง นี่ไม่ใช่การรีวิวท่องเที่ยวไทเปแบบฉบับสมบูรณ์ แต่เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆมากกว่า เราไปในจุดเช็คอินที่ทุกคนต้องถ่ายรูปลงไอจีสลับกับลัดเลาะหาของกินแบบบ้านๆไปเรื่อยๆ



    ถ้าพร้อมจะกลิ้งไปพร้อมกับเราแล้วก็ไปกันเลยฮะ










  • 14 May 2017




    ไทเปเป็นไฟล์ทน่ารัก



    เราได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับไฟล์ทไทเปมานานแล้วว่าเป็นไฟล์ทดีงามตะมุตะมิน่ารัก ผู้โดยสารสุภาพเรียบร้อย ไม่โฉงฉางเสียงดัง เสิร์ฟอะไรให้ก็ทานได้หมดไม่เรื่องมากดราม่าเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียร์เตอร์​ ดีลได้ง่ายมากแม้ว่าจะทำ 2 เซอร์วิสก็ตาม แถมโรงแรมก็อยู่ในเมือง เดินทางสะดวก ของกินอร่อย ช้อปปิ้งสนุ๊กสนุก


    ประกอบกับเราเห็นคนนู้นก็ไปไทเป คนนี้ก็ไปเช็คอินถ่ายรูปลงโซเชียลต่างๆมากมายเลยคิดว่า เอาวะ ไหนๆเราก็เป็นมนุษย์บินรูทเอเชียแล้ว เอาหน่อย ไปลองหน่อยก็ได้





    และสำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญสูงสุดเกี่ยวกับการเที่ยวไทเปจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก อาลี่ เดอะรูมเมท นั่นเองงงงง ซึ่งนางก็น่ารัก จดที่เที่ยวและส่งแผนที่ต่างๆนานาๆมาให้เยอะแยะเชียวแหละ แม้ว่าทุกครั้งที่นางทำไฟล์ทไทเปจะไปกินแค่ติ่นไท่ฟงก็ตาม (พื้นเพนางมาจากทางตอนใต้ของไต้หวันล่ะ ไม่ใช่สาวเมืองหลวง เลยไม่ค่อยทำไฟล์ทไปไทเปเพราะยังไงก็ไม่ได้กลับบ้านอยู่ดี นางบ่นๆของนางงี้)



    ไฟล์ทไปไทเปเป็นเครื่อง A380 2 class ที่มีแค่บิสเนสและอีโคโนมี ผู้โดยสารเต็มลำทั้งไปกลับเพราะมีไฟล์ทแค่วันละเที่ยวเท่านั้น โชคดีที่เรามีพี่คนไทยในอีโคไปด้วยกันเลยจับคู่เป็นทีมไทยมาเฟียกันอยู่สองคนกุ๊กกิ๊ก สำหรับการทำงานก็ง่ายมากจริงๆประหนึี่งทำไฟล์ทญี่ปุ่นอะ เป็น 8 ชั่วโมงที่ชิวดี ผู้โดยสารหลับกันหมดแต่ก็ไม่เงียบเหงาจนเกินไป มีอะไรทำตลอดเวลาก็จริงแต่ไม่ได้ยุ่งเหมือนไฟล์ทไปจีนแผ่นดินใหญ่ที่ทุกคนขอฮ้อตเตอะว้อเต้อและคัพปะนู้ดเดิ้ลตลอดเวลา










    Shilin Night Market is too mainstream.


    เราไปถึงตอนประมาณ 5 โมงนิดๆ มาถึงโรงแรมก็ประมาณทุ่มนึง รีบเปลี่ยนชุดแล้วออกไปหาของกินที่ตลาดกลางคืนทันทีด้วยความหิวกระหาย ซึ่งหลังจากที่สอบถามข้อมูลจากลูกเรือไต้หวันบนไฟล์ท ประกอบกับที่ถามอาลี่มา จริงๆแล้วในไทเปมีตลาดกลางคืนอยู่เยอะมากกระจายอยู่ทั่วเมืองเลย มีตลาดที่ดังในหมู่นักท่องเที่ยวคือ Shilin Night Market



    แต่! เราไม่ไป 555555 เพราะเรามีเป้าหมายคือตลาดกลางคืนอีกแห่งหนึ่งที่ลูกเรือไต้หวันทุกคนบอกว่ามันดี มันโลคอลกว่า ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไร ยูเดินไปเหอ จิ้มร้านไหนก็อร่อยเว้ย





    ต่อไปนี้คือคำอธิบายของอาลี่:

    Raohe Street Night Market เป็นหนึ่งในตลาดกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดในไทเป เป็นตลาดสำหรับไต้หวันนิสแท้ๆ มีขายทั้งของคาว ของหวาน มีร้านขายของเยอะแยะมากมาย มีร้านเสื้อผ้าน่ารักด้วย แต่ทำใจไว้ก่อนว่าบางร้านอาจไม่พูดภาษาอังกฤษนะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเดินก็เป็นคนไต้หวัน คนขายก็เป็นวัยกลางคนที่ไม่ถนัดภาษาต่างประเทศ ยูก็ใช้ภาษามือเอาละกัน


    วิธีไปก็ง่ายมาก นั่งรถใต้ดินสายสีเขียวไปลงที่สถานี Songshan ทางออกที่ 2 หรือ 5 ก็ได้ ถ้าออกทางที่ 1 ก็ถึงกลางตลาดเลย ถ้าออกทางที่ 5 จะไปที่ต้นถนนที่มีวัด ไปถึงยูก็เลือกเลยว่าหิวมากหรือหิวน้อย อยากกินเร็วหรือกินช้า




    แน่นอนว่าเราเลือกออกทางออกที่ 2 (ฮา)
    พอขึ้นจากใต้ดินมาปุ๊บจะเจอกับ Songshan Market ก่อนเลย อย่าเพิ่งตกใจไป เดินทะลุซอยมืดๆนั่นเข้าไปก็จะพบกับความสว่างไสวของร้านรวง





    เจอตรงนี้ละถูกแล้ว เดินตรงเข้าไปเลยจ้า













    โผล่มากลางตลาด ซื้อของกินได้เลย เย้







    เดินวนตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอกับต้นถนนที่มีวัดจีน เป็นแลนด์มาร์กให้ถ่ายรูปกับป้ายทางเข้าตลาดนั่นเอง
































    ถ่ายมาสามรูปพอให้เห็นบรรยากาศ
    หิว เดินเข้าไปหาของกินล่ะจ้ะ







    และต่อไปนี้จะเป็นการรีวิวอาหารที่ข้าพเจ้าลิ้มลองในค่ำคืนนี้
    เชิญรับชมได้เลยจ้ะ










    เมนูแรกที่เราลิ้มลองคือ เต้าหู้เหม็น
    คือถ้าไม่กินเหมือนมาไม่ถึงอะ ก็จัดไปตรงแผงข้างๆทางเข้าตอนแรกนั่นแหละ





    คนอื่นอาจจะว่าเหม็นแต่เราว่าเราไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นมันแรงมากขนาดนั้นนะ
    เนื้อเต้าหู้แน่นดี ตรงกลางเป็นผักๆ ราดซอสเค็มๆ ถ้าชอบเผ็ดๆก็เติมน้ำจิ้มพริกได้ อร่อยดีเปรี้ยวๆ

    ราคา 50 เท่าน้านนนนน













    ไปต่อกับเมนูเนื้อกันบ้าง กับเมนู เนื้อย่างลนไฟฟฟฟฟฟฟฟ
    คือย่างอย่างเดียวไม่พออะ ต้องลนไฟให้ดูมีกิมมิกด้วยเว้ย





    เอาป้ายหน้าร้านไปดูก่อนว่าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้นะจ๊ะ
    เขามีเฟรนชายอยู่หลายร้าน เดินๆไปเดียวก็เจออีกแล้ว แต่ร้านนี้คนย่างหล่อสุด ซื้อ!
    (พิกัดอยู่ใกล้ๆกับวัดจีน #คนขายหล่อบอกด้วย)











    แก ฉันว่าเขาน่ารัก แต่ก่อนที่จะเคลิบเคลิ้มไปกับความหล่อของคนขาย
    อยากให้โฟกัสที่กรรมวิธีการย่าง คือแก๊ ยืนอยู่หน้าเตานี่ร้อนมากจ้า
    ร้อนเพราะไฟล้วนๆไม่เกี่ยวกับความฮอตของคนขายใดๆเด้อ







    ย่างเสร็จแล้วก็ออกมาเป็นอย่างนี้




    เขามีให้เลือกว่าจะโรยอะไรปรุงรส เราก็เลือกเป็นเกลือกับพริกไทยสไตล์ Saltbae
    เฮ้ยยย มันอร่อยมาก เนื้อดี ไม่เหนียวเลย ย่างออกมาแบบ medium นิดๆ สุดยอดดดดดดดด
    กล่องละร้อย ไปลอง!















    ส่วนนี่ไม่ใช่อาหาร เป็นน้องหมาของแม่ค้าร้านข้างๆ น่ารักกกกกกกกกกกกก









    กินเนื้อแล้วก็ต่อด้วยเมนูหมูกันบ้างเนอะ
    อย่างที่ทราบกันดีว่าที่ดูไบไม่มีหมูให้ดิฉันกินนะคะ วันๆกินแต่อกไก่ ไข่ต้ม

    พอเจออะไรที่เป็นหมูๆก็จะพุ่งเข้าไปด้วยความไวแสง







    เขาบอกว่าเป็นเบอร์เกอร์หมูอะ ดูแบบแข๊กแขกมากๆเลย
    รู้สึกว่าไปไหนไม่พ้น วนกลับมาหาอะไรแขกๆ ผงกะหรี่เยอะๆเงี้ย








    เริ่มจากอุ่นแป้ง ผัดหมู ใส่เครื่องปรุงรสที่ใส่เยอะมากจนกลัวว่าจะเป็นโรคไต












    ผ่ามผ้ามมมมมมมม เหมือนกินเคบับแต่เป็นไส้หมูอะ กลิ่นแกงกะหรี่อินเดีย มีความฟิวชั่นแบบแปลกๆ
    จำราคาไม่ได้แล้ว อันนี้ไม่ต้องไปกินก็ได้ ไม่ได้ว้าวมากมาย
    (อาจเป็นเพราะชินกับรสชาติแบบนี้ก็ได้นะ)










    ตัดภาพมาที่อะไรเฮลตี้เพื่อสุขภาพบ้าง นี่คือแผงผลไม้ที่ทุกอย่างใหญ่จัมโบคูณสี่ไปอี๊ก
















    ส่วนนี่เราไม่ได้ซื้อ แต่ไปยืนเนียนชิมฟรีมาสองชิ้น
    คือตั้งใจว่าจะวนกลับมาซื้อแหละหลังจากที่เสร็จสิ้นจากการกินของคาวต่างๆนานา
    แต่พอกลับมาพบว่าหมดแล้ว สะเทือนใจมากจ้ะ



    คือแก๊ มันอร่อยมากกกกกกกกกกก เนื้อเค้กนวลเนียนดึ๋งดั๋งที่สุดดดดดด














    ไหนๆก็กินเนื้อกินหมูมาแล้ว ไก่ย่างบ้างก็ได้อะ




    มันอร่อยดีแต่เขาใส่ผงปรุงรสมาเยอะมากกกกกกกกกก โซเดียมทะลุล้านแน่นอน
    ทุกอย่างที่นี่ใส่ผงปรุงรสกันเกือบหมดเลย ฮือ โมโนโซเดียมกลูตาเมทที่แท้จริง







    มาถึงของหวานกันบ้างดีกว่า

    เราเป็นคนชอบกินแป้งหยุ่นๆแบบแป้งโมจิอะไรแบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ
    และฟ้าก็ส่งร้านนี้มาให้เรา ฮูเร่






    เป็นแป้งกลมๆ ไส้ถั่วต่างๆ เราไม่ชอบกินถั่วบดๆ นอกจากหนมเปี๊ยะครูสมทรง
    เลยเลือกเอางาดำมาแทน (จริงๆมันก็ถั่วอะ แต่มันไม่รู้สึกว่าเป็นถั่ว นึกออกมะ)

    ด้านนอกเขาคลุกกับถั่ว หอมเชียวล่ะ







    ความรู้สึกเหมือนกินบัวลอยน้ำขิงแบบแห้ง
    อยากเดินไปซื้อน้ำขิงร้อนมาแล้วก็หย่อนก้อนนี่ลงไป จะฟินมาก


    อร่อยดี ฝืนคอไปหน่อย แต่เราก็กินคนเดียวจนหมดนะ ฮา








    ร้านตรงข้ามคือร้านเสริมสวย จัดแต่งทรงคิ้วด้วยเส้นด้าย
    มีสาวๆมาใช้บริการมากมายหลายคน


    มีความโลคอลมากๆ









    เนื่องจากฝืดคอจากก้อนแป้งไส้ถั่วเมื่อกี้นี้ เลยมากินบิงซู(ที่นี่เขาเรียกว่าซูบิงล่ะ)
    มีน้ำแข็งให้เลือกสองแบบว่าเอาน้ำแข็งธรรมดาเป็นน้ำแข็งใส หรือว่าเป็นนมน้ำแข็ง











    อันจริงหน้าตาเป็นแบบนี้ล่ะ




    เยอะมากกกกกกก ชามใหญ่กว่าหน้าเราไปอีก อร่อยดีนะ
    สิ่งที่ประทับใจคือลีลาการบดน้ำแข็งของเฮียเจ้าของร้าน  10 10 10 ไปเลยจ้ะ
    (อยากรู้ต้องไปดูเองนะ)









    เราเดินวนอยู่อีกสองสามรอบ กินเกี๊ยวนึ่งเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง (ไม่ได้ถ่ายรูปมา ลืม) เดินไปลองเสื้อผ้าที่ร้านค้าแถวนั้น เดินเข้าร้านขายของกุ๊กกิ๊ก ไปเล็งแผ่นมาส์กและลองเครื่องสำอางในร้านบิวตี้ต่างๆ เหนื่อยล่ะ กลับไปนอนพักผ่อนเพราะวันรุ่งขึ้นเรามีแพลนไปเที่ยวตั้งแต่เช้าาาาาา










  • Ethics, Democracy, Science



    เช้านี้เราออกมาจากโรงแรมตั้งแต่แปดโมง แอบเซ็งนิดนึงที่วันนี้เป็นวันจันทร์ ร้านอาหารเช้าโลคอลที่เราอยากไปลิ้มลองมันปิดเลยไปฝากท้องไว้ที่ร้านสะดวกซื้อแทน



    กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะงั้นเช้านี้เรากินข้าวหนักๆไปเลยดีกว่า ก็เลือกเป็นเมนูนี้มา






    มันอาจจะดูแย่แต่มันอร่อยนะเว้ย เหมือนกินไข่เจียวหมูทอด ผัดวุ้นเส้น กับผัดผักดองอะ

    เราชอบร้านสะดวกซื้อที่นี่มากเลยแหละ ของเยอะมาก ทุกอย่างล้วนน่าอร่อยไปหมด
    แถมขายทุกอย่างจริงๆ มีเครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ความงามของมูจิด้วย









    เมื่อท้องอิ่มก็พร้อมไปต่อจ้ะ เช้านี้เราจะไปสร้างแลนด์มาร์กกันที่ Chiang Kai-Shek Memorial Hall หรือชื่อภาษาไทยตามกูเกิลคือ หอรำลึกเจียงไคเช็ค นั่นเองงงง


    วิธีการเดินทางก็ง่ายมาก นั่งรถใต้ดินมาที่สถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall เดินออกทางออก 5 ก็ถึงแล้ว แต่ด้วยความที่โรงแรมเราค่อนข้างใกล้ แถมอากาศยามเช้าก็ดี๊ดี เราก็เลยเดินมา
























    อีกอย่างที่เราชอบเกี่ยวกับไทเปคือพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก ตั้งแต่นั่งรถมาจากสนามบินก็ผ่านป่าและภูเขาเขียวๆ เข้ามาในเมืองก็ยังมีพื้นที่สีเขียวอยู่ ไม่เหมือนกับฮ่องกงหรือสิงคโปร์ที่นั่นก็เขียวเหมือนกัน แต่มันเขียวไม่เยอะอะ










    เช้าๆยังไม่ขวักไขว่มาก ชอบความเงียบๆตอนเช้าและความสะอาดสะอ้านของเมือง










    เราเดินมาเรื่อยๆก็ถึงแล้วจ้ะ และก็โชคดีที่มาพอดีกับตอนที่เขาเปลี่ยนกะทหารเฝ้าฮอลพอดิบพอดีเลยได้ดูด้วย(ซึ่งมันก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นตาเท่าไรนัก นอกจากพี่การ์ดหล่อมากกกกกกกกกกกกกกก)










    ชอบช่องตรงกำแพงมากเลยล่ะ มีหลายแบบเลย















    น่ารักเนอะ














    เข้ามาก็จะเจอสวนสาธารณะเล็กๆ
    มีกลุ่มคุณลุงคุณป้ารำไทเก๊ก และก็มีแก๊งคุณปู่นั่งเล่นหมากรุกกับไพ่นกกระจอก หัวเราะกันสนุกสนาน















    เห็นสะพานนี้แล้วในหัวก็จินตนการว่าตัวเองอยู่ในหนังจีนกำลังภายในอะ
    ใส่ชุดแบบผ้าๆพริ้วๆ มีสกิลปล่อยผ้าออกจากแขนเสื้อเวลาสู้ไรเงี้ยยยย















    มีอาคารแบบนี้อยู่สองหลัง เป็นพิพิธภัณฑ์ไรงี้แหละ
    สวยดีนะ ดูยิ่งใหญ่อลังการดี เป็นความ far east ที่ไม่แผ่นดินใหญ่จ๋าอะ คือลดทอนอะไรลงไปเยอะ(มั๊ง)










    มาถึงอาคารหลักกันบ้าง ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ บันไดที่ทำเป็น 3 ระดับ ตัวอาคารกลาง และหลังคา ซึี่งสีขาวและน้ำเงินของตัวอาคารนั้นสะท้อนถึงธงของไต้หวันที่เป็นท้องฟ้าและดวงอาทิตย์สีขาว (Blue Sky and White Sun)







    สำหรับตัวอาคารที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้น สะท้อนถึงความเป็นธรรมและความชอบธรรม ส่วนที่เป็นหลังคานั้นได้ออกแบบให้คล้ายกับคนที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้า หมายความว่าเป็นการร่วมกันของสวรรค์และมวลมนุษย์ (The joining of heaven and man)










    และตัวบันไดมีทั้งหมด 89 ขั้นเท่ากับอายุของประธานาธิปดีเจียง ไค เช็กนั่นเอง










    หลังจากปีนบันไดขึ้นไปก็จะพบกับรูปปั้นของประธานาธิปดีเจียง ไค เช็ก และกำแพงด้านหลังที่เขียนว่า " Ethics, Democracy, Science " ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการสร้างและพัฒนาไต้หวันนั่นเอง
















    ตรงแท่นหินอ่อนด้านหน้ามีข้อความสลักไว้ว่า



    "The purpose of living is to improve the living of whole human beings; 
    the meaning of life is to create the proceeding life."















































  • The best view of Taipei


    และแล้วก็มาถึงไฮไลต์ของการมาไทเปของเราในครั้งนี้ คือเราเห็นลูกเรือรวมถึงผองเพื่อนเกือบทุกคน มาถ่ายรูปที่นี่ลงไอจี เฮ้ย... ถ้าเราไม่ได้มาถ่ายบ้างเราจะรู้สึกเหมือนว่าเรามาไม่ถึงไทเปอะ


    เออ ไทเปของใครหลายๆคนคงเป็นติ่งไท่ฟงสาขาออริจินัลหรือชานมไข่มุกงี้อะ สำหรับเราคือ Xiangshan หรือ Elephent Mountain Hiking Trail!





    เรานั่งใต้ดินสายสีแดงมาลงที่ Xiangshan และพยายามเดินหาป้ายพร้อมถามคนนู้นคนนี้ไปด้วยว่าทางขึ้นเขามันอยู่ตรงไหนจนมาเจอหมุดแบบนี้ ถ้าเจอแล้วแสดงว่ามาถูกทางนะจ๊ะ









    เดินไต่เขามาเรื่อยๆจะเจอวัดจีน ทางขึ้นอยู่ข้างๆวัน ใช้ภาษามือถามทางลุงๆป้าๆแถวนั้นเอาเด้อ ถ้าพบป้ายนี้ให้กลับหลังหัน นั่นแหละทางขึ้น เราเดินวนหลงอยู่ตรงนี้ซักพักเพราะคิดว่าต้องเข้าไปในวัดก่อน










    ทางขึ้นเขามีให้เลือก 2 แบบ คือ ชมนกชมไม้กุ๊งกิ๊งไปด้วย 20-30 นาที และหลักสูตรเร่งรัด 15 นาทีถึงที่หมาย ซึ่งเราเลือกแบบหลัง แต่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเลย ถือคติว่าการจะไปสู่ยอดเขานั้นเราต้องไม่ลืมที่จะชมความงามระหว่างทาง หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่ไหวแล้วโว้ย เหนื่อย หายใจไม่ทัน ขอพักก่อนนนนนนน /หอบหายใจ


    และตอนที่เราไปเขากำลังซ่อมราวบันไดอยู่พอดี๊ ห้ามจับ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง ถ้าใครจะตามมาปีนเราก็แนะนำว่าควรจะใส่รองเท้าผ้าใบที่ไม่ลื่นนะจ๊ะ บางขั้นมันค่อนข้างชันและมีตะไคร่เกาะนะ














    เขียวชะอุ่มชุ่มช่ำใจ ได้รับอากาศบริสุทธิ์​
    คนที่มาเดินก็มีทั้งนักท่องเที่ยวอย่างเราและหนุ่มสาวที่รักการออกกำลังกาย























    จุดถ่ายภาพยอดฮิต เป็นมุมที่ถ่ายตึก Taipei 101 ได้สวยมาก ทุกคนจะหยุดกันที่นี่ ถ่ายรูปกันหนุกหนาน

    แต่ช้าก่อน! เราต้องไปต่อค่ะ
















    เห็นป้ายนี้แล้วก็ยินดีด้วย ใกล้สู่ความจริงแล้ว อีกไม่กี่ขั้นเท่านั้นนนนนนน










    ขึ้นไปปุ๊บจะเจอหินกองๆเรียงๆกัน ตรงนั้นแหละที่เขาเรียกว่าจุดที่มันเป็นช้าง เพราะมีหินยื่นออกมาเป็นงวง เป็นหูต่างๆตามลำดับที่จินตนาการ เราเองก็ไปยืนเล็งว่ามันเหมือนช้างตรงไหนหนอ


    คนที่ขึ้นมาอาจจะ เฮ้ย เหนื่อย ขึ้นมาไม่เห็นเจออะไรเลยอะ มีแต่หินๆกองๆกันไว้ เราขอให้เดินขึ้นไปอีกซักนิด จะเจอศาลาที่พักใจให้ดื่มน้ำ แต่งหน้า ทำผมใหม่ก่อน และจุดนี้ก็เห็นเมืองไทเปทั้งเมืองที่สวยมากๆเลยล่ะ























    นี่แงะ คุ้มนะเว้ย สวย ซึ่งแหม่... ผู้อ่านคงจะคิดว่าวิวก็เหมือนกันกับจุดชมวิวอันแรกไม่ใช่หรือ จะปีนขึ้นมาให้มันเหนื่อยอีกทำม๊าย จริงๆแล้วมุมที่เราอยากมาถ่ายรูปจริงๆอยู่ตรงหินนั่นแหละค่ะ


    เดินกลับไป วางสัมภาระไว้ที่พื้น ฝากกล้องให้เพื่อนหรือมนุษย์แถวนั้น ถ้าอยากเซลฟี่เองก็จงถือไปอย่างระวัง และปีนหินขึ้นไป ท่านจะได้ภาพแบบเน้




    จริงๆกดถ่ายไปหลายแชะ แต่เขิน เอารูปนี้มาลงให้ดูละกัน






    แค่นี้แหละ ถือว่าได้มาเหยียบไทเปอย่างเป็นทางการ






    ขากลับเราเดินลงอย่างไว ในใจหิวๆอยากไปหาอะไรกินแต่คิดว่าติ่งไท่ฟงคนคงมืดฟ้ามัวดิน งั้นกลับไปหาอะไรกินแถวโรงแรมก็ได้ว้า







    และครั้นจะมาไต้หวันแล้วแต่ไม่ได้กินชานมไข่มุกก็เหมือนจะมาไม่ถึงเนอะ จัดไปหนึ่งแก้ว ร้านบ้านๆตรงข้ามโรงแรมนั่นแหละ อร๊อยอร่อยยยยยยยย :D






    สำหรับมื้อสุดท้ายในไทเปรอบนี้ เราไปลองกินชาบูจีนค่ะ เป็นแบบ North East ของจีนอะ เออ คาดว่าที่ไทยไม่น่ามีสิ่งนี้ให้กินอะ อย่างงี้ต้องลองงงงงงงง













    มีให้ผสมน้ำจิ้มเองด้วยแหละ ซึ่งเราก็อ่านไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร จะตักมั่วก็กลัวไม่อร่อยเลยยืนเก้ๆกังๆอยู่ จนพนักงานเสิร์ฟต้องเข้ามาช่วยปรุงให้ สื่อสารกันแบบงงๆ ใช้ภาษามือกันไป









    เป็นบุฟเฟ่นะ สั่งเนื้อได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นเมนูอาหารทะเลจะต้องจ่ายแยกเพิ่มอีกทีนึง
    เราก็สั่งชุดป๊อปปูล่าร์ของทางร้านมา



    เรื่องรสชาตินั้น จะว่ายังไงดีล่ะ... คือมันประหลาดมากอะ มันเปรี้ยวแบบเปรี้ยวม๊ากมาก ในน้ำซุปมีเลือดหมู มีปลาหมึกไรงี้ แล้วก็มีผักกาดดองขาวๆที่ทำให้น้ำซุปมันเปรี้ยว คือมีรสเดียว ไม่เค็มไม่อะไรทั้งนั้น ถ้าเติมน้ำปลา เติมพริกนี่กลายเป็นต้มยำน้ำใสได้เลย


    เราก็ใส่ผักใส่เห็ดลงไป ใส่ลูกชิ้นที่เยอะแยะวาไรตี้มากไม่รู้ว่ามันคือลูกชิ้นอะไรบ้าง น่าจะเป็นลูกชิ้นหมูธรรมดา หมูชาโคล ไข่กุ้ง(อันที่อยู่ข้างๆกุ้ง อร่อยมาก) และหมูกิมจิแหละมั๊ง (เดาล้วนๆ)

    คือเนื้อดีอะ ลูกชิ้นดี แค่เราไม่คุ้นกับตัวน้ำซุปเท่านั้นเอง เลยลวกทุกอย่างแล้วกินกับน้ำจิ้มเอา ถามว่าอร่อยมั๊ยก็กลางๆ คงไม่กลับไปกินอีก ลิ้มลองเป็นประสบการณ์เฉยๆก็พอแล้วจ้ะ








    ใจจริงอยากจะเขียนของไฟล์ทเดือนมิถุนายนไปด้วยกันเลย แต่เกรงว่าเนื้อหาจะเยอะเกินไปจึงขอตัดจบเรื่องราวในไทเปไว้เพียงเท่านี้ก่อน ตอนหน้าจะพาออกนอกเมือง ชิมวิว จิบชา หาของอร่อยกินต่อไป อย่าลืมติดตามด้วยนะจ๊ะ <3









    ด้วยรัก...จากไทเป (ตอนที่หนึี่ง)






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in