from the desert, with loveployapha.j
แหลมกู๊ดโฮปกับฝูงเพนกวิน
  • 12 March 2017




    กลับจากกรุงเทพจากที่เล่าไปในตอนที่แล้ว เราก็หยุดสามวันแบบชิวๆค่ะ และโดน Home Standby ตั้งแต่ตีสามถึงเก้าโมงเช้า เดชะบุญที่ไม่โดนเรียกไปไหน และมานั่งเฝ้าออฟฟิศเพราะได้ Airport Standby ในวันรุ่งขึ้น ซึ่ง...มาถึงปุ๊บก็โดนเรียกให้ไปบินปั๊บโดยที่ก้นยังไม่ได้แตะโซฟาเลยจ้ะ แหม่... ถ้าอยากจะให้ไปทำงานขนาดนี้นะ..





    และรอบนี้หวยมาออกที่แอฟริกาใต้อีกแล้วจ้าาาาา




    สวัสดี เคปทาวน์

    เรากลับมาอีกแล้วนะ






    ไฟล์ทรอบนี้โอเค บิน B777 ตามเคย และแม้ว่าจะไม่มี CRC ให้นอนพักผ่อนสำหรับไฟล์ทที่ยาว 9 ชั่วโมง แต่ก็ยังดีที่มี Seat Rest ให้นั่ง มีม่านปิดให้นอนได้ ซึ่งก็ได้พักแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละ (ก็ยังดีที่มีให้ ถือว่ากำขี้ดีกว่ากำตด สุภาษิตไทยสอนไว้) ซึ่งพอเข้าไปปุ๊บ ใส่ที่อุดหู ใส่ผ้าปิดตา สลบ


    พอถึงเคปทาวน์ก็รีบเข้านอนเพราะรู้สึกว่าล้าเหลือเกิน แสตนบายด์ต่อๆกันมันทำลายสุขภาพยังไงก็ไม่รู้แหะ และรุ่งเช้าต้องรีบตื่นเพราะจะออกไปเที่ยวจ้าาาา









    เช้าวันรุ่งขึ้นเราและลูกเรืออีก 8 คนก็เช่ารถออกไปเที่ยวกัน ซึ่งก็ติดต่อผ่านทางโรงแรมนั่นแหละ ได้รถตู้มาหนึ่งคันพร้อมพี่คนขับชาวปากีสถานชื่อว่า มาลิก (ที่จำได้เพราะนึกถึงเซน มาลิกนั่นแหละ...) โดยจุดหมายของเราคือ Cape of Good Hope และ Boulders Beach







    ฟ้าใส อากาศดี แต่ลมแรงมาก
    วิวสองข้างทางก็สวยมาก นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงรักเคปทาวน์นัก :)















    เนี่ย วิวเป็นแบบนี้เพราะเราขับรถเลียบทะเลตลอดทางเลย
    ไม่ได้แต่งสีอะไรเลยนะ น้ำสีแบบนี้จริงๆ





    เราขับรถผ่าน Camps Bay Beach เป็นหาดที่คนส่วนใหญ่จะมาวิ่ง ขี่จักรยาน พาหมามาเดินเล่น มีสนามเด็กเล่น คนไถสเก็ตบอร์ด ทำให้นึกถึง California Sunshine นิดหน่อยพอให้หายคิดถึง (แม้ว่าจะคิดถึงขนาดไหนก็ไม่ไปทำไฟล์ทหรอกนะ โหดเหลือเกินจนกลัว อ้อ! ตอนนี้สามารถไปติดตามอ่านบินทึกเที่ยวอเมริกาได้ที่ ตอนนั้น...จำได้ว่า นะจ๊ะ ก็...แฝงโฆษณามากกว่านี้ก็เดอะเฟสแล้วแหละ)










    ผ่าน Hout Bay ที่มีคนเล่นเซิร์ฟแบบไม่กลัวฉลามขาว









    มาลิกจอดรถให้เราแวะซื้อเสบียงและขับรถขึ้นเขาไปที่ The Chapmans Peak ซึ่งจะเป็นจุดชมวิวที่เห็นอ่าวทั้งอ่าวเลยล่ะ ลงจากรถไปแล้วหนาวมากเพราะลมแรงแบบสุดๆ ถ่ายรูปไปมีเซเพราะแรงลมอะ























    จากจุดจอดรถก็เดินตามทางมาตรงจุดชมวิว
    และตรงนี้ก็มีคนทำหมวกปลิวหายไปกลับสายลมแล้วเรียบร้อย














    ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องทิ้งร่องรอยอารยธรรมเชี่ยๆกันไว้ด้วยวะ















    เอารูปแบบ Panorama ไปดูให้สะใจ
    มันสวยมากจนเราไม่อยากลดขนาดรูปอะ















    บัลแกเรีย อังกฤษ ไทย ลัทเวีย โปแลนด์ อียิปต์ มาเลเซีย ศรีลังกา และ เวียดนาม
    อินเตอร์พอๆกับเวทีมิสยูนิเวิร์สอะ พูดเลยยยยยยยย


















  • ถ่ายรูปกันไปพร้อมๆกับความรู้สึกสึกกลัวว่าจะโดดแล้วตัวจะปลิวไปตามลม เราก็พากันกลับมาที่รถและเดินทางต่อไปที่ Cape of Good Hope ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Table Mountain National Park จ้ะ (ตามไปอ่านตอนที่เราไป Table Mountain ได้ที่นี่เด้อ --> จิ้มเลย จิ้มสิ จิ้มมมมม )






    สองข้างทางเป็นฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศจ้ะ









    หลังจากจ่ายค่าเข้าแล้วก็ได้แผ่นพับมา ซึ่งเป็นแผนที่อธิบายจุดชมวิวต่างๆที่น่าสนใจ เช่น จุดชมวาฬ (ที่ไม่ได้ไปดู...) จุดที่มีซากเรือแตก (ที่ไม่ได้ไปดูอีกเช่นเคย....) จุดดำน้ำ (ที่โคตรของความอยากไปดำน้ำเลยว้อย แต่ไปไม่ได้)




    สรุปว่าได้ไปไหนมั่งวะ...















    จุดแรกที่เรามาคือ Cape Point เป็นจุดที่อยู่ปลายสุดทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดชุมวิวคือประภาคารที่จะต้องเดินขึ้นไป แต่สำหรับคนที่เดินไม่ไหวก็มีรถรางรับส่งนะจ๊ะ เสียเงินอีกตามเคยนั่นแหละ ชื่อเท่มากคือ The Flying Duchman Funicular














    เห็นป้ายข้างๆมั๊ย ที่เขียนว่า Baboons are dangerous.... นั่นน่ะ บาบูในที่นี้ไม่ใช่ลิงแบบในเรื่องไลออนคิงนะ แต่เป็นนกบาบูนต่างหาก หน้าตาเป็นยังไงไม่รู้เพราะไม่เจอ (โชคดีแล้ว) เนื่องจากลมแรงม๊ากกกกกกกกกกกก










    ประภาคารไกลลิบนั่นคือจุดหมายปลายทางของเราที่เฝ้าเดิน












    ระหว่างทางก็ชมวิวไปเรื่อยๆแก้เหนื่อย
    โปรดสังเกตต้นไม้ที่ลู่ไปตามแรงลม















    หอบแหกๆไต่ตามทางขึ้นมาประมาณสิบนาทีก็ถึงแล้วจ้ะ ฮูเร่















    เหมือนเป็นกิมมิกว่าทุกที่ต้องมีสิ่งนี้ยังไงก็ไม่รู้แหะ















    และนี่ก็คือ Cape Point







    ถ่ายมาซะเอียงเชียว...
    สายตาเอียงแล้วอะ เห็นใจเราหน่อย



























    และนี่คือวิวจากอีกฟากนึงที่เห็น Cape of Good Hope!





















    อาห์..... ฟิน...









    เราเดินต๊อกแตกลงจากประภาคาร โดดขึ้นรถ และไปต่อกันที่ Cape of Good Hope 


    ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่เพราะคนส่วนใหญ่(รวมถึงเราด้วย) มักจะคิดว่าที่นี่เป็นจุดที่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกมาบรรจบกัน เป็นจุดปลายสุดของทวีปแอฟริกา โอ้โห ยิ่งใหญ่มากกกกก


    ชีวิตนี้ได้มาเห็นแล้วถือเป็นบุญ
    เกิดมาแล้วชีวิตคุ้มค่า


    อาห์...





    แต่ผิดค่ะ!




    มาลิกได้เปิดเผยความจริงที่ลบล้างความฝันของทุกคนว่าจะไปยืนอยู่ที่จุดใต้สุดของทวีปนี้ ความจริงแล้วจุดใต้สุดของทวีปแอฟริกาคือ แหลมอะกะลัส ที่ห่างจากที่นี่ไปอีก 150 กิโลเมตรต่างหาก


    หมดกันความฟิน










    ถึงแล้วก็ช็อกกับจำนวนมนุษย์มหาศาล
    ทั้งทัวร์จีน ทัวร์ไทย ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์ฝรั่ง














    คนเยอะจนต้องถ่ายคนแล้วอะ คือถ่ายไปยังไงก็ติดคน โอ้ยยยยย


















    ชักภาพเป็นที่ระทึกว่ามาถึงแล้วจ้ะ


    Cape of Good Hope
    The Most South-Western Point of the African continent



    ซึ่งกว่าจะได้ภาพนี้มานั้นยากลำบากมากเพราะมนุษย์ยั้วเยี้ยเหลือเกิน แทรกได้แทรก ถ่ายได้ถ่าย
    วุ่นวายมากที่สุดในโลกหล้า แถมด้วยลมมมมมม พัดตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ก้ำภูกระดึง เขตเมืองเลยมากๆ (สังเกตจากผมที่กระจุยกระจาย - นี่ไปเปิดเพลงแล้วนับเลยนะว่ามีกี่ตึ้ง)
















    ได้มาแล้วเด้อ ขอให้ชีวิตดีมีความหวังเหมือนชื่อแหลมเถิด เพี้ยง




















  • ไปกันต่อที่ Simon's Town ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไร โดยเป้าหมายของเราคือการไปดูเพนกวิน ที่ Boulders Beach จ้ะ ใช่แล้ว! ที่แอฟริกาใต้มีเพนกวินนะเธ๊อออออ ไม่ได้มีแค่ที่ขั้วโลกนะจ๊ะ :)








    ถึงแล้ววววววววววว














    จะเป็นทางเดินไปที่ชายหาด ลมแรงเหมือนเคย พัดเอาทรายตีเข้าหน้าเข้าปากอย่างรุนแรง































    ถอดหน้าหน้ากากครับ!

    หน้ากากเพนกวินแอฟริกันนนนนนนน!!!






    ตะมุตะมิกว่าหน้ากากทุเรียนพี่ทอม Room 39 ก็เพนกวินนี่แหละจ้ะ









    พอเดินเข้าไปที่หาดก็เจอกับ นี่ นี่ นี่ และนี่!














    น่าย้ากกกกกกก เต็มไปหมดเลยยยย
    อยากอุ้มเอากลับไปใส่ตู้เย็นที่บ้าน









    บางตัวก็นอนเฉยๆ บางตัวก็เดินต๊อกแต๊ก มีที่กระโดดลงน้ำด้วย















    เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงเกมตีตัวตุ่นในตู้เกมแถวๆโรงหนังอะ อยากเอาไรฟาดๆๆๆๆๆให้จมดิน
    หมั่นเขี้ยวมาก หึ่ยยยยยยย

    ไม่ได้โหดร้ายนะแต่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันออกมาว่า
    สิ่งที่น่ารักทำให้เราเกิดความรู้สึก agressive อยากบีบ ขยี้ ขยำเพราะว่ามันน่ารักนุ่มฟูวววววววว♡











    โง้ยยยย น่าย้ากกกกกกกกกกกกกกก














    และก็มีลืมโปรเจ็กถ่ายรูปกับสิ่งมีชีวิตรอบโลก



    หวัดดีเจ้าพวกกวิ้น เรามาอย่างเป็นมิตรนะ
    และจริงๆมีคลิปเพนกวินด้วย ตามไปดูได้ในเพจนะจ๊ะ ไม่ได้อัพลงยูทูปเลยแปะลิ้งไม่ได้ แง้
    --> จิ้มเลยพวกเธอ น่ารักนะ อิ๊











    หลังจากที่กรี๊ดกร๊าดกับเหล่าเพนกวินแล้วก็ถึงเวลากลับค่ะ ไปแวะเดินดูของที่ตลาดนิดๆหน่อยๆ
    พบว่าแพงมากกกก บาย ไม่สู้ สิ่งเหล่านี้สามารถหาได้ที่เจเจบ้านเรา แล้วค่อยไปแอ๊บบอกคนนู้นคนนี้ก็ได้ว่าซื้อมาจากแอฟริกาใต้....



    แต่ที่สนใจคือพวกงานฝีมือต่างๆ เช่นพวกไม้แกะสลัก ซึ่งราคาสูงมากค่าาาาาา หนูขอบาย
    ได้แค่ที่ติดตู้เย็นเล็กๆมาหนึ่งอัน









    พอกลับไปถึงโรงแรมก็ต้องรีบนอน ซึ่งก็งีบไปได้แค่ประมาณ 15 นาทีเท่านั้นแหละ โอ้ย หงิดใจเหลือเกินเพราะไฟล์ทขากลับก็ 9 ชั่วโมง เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร คิดแล้วก็สงสารร่างกายเหลือเกิน ฮืออออ สุขภาพเริ่มย่ำแย่ กินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา วนลูปทบกันไปเรื่อยๆแหละหนา...






    แต่ในที่สุดก็ซัดกาแฟ พยายามทำตัวให้ตื่น จิบชา กินขนม และแลนด์ถึงดูไบได้อย่างปลอดภัยไม่แอบหลับสับปงกบนจั๊มพ์ซีทตอนแลนด์ดิ้ง ฮือ





    ลากันไปด้วยภาพนี้จ้ะ






    ด้วยรัก...จากมหาสมุทรแอตแลนติก




    ป.ล. หลังจากนั้นเราก็ได้พักสองวันและถูกส่งไปบินแขกข้ามคืนที่ลาออร์ ปากีสถาน กลับมายังไม่ทันหายเหนื่อยรุ่งขึ้นก็โดนไปธากา บังกลาเทศ เหนื่อยเหลือเกินนนนน กลับมาก็สลบสไลไม่ได้สติไปหนึ่งวันเต็มๆเพราะร่างกายเหวี่ยงมาก วันนี้ตื่นแต่เช้า เพิ่งจะมีสติสัมปะชัญญะครบถ้วน กินอิ่ม นอนอุ่น และพรุ่งนี้ก็ได้พักอีกวันนึงก็เตรียมตัวแสตนบายต่อค่ะ เฮ้ออออ เมื่อไรจะหมดเดือนมีนาซะที รู้สึกระทมอยู่ในอุรา แก้วกานดาฉันรอเดือนเมษาอย่างเดียววววววววว






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in