from the desert, with loveployapha.j
โอ๊คแลนด์กับหลุมลึกที่เกิดจากภูเขาไฟไม่ใช่เพราะดาวตก
  • 29 November 2016











    SEP Recurrent - เพราะชีวิตนี้ไม่ได้มีแค่ Chicken or Beef นะจ๊ะ

    หลังจากที่เราไปเที่ยวจอร์แดนมาเราก็บินแต่กรุงเทพตลอด ประหนึ่งว่าเราย้ายจากเบสดูไบไปเป็นเบสกรุงเทพแล้วเรียบร้อย เหมือนมีบ้านที่ดูไบเอาไว้เก็บของเฉยๆเสียอย่างนั้นเลยไม่ค่อยได้มีอะไรมาเล่าเท่าไรนัก


    และเมื่อตารางบินออกก็ตึ่งงงง เดือนนี้มีสอบ SEP ว่ะ...



    การสอบ SEP คือการสอบประจำปีเพื่อทบทวนความรู้ของเหล่าแอร์ตัวน้อยๆในเรื่องของ Safety and Security และ Medical ต่างๆ เราต้องสอบข้อสอบช้อยส์ที่จิ้มเอาในคอม นั่งท่อง Equipment ในเครื่อง รวมถึงเข้าไปเริงร่าในเครื่อง Simulator ในการสอบปฎิบัติ


    เพราะหน้าที่ของพนักงานต้อนรับในเครื่องบินไม่ใช่การยิ้มสวยๆยืนอยู่ในเคบินและโดนเหน็บแนมในกระทู้พันทิปว่าทำไมแอร์ถึงไม่ช่วยยกกระเป๋าเลย(ไปแซะเขาทำไม ว้าย นิสัยไม่ดี) เสิร์ฟอาหารและถามผู้โดยสารว่าจะรับไก่หรือเนื้อ รับชาหรือกาแฟดีคะ แต่เป็นการ ดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยานเพื่อที่จะพาผู้โดยสารทุกท่านเดินทางไปยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย


    เราต้องผ่านการเทรนมากมายและสอบเพื่อทบทวนความรู้ดังกล่าว เตรียมตัวให้พร้อมเสมอกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเราอยู่บนกล่องเหล็กที่ลอยอยู่บนอากาศที่ระดับความสูง 40,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลยังไงล่ะ!





    การสอบผ่านไปด้วยดีแลกกับอาการปวดหัวจี๊ดที่ด้านขวาข้างเดียว ตอนแรกคิดว่าเป็นไมเกรนซะแล้ว แต่สรุปคือเส้นประสาทที่คออักเสบ เลยปวดลามไปถึงสมอง อ้าวววว ช็อคแดก บินมาครบปีเริ่มพังไปทีละอย่างสองอย่างแล้วอะ










    Istanbul - Turnaround

    หลังจากสอบเสร็จก็มีไฟล์ทกรุงเทพ(อีกแล้วของอีกแล้ว) และมีแค่ไฟล์ทเดียวที่ไปบินเทิร์นคืออิสตันบูล ซึ่งเป็นหนึ่งในไฟล์ทที่ได้รับการกล่าวขานเรื่องความยาว ความนาน และความร่างพัง เพราะเป็นไฟล์ทเทิร์นที่ไป 5 ชั่วโมง กลับ 5 ชั่วโมง

    โห...บินแบบนี้เพิ่มอีกชั่วโมงนึงก็ถึงกรุงเทพแล้วว้อยยยย เปลี่ยนให้เป็น Layover ก็ไม่ได้ด้วย สะเทือนใจสุด


    ก่อนทำไฟล์ทนี้ก็งอแงมาก หัวก็ปวด คอก็ปวด อยากหยุด อยากลาป่วยและนอนเฉยๆอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปว่าเรายอมจ่ายเงินถีบเอาไฟล์ทเจดดาห์ออก ยื่นลาไม่ทำไฟล์ทไทเปเพราะกลัวอ่านหนังสือไม่ทัน เชี่ย...รายรับหด รายจ่ายเพิ่ม เออ... ไปบินก็ได้วะ ฮึบไว้เพื่อเงิน


    เดชะบุญที่ไฟล์ทไม่ได้ยุ่งมากมากมากมากมากขนาดนั้นและลูกเรือดีงาม คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเนื่องนิตย์เลยอยู่รอดปลอดภัยมาได้ ไม่ตายแค่สลบ เย๊








    BNE - AKL - SYD - BKK ไฟล์ทยาวกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

    ความโหดเหี้ยมที่แท้จริงมันอยู่ที่ตรงนี้ต่างหากล่ะเฟ้ยยย กับไฟล์ทบริสเบน - โอ๊คแลนด์ - ซิดนีย์ - กรุงเทพ ที่เราจะวาร์ปหายไปจากดูไบถึง 7 วัน


    เดิมทีไฟล์ทนี้เป็น กรุงเทพ - ซิดนีย์ - ไครสต์เชิร์ช (เทิร์น) - ซิดนีย์ (ค้างซิดนีย์สองคืน โคตรดี) - กรุงเทพ ซึ่งแพทเทิร์นนี้ดีงาม เราอยากบิน อยู่กรุงเทพ 2 คืน อยู่ซิดนีย์รวมกัน 3 คืน ประเสริฐ!


    แต่ทว่าคนคิดไม่ได้มาบินกับเราด้วยไงล่ะ อยู่ๆก็ตู้ม เปลี่ยนเฉ๊ยแบบไม่เคยมาปรึกษาหารือกันก่อน คิดแพทเทิร์นบินขึ้นมาใหม่ ลูกกระจ๊อกอย่างเราก็ต้องบินไปตามนั้นแหละ เฮ้อ...






    ไฟล์ทยาวๆอย่างนี้ต้องภาวนาไว้เลยว่าขอให้เจอลูกเรือดีๆ เจอซีเนียร์ดีๆ เพอเซอร์ประเสริฐ เพราะเราจะต้องติดอยู่กับมนุษย์เหล่านี้ไป 7 วัน ถ้าเจอคนแย่ๆนี่คือนรกดีๆนี่เอง หนีไปไหนไม่ได้ ต้องอด ต้องทน ต้องกล้ำกลืน เดชะบุญที่ฟ้าประทาน พี่วิกกี้ รุ่นพี่คนไทยในเฟิร์สคลาสที่เราบังเอิญไปเจอกันตอนที่เรานั่งสายการบินแห่งชาติกลับบ้านเนื่องจากตกเครื่องแล้วตกเครื่องอีกเพราะคนเต็มจากสายการบินตัวเอง เลยติดต่อกันเรื่อยมาจากนั้น

    นอกจากพี่วิกกี้แล้วก็ยังมี พี่นีล เคบินซุปหนุ่มรูปงามที่พูดไทยได้คล่องจนตกใจเลยถามว่าทำไมพูดไทยเก่งจัง สิ่งที่พี่นีลตอบคือ... "อ้อ พี่มีผัวเป็นคนไทยค่ะ" โอเค จบ รู้เรื่องงงงงงง เลยเล่นตลก เม้ามอย ลั่นกันเป็นภาษาไทยตลอดเวลา ครื้นเครงไปอี๊กกกกกก


    ลูกเรือและซีเนียร์คนอื่นก็น่ารักทุกเคบินเลย สนินสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี เพอร์เซอร์ก็น่ารัก ตลก ใจดี และขี้โม้มาก เป็นบรรยากาศการทำงานที่เราชอบ เอนจอยเวิร์คกิ้ง














  • 1st stop: Brisbane, Australia

    -6 hours from DXB



    เราบินวืดเดียว 14 ชั่วโมงจากดูไบถึงบริสเบน โชคดีที่ได้ทำงานกับพี่นีลพอดีเลยเฮฮากันไป เราได้ไปเบรกพักใน CRC เป็นกลุ่มแรก นอนอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็น 2 ชั่วโมงที่ทรมานมาก ร้อน หายใจไม่ออก แต่ก็หลับนะ เพราะเหนื่อยเหลือเกิน


    ออกมาถึงได้รู้ว่า เอ๋าาาา แอร์ใน CRC เสียเว้ย แล้วคนที่ได้ไปพักกลุ่มที่สองและสามนั้นได้ไปนอนที่บิสเนสคลาส กรี๊ดมาก สะเทือนใจสุดดดดดด





    เรามาถึงบริสเบนช่วงเที่ยงๆ ถึงห้องปุ๊บก็นอนเพราะร่างแหลกเหลือเกิน ใครชวนไปกินข้าวที่ไหนไม่ไปทั้งนั้น บายจ้ะ หลับยาวจนถึงบ่ายสาม เดินไปหาของกินแถวๆโรงแรม เดินดูของรอบๆแล้วก็กลับมานอนต่อจนถึงสามทุ่ม ตื่นมาซื้อเบอร์เกอร์และนั่งเล่นดูไฟคริสมาสต์





    ไม่มีใครในเมืองนี้รู้จักเรา





    อยู่ๆก็เกิดความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวระหว่างที่นั่งเล็มเฟรนฟรายอยู่ตรงม้านั่งใน Queen Street มันเป็นความรู้สึึกเหงาๆอย่างบอกไม่ถูกแหะ อ้างว้างแบบอธิบายไม่ได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะไฟที่กระพริบวิ๊บวับอยู่ตรงต้นไม้ก็ได้ จริงๆแล้วอาชีพนี้อาจจะเป็นอาชีพหนึ่งที่เหงาที่สุดก็ได้นะ












    2nd stop: Auckland, New Zealand

    -9 hours from DXB



    Kia Ora Auckland! เปลี่ยนไทม์โซนอีกแล้วจ้า บวกเพิ่มไปอีก 9 ชั่วโมงจากดูไบ โห... ร่างกายแหลกมากเพราะ Jet Lag เริ่มโจมตี จริงๆก็ตั้งแต่เมื่อวานที่ห่างกัน 6 ชั่วโมงแล้ว บินมาออสทีไรเราปรับไม่ได้ทุกทีเลย ยิ่งข้ามมานิวซีแลนด์ยิ่งแล้วใหญ่เลย





    วิวจากหน้าต่างห้องนอน เอาลง My Story ใน IG ปิดม่านและไม่เปิดอีกเลย ฮาาาา






    เรามาถึงโอ๊คแลนด์ประมาณสี่โมงเย็น ถึงโรงแรมก็ห้าโมงนิดๆ หิวมากกกกก หิวจนตาลายเพราะกินแค่ขนมปังง่อยๆบนเครื่องไปแค่ชิ้นเดียวเพราะไฟล์ทยุ่งมากกกกกกกกก พี่นีลเลยชวนไปกินอาหารเกาหลีกัน เนื้อย่างเท่านั้นที่จะเยียวยาพวกเราได้ ฮูเร่




    เรามากันที่ร้าน Faro Korean Grill สั่งทั้งเนื้อย่าง ไก่เกาหลี ซุปกิมจิ บิบิมบับ เรียกได้ว่าจัดเต็มแบบไม่แคร์ค่า allowance ที่ได้เลย กินเสร็จก็เม้ามอยเรื่องฟงเรื่องแฟน พี่นีลจะลาออกแล้ว กลับไปอังกฤษ แต่งงาน (กรี๊ดดด) ส่วนเรากับพี่วิกกี้ก็ทำงานเก็บเงินอยู่ที่นี่กันต่อไปปปปป





    สามสาวไทยในโอ๊คแลนด์นะคะ♡








    วันรุ่งขึ้นเรากับพี่วิกกี้ตื่นแต่เช้าไปขึ้นบัส มีความตั้งใจว่าจะไปเดินขึ้นเขา ไป Mount Eden กัน ไปตามรอย Your Name กับหลุมที่เกิดจากภูเขาไฟ ไม่ใช่เกิดจากอุกกาบาต



    ยามเช้าอากาศเย็นนิดหน่อยและลมค่อนข้างแรง กว่าจะเดินขึ้นเนินมาก็หอบแฮ่กๆ รู้ตัวเลยว่าต้องไปออกกำลังกายกันแล้วแหละ เหนื่อยง่ายเกิ๊น ส่วนวิวบนเขานั้นก็คุ้มค่า :)

















    ความขจีที่หาได้ยากยิ่งในเมืองทะเลทราย



























    มิซุบิคือไฟล์ทยาว ไฟล์ทยาวคือมิซุบิ

    เออ มันเป็นหลุมลงไปเลยแหละ แม้ว่าจะไม่ใหญ่มากแบบในอนิเม
    แต่ถ้ามาในตอนเย็นๆพระอาทิตย์จะตกละก็...ใช่เลย!










    เห็นเกาะที่เหมือนภูเขาตรงนั้นมั๊ย ถ้ารอบหน้าได้มาอีกจะไปแหละ
    จริงๆอยากหยุดซักเดือนนึงแล้วไปเที่ยวให้ทั่วนิวซีแลนด์เล้ย








    เราเดินถ่ายรูปกุ๊งกิ๊งกับพี่วิกกี้ซักพัก พอท้องเริ่มร้องก็เดินลงจากเขา ขึ้นบัสเข้าตัวเมืองไปหาของกิน! กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เดี๋ยวต้องทำไฟล์ทไปซิดนีย์ เราต้องสู้ อาหารเท่านั้นที่จะเพิ่มพลังกายและใจ และการกิน Clam Chowder และหอยแมลงภู่อบคือคำตอบบบบบบ



    ร้าน Occidental เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ ตั้งอยู่แถวๆถนนเส้นหลักของโอ๊คแลนด์ เราเห็นเพื่อนๆคนอื่นมากินหอยนางรมกันที่นี่ เช็คอินถ่ายรูปลงไอจีกันมากมาย เฮ้ย ต้องมา ต้องลอง!


    แต่ด้วยความที่เรามาตอนสายๆและมีไฟล์ทบินต่อเลยไม่ได้สั่งหอยนางรม เราสั่งตามพี่วิกกี้คือ Clam Chowder และสั่งหอยแมลงภู่อบ 1 กิโลมาแบ่งกัน







    ละมุนละไมเหลือเกิน ซุปร้อนๆในวันที่อากาศเย็นและเหนื่อยจากการเดินขึ้นลงเขา
    รสสัมผัสช่างเนียนละเมียด โอ้ยพีค เห็นรูปตอนนี้ก็อยากกินอีก
    ฮืออออ ยอมร่างพังเพราะ Jet Lag เพื่อจะไปกินนนนน









    หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่แท้จริงงงงงงง
    อวบอึ๋มนุ่มหนึบหนับมาก

    อบกับซอสอะไรไม่รู้ ลืมแล้ว พี่วิกกี้สั่งจ้ะ









    เสิร์ฟคู่กับเฟรนฟรายร้อนๆ จิ้มมายองเนส
    อาห์... ปริ่มไปทั่วร่างจนถึงจิตวิญญาณ เติมเต็มความสุขทั้งกายหยาบและกายละเอียด








    กินเสร็จสรรพเรียบร้อยก็กลับไปโรงแรม งีบจึ๋งนึงก็ต้องตื่นมาทำไฟล์ทไปซิดนีย์ที่วุ่นวายเหลือเกินอีกแล้วครับท่าน แจกถาดให้ว่อง เสิร์ฟชากาแฟให้ไว เก็บถาดด่วนจี๋ และแลนด์ดิ้งถึงซิดนีย์โดยสวัสดิภาพ











  • 3rd stop: Sydney, Australia

    -6 hours from DXB



    เรามาถึงซิดนีย์ประมาณหกโมงนิดๆ รอบนี้เราไม่ได้พักในตัวเมือง นอนที่ Airport Hotel แทนซึ่งทุกคนต่างก็เซ็งไปตามๆกัน ซิดนีย์รอบนี้จึงไม่มีโอเปร่าเฮ้าส์ และถึงแม้ว่าจะอยากเข้าเมืองเพียงใด ทุกคนตายค่ะ สลบกันหมด เพราะสาหัสมากกับการเปลี่ยนเวลากิน เวลานอน


    พอมาถึงปุ๊บ คนที่ยังไหวและมีสติอยู่ก็ลงมากินข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารข้างล่าง เฮฮาร่าเริงกันดี เราสั่งสเต็กจานใหญ่เลยเพราะหิวสุดๆ พร้อมเบียร์หนึ่งแก้ว เล่นตลก คุยกันหลายเรื่อง ถ่าย Mannequin Challenge เล่นกันด้วย และคิดว่าจะไปถ่ายบนเครื่องเพราะเห็นคลิปของสายการบินบ้านใกล้เรือนเคียงถ่ายกัน แต่โดนเพอร์เซอร์เบรกซะก่อน



    เราไปนอนตอนเที่ยงคืนและตื่นอีกทีตอน wake up call วันรุ่งขึ้น นอนนานเหมือนตายไปเลยจ้า ข้าวปลาอาหารคืออะไรไม่ได้กินทั้งนั้นแหละ เก้าชั่วโมงจากซิดนีย์ไปกรุงเทพต้องรอดดดดดดด!







    4th stop: Bangkok, Thailand

    -3 hours from DXB



    ไฟล์ทเก้าชั่วโมงจากซิดนีย์มากรุงเทพแบบไม่มีพักเบรกเป็นอะไรที่เชี่ยมาก จริงๆก็มีแหละนะคือ 45 นาที นั่งพักที่ที่นั่ง Crew Rest ท้ายเครื่องแต่ห้ามหลับ ห้ามดูหนัง ลืมตาย หายใจ เม้าได้เบาๆเพียงเท่านั้น โอ้ยยยย ทรมานกับการถ่างตาเหลือเกิ๊นนน ทุกคนเลยพยายามทำทุกวิถีทางที่จะตื่นอยู่ อย่างเราก็กินกาแฟ จิบชาจากเซาท์แอฟริกาที่ซีเนียร์เอามาแจกจ่ายให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ขึ้นไปเม้ากับพี่วิกกี้บนเฟิร์สคลาส เอาสเปรย์น้ำแร่ไล่ฉีดหน้าเพื่อนทุกคน แกล้งเอาน้ำแข็งหยอดเสื้อ เล่นเกมบิงโก และระหว่างที่ทุกคนนั่งกินขนมกันอยู่นั้น ข้าพเจ้าในฐานะ Language Speaker รับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษา จัดการเรื่อง Medical Case อยู่หลังเครื่องค่ะ ตื่นเลยทีเดียว เย้!

    พวกเราแลนดิ้งที่สุวรรณภูมิตอนตีหนึ่งตามเวลาประเทศไทย ทุกคนกลายร่างเป็นซอมบี้ มาแต่ตัวและไร้จิตวิญญาณ สติล่องลอยไปหมดแล้ว ขึ้นบัสปุ๊บ หลับกันหมด เงียบกันทั้งคันรถจ้า


    พอถึงห้องพักที่โรงแรม เราอาบน้ำ และนอนยาว ตื่นมาตอนบ่ายสาม ออกไปกินข้าวที่ Luka Cafe ตรงถนนปั้นกับคนไกลตัวแต่ใกล้ใจซึ่งตอนนี้ได้มาใกล้กันแล้ว (คริคริคริ) กลับไปนอนต่อจนถึงทุ่มนึง เดินไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยใกล้ๆโรงแรม กลับมาปิดตาได้พักนึงก็ตื่นไปบิน


    จุดนั้นคือร่างแหลกมากมากมากมากมาก การบินติดกันเจ็ดวันมันทรมานร่างเหลือเกินคุณเอ๊ยยยย





    Last Sector: Dubai, United Arab Emirates

    มันควรจะเป็นไฟล์ท 6 ชั่วโมงที่สบายๆ ทำแค่เซอร์วิสเดียวแล้วก็นั่งชิว แต่เปล่าเลย มันเป็นไฟล์ทที่รวมความฉิบหายวายปวงทั้งหมดทั้งมวลเข้าด้วยกัน


    สิ่งที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือสเตตัสเฟสบุ๊คของข้าพเจ้า ขณะที่นั่งจิ้มมือถือในไฟล์ทกลับกรุงเทพหลังจากจบไฟล์ทยาวนี้






    รีวิวความชีวิตเชี่ย(เหี้ย)ของข้าพเจ้า

    BNE-AKL-SYD-BKK
    05/12/2016

    BKK-DXB


    1. ทำ Duty Free คอมพังเลยต้องกรอกและนับสต็อกแบบแมนนวลทุกอย่าง อีลูกเรือคนก่อนไม่ได้ทิ้ง closing stock ไว้ให้ เหลือเพียงกระดาษเปล่าๆไว้ดูต่างหน้า เชี่ยมาก ต้องนับแบบชิ้นต่อชิ้น ส่องดูรหัสสินค้าแต่ละอย่าง


    2. จากข้อ 1. ต้องนั่งเขียนรีพอร์ตอธิบายอีกว่าเกิดอะไรยังไงขึ้นหนึ่งสองสามสี่ ยาวสาสสส เพื่อไม่ให้ตัวเองโดนด่า cover my ass ไว้ก่อนเป็นยอดดี


    3. ระหว่างที่กำลังงงงวยนับสต็อกอยู่นั้น แม่งเกิดดราม่าใหญ่บึ้มอลังการงานสร้างเล่นใหญ่ยิ่งกว่าละครเวทีของคุณบอยบนเครื่องระหว่างลูกเรือกันเองและลูกเรือกับกัปตัน ก็ไปรู้เรื่องทันกับเขาด้วยเว้ย เก่งมาก ยอมใจตัวเอง ไม่ได้เป็นคนขี้เสือกนะ แต่เป็นคนใส่ใจในความเป็นไปของผู้อื่น


    4. ไฟล์ททริปนี้คือไฟล์ทอีฉิบหาย ยาวสัส สิริรวมเวลาบินคือประมาณ 35 ชั่วโมง หายตัวจากดูไบไปตั้งแต่วันที่ 29 กลับมาอีกทีวันที่ 5 คือโคตรนาน


    5. จากข้อ 4. นานอย่างเดียวไม่ว่า ต้องบินติดกันทุกวันเลยค่ะ 🌸🌸🌸 แถมเปลี่ยนไทม์โซนทุกวันด้วย โอ้โหอีเชี่ยเอ๊ย ร่างแหลก อีคนคิดแม่งไม่ได้มาบินด้วยไง ดวก


    6. เดชะบุญที่ sector สุดท้ายคือ BKK-DXB เวลาบิน 6.10 ชั่วโมง เฮ้ยจิ๊บๆว่ะ สบาย รอดชัวร์ โอ้โห จงกลับไปอ่านตั้งแต่ข้อ 1. ใหม่


    7. ความพีคคือจะถึงดูไบแล้ว อีก 15 นาทีแลนด์ ดูไบเกิดหมอกลงจัดมากจนมองไม่เห็นอะไรเลย กัปตันเลยเอาเครื่องลงไม่ได้ อีชั่ววววววววววว


    8. บินวนไปสิมึง บินวนไป จากที่จะแลนด์สวยๆตอนหกโมง นู้นนนนน ออกจากเครื่องแปดโมงครึ่ง ทรมานร่างสัส ทุกคนแบบกูจะตายแล้วววววว


    9. ชีวิตจะไม่ยากเลยถ้าแค่กลับบ้านไปนอน แต่! ชีวิตของข้าพเจ้าไม่เคยมีคำว่าง่าย แม่งมีลีฟต่อไง ต้องรีบสุดชีวิตกลับบ้านเอากระเป๋าและมาสนามบิน


    10. ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคร้ายที่มากกว่า มาถึงบ้านปุ๊บ ต่อเน็ตปั๊บ เมลเด้งว่าไฟล์ทที่จองไปฮ่องกงกับฮ่องกงแอร์ไลน์โดนยกเลิก อ้าวอีซ๊าดดดด


    11. โอ้ยเหมือนโลกถล่ม ไม่เป็นไรเรายังใจเย็น รดน้ำต้นไม้ก่อนโว้ย หันไปก็อ้าววววว อยู่เย็น(ชื่อต้นไม้) ใบเหลืองอ๋อยเลยอีเชี่ย รูมเมทผู้น่ารักไม่ได้รดน้ำต้นไม้ให้จ้า ฮือ


    12. รีบรดน้ำให้อยู่เย็นกับชื่นใจ (เป็นสุขตายไปแล้วเมื่อเดือนก่อน) รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดไปไปขึ้นเครื่องเลยให้คนที่ไทยตามเรื่องตั๋วให้ ปรากฎว่าทุกอย่างปิดครับ วันพ่อ ตามอะไรไม่ได้เลย เอ๋าาาาาา


    13. พาร่างที่แหลกฉิบหายมาสนามบิน เช็คอินขึ้นเครื่อง เออ ดีเลย์อีกชั่วโมงนึงเพราะหมอก ตอนนั้นคือช่างแม่งแล้วทุกสิ่ง จะนอนนนนนนนนน


    14. ตอนที่นั่งจิ้มสเตตัสนี้คือกำลังซดมาม่าที่เพิ่งขอลูกเรือมาเพราะหลับยาวไม่ได้กินข้าว จิบน้ำสับปะรด ฟัง Awesome Mix Vol.1 จากเรื่อง Guardians of the Galaxy เออ...ช่างแม่งเหอความพังทั้งหลายและโยกหัวไปกับเพลง Sprit in the Sky เดี๋ยวค่อยไปสู้กับทุกอย่างใหม่ละกันโว้ย





    นี่คือสภาพหลังแลนด์ สาบานได้ว่าพี่เสื้อสะท้อนแสงนั้นอยู่ห่างไปไม่ถึงหนึี่งเมตร
    คือมองไม่เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่เพราะกล้องมัวแต่อย่างใด








    ได้ข่าวมาว่าเมื่อวานแย่กว่านี้อีกจ้า ต้องเอาเครื่องไปลงที่อาบูดาบีกับโอมานกันด้วยแหละ












    จบลงแล้วกับไฟล์ทยาวและการอัพเดตชีวิตในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นธันวาคม
    แล้วพบกันใหม่ไฟล์ทหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีฮ้าาาาาาา




    ด้วยรัก...จากดูไบดู ดูไบดู ดูไม่เสียตังงงงงงงงค์





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in