from the desert, with loveployapha.j
on my way back home - ระหว่างทางกลับบ้าน






  • 1 | บางส่วนในใจเรา เว้าแหว่งไปพร้อมกับการจากลา
    9 September 2020

    (เนื้อความส่วนนี้คัดลอกมาจากสเตตัสในเพจด้วยรักจากทะเลทราย)



    " มีพบ ก็ต้องมีจาก "

    สิ่งนี้เป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทั้งนั้น การที่เราได้พบและทำความรู้จักกับใครสักคนหนึ่ง ได้แบ่งปันเรื่องราวและสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันเป็นเรื่องที่น่ายินดี

    แต่ตามกฎความเป็นไปของธรรมชาติที่ทุกอย่างไม่มีความยั่งยืน ใดๆ ในโลกนี้ล้วนอนิจจัง ฉะนั้นการจากลาจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    ทว่า ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจและยอมรับโดยดุษฎีว่าความเป็นไปของโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง เราไม่สามารถทำใจให้ชินกับความเป็นไปดังกล่าวไม่ได้อยู่ดี



    หากจะพูดเล่าถึงเรื่องของการพบ

    การพบกันของพวกเรานั้นเริ่มมาจากการที่มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน และพยายามจนกระทั่งสามารถทำตามความตั้งใจดังกล่าวให้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมา แม้จะต้องแลกกับการย้ายออกมาอยู่ไกลบ้าน โบกมือลาครอบครัวและคนรักเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

    การพบกันของพวกเราคือการลงมือเขียนบันทึกบทใหม่ของชีวิตที่มีครบทุกรสชาติ เราผ่านร้อน ผ่านหนาว ร่วมวันที่สุขและปลอบโยนกันในวันที่ทุกข์ จากทุกเหตุการณ์ที่เราประสบพบเจอและฟันฝ่าด้วยกันมาตลอดหลายปีช่วยบ่มเพาะให้เมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพเจริญงอกงาม และค่อยๆเปลี่ยนจากคนที่รู้จักกันผ่านๆ ให้กลายมาเป็นเพื่อนที่ดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว

    สำหรับเราแล้ว สิ่งที่ทำให้เมืองทะเลทรายกลายเป็นบ้านก็เพราะเพื่อนๆ เหล่านี้ ดังนั้นเพื่อนทุกคนจึงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าและการที่เราได้มารู้จักกันนั้นเป็นคำอวยพรอันแสนวิเศษของชีวิต



    และหากจะกล่าวถึงเรื่องของการจาก

    เรารู้ดีว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พวกเราทุกคนต่างต้องแยกย้ายกันไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทว่าการจากลานั้นมาเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้และเกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่ได้ทันตั้งตัวเตรียมใจ เนื่องจากสถานการณ์โลกที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราทุกๆ คนทำให้นาฬิกานับถอยหลังเดินเร่งคืนและวันให้มาถึงไวยิ่งขึ้นกว่าเดิม


    วันนี้ นาฬิกานับถอยหลังได้เดินมาจนถึงวันสุดท้าย


    วันที่เราต้องโบกมือร่ำลากันเพื่อออกเดินทางไปเริ่มต้นเขียนบันทึกบทใหม่ของชีวิตอีกครั้ง บ้างก็ได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว บ้างก็ได้มีโอกาสสร้างครอบครัวอย่างจริงจังเสียทีหลังจากรอคอยมานาน บ้างก็ได้กลับไปทำตามความฝันเรื่องใหม่ที่ตั้งใจมานานแล้ว



    เราตื่นเต้นกับเส้นทางชีวิตในรูปแบบใหม่ของทุกคน และพร้อมเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนให้อยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ในฐานะของคนที่ไปส่ง เราอดที่จะใจหายไม่ได้ คล้ายว่าบางส่วนในใจเราถูกตัดให้เว้าแหว่งไปพร้อมกับตอนที่กอดลา ถึงแม้รู้ว่าจะได้พบกันอีกในไม่ช้า ก็ไม่ได้ทำให้ก้อนประหลาดที่จุกตรงกลางอกนั้นหายไป


    เพราะนับตั้งแต่วันนี้ ความรู้สึกที่เรามีต่อเมืองทะเลทรายจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


    แต่นั่นล่ะ มีพบก็ต้องมีพราก มีจาก ก็ต้องมีเจอแล้วเราจะพบกันใหม่ และเมื่อถึงตอนนั้นเรามั่นใจว่าพวกเราทุกๆ คนจะเดินทางถึงที่หมายปลายทางในชีวิตตามที่คิดฝันไว้โดยสวัสดิภาพ เชื่อได้เลยว่าแต่ละคนจะมีเรื่องราวสนุกๆ ระหว่างทางมาเล่าสู่กันฟังอย่างแน่นอน























  • 2 | Lights will guide you home
    sometime in mid September 2020



    นับเป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่เรานั่งทอดสายตาผ่านกระจกห้องนอนที่เขรอะไปด้วยฝุ่นทรายไปยังเส้นขอบฟ้า และขณะที่มองพระอาทิตย์ค่อยๆ ทอแสงอ่อนลงเป็นสีส้มระเรือนั้น เราพยายามจับต้นชนปลายกระแสความคิดที่ตีกันวุ่นอยู่ในหัวไปพร้อมกัน


    ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราพยายามทำตัวให้มีความสุข โดยการมองหาสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้ใจฟูในแต่ละวัน เช่น การมานั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างในตอนนี้ ซึ่งมันก็ช่วยทำให้ใจที่แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาของเรากลับมาสดชื่นขึ้นได้บ้าง แต่พักหลังมานี้ เรามองฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความพยายามดังกล่าวดูเหมือนจะสลายหายไปพร้อมกับกำลังใจในการใช้ชีวิตที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ











    ต้องขอสารภาพจากใจจริงว่าช่วงแรกๆ ที่ได้หยุดพักจากการทำงานมันก็ดีอยู่หรอกนะ เพราะช่วงสองปีที่ผ่านมา เราทำงานค่อนข้างหนักจนแทบจะไม่มีเวลาพักเลย พอได้มานอนหายใจเฉยๆ ใช้ชีวิตเฉื่อยๆ ตามเวลาปกติโดยที่ไม่ต้องกระโดดข้ามไทม์โซนไปๆ มาๆ ก็ถือว่าเป็นรางวัลอย่างหนึ่ง (อนึ่ง นี่คือความพยายามในการมองโลกในแง่ดีนะ จริงๆ แล้วไม่มีงาน = ไม่มีเงิน = จะเอาที่ไหนไปจากหนี้คอนโด โฮ)


    เราวาดฝันว่าจะใช้เวลาในช่วงนี้ไปกับการพัฒนาตัวเอง ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ อัดพอดแคสต์ หรือเริ่มเรียนในสิ่งที่สนใจ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งนานวันเข้า การใช้ชีวิตอยู่เมืองทะเลทรายยิ่งพาให้ใจแย่


    จากที่เราทำกิจกรรมกุ๊กๆ กิ๊กๆ เช่น การทำอาหาร อบขนม เขียนบล็อก วาดรูป และเรียนออนไลน์ด้วยความอยากทำและอยากรู้ กลับกลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เราคิดว่า "ต้องทำ" เพราะไม่อยากให้เวลาในแต่ละวันผันผ่านไปอย่างไร้ค่า ทำด้วยความกลัวและความไม่รู้อนาคตว่าตัวเองจะต้องออกจากงานวันไหน ฉะนั้นเราจะต้องเตรียมความพร้อมด้านสกิลต่างๆ ไว้เสมอ และทำเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า



    เมื่อใช้ชีวิตท่ามกลางความกลัวและแรงกดดัน (ซึ่งโดยมากก็มาจากตัวเราเองนั่นแหละ) ทำให้เรามองหาความสุขเล็กๆ ประจำวันได้ยากขึ้นทุกที เราคิดถึงตัวเราคนเดิมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจ มองโลกด้วยความสดใส และค้นพบความสงบในใจง่ายๆ เพียงแค่นั่งมองท้องฟ้า






    และ ณ ขณะนั้นเราคิดได้ว่าต้องออกเดินทาง
    เพื่อไปตามหาตัวตนของเราคนเดิมให้กลับคืนมา





    เราตัดสินใจว่าจะกลับบ้าน


























  • 3 | The Art of Solitude
    9 October 2020




    สายฝนตกลงมากระทบกับบ้านหน้าต่างรถดังเปาะแปะ ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาขณะที่กำลังเดินทางไปยังที่พัก


    สีเขียวชะอุ่มของต้นไม้ระหว่างทางและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆฝนลอยต่ำ ทำให้ใจของเราสงบและสุขใจขึ้นมาอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะนานมาแล้วที่เราได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่ฝนพรำจนจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายคือเมื่อไร


    ขณะที่นั่งมองเม็ดฝนเล็กๆ ที่ค่อยๆ หยดลงมาเป็นสาย เราคิดขึ้นได้ว่าตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมานั้น เราปล่อยให้วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าโดยหลงลืมความงดงามของชีวิตและทุกสิ่งรอบตัว


    และเราคนเดิมไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพราะตัวเราเองนี่แหละที่มัวแต่เฝ้ากังวล คิดถึงแต่อนาคตข้างหน้า แถมพยายามสร้างเหตุการจำลองร้อยแปดอย่างขึ้นในหัวพร้อมทั้งหาวิธีแก้ไข ทั้งๆที่มันยังไม่เกิดอะไรที่กระทบกับตัวเองโดยตรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  พร้อมทั้งกดดัน มองเห็นแต่จุดด้อย และคิดโทษตัวเองในอดีตบ่อยครั้ง  จนไม่ได้ “อยู่” กับปัจจุบันเลย













    เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เป็นเหตุให้เราตั้งใจว่าตลอดระยะเวลาในช่วงสองสัปดาห์นี้ เราจะอยู่กับตัวเองในปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลิกเปรียบเทียบตัวเอง ทำในสิ่งที่เรามีความสุขโดยไม่ต้องคิดว่าเราไม่เก่งหรือยังทำได้ไม่ดีพอ และพยายามปรับสมดุลในใจของเรามากที่สุดเท่าที่จะทำได้


    ดังนั้น กิจวัตรประจำวันของเราในช่วงนี้จึงเริ่มจากตื่นแต่เช้าเพื่อวัดไข้ส่งให้คุณหมอ ออกกำลังกายเบาๆ อาบน้ำ กินอาหารเช้า งีบ กินอาหารกลางวัน ระบายสีน้ำ กินอาหารเย็น เล่น Spiritfarer อาบน้ำ และเข้านอน


    แม้จะใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม แทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่อยู่ในเมืองทะเลทราย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสภาพจิตใจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาจเพราะอาหารมังสวิรัติที่นี่อร่อยถูกปาก สามารถเปิดหน้าต่างรับลมทะเลได้เต็มที่ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องหมกตัวอยู่แต่ในห้องแอร์อย่างเคย และค่อยๆ ผ่อนเอาความตึง ความเครียดที่แบกเอาไว้ให้ลดทอนลงมาได้พอสมควร



    หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกคุ้นเคยในสถานที่ที่เราเรียกว่า “บ้าน” ทำให้การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่เปล่าเปลี่ยวเหมือนอย่างเคย





    งานสีน้ำกุ๊กกิ๊กที่เริ่มเรียนออนไลน์ตั้งแต่อยู่ที่ดูไบ











    วิวจากหน้าต่างห้อง จริงๆแล้วเห็นทะเลอยู่ลิบๆ ด้วยล่ะ








    ต่อจากนี้ ถ้ามีอะไรสนุกๆ หรือได้ออกไปทำนู่นนั่นนี่อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็จะเอามาเล่าให้อ่านกันเหมือนเคยนะ ได้เวลาทวงคืนช่วงเวลาที่หายไปแล้วล่ะ


    ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะ และหวังว่าจะได้พบกันใหม่ในเร็วๆนี้ :)


    ด้วยรัก...จากริมทะเลซักแห่งหนึ่งในประเทศไทย
    ด้วยรัก...จากทะเลทราย


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in