from the desert, with loveployapha.j
ตะลุย Covid-19 สู่แฟรงก์เฟิร์ตแบบเช้าไปเย็นกลับ


  • 16 May 2020







    สวัสดีค่ะมิตรรักนักอ่าน ด้วยรัก...จากทะเลทราย ทุกคน♡

    ตอนแรกคิดว่าช่วงนี้คงไม่ค่อยจะมีอะไรมาเล่าให้อ่านกันเท่าไร แต่ก็มีจนได้แหละ เพราะเรื่องของเรื่องคือเราบินไปแฟรงก์เฟิร์ตแบบเช้าไปเย็นกลับมา เนื่องจากไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทพิเศษที่พาผู้โดยสารที่ติดค้างในดูไบและยูเออีเดินทางกลับภูมิลำเนากันค่า



    เราหยุดทำงานตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา รวม ๆ ก็สองเดือนแล้วและตารางบินของเราในเดือนนี้ขึ้นว่า Avaliable Day Off in DXB และ Can-Use ในช่วงปลายเดือนที่เป็นเหมือนช่วงสแตนด์บายเผื่อว่าจะมีไฟล์ทบิน ดังนั้นเราก็เลยชิวมาตลอดทุกวัน ไม่เปิดเช็คตารางเลยตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมา



    จนกระทั่งวันที่ 15 ที่ผ่านมา อยู่ ๆ เราก็เกิดเอะใจขึ้นมาว่าต้องเปิดตารางบินดูบ้างแล้วล่ะ เนื่องจากเราเปิดไอจีแล้วเห็นมิตรสหายท่านหนึ่งออกไปทำงานวันนี้ ซึ่งก็ตู้มมมม จริงดังที่คาดไว้ว่ามีไฟล์ทจริง ๆ ด้วย สวัสดี FRA ในวันรุ่งขึ้นค่ะ





    เอาแล้วไง ต้องกลับไปทำงานแล้วล่ะ!





    แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวบนไฟล์ท เราขอเล่าย้อนกลับไปช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 ว่าตอนนั้นเราเป็นยังไงบ้าง ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อต้นปี 2020 นี้เราเพิ่งขึ้นมาทำงานในบิสเนสคลาสค่ะ เทรนนิ่งของเราจบตอนต้นเดือนมกราคม เริ่มบินเดือนกุมภา ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่มีความสุขเลย


    การตื่นไปทำงานในทุก ๆ วันมันมีแต่ความเครียดและรู้สึกกดดันอยู่ตลอดเวลา อาจเพราะเราชินกับการอยู่อีโคมา 4 ปี เต็ม ๆ เรารู้ทุกสิ่ง ทำได้ทุกอย่าง ขึ้นเครื่องไปก็รู้ว่าต้องทำอะไร เตรียมอะไร ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วต้องแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

    พอเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ซึ่งมันมีดีเทลละเอียดยิบย่อยเยอะขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับความคาดหวังต่อการบริการของผู้โดยสารที่สูงขึ้นมากมากมาก แต่เรายังคงงก ๆ เงิ่น ๆ ทำงานช้ากว่าคนในทีม ลืมนั่นนี่ ต้องคอยถามเพื่อนร่วมทีมเสมอ เลยรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ ไม่สามารถปรับตัวให้ชินและปรับใจให้รับกับแรงกดดันในบิสเนสคลาส มันเลยเฟล ๆ แย่ ๆ ซึ่งเราก็พยายามปลอบใจตัวเองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ถ้าเริ่มทำนู่นทำนี่คล่องแล้วทุกอย่างมันก็จะดีเอง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นเมื่อไรเหมือนกัน มันก็เลยยิ่งเครียด) คือไม่มีใครว่าอะไรนะ นอกจากเจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยน่ารักบ้าง แต่หลัก ๆ แล้วเรารู้สึกว่าเมื่อก่อนเราทำได้ดีกว่านี้มาก ๆ เท่านั้นเอง


    สารภาพตามตรงว่าตอนแรกแพนิกมาก รู้สึกไม่ค่อยอยากจะออกจากบ้านไปทำงานเท่าไร ไม่ได้กลัวไวรัสแต่มันรู้สึกขี้เกียจ หนืด ๆ เนื่อย ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ก็แหม่... อยู่บ้านเฉย ๆ กิน ๆ นอน ๆ มาสองเดือนแล้ว จะให้คืนนี้นอนเร็วเพื่อตื่นตีสี่ครึ่ง ลุกขึ้นมาแต่งหน้าทำผม ยัดตัวเองใส่ยูนิฟอร์มที่ไม่รู้เหมือนกันว่ายังใส่ได้อยู่รึเปล่า แถมยังต้องเตรียมอ่านอัพเดทนู่นนี่อีกมากมาย มันก็เครียดขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ฮึบว่าเอาวะ ชีวิตต้องสู้!





    และนี่คือประสบการณ์การทำงานแบบ New Normal
    ในช่วง Covid-19 Pandamic ของเราค่ะ :)







    1. ไปทำงานยังไง?

    เมื่อก่อน :
    นั่งรถบัสของบริษัทไปทำงานร่วมกับลูกเรือคนอื่น ๆ ซึ่งบัสก็จะวนมารับเป็นรอบ ๆ ตามตารางเวลาตลอดวัน


    ตอนนี้ :
    ทีม Crew Transport จะโทรมาหาเรา 24 ชั่วโมงก่อนไฟล์ทบิน เพื่อคอนเฟิร์มตึกที่พักว่าอยู่ตรงไหน และส่ง SMS แจ้งเวลา ซึ่งรถจะมาถึงครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาเช็คอินเข้าทำงาน แจ้งว่าเราต้องใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือก่อนออกจากอาคารที่พักและต้องใส่ตลอดเวลาที่นั่งบนรถด้วย

    เมื่อคนขับรถมาถึงแล้วก็จะมี SMS แจ้งเตือนอีกที  เราก็เดินลากกระเป๋ากุ๊กกิ๊กลงไป โดยก่อนออกจากอาคารต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตึกทราบด้วยว่าเราพักอยู่ห้องอะไรและไปบินไฟล์ทไหน ทางเจ้าหน้าที่จะจดบันทึกข้อมูลของเราไว้ในระบบว่าเราจะต้อง self-quarantine หลังจากกลับมา 14 วัน ห้ามให้มนุษย์คนนี้ออกไปไหนเด็ดขาด!






    2. เข้าห้องบรีฟทำอะไรบ้าง

    เมื่อก่อน :
    ลูกเรือนั่งแยกเป็นกลุ่มตามคลาสที่ทำงาน Cabin Supervisor จะตรวจเอกสารการบินและพาสปอร์ต พร้อมกับถามคำถาม Safe Talk เกี่ยวกับเครื่องบิน การปฎิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มาตรการความปลอดภัย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงคุยกันเรื่องเซอร์วิสที่ต้องทำบนไฟล์ทนั้นว่าเป็นอย่างไร มีผู้โดยสารท่านไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษบ้าง นั่งอยู่ตรงไหน ฯลฯ

    จากนั้น Purser จะมาคุยรวมกันอีกทีนึงเกี่ยวกับความคาดหวังที่มีต่อการทำงาน หัวข้อพิเศษที่ต้องการเน้นย้ำในการทำงานวันนั้น ปิดท้ายด้วยการบรีฟของนักบินเกี่ยวกับสภาพอากาศ ระดับความสูง และระยะเวลาที่ทำการบิน


    ตอนนี้ :
    จำนวนลูกเรือที่มาบินคือ minimum requirement ที่ต้องมีต่อ 1 ไฟล์ท เช่น เราบินเครื่อง B777 ก็มีแค่ 10 คนเท่านั้น ทุกคนเลยมานั่งรวมกันหมด ไม่ได้แยกกลุ่มเหมือนเดิม และต้องนั่งเก้าอี้เว้นเก้าอี้เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม มีการตรวจเช็คเอกสารและตอบคำถาม Safe Talk ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการป้องกัน Covid-19 ทั้งของลูกเรือและผู้โดยสาร

    Purser จะเป็นคนบรีฟข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับไฟล์ทให้ฟังทีเดียวว่าขั้นตอนของการทำเซอร์วิสเป็นอย่างไร มีอะไรที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และแจกชุด PPE ซึ่งประกอบด้วยชุดคลุม แว่นตาพลาสติก และหน้ากากอนามัยให้กับลูกเรือทุกคน จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยการบรีฟจากนักบินเหมือนเดิม






    3. เซอร์วิสบนเครื่องบิน

    เมื่อก่อน :
    มีหมอนและผ้าห่มสำหรับทุกที่นั่ง เสิร์ฟอาหารร้อน เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสิร์ฟชากาแฟ ผู้โดยสารเดินยืดเส้นยืดสายรอบ ๆ เครื่องบินได้


    ตอนนี้ :
    หมอนและผ้าห่มมีให้บริการแต่ผู้โดยสารต้องขอเอง on request ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้โดยสารเตรียมกันมาเองหมดเลย

    ผู้โดยสารนั่งแบบที่เว้นที่สับหว่างกัน และทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สนามบินจะแจกให้ก่อนขึ้นเครื่อง ส่วนบนเครื่องก็มีสำรองไว้ให้เช่นกัน หากผู้โดยสารต้องการอันใหม่ก็สามารถขอจากลูกเรือได้ตลอดเวลา

    สำหรับอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องจะใส่มาเป็นกล่อง ไม่มีการเสิร์ฟอาหารร้อน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชากาแฟ พอผู้โดยสารรับประทานเสร็จแล้วเราก็เก็บกล่องทิ้งเลย น้ำดื่มก็แจกให้เป็นขวด น้ำผลไม้ก็ให้เป็นกล่องแทน ไม่มีการรินใส่แก้วแล้วเสิร์ฟเหมือนเดิม

    มีการขอความร่วมมือจากผู้โดยสารให้นั่งประจำที่ตลอดเที่ยวบิน คือเดินไปเข้าห้องน้ำได้ตามปกติ แต่ไม่รวมกลุ่มคุยกันบริเวณท้ายเครื่องบินหรือหน้าห้องน้ำ และทุกคนต้องรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้





    ใส่หมวกเฉพาะตอน boarding จากนั้นก็ถอดโลดเด้อ
    (เอาภาพมาจากเว็บไซต์ของสายการบินนะฮะ)






    4. เวลาพักเบรก

    เมื่อก่อน :
    บินไปแค่ 6 ชั่วโมงเอง พักเบรกคืออะไรไม่มี๊ เจ้าจงทำงานไปเรื่อย ๆ เดินตอบคอลเบล ทำเซอร์วิส เช็คห้องน้ำวนไป จะหยุดทำงานก็ต่อเมื่อเดินออกจากเครื่องบินนั่นแหละ


    ตอนนี้ :
    พอเราบินไปถึงแล้วต้องบินกลับเลยจึงมีช่วงให้พักระหว่างเซอร์วิสตามกฎหมายที่ห้ามทำงานต่อเนื่องกันกี่ชั่วโมงก็จำไม่ได้แล้ว (แง เพราะปกติได้พักแค่ในไฟล์ทยาว เช่น ไปออสเตรเลียหรืออเมริกาเท่านั้น) เนื่องจากขากลับก็มีผู้โดยสารเดินทางมาด้วย ไม่ได้ตีเครื่องเปล่ากลับมาแต่อย่างใด






    5. ถึงมาถึงดูไบแล้วยังไงต่อ


    เมื่อก่อน :
    ทำ post landing duties ให้เรียบร้อย (เก็บผ้าห่ม หูฟัง เคลียร์เคบินและแกลลี่) แล้วนั่งบัสจากเครื่องบินกลับมาที่ตึก HQ เอากระเป๋าเดินทาง สัปหงกงีบหลับหัวโขกกระจกปั้ก ๆ อยู่บนบัสระหว่างทางกลับบ้าน และนอนยาว 12 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ (สถิติการหลับนานสุดของเราอยู่ที่ 18 ชั่วโมง...)



    ตอนนี้ :

    ทำ post landing duties เหมือนเดิม ถอดอุปกรณ์ PPE ต่าง ๆ ใส่ในถุง Bioharzard เพื่อนำไปกำจัดให้ถูกวิธีต่อไป จากนั้นขึ้นบัสไปที่อาคารผู้โดยสารเพื่อทำการจิ้มจมูก nasal swab หาเชื้อโควิด ซึ่งจะแจ้งผลให้ทราบภายใน 48 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์สาธารณสุขของดูไบ


    จากนั้นก็จะมีรถมารับกลับบ้านจากที่สนามบินเลย พอถึงที่ตึกปุ๊บก็ต้องแจ้งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยว่ากลับมาแล้วจ้า และจากนี้ก็ห้ามออกจากบ้านไปไหน 14 วัน เพื่อดูอาการต่อไป




    รอดเด้อออ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอาการกันต่อนะจ๊ะ







    จากที่เราเกรง ๆ กลัว ๆ กับการไปทำงานครั้งแรกในรอบสองเดือน กลับกลายเป็นว่าการไปทำงานในวันนี้เป็นอีกหนึ่งไฟล์ทในความทรงจำของเราค่ะ : )


    ทั้งเพื่อนร่วมงานของเราในวันนี้ที่สุดแสนจะน่ารัก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานดี ๆ กำลังใจกันเสมอเลยทำให้บรรยากาศไม่เครียด ช่วยให้เราคลายความกังวลลงไปเยอะมาก ๆ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำให้ไฟล์ทนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี รวมไปถึงการทำงานในวันนี้ตอบสิ่งที่ยังค้าง ๆ คา ๆ อยู่ในใจ ว่าเรายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ยังอยากตื่นไปทำสิ่งนี้ทุกวันรึเปล่า และเรายังทำมันได้ดีอยู่หรือไม่




    และคำตอบของเราก็คือ

    เรายังรักในอาชีพนี้อยู่ค่ะ





    ตอนที่เราเดินทางไปถึงแฟรงก์เฟิร์ต มีผู้โดยสารครอบครัวหนึ่งเดินมาขอบคุณ บอกว่า Thank you for bringing us home ซึ่งพอได้ยินแบบนี้แล้วมันแบบ ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงดี คือมันเป็นความปริ่มใจมาก ๆ เลยค่ะ

    แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Frontliner เหมือนอย่างคุณหมอและคุณพยาบาล แต่เราก็ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ในส่วนของเราอย่างเต็มที่ นั่นก็คือ การพาผู้โดยสารทุกท่านเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย :)




    แล้วพบกันใหม่ในไฟล์ทหน้านะคะ
    หวังว่าจะได้กลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบในเร็ววันนี้
    (และไม่โดนไล่ออก สาธุ)




    ด้วยรัก...จากทะเลทราย


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in