from the desert, with loveployapha.j
#ติดอยู่ดูไบทำอะไรดี


  • 13 April 2020







    เราติดอยู่ในเมืองทะเลทรายมาเป็นเวลา 30 วันแล้วค่ะ


    และเป็น 30 วันที่เราไม่ได้ออกไปไหนนอกจากไปโรงพยาบาลมา 3 ครั้ง (ต้องไปหาคุณหมอเพราะก่อนหน้านี้เราไปเที่ยวแล้วได้แผลมา แล้วมันก็ดันติดเชื้อซะนี่...) ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมือง 1 ครั้งเพื่อซื้อของเข้าบ้านครั้งใหญ่และไปซื้อของที่ร้านค้าใต้ตึก 2 ครั้งถ้วนเท่านั้น




    เรียกได้ว่าทำตามกฎ Social Distance อย่างเคร่งครัด
    #StayHomeSaveLives ด้วยความจริงจังมาก ๆ




    และหลังจากที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำความสะอาดห้องนอน ล้างห้องน้ำ สรรหาเมนูอาหารและเบเกอร์รี่ต่าง ๆ มาลองทำ ปลูกต้นไม้ เรียนออนไลน์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นโยคะ ลองฝึกทำสมาธิและไล่ลบรูปที่ไม่จำเป็นในมือถือ ตลอดจนนั่งโพสต์เรื่องชีวิตประจำวันผ่านแฮชแท็ก #ติดอยู่ดูไบทำอะไรดี จนไม่รู้ว่าจะสรรหากิจกรรมอะไรมาทำอะไรแล้ว วันนี้ก็เลยนั่งคิด ตีลังคานึก และเริ่มจรดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ เขียนเล่าเรื่องถึงเมืองดูไบในช่วงเวลานี้เพื่อเล่าสู่กันฟังค่ะ



    ภาพรวมของสถานการณ์ในเมืองทะเลทรายล่าสุดในขณะนี้ ณ วันที่ 10 เมษายน 2563 ที่ผ่านมานะคะ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์มีจำนวนยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 รวมทั้งสิ้น 3,360 ราย ซึ่ง 370 รายเป็นผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่งเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยที่รักษาหายเรียบร้อยแล้วมีทั้งหมด 418 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด 16 รายด้วยกัน และในขณะนี้ก็มีการประกาศเคอร์ฟิวปิดเมือง 24 ชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ











    และต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวการ #ติดอยู่ดูไบทำอะไรดี ของเรา
    ในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานะคะ



    ถ้าพร้อมแล้วก็ตามไปอ่านกันได้เล้ย!













  • ระเบิดเวลาเริ่มนับถอยหลัง


    ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราบินไปเซี่ยงไฮ้ค่ะ ซึ่งไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทสุดท้ายที่จะพาผู้โดยสารชาวจีนกลับบ้านก่อนที่ทางสายการบินจะหยุดให้บริการในเส้นทางดังกล่าว ตอนนั้นเป็นช่วงที่ไวรัสเพิ่งเริ่มระบาดในระยะแรก (ยุโรปและอเมริกายังคิดว่า It's just a flu. อยู่นั่นแหละนะ) แต่ทางสายการบินก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ อนุญาตให้ลูกเรือทุกคนใส่หน้ากากอนามัยและให้สวมถุงมือในระหว่างการทำงานได้บนไฟล์ทที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น และก่อนที่จะไปบินก็แจกหน้ากากอนามัยพร้อมกับเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้ด้วยค่ะ :)


    สำหรับไฟล์ทนี้ก็เป็นไฟล์ทที่วุ่นวายพอสมควร เพราะเมื่อไปถึงที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ผู้โดยสารทุกคนรวมถึงลูกเรือต้องกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพใน Self-Declaration Form เพื่อคัดกรองอาการป่วยต่าง ๆ ที่ต้องสงสัย เช่น เป็นไข้ ปวดศีรษะ หรือไอ และมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ใส่ชุด PPE เดินเข้ามาตรวจเช็คอุณหภูมิของผู้โดยสารทุกคนบนเครื่องบินก่อนที่จะปล่อยให้ทุกคนออกจากเครื่องอีกด้วย และเมื่อเราเดินทางกลับมาถึงดูไบก็ต้องเข้าไปในตัวอาคารผู้โดยสารเพื่อผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนที่จะปล่อยให้กลับไปในอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทค่ะ


    หลังจากไฟล์ทนี้เราก็เก็บกระเป๋าลาพักร้อนไปพักผ่อนที่มัลดีฟส์ (จะนำมาเล่าสู่กันอ่านในโอกาสต่อไปนะเออ) ซึ่งเราสังเกตว่าที่สนามบินมีการติดตั้งจุดตรวจวัดอุณภูมิของผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องเรียบร้อย ทั้งจุดเคาเตอร์ทรานสิทและก่อนที่จะเข้าเกท แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือจำนวนของผู้โดยสารที่ยืนวนไปเวียนมาในอาคารผู้โดยสารนั้นมีน้อยคนนักที่จะใส่หน้ากากอนามัยค่ะ เห็นแต่เอเชียนเท่านั้น ส่วนฝรั่งคือไม่มีใครใส่เลย แถมมองแปลกๆมาที่เราอีกด้วย


    หลังจากที่เรากลับมาจากมัลดีฟส์ก็บินไปโรมและกรุงเทพตามลำดับ ซึ่งข่าวคราวเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสก็เริ่มขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นยุโรปมากขึ้น ทางสายการบินจึงมีมาตรการให้ลูกเรือและผู้โดยสารที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่เสี่ยงทำ nasal swap ทันทีหลังจากที่กลับมาถึงดูไบค่ะ




    แน่นอนว่าเราผู้กลับมาจากโรมและกรุงเทพ ก็โดนปั่นจมูกไปตามระเบียบ




    และแน่นอนว่ารอดจ้า เพราะจิตตกนั่งเช็คผลในเว็บไซต์ทุกวันว่ามารึยังนะ ผ่านรึเปล่าน้า เพราะว่าเราต้องเตรียมเก็บกระเป๋าไปเที่ยวอเมริกาต่อในช่วงต้นเดือนมีนานั่นเองจ้า (ซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันอ่านในโอกาสต่อ ๆ ไปนะเออ)















  • ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง


    ช่วงที่เราเที่ยวเล่นอยู่ในอเมริกาก็พยายามตามข่าวคราวในดูไบตลอด เพราะว่าทางสายการบินยุติการให้บริการหลายหลายเส้นทางมาก ๆ ในแต่ละวัน มือถือแจ้งเตือนว่ามีอีเมลล์เด้งเข้ามาตลอดเลยว่าเราหยุดไปที่นั่นแล้ว เลิกบินไปที่นี่แล้ว และโดยส่วนตัวก็แอบกังวลว่าเขาจะเลิกบินมาอเมริกาไหมน้ออออ และผลสรุปสุดท้ายคือทางสายการบินเราหยุดการให้บริการไปมากกว่า 50 เส้นทางค่ะ


    เมื่อเรากลับมาถึงดูไบโดยสวัสดิภาพพร้อมกับแผลที่ติดเชื้อจนต้องไปหาคุณหมอ ทำให้เราต้องหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นมาค่ะ แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ก็ยังไปทำงานเหมือนเดิม จากที่ติดตามถามไถ่คนรอบตัวก็ทราบว่าทางสายการบินอนุญาตให้ลูกเรือทุกคนใส่หน้ากากอนามัยและสวมถุงมือในเวลาทำงานได้ทุกไฟล์ท และมีการตรวจ nasal swap ให้กับลูกเรือทุกคนหลังจากกลับมาถึงดูไบค่ะ หากมีผลเป็น positive จะมีทีมเจ้าหน้าที่แพทย์เอารถพยาบาลมารับและมีมาตรการกักตัวสังเกตอาการเพิ่มเติมสำหรับลูกเรืออีกด้วยค่ะ (และแน่นอนว่ามีรถพยาบาลวี๊ดว่อมารับลูกเรือไปจากตึกข้าง ๆ แหะ... น่ากลัวเหมือนกันนะคะ)


    สำหรับช่วงนี้เรายังไปไหนมาได้ในดูไบได้อยู่เหมือนเดิม แต่ทางการเริ่มมีประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้าน หากออกมาข้างนอกก็ต้องพยายามอยู่ห่างกันเพื่อ Keep save distance ระหว่างกันเอาไว้ ตลอดจนมีคำสั่งปิดโรงหนังรวมถึงพื้นที่สาธารณะรอบเมือง เช่น สวนและบริเวณชายหาดค่ะ






    จนกระทั่งวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา

    สายการบินของเราประกาศที่จะหยุดการให้บริการ
    ในทุกเส้นทางภายในวันที่ 25 มีนาคม


    และทางการยูเออีประกาศคำสั่งเคอร์ฟิว
    เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสเป็นเวลา 2 สัปดาห์



    และทุกอย่างในเมืองทะเลทรายก็หยุดนิ่ง




















  • เรียนรู้ที่จะกับความเงียบ



    หลังจากที่มีประกาศเคอร์ฟิวออกมาแล้ว ทางการก็ออกกฎและค่าปรับออกมาด้วยค่ะ ซึ่งโทษปรับที่นี่แพงเอาเรื่องเลย เช่น

    • ออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น (เช่น ออกมาวิ่งจ๊อกกิ้ง) ปรับ 2,000 AED
    • ไม่ใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ 1,000 AED (แต่ถ้าไม่มี เขาก็แจกนะเออ)
    • ไม่รักษาระยะห่างจากผู้อื่นรอบตัว 1,000 AED
    • ถ้าโดนสั่งให้กักตัวอยู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังอาการและไม่ทำตาม 50,000 AED
    • อยู่บ้านแต่จัดปาร์ตี้ พาเพื่อนมาชุมนุมประชุมใจรักสมัครสมาน 10,000 AED
    • หากขับรถออกไปนอกบ้าน จำกัดได้แค่ 3 คนต่อรถ 1 คันเท่านั้น (ใช้กล้องและAIในการสอดส่อง) ไม่ฉะนั้นจะโดนปรับ 1,000 AED
    • ยุติการให้บริการแท็กซี่ทั่วไป ถ้าไปไหนต้องจองผ่าน app ล่วงหน้าก่อน
    • ซุปเปอร์มาร์เก็ตมีการจำกัดจำนวนคนเข้า มีการกันระยะให้ห่างจากกัน และมีการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าด้านใน แถมมีถุงมือแจกให้ด้วย


    (Note: 1 AED = 8.7 THB)




    นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อความแจ้งเตือนเวลาเคอร์ฟิวให้ประชาชนทราบผ่านทางระบบโทรศัพท์อีกด้วยค่ะ เช่น วันที่ 26 นี้จะเริ่มเคอร์ฟิวตั้งแต่สามทุ่มจนถึงหกโมงเช้า และวันต่อ ๆ มาจะเริ่มตั้งแต่สองทุ่มจนถึงหกโมงเช้าค่ะ




    ออกจากบ้านไป โดนจับและโดนปรับนะเออ





    ซึ่งระยะเวลาเคอร์ฟิวนี้จะมีเจ้าหน้าที่ออกมาปฏิบัติงาน 2 ชุดค่ะ กลุ่มแรกคือคุณตำรวจที่ออกตระเวนตรวจตราไปรอบ ๆ และชุดที่สองคือคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดตามจุดต่าง ๆ และแน่นอนว่า #ความดูไบ มันก็ไม่เค๊ยไม่เคยจะทำอะไรธรรมดา จะให้คนมายืนฉีดน้ำแล้วถือไม้กวาดทางมะพร้าวคอยกวาดทุกอย่างลงท่อมันก็เบสิกไป



    ขอแนะนำทุกท่านให้พบกับ...

    (กรุณาอ่านด้วยอินเนอร์ของโดราเอม่อนตอนที่หยิบของวิเศษออกมานะคะ)



    โดรนทำความสะอาดดดดดดดดด!






    ไม่ต้องมีนายทหารยศใหญ่ใส่ชุด PPE มาทำความสะอาดแล้วถ่ายรูปมุมเผลอแบบไม่มองกล้อง เพียงแค่คุณใช้โดรนและเจ้าหน้าที่บังคับนิดหน่อย เมืองของคุณก็จะสะอาดสดใส ปลอดภัยไกลโรคแล้วค่าาาาา (ส่วนพี่ใหญ่อาบูดาบี... ทางฝั่งนั้นเขาใช้หุ่นยนต์ฉีดทำความสะอาด...)





    ทางฝั่งของพวกเราเหล่าลูกเรือก็มีการให้ความร่วมมือและให้การช่วยเหลือกันและกันเป็นอย่างดีค่ะ เพราะหลังจากประกาศหยุดบินแล้วก็มีลูกเรือบางส่วนที่ตกค้างอยู่นอกประเทศเนื่องจากพวกเขามีวันหยุดประจำปีแล้วกลับบ้านหรือไปเที่ยวกัน เลยมีคนลูกเรือหลายคนมาโพสต์ว่าหากยูติดอยู่ในประเทศนี้ เมืองนี้ ให้ติดต่อมาพักกับเพื่อนหรือครอบครัวของฉันได้ พร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ เช่น...






    ไม่ก็รับฝากหมาแมวหากเจ้าของติดอยู่นอกประเทศ ซึ่งเราก็ไปลงชื่อมาด้วยค่ะ แต่ไม่มีใครติดต่อมาเลย แง อยากกอดหมา อุ้มแมว นอนกลิ้งกับกระต่ายบ้างงงงงงง






    ตลอดจนให้ความช่วยเหลือ หากมีคนประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในช่วงการกักตัวนี้







    นอกจากนี้ก็มีคลิปเพื่อนร่วมงานที่ผันตัวมาเป็นดาวติ๊กต่อกออกมาให้ดูกันขำ ๆ รวมไปถึงคลิปสอนออกกำลังกาย ทำอาหาร หรือทำมีมต่าง ๆ ออกมาเล่นกัน เหมือนทุกคนว่างและเหงา เลยผันตัวมาเป็น content creator กันหมดเลย ตลกดีค่ะ

    ในส่วนของบริษััทก็ส่งอีเมลมาถามไถ่ ส่งเว็บไซต์สั่งอาหารออนไลน์มาให้ และมีกิจกรรม creative challenge ต่าง ๆ ให้ทำ พร้อมทั้งมีช่องทางการติดต่อไว้สำหรับลูกเรือหากรู้สึกไม่ค่อยโอเค มีอาการซึมเศร้าและต้องการการซัพพอร์ตทางด้านจิตใจค่ะ

    ส่วนมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องโควิดของบริษัท คือ หากเราจะออกไปข้างนอกเพื่อซื้ออาหารหรือรับของเดลิเวอร์รี่ ก็ต้องแจ้งให้คุณเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใต้ตึกทราบเพื่อบันทึกข้อมูลไว้ เผื่อว่าถ้าเราติดไวรัสแล้วต้องการทราบว่าเราไปไหน พบเจอใครบ้าง ก็จะได้ตามตัวกันได้ทันท่วงทีค่ะ














  • 24-hour lockdown


    และเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ทางการได้มีคำสั่งยกระดับการเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสในครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากเวลาเคอร์ฟิวตั้งแต่สองทุ่มจนถึงหกโมงเช้า เป็นการล็อกดาวน์ 24 ชั่วโมง โดยทุกครั้งที่จะออกจากบ้าน เราจะต้องขอ Movement Permit ก่อน ซึ่งเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์เพื่อขออนุญาตค่ะ








    เราต้องบอกเหตุผลว่าออกจากบ้านไปทำอะไร เช่น ไปพบแพทย์ ซื้ออาหาร ยา และของใช้จำเป็น หรือเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ จากนั้นก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ (หากขับรถ) รวมถึงเลขที่บัตรประจำตัวของผู้พักอาศัย และรอการอนุมัติซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาทีค่ะ หากเจอเจ้าหน้าที่หยุดเรียกก็เอา Permit ให้ตรวจได้เล้ย




    แต่โดยมากทุกคนก็เลือกใช้บริการเดลิเวอร์รี่กันหมด ทั้งสั่งอาหารและของใช้ต่าง ๆ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ที่นี่ก็มีบริการจัดส่งเป็นปกติอยู่แล้ว อาจจะมีปัญหาจัดส่งล่าช้ากว่าเดิมนิดหน่อยเท่านั้นค่ะ อย่างในช่วงนี้เราก็กดสั่งของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเกาหลีหรือโทรสั่งจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใต้ตึกแทนการออกจากบ้านค่ะ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือในเรื่องของสภาพอากาศ เพราะดูไบกำลังจะเข้าสู่หน้าร้อนที่ร้อนนรกมาก ร้อนเหมือนเป็นไก่ย่างห้าดาวที่หมุนหวึ่ง ๆ อยู่ในเตาอบ พี่ ๆ เดลิเวอร์รี่ต้องทำงานเยอะขึ้น แถมต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาอีก ฉะนั้นหากจะสั่งอะไรก็พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลากลางวัน เลือกไปสั่งตั้งแต่ตอนเช้าหรือตอนหัวค่ำแทนค่ะ





    และทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ล่าสุดจากเมืองทะเลทราย
    ซึ่งตอบตามตรงว่ายังไม่ทราบชะตากรรมของตัวเองเหมือนกัน
    ว่าเราจะได้เริ่มไปทำงานตอนไหนหรือจะมีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่

    ก็ได้แต่หวังว่าเราจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้โดยเร็วค่ะ






    ขอขอบคุณมิตรรักนักอ่านทุกท่านที่เป็นห่วงเป็นใยกันเสมอ
    รักษาสุขภาพกายให้แข็งแรงสดใสแล้ว
    ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพใจกันด้วยนะคะ


    แล้วพบกันในใหม่ในตอนหน้าค่ะ

    ด้วยรัก...จากทะเลทราย


    : )


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ZeldaS (@fb1664748014173)
โอโห พออ่านแล้ว มันโคตรสุดยอดจริงๆ เป็นประเทศที่เจริญมาก มาตราการเด็ดขาด และสายการบินของคุณดูแล พนักงานในบริษัทตนเองดีมากเวอร์ หันมาดูประเทศไทย อยากให้บ้านเรา เด็ดดขาดแบบนี้มากๆ ปรับจริงจัง และ เคอร์ฟิว แต่ เงินเยียวยาบ้านเรา ล่าช้า มาก ทำให้คนระดับล่าง เร่ิมจะไม่ไหวกัน ขอบคุณที่มาแชร์สาระดีๆนะคะ ชอบมาตราฐานการจัดการของดูไบมากกกกกกกกกกกกกก
Sorayuth Sin (@fb9919677843294)
แท้งยูครับ