from the desert, with loveployapha.j
ด้วยรัก...จากดูไบ - กุมภาพันธ์ 2019






  • เดือนแห่งความรัก ที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไร


    ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเดือนที่เราบินเยอะ บินหนักเหมือนเดิมค่ะ เริ่มต้นเดือนด้วย เซี่ยงไฮ้ ที่ไฟล์ทเต็มทั้งไปและกลับ เราเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ เลยไม่ได้ออกไปไหนไกลเกินกว่าระยะสามกิโลจากโรงแรมที่พัก ถึงปุ๊บก็ออกไปกินเกี๊ยวกับลูกเรือ กลับนอน เช้าก็ตื่นไปกินเกี๊ยวอีกรอบนึง เดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อเห็ดหอมแห้งและพริกเผาจีน จิบกาแฟยามบ่าย อ่านหนังสือ แล้วก็กลับมานอนค่ะ


    จากนั้นเราก็ทำไฟล์ท กรุงเทพ ที่รักของเรา ในที่สุดก็ได้กลับมาเสียทีหลังจากที่เดือนมกราคมนั้นไม่มีกรุงเทพในตารางบินเลยเด้อ


    พอจบกรุงเทพปุ๊บ เราก็ไป โคลอมโบ ปั๊บ ซึ่ง... ไม่ได้ทำอะไรอีกเช่นเคยเพราะอยู่ Airport hotel จ้า เลยใช้เวลาตลอดบ่ายในการปิ้งตัวเองอยู่ข้างสระว่ายน้ำเป็นปลาสลิดตากแห้ง และไปยิม และกิน และนอน


    ต่อด้วยช่วง 7 วันอันตรายที่เราต้องบินติดกันรวดเดียว 4 ไฟล์ท อยากจะคอลซิกลาป่วยก็ทำไม่ได้ เพราะใช้สิทธิวันลาเยอะเกินไปแล้ว ตารางนรกของเรานั้นก็เริ่มจาก อัมมาน จอร์แดน ต่อด้วย เจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย (ค่ะ...ดิฉันโดนส่งไปซาอุอีกแล้วเด้อ) ซึ่งเหนื่อยมาก เป็นไฟล์ทที่เราไม่ชอบ เข็ดขยาดกับผู้โดยสาร แต่ในขณะเดียวกันก็สนุกในความยุ่งวุ่นวายโกลาหลบนไฟล์ท จากนั้นเราก็บินไป คูเวต สั้น ๆ กับไฟล์ทไทม์ห้าสิบนาทีที่เจอช่วงสภาพอากาศแปรปรวนไปแล้ว 30 นาทีเต็ม

    ความโชคดีแบบเจอแจ๊กพอตของเราก็คือผู้โดยสารที่นั่งหน้าที่นั่งของเราก็เป็นคนที่กลัวการบินมาก ๆ ร้องไห้เลยจ้า ทางเราก็ต้องยืดตัวไปนั่งจับมือ นั่งปลอบ นั่งคุยจนกระทั่งสัญญาณเตือนรัดเข็มขัดดับลงและลุกขึ้นไปร่อนถาดทำเซอร์วิส

    ซึ่ง...  นั่นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่กัปตันทำประกาศว่าตอนนี้เครื่องจะลดระดับการบินลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบแล้วนะจ๊ะ อิผีเอ๊ย ด้วยความที่สายการบินเรานั้นก็เน้นเซอร์วิสเสียเหลือเกิน เวลาเหลือแค่นั้นอะ ก็ยังต้องลากคาร์ทมาร่อนแจกถาดให้กับผู้โดยสาร ต้องใช้คำว่าร่อนจริง ๆ เพราะฟิ้วทุกอย่างให้จริง ๆ จ้า ตอนเก็บถาดก็ต้องซีเคียวเคบินไปด้วยอะ บอกให้ปรับพนักที่นั่งขึ้น รัดเข็มขัด เปิดหน้าต่าง ทำทุกอย่างในเวลาเดียวกันจริง ๆ เด้อ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วววววววว

    และเราก็ปิดมหากาพย์ความป่วงนี้ด้วยไฟล์ท กรุงเทพ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยจ้า นอนโลดเพราะเหนื่อยสะสมจากการบิน minimum rest มาตลอดเวลา


    ยังค่ะ ยังไม่จบนะคะกับตารางบินในเดือนนี้ พอจบจากสัปดาห์นรกไปได้แล้ว เราก็บินไป ลอนดอน ซึ่งก็ยอมสู้ทนไม่นอนอุดอู้อยู่แต่ในโรงแรม เลือกที่จะนั่งบัสเข้าเมืองเพื่อมาเดินเล่นรับลมเย็นและมองพระอาทิตย์ตกดินที่ Notthing Hill และออกไปนั่งเล่นจิบไวน์กับแก๊งมนุษย์ป.โท ย้อนวัยกลับไปสมัยเรียนนิดนึง :)




    มีสติถ่ายรูปมาเท่านี้แหละ เพราะง่วงมาก ไม่ได้นอนก่อนมาบิน
    แถมพอถึงแล้วก็ออกเลย ไม่ได้งีบก่อน สมองเป็นวุ้นมากเด้อ



















  • ไฟล์ทที่เป็น "ที่สุด" ของเดือนกุมภาพันธ์





    และที่สุดของความพีคในเดือนนี้ เราขอมอบให้กับไฟล์ทสุดท้ายปลายเดือน นั่นก็คือ วอชิงตัน ที่เรารู้สึกว่าไม่อยากไปเลย กลัวเหลือเกิน และมีความตะหงิดในใจแปลก ๆ ปน ๆ กับความขี้เกียจ เพราะมันเป็นไฟล์ทยาว ไปอเมริกา ที่บินด้วยเครื่อง A380 ซึ่งหมายความว่าเครื่องใหญ่ ผู้โดยสารเยอะ เวลาไปพักเบรกน้อยลงกว่าเวลาบินด้วย B777 และได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าไฟล์ทนี้ยุ่งมากเหลือเกิน ผู้โดยสารที่น่ารักไม่หลับไม่นอนกันเล้ย (จริง ๆ มันก็ยุ่งทุกไฟล์ที่เข้ายูเอสนั่นแหละนะ เฮ้อ... แต่เพราะเวลาเราบิน  777 จะมีเวลาเบรกไปพักไว้ปลอบใจว่ายุ่งแค่ไหนก็หนีไปนอน!)

    เดชะบุญที่ไฟล์ทขาไปไม่เต็มมาก มีพื้นที่ให้ผู้โดยสารได้เหยียดแข้งเหยียดขานอนพักหลับกันบ้างเลยไม่ยุ่งในระดับเครื่องแตกอย่างที่กังวลใจไว้แต่อย่างได้ และได้ Lower Deck Crew Rest Compartment ซึ่งก็คือที่พักของลูกเรือไปหลบอยู่ในคาร์โกจ้า ไม่ได้อยู่ท้ายเครื่องแบบปกติ เลยได้ขยายเวลาในการพักไปนอนมากกว่าเดิมนิดนึง ซึ่งก็ช่วยชีวิตไว้ได้มากโขเลยทีเดียว

    แต่ แต่ แต่! เวลาเลโอเวอร์ที่วอชิงตันนั้นยาวเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นนะเออ หมายความว่ากว่าผู้โดยสารจะยุรยาตรออกจากเครื่องจนหมด กว่าจะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่นานเหลือเกิน ไหนจะต้องมานั่งบัสไปโรงแรมอีก สรุปคือเรามีเวลาในการเรียกฟื้นร่าง เรียกวิญญาณให้กลับเข้ากายหยาบเพียงแค่ 20 ชั่วโมงเท่านั้นแหละคุณเอ๊ย




    การมาวอชิงตันก็เหมือนการไปนิวยอร์กนั่นแหละ
    ไม่เคยจะได้เห็นเทพีเสรีภาพฉันใด ก็ไม่ได้เห็นทำเนียบขาวฉันนั้น




    แต่ในความเหนื่อยละร่างพังนั้นก็มีเรื่องกุ๊กกิ๊กที่ชวนให้ใจฟูอยู่สองเรื่องนะเออ เรื่องแรก คือ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่ได้รักเด็กม๊ากมากอย่างเรา (เป็นแอร์ค่ะ ไม่ใช่นางงาม ไม่ได้รักเด็กเด้อ) แต่ดันรู้วิธีเล่นกับเด็ก รู้ว่าทำแบบนี้เด็กจะชอบ เพราะช่วยคุณแม่เลี้ยงน้องสาวมาแต่เล็กแต่น้อย ได้ไปผูกมิตรกับ น้องวิลเลี่ยม อายุ 5 ขวบ เป็นลูกครึ่งเอเชียนอเมริกันที่น่ารักมากกกกกกกกก (ก.ไก่ล้านตัว)

    เรื่องของเรื่องคือตอนผู้โดยสารกำลังออกจากเครื่อง และเรายืนอยู่หน้าประตูทางออกพอดี น้องวิลเลี่ยมก็เดินมาพร้อมครอบครัวและวิ่งมาถามว่า Can I see the captain, please? แล้วก็ทำตาโตปิ๊ง ๆ ใส่เรา


    โอ้ น่ารัก พูดเพราะ say please (ที่หาได้ยากยิ่งจากเด็กแขกต่าง ๆ ไม่ว่าจะแขกกัลฟ์หรือแขกอินเดีย ปากี ฮือออออออ ปริ่มใจเหลือเกินลูกเอ๊ย) เราก็ Yes, of course! น้องเลยเดินมาจับมือ แล้วเราก็พาไปหาทีมนักบินให้พาน้องเข้าไปดูนั่นนี่ คุณพ่อคุณแม่ของน้องก็ขอบคุณใหญ่เลย น้องก็เดินยิ้มแป้นมา Say Thank you เองโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บอกให้พูด โอ้ (เอามือกุมหัวใจ น่ารักกกกกก)

    พอนั่งบัสไปที่อาคารผู้โดยสาร เราเลยเดินไปนั่งด้วย แล้วก็ชวนคุยเรื่องเครื่องบิน ชี้ให้ดูว่านั่นคือเครื่องบินลำเล็กนะ วิลเลี่ยมเคยนั่งมั๊ย โตขึ้นอยากเป็นนักบินใช่รึเปล่า มีความคุยกุ๊กกิ๊กกันอยู่สองคนมาก ๆ ตอนบ๊ายบายกัน น้องก็โบกมือให้เราแบบสุดแขนจริง ๆ



    เราว่าตอนนี้ที่เรามานั่งเขียนเล่าให้ทุกคนอ่าน
    น้องก็คงจำหน้า จำชื่อเราไม่ได้หรอกว่าเราเป็นใคร หน้าตาแบบไหน ชื่ออะไร

    แต่เราเชื่อว่าน้องจะจำเที่ยวบินวันนี้ได้
    น้องจะจำความตื่นเต้นที่ได้ไปคุยกับกัปตันและได้เห็นห้องทำงานที่เล็กที่สุดในโลก
    และหวังว่าน้องจะได้รับแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยจากไฟล์ทนี้


    เหมือนกับตอนเด็ก ๆ ที่เรานั่งเครื่องบินครั้งแรก
    แล้วเจอพี่แอร์มาดูแลตลอดการเดินทางซึ่งเป็นภาพจำที่ทำให้เรารู้สึกว่า


    เราอยากเป็นความทรงจำดี ๆ ของใครซักคนบนโลก
    แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม






    และนอกจากเรื่องของน้องวิลเลี่ยมแล้ว อีกเรื่องนึงก็คือได้รับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้โดยสารค่ะ เขาเป็นผู้โดยสารชาวฟิลิปปินส์ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่สิบกว่าปีแล้ว เราได้รับคำชมจากเขาว่าเรายิ้มตลอดเวลาเลยนะ แม้ว่ายูจะดูเหนื่อยมาก ๆ แต่ก็ยังคงสดใส ขอให้ยิ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นะ Keep Shining! แล้วก็ให้นกกระดาษนี้มาค่ะ









    อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบเรื่องของน้องวิลเลี่ยมหรือคุณผู้โดยสารเจ้าของนกกระดาษหนึ่งดอลล่าร์นี้ก็เป็นสิ่งที่่ทำให้เรายังคงทำงานนี้อยู่ต่อไปนะคะ มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้ใจฟูและเป็นกำลังใจในการทำงานในทุก ๆ วันของเรา


    แน่ล่ะ ว่าเรามาทำงาน พอจบไฟล์ทก็จบกัน ปลายเดือนก็รับเงินเดือน แต่เรื่องราวแบบนี้เราคิดว่ามันเป็นโบนัส เป็นกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นความสุขประจำวันที่หล่อเลี้ยงให้ชื่นชีวิตชูชีวาต่อไป และนี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงรักในตัวอาชีพนี้ค่ะ :)








    สำหรับไฟล์ทขากลับนั้นก็... เฮ้อออออออ... ที่เฮ้อย๊าวยาวนี่ก็ไม่ใช่เพราะไฟล์ทยุ่งอะไรหรอกค่ะ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ระดับความง่วงอยู่ที่ระดับการเดินไปบิสเนสคลาสเพื่อทำ espresso double shot รวมทั้งสิ้นสามรอบเพื่อให้มีสติสัมปะชัญญะอยู่รอดตลอดไฟล์ท กายหยาบนั้นยืนอ๊องกดทำกาแฟอยู่ในแกลลี่ ส่วนกายละเอียดคืออยู่เตียง ห่มผ้า นอนเรียบร้อยแล้วเด้อ


    อะ ก็คิดแล้วว่ากลับบ้านไปจะอาบน้ำ กินอะไรนิดหน่อยไม่ให้ท้องว่าง แล้วก็นอนยาวไปเลยจ้า แต่! ความซวยมาเยือนเมื่อเรากำลังจะลดระดับเพดานบินลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบค่ะ





    ลูกเรือพร้อม ผู้โดยสารพร้อม เครื่องบินก็พร้อม
    แต่สนามบินไม่พร้อม!




    เช้าวันนั้น ฝนตกหนักที่ดูไบ! ชาวเมืองทะเลทรายผู้ไม่คุ้นชินกับฝนก็แตกตื่นจ้า อากาศแย่จ้า หมอกลงจัดมาก ฝนก็กระหน่ำ เอาเครื่องลงไม่ด๊ายยยยย นักบินเลยประกาศว่าเราจะต้องบินวน on hold กันประมาณ 20 นาทีนะจ๊ะ






    ภาพจำลองของข้าพเจ้าหลังจากได้ยินกัปตันประกาศว่าจะต้องบินวน






    อะ วนไปจ้ะ วนไปจนครบ 20 นาที เราก็คิดว่าเอาละ นี่คงเป็นการวนเลี้ยวรอบสุดท้ายก่อนที่เครื่องจะลงจอด แต่แล้วกัปตันก็ประกาศอีกรอบว่า... น้ำมันจะหมดแล้วจ้าาาาา แลนด์ไม่ได้เด้อ ต้องไปลงที่สนามบิน Al Ain (อีกเมืองนึงของยูเออี) เราจะไปเติมน้ำมันแล้วกลับมาใหม่หลังจากสภาพอากาศดีแล้ว...






    โอ้โห้ อิฉิบหายยยยย
    (ถือว่าเซนเซอร์แล้วนะจ๊ะ)









    ภาพจำลองของข้าพเจ้าหลังจากได้ยินกัปตันประกาศว่าจะ divert







    โอ้ยยยยยย ไฟล์ทก็ยาว เหนื่อยก็เหนื่อย คิดว่าจะกลับบ้านไปนอน แต่นี่อะไร ต้องไปลงอีกสนามบิน แล้วยังไง ต้องเติมน้ำมัน และไม่รู้ว่าอากาศมันจะดีเมื่อไรเนี่ยนะ อะไรกันวะเนี่ย นี่มันวันอะไรของกู๊วววว ผู้โดยสารก็เริ่มเลิกลั่กแล้ว ยังไงดี มีไฟล์ทที่ต้องต่อ จะทำยังไง นั่นนี่นู่นโน่น ทั้งเคบินวุ่นวายมาก เราก็ต้องบอกว่ายู นั่งก่อน เดี๋ยวจะแลนด์อีกสนามบินนึงแล้ว ใจเย็นก่อนนนนนนนน



    พอถึงที่สนามบิน Al Ain ที่อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ สภาพคือเวิ้งว้างว่างเปล่ามาก มีแต่พื้นกับทรายและหอบังคับการบินเล็ก ๆ คือ somewhere in the desert มาก ๆ อะ เราก็เริ่มลุกมาจัดการเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟกาฟงกาแฟ หวังให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนก มีอะไรดื่มจะได้สงบสติอารมณ์ลงไปบ้าง แล้วก็รอการประกาศจากกัปตันต่อไปว่าจะยังไงต่อ


    และเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่า...








    พายุทะเลทรายเข้าว้อยยยยยยยยยยย






    จุดนั้นคือสบถในใจว่า เชี่ยอะไรวะเนี่ยชีวิตกู๊ววว ผู้โดยสารข้างในก็งอแงว่าจะนั่งบัสไปดูไบได้มั้ย ข้างนอกก็ลมพัดหวีดหวิวจนรู้สึกว่าเครื่องบินโยกตามแรงลม คือทำอะไรไม่ได้ และต้องติดอยู่ในความวุ่นวายแบบนี้ไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ ใจจริงอยากจะกรี๊ดแล้วก็เปิดประตูกางสไลด์ลงไปเลย บายจ้า พอกันที แต่ก็ทำไม่ได้ไง ชีวิตต้องกินต้องใช้ ต้องมีงานมีเงินเลี้ยงชีพ ฮือออออออออออ








    หมอกจาง ๆ หรือควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้
    ซึ่งไม่ได้อยากรู้เลยเว้ย อยากออกไปจากที่นี่ กรี๊ดดดดดดดดดด





    สุดท้าย เมื่อผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า ๆ  กัปตันก็ประกาศว่าจะเอาเครื่องขึ้น จะกลับดูไบแล้วนะเออ ลูกเรือทุกคนก็เฮแบบ เฮออกเสียงกันจริง ๆ ว่าจะได้กลับบ้านแล้วเว้ย และในที่สุดเราก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ครบสามสิบสอง แต่สติสัมปะชัญญะขาดหายไม่รับรู้อะไรแล้วจ้า ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ต้องมี ไม่ต้องพบ ไม่ต้องเจอก็ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตการทำงานเป็นลูกเรือจะขาดหายอะไรไป ฮืออออ พอ ไม่เอาอีกแล้วจ้าาาาา













  • สุขภาพจิตที่สดใจทำให้สุขภาพกายสดชื่น




    อย่างที่เราเล่าให้อ่านกันไปในย่อหน้าแรก ว่าเดือนนี้นั้นเป็นเดือนที่ค่อนข้างจะหนักหน่วงพอสมควร แต่แม้ว่าตารางบินจะยุ่งแค่ไหนเราก็พยายามที่จะหาอะไรทำสืบเนื่องมาจากเดือนที่แล้ว เพราะคิดว่าการนอนพะงาบ ๆ แล้วหายใจรวยรินนอนดู Netfilx หรือเล่น Moblie Legends แล้วไล่ทริปเปิ้ลคิล เมแนคคนอื่นไปเรื่อย ๆ มันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน จิตใจห่อเหี่ยว ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัวนะจ๊ะ


    เพื่อป้องกันและจัดการกับอารมณ์หม่นหมองและทึมเทาของตัวเอง เราก็พยายามทำตัวให้กระฉับกระเฉงแอคทีฟและหากิจกรรมที่ตัวเองชอบและสนใจทำดูค่ะ และพยายามปรับไลฟ์สไตล์ตัวเองให้คิดว่าอยู่ที่เมืองทะเลทรายก็แฮปปี้ มีอะไรทำ ไม่จำเป็นจะต้องกลับไปแต่กรุงเทพก็ได้ (เพราะก็เปลืองค่าตั๋วกับเหนื่อยเกินกว่าที่จะนั่งเครื่องบินไปกลับ แม้ว่าจะนั่งเป็นผู้โดยสารก็ตาม)


    ซึ่งกิจกรรมนอกบ้านที่เราออกไปทำในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น บางส่วนเราก็เอาลงไปเล่าให้อ่านในเพจ ด้วยรัก...จากทะเลทราย เรียบร้อยแล้วเด้อ ฉะน้้นสิ่งที่เราเล่าไปแล้วก็จะขอแตะ ๆ ไม่ลงรายละเอียดนะคะ แต่ก็มีอีกนิดหน่อยที่ยังไม่ได้เล่าให้อ่านกัน ซึ่งเอาเป็นว่าเราขอรวบรวมเอามาเล่าอย่างละเอียดในนี้ด้วยก็แล้วกันนะคะ













    Paddle boarding with PM 2.5



    ช่วงนี้ที่เมืองทะเลทรายนั้นอากาศค่อนข้างเย็นสบาย เหมาะแก่การออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นที่สุด ถือเป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่หน้าร้อนจะมาเยี่ยมเยือนในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้า เหล่ามนุษย์ทะเลทรายเลยออกมาเริงร่าท้าลมหนาวกันเยอะแยะ รวมถึงเราผู้เบื่อกับการนั่งจับเจ่าทำแต่กับข้าวอยู่ที่บ้าน (ถ้าใครติดตามอินสตาแกรมของเราจะเขียนว่าเอะอะก็เข้าครัว ทำนู่นทำนี่กินตลอดเวลา) เลยขอออกมาโดนแดดโดนลมกับเขาบ้างโดยการมาเล่น Paddle Board พายจ๋อมแจ๋มอาบแดดและชมวิวตึกระฟ้าของดูไบทั้งตึก Burj Khalifa ที่สูงที่สุดในโลกและตึกเรือใบ Burj Al Arab ที่หาด Kite Beach ค่ะ














    แต่!! ถึงแม้ว่าอากาศจะเย็นสบายเหมาะแก่การใช้ชีวิตก็จริง ถ้าหากลองเช็คค่าฝุ่นในอากาศจะพบว่ามีค่าฝุ่นสูงมาก บางวันก็สูงกว่ากรุงเทพไปอี๊กกกก ซึ่ง... ที่นี่ไม่มีใครแคร์ ไม่มีการแจ้งเตือนใด ๆ ชาชินแล้วกับฝุ่นทะเลทรายต่าง ๆ อยู่กันแบบนี้ก็จงอยู่กันต่อไปเด้อ และขอสารภาพตามตรงว่าเราก็เพิ่งมาเช็คดูเมื่อตอนที่ชาวกรุงเทพตื่นตัวเรื่องฝุ่นกันนี่แหละค่ะ อยู่มาสามปีไม่เคยรู้เรื่องเล้ยยยย








    จากภาพจะเห็นได้ว่ามีความขมุกขมัวในชั้นบรรยากาศ
    มองตึก Burj Khalifa ได้แบบเลือนรางเหลือเกิน แปลว่าฝุ่นเยอะ อากาศแย่นั่นเองงงงงง







    สรุปความได้ว่า... อยู่ที่ไหนก็เป็นมะเร็งปอดตายได้เท่ากันค่ะ (โธ่...คุณภาพชีวิต...) แต่การออกไปสูดฝุ่นในวันนี้ก็มีความสุขดีนะคะ ได้มองทะเล นอนอาบแดด จิบกาแฟยามบ่าย ก็เป็นวันหยุดที่มีความสุขค่ะ ถ้าวันไหนฝุ่นไม่เยอะก็อยากจะมานั่งเล่นอีกนะคะ คิดถึงทะเล ไม่ใช่อะไรหร้อกกกก :)














    เปิดเตา เข้าครัวกับกิจกรรม Cooking Class



    สิ่งที่น่ารักสำหรับสายการบินที่เราทำงานอยู่คือเรื่องของ Crew Community ค่ะ ลูกเรือทุกคนจะมีบัตรที่เรียกว่า Face Card ซึ่งเป็นบัตรที่เอาไว้ยื่นตามร้านอาหารเพื่อรับส่วนลดค่าอาหาร ค่าบริการต่าง ๆ และสามารถเข้าใช้คลับและฟิตเนสสตูดิโอต่าง ๆ ได้รอบดูไบ ตลอดจนมีการจัดกิจกรรมสำหรับลูกเรือไม่ให้พวกเราเบื่อและฟุ้งซ่านจนหอบของกลับบ้านกันหมด เช่น ดูหนังฟรี เข้าชมละครเวทีต่างๆ จัดปาร์ตี้ของลูกเรือบ้างเมื่อเกิดอยากจะจัดขึ้นมา (อย่างล่าสุดอยู่ ๆ ก็จัด yacht party จ้า) มีทริปไปเดินพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ บ้าง ว่าง ๆ ก็มีเดินวิ่งการกุศล ฟิตเนสอีเวนท์ริมทะเล รวมถึงกิจกรรมสอนทำอาหารกุ๊กกิ๊กที่เรามีโอกาสได้เข้าร่วมในเดือนนี้ค่ะ








    เมนูวันนี้คือคุกกี้และเค้กฟักทองค่ะ







    ในแต่ละเดือนก็จะมีหลายหลายเมนูอาหารจากทั่วโลกให้เราได้ทดลองไปเรียนกัน โดยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ในคลาสก็เล็ก ๆ น่ารักดีค่ะ และเรียนกับเชฟจริง ๆ เลยด้วย รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในรายการแข่งขันทำอาหารเลยล่ะ









    คุกกี้ของเราค่ะ แม้ว่าหน้าตาจะยู่ยี่ไปหน่อย แต่ก็อร่อยนะจ๊ะ











    ในส่วนของเค้กค่ะ ดีงามมากกกกกกก อยากกลับมาลองทำใหม่อีกรอบหนึ่ง

















    เป็นอาสาสมัครพาน้องหมาไร้บ้านไปเดินเล่น


    บางวันที่เรารู้สึกเหนื่อยมาก ๆ ต้องการการปลอบโยนที่ดี สิ่งที่เรานึกอยากจะมีให้อยู่ในเมืองทะเลทรายด้วยกันคือแมวซักตัวหนึ่งหรือทางที่ดีคือมีหมาตัวใหญ่ ๆ ให้กอด




    และแล้วความฝันของเราก็เป็นจริงค่ะ!




    แต่ไม่ใช่การรับสัตว์มาเลี้ยง เพราะคิดว่าการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยจะอยู่บ้านของเรานั้นไม่เหมาะกับการเลี้ยงเจ้าพวกขนฟูน่ารักทั้งหลายเลยค่ะ ถ้าเลี้ยงได้ไม่ดี ก็เลือกที่จะไม่เลี้ยงดีกว่า






    แต่เราก็สามารถไปเป็นอาสาสมัครพาน้องหมาไปเดินเล่นได้!!!





    ความจริงอันน่าโหดร้ายในเมืองทะเลทรายน้้นคือ ที่นี่มีสัตว์ที่ถูกทิ้งเยอะมากค่ะ บางส่วนก็ถูกทิ้งเพราะโตแล้ว ไม่น่ารักนุ่มฟูเหมือนตอนเด็ก หรือไม่ก็เจ้าของย้ายกลับประเทศไป แต่ก็ไม่เอาสัตว์เลี้ยงของตัวเองกลับไปด้วย เอาไปทิ้งข้างทางบ้าง ล่ามทิ้งไว้หน้าบ้านบ้าง (ซึ่งไม่คิดหรอวะว่ามันหน้าร้อน หมาร้อนตายนะเว้ยมึง ไอ้เวร!) สำหรับน้องหมาน้องแมวที่โชคดี มีคนใจดีพบเจอและช่วยเหลือ รอดพ้นไม่โดนรถสอยจนสิ้นไป หรือร้อนจนระเหิดไปก่อน ก็จะถูกนำมาเลี้ยงไว้ที่โครงการของ Stray Dogs Center UAQ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงน้องหมาจรที่ถูกทอดทิ้งค่ะ








    ตัวโครงการตั้งอยู่กลางทะเลทราย ห่างไกลจากผู้คน เปิดรับอาสาสมัครผู้ใจดีมาพาน้องหมาไปเดินเล่น ทำความสะอาดกรง อาบน้ำในทุก ๆ วันหยุดค่ะ ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาจูงน้องไปเดินเล่น









    ทุกตัวดีใจมากกกกกกก เมื่อเจอคน และตื่นเต้นมากกกกกกกก ที่ได้ออกไปเดินเล่นนอกกรง เราก็แฮปปี้มีความสุขมากกกกกกกกกก ที่ได้เห็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความไว้ใจของเหล่าเพื่อนสี่ขาผู้น่ารัก เป็นวันหยุดที่อิ่มเอมใจมาก ๆ ค่ะ รักกกกกกกกกกก อยากพากลับบ้านไปด้วยกันนะ











    หยิบพู่กัน ผสมสี แล้วลงมือวาดภาพในรอบหลายปี



    และอีกหนึ่งกิจกรรมของ Face Card ที่เราไปร่วมด้วยก็คือกิจกรรมสอนวาดภาพค่ะ คล้าย ๆ กับร้าน Paint Bar ที่ไทยนี่แหละค่ะที่มีภาพต้นแบบให้วาดตาม แล้วก็จิบไวน์อะไรไปเรื่อยเจื้อย พักคุยกับเพื่อนแล้วค่อยมาวาดต่อ








    ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ และได้เสริมสร้างจิตนาการด้วยค่ะ ถ้ามีจัดอีกก็อยากจะไปอีกเช่นกัน








    ต้นแบบเขาทำสวยมาก แต่ฝีมือเด็กประถมก็ได้เท่านี้แหละค่า














    และทั้งหมดทั้งมวลนี้คือการสรุปชีวิตของแอร์เมืองทะเลทรายในรอบเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ


    แม้ว่าในเดือนนี้ไม่ได้พาไปเที่ยวตามเลโอเวอร์ที่ไหนเลย
    แต่เราก็หวังว่าบันทึกประจำเดือนของเราในตอนนี้
    จะเป็นประโยชน์ ให้ความสนุก และส่งต่อเรื่องราวทั้งด้านดีและด้านที่ไม่ค่อยน่ารัก
    ของการใช้ชีวิตในบ้านทะเลทราย และการทำอาชีพแอร์แขกนะคะ






    แล้วเจอกันกันใหม่ในไฟล์ทหน้านะคะ




    ด้วยรัก...จากทะเลทราย










    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in