แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ ออสเตรียKanchat
02: ไฟลต์รวด 11 + 3 ชั่วโมง
  • หลังจากหาข้อมูลออสเตรียแล้วดันเจอแต่ออสเตรเลีย ในที่สุดผมก็เจอรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยไปเที่ยวออสเตรีย แถมคุณน้องเธอยังเก็บไฟล์แพลนเที่ยวไว้ด้วย ผมจึงขอยืมมาก๊อปแอนด์อแดปต์เสียเลย วะฮะฮ่า 

    แต่ระหว่างที่มโนทริปออสเตรียไปเรื่อย ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
    เอ๊ะ...กูต้องไปขอวีซ่าก่อนนี่หว่า

    สำหรับออสเตรียก็จะใช้วีซ่าเชงเก้น (Schengen) อันเป็นวีซ่าที่ใช้ร่วมกันของประเทศแถบยุโรป คือถ้าจะเที่ยวประเทศในโซนนี้ก็ทำแค่วีซ่าของประเทศที่อยู่นานสุดก็พอ แต่ผมไปแค่ออสเตรียประเทศเดียว ก็เลยทำที่ศูนย์วีซ่าของออสเตรียได้เลย

    ซึ่งการไปขอวีซ่าก็ช่างน่าประทับใจจริงๆ 
    ...หึหึหึ
  • เรื่องของเรื่องคือ ผมนัดทำวีซ่าไว้ตอน 10:45 น. ผมไปถึงศูนย์วีซ่าตรงเวลาเป๊ะ เจ้าหน้าที่ (ที่โคตรดุ) ก็บอกให้ไปนั่งรอเรียกชื่อข้างใน แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนจะพักเที่ยงก็ไม่มีใครเรียกชื่อผมสักที ก็เลยตัดสินใจไปถามเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่าชื่อผมผ่านไปแล้ว 

    ผมก็ อ้าว มันจะผ่านไปได้ไง ก็ผมมาตรงเวลา นั่งอยู่ในนี้ตลอด ปวดฉี่ยังไม่ยอมลุกไปไหนเลย
    เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า “อ๋อ เราเรียกคิวล่วงหน้าค่ะ” 

    ...!@#$%#$^$@%#@$%#@$

    สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ผมกลับมาหลังพักเที่ยงเสียเวลาทำมาหากินไปสี่ชั่วโมงเต็ม แถมพอทำเรื่องเสร็จ มีข้อความจากทางศูนย์วีซ่าส่งมารายงานความคืบหน้า มันก็…




    นี่มึงเกลียดกูมากใช่มั้ย! หรือว่าออสเตรียเปลี่ยนภาษาทางการจากเยอรมันเป็นภาษาดาวนาเม็กแล้วกูดันไม่รู้เรื่องเอง ตอบ! 

    (อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็ได้วีซ่ามาเรียบร้อย และก็เขียนคอมเพลนไปสองหน้า A4 เต็มๆ (กลัวคอมเพลนก่อนได้วีซ่าแล้วจะซวย) ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการตอบกลับจากทางศูนย์วีซ่าใดๆ ทั้งสิ้น ...เอวัง)

  • จัดการเรื่องวีซ่าแล้ว เครื่องบิน โรงแรมนั่นนี่อะไรก็จองแล้วแผนเที่ยวก็มีคร่าวๆ แล้ว ฟังดูชีวิตดี๊ดี~ (สำเนียงน้องไอซ์จากเรื่อง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้) แต่ทว่าผมมีอุปสรรคยิ่งใหญ่รออยู่ คือ

    ยัง
    เขียน
    ต้นฉบับ
    Taipei Panic
    ไม่
    เสร็จ!

    การแบกต้นฉบับไปทำระหว่างเที่ยวต่างประเทศไม่ใช่เรื่องน่าสนุก แต่ไอ้ความไม่สนุกนี้มันกำลังจะเกิดกับชีวิตผม ซ้ำร้ายก่อนเดินทางดันไม่สบายไข้ขึ้นบวกจู๊ดจู๊ด ซึ่งเป็นอาการเหมือนก่อนจะไปไทเปเลย ผมจึงวิเคราะห์ว่าตัวเองต้องเป็นโรคเครียดก่อนเที่ยวหรือ Precautionary Panic Disorder for Travelling แน่ๆ (โรคอะไรของมึง)

    แต่ถึงร่างกายจะโทรมขนาดไหนก็ต้องลากสังขารไปเที่ยว (ก็แหงสิ กูจ่ายไปตั้งหลายหมื่น!) โดยทริปนี้ผมเลือกใช้บริการสายการบิน EVA Air เพราะว่าคุณพี่ทาเคชิ คาเนชิโร่ เป็นพรีเซนเตอร์ (นี่หรือเหตุผล...) อ้อ จริงๆ ก็มีเหตุผลแบบดีๆ หน่อยคือมันบินตรงและผมค่อนข้างชอบแอร์ฯ ของสายการบินเอเชียที่เป็นแนวพินอบพิเทา (ส่วนแอร์ฯ ฝรั่งจะดุๆ เย็นๆ)

    พี่ทาเคชิจ๋า ชั้นเลือกสายการบินนี้ เพราะพี่เลยนะ (เขาจะมารับรู้อะไรกับมึงมั้ย)

  • พอเข้าไปในเกตรอขึ้นเครื่องปุ๊บ ผมก็ต้องพบกับความช็อคทันที 

    ผู้โดยสารกว่า 80% เป็นคนจีน!

    ไอ้หยา ซี้เลี้ยวอ่าาาา แต่พอแอบมองพาสปอร์ตที่เขาถือๆ กันอยู่ก็ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นคนไต้หวันต่างหาก (EVA Air เป็นสายการบินของไต้หวันจ้ะ) ซึ่งตอนขึ้นเครื่องจริงก็พบว่าเงียบสนิทอย่างเวรี่สงบสุข ผมรักผู้โดยสารชาวไต้หวันจริงๆ T_T (ซึ้งใจจนร้องไห้)

    และเนื่องด้วยไฟลต์นี้เป็นเที่ยวบินตรง 11 ชั่วโมง เพื่อนผมเลยแนะนำให้จ่ายเงินเพิ่มเป็นที่นั่งแบบ Premium Economy ที่เบาะจะกว้างกว่า Economy ดีกว่า คือยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทว่าเครื่องที่ผมนั่งเป็นรุ่นที่ไม่มีที่นั่งแบบนี้ครับ ก็เลยต้องทนนั่งเบาะแคบๆ ไป แถมที่นั่งข้างๆ ดันเป็นลุงฝรั่งตัวใหญ่ที่ยึดที่วางแขนไปทั้งสองข้าง แล้วลุงก็หน้าตามู้ดดี้เหมือนไม่ต้องการคุยกับมนุษย์หน้าไหนทั้งสิ้น ผมจึงได้แต่จำยอมไปตลอดทาง... 

    หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ 11 ชั่วโมง ผมก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเวียนนา (Vienna International Airport) ด้วยอาการปวดหลังปวดเอวสุดๆ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะทริปนี้ผมแพลนไว้ว่าจะเที่ยวสองเมือง คือ หนึ่ง—ซาลซ์บูร์ก (Salzburg) และสอง—เวียนนา (Vienna) นั่นหมายความว่าหลังจากลงเครื่องแล้วผมต้องนั่งรถไฟด่วนจากเวียนนาไปยังซาลซ์บูร์ก ซึ่งใช้เวลาราวสามชั่วโมงทันที

    สรุปแล้วก็เดินทางรวม 14 ชั่วโมงเองจ้าาาา 
    ชีวิตดี๊ดี~ (กัดฟันพูด)


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in