แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ ออสเตรียKanchat
03: ไบโพลาร์อินออสเตรีย

  • หลังจากเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเวียนนา (Vienna International Airport) และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างง่ายดาย ผมก็รีบมองหาแหล่งซื้อซิมมือถือตามประสาคนเสพติดอินเทอร์เน็ตระยะสุดท้ายทันที

    ออกจากเกตมาปุ๊บ ผมก็เจอเคาน์เตอร์ขายซิมที่...ดูไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง

    มันเป็นโต๊ะง่อยๆ ตัวหนึ่งที่มีป้ายเขียนด้วยลายมือว่า Local Sim แค่นี้ ...คือแผงขายขนมเบื้องประเทศกูยังดูน่าเชื่อถือกว่าอีก

    ผมเลยยอมลากกระเป๋า 15 กิโลฯ ปุเลงๆ ไปทั่วสนามบินเพื่อหาร้านอื่น แต่ก็ไม่พบเลยตัดใจกลับไปหาไอ้ร้านเถื่อนๆ แล้วก็เจอกับคนขายผู้หญิงที่น่าจะอายุน้อยกว่าผม พอบอกว่าอยากได้ซิมรุ่นนี้ นางก็บอกว่ามีแต่ต้องเดินไปซื้อที่ร้านนะ ผมก็งงว่า อ้าวมันไม่ได้ซื้อตรงนี้หรอ (แม่งทำอย่างกับลงวินโดวส์เถื่อนที่ฟอร์จูนแบบว่าต้องเดินไปร้านที่อยู่ลับๆ หลืบๆ) แต่ชีวิตไม่มีทางเลือกมากนัก ว่าแล้วก็ตามนางไปอย่างง่ายดาย

    ระหว่างเดิน น้องแกก็ชวนคุยว่ามาเที่ยวเหรอ อยู่กี่วัน อ้อ อยู่แปดวัน งั้นโอเคเลย ซิมที่ซื้อเนี่ยมันอยู่ได้ 15 วันนะ มีปัญหาก็โทร.ไปเบอร์นี้นะ บลา บลา บลา ถึงตอนนี้ก็เริ่มประทับใจแล้วว่า เอ้อ คนออสเตรียคนแรกที่เจอก็ดูเฟรนด์ลี่ดีนะ

    แต่นึกชมได้แค่สามวินาที พอน้องแกมาส่งถึงร้านปุ๊บ น้องก็บอกว่า “โอเค บาย” และเดินจากไปทันที

    อ้าว เฮ้ย! ทิ้งกูซะงั้น

    สรุปว่านางเป็นเหมือนพวกนายหน้าที่มีหน้าที่พามาส่งที่ร้าน พอหมดหน้าที่ก็สะบัดตูดไปเลยจ้า ซึ่งร้านที่พามาก็เป็นร้านมือถือจับฉ่ายอารมณ์ Jaymart บ้านเรา ดูแล้วไม่ใช่ร้านของเครือข่ายสัญญาณมือถือแน่นอน

    จากนั้นผมก็ได้ประชันหน้ากับชายผู้มีสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนไม่ได้อยากจะขายของเท่าไหร่ เข้าไปถึง แกก็ไม่สนใจไยดีผมแต่อย่างใด เอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์จนผมต้องเรียก “เฮียๆ ขอซื้อซิมหน่อย” จ่ายเงินเสร็จแกก็ยื่นซิมมาให้แล้วก็หันไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ นี่มึงจะไม่ช่วยแนะแนวอะไรกูสักหน่อยเหรอ ผมเลยถามว่ามันต้องเซ็ตค่าอะไรมั้ย เฮียแกก็ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “No”

    ...ชักสงสัยนี่แม่งคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ มึงอยู่ในโหมดประหยัดพลังงานหรือไงครับ

    ผมจัดแจงเปลี่ยนซิมที่ร้านทันที ลุ้นอย่างยิ่งว่ามันจะต่อเน็ตติด เพราะถ้าไม่ติดเนี่ย พนักงานดูท่าทางจะไม่ช่วยอะไรกูแน่นอน (เงินก็จ่ายไปแล้ว) แต่พระเจ้ายังเข้าข้างอยู่บ้าง สรุปเล่นเน็ตได้ เฮ้! รอดแล้ว

  • ตามแพลนผมจะเดินทางจากเวียนนาไปซาลซ์บูร์กก่อน ซึ่งวิธีไปก็ทรหดไม่ใช่น้อย

    อันดับแรกต้องนั่ง Airport Bus จากสนามบินไปสถานีรถไฟหลักชื่อ Wien Westbahnhof เป็นเวลา 45 นาที ซึ่งตอนขึ้นรถก็วุ่นวายพอสมควร เพราะคนเยอะและที่นั่งมีจำกัด แปลว่าถ้ามัวชักช้า มึงต้องยืนไปตลอดทางจ้า

    แม้ผมจะผ่านการนั่งเครื่องบิน 11 ชั่วโมงมาสดๆ ร้อนๆ แต่การยืนบนรถตลอด 45 นาทีก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ผมจึงไม่เหลือความเอื้ออารีอีกต่อไป...กูต้องได้นั่ง ว้ากกกก! 

    สุดท้ายก็ใช้วิทยายุทธ์ทุกอย่างที่เคยมีในชีวิตฝ่าฟันจนได้ที่นั่งมา

    มวลชนมากมายรอขึ้น Airport Bus 

  • พอมาถึงสถานี Wien Westbahnhof ผมก็ไม่ต้องไปวุ่นวายซื้อตั๋วรถไฟ เพราะซื้อตั๋วรถไฟออนไลน์ล่วงหน้าไว้แล้ว

    ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าตั๋วรถไฟมันจะมีสองแบบ คือ หนึ่ง—แบบแพง (50 ยูโร = เงินไทยประมาณหนึ่งพันแปดร้อยบาท) ตั๋วมีอายุสองวันสามารถขึ้นรถไฟรอบไหนก็ได้ และสอง—แบบถูก (19 ยูโร = เงินไทยประมาณเจ็ดร้อยบาท) คือต้องขึ้นตามวันเวลาที่จองไว้เท่านั้น จะมาขึ้นรอบอื่นวันอื่นไม่ได้ ถ้าขึ้นไม่ทันถือว่าตกรถ ต้องซื้อตั๋วใหม่ลูกเดียว ผมปรึกษาเพื่อนที่เดินทางโซนยุโรปบ่อยๆ เพื่อนก็แนะนำว่าตอนมาถึงเราไม่อาจรู้ว่าเครื่องจะดีเลย์หรือมีเหตุห่าเหวอะไรหรือเปล่า ดังนั้นซื้อแบบแพงไปเถอะ

    ในเมื่อตั๋วที่มีมันขึ้นรอบไหนก็ได้ ผมเลยไม่รีบร้อนอะไร ตอนแรกกะว่าจะเดินเล่นในสถานี ถ่ายรูปนั่นนี่ แต่เพื่อความชัวร์เลยลองไปถามนายสถานีว่า “เอ่อ ไปซาลซ์บูร์กต้องรอรถไฟที่ชานชาลาไหนครับ” ทันใดนั้นนายสถานีก็ชี้ไปยังรถไฟที่จอดอยู่ แล้วตะโกนว่า “Go! Go! Go!”

    เอ้า งงสิกู…

    ยังไม่ทันหายงง พี่แกก็พูดซ้ำอีก “Go! Go! Go! Go!” ผมก็เลยลากกระเป๋า กระโดดขึ้นรถไฟตามที่แกสั่ง แม้จะยังงงๆ อยู่ว่านี่มันเชี่ยอะไรกันวะ ไหนบอกบัตรกูขึ้นรอบไหนก็ได้ ทำไมต้องขับไล่ไสส่งกันเยี่ยงนี้

    รู้ตัวอีกที กูอยู่บนรถไฟซะงั้น...

    ระหว่างที่ยืนงงกับชีวิตอยู่ ก็เจอกับพนักงานสาวท่าทางใจดี ผมเลยถามว่าคันนี้ไปซาลซ์บูร์กใช่มั้ย คุณเธอก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ ไปซาลซ์บูร์ก แต่คันนี้มันดีเลย์มา 15 นาทีแล้วน่ะค่ะ”

    น้ำเสียงที่เป็นมิตรของเธอทำให้ผมหายเสียขวัญจากนายสถานีฮาร์ดคอร์คนนั้นได้บ้าง และเข้าใจว่า อ้อ รถมันจอดนิ่ง เพราะดีเลย์ และมันก็อาจจะออกตอนไหนก็ได้ นายสถานีเลยหวังดี บอกให้เรารีบขึ้นรถ ...แต่แบบมึงช่วยบอกกูด้วยวิธีที่ดีกว่านี้ได้ม้ายยยย

    ความมึนยังไม่จบแค่นี้ เหตุเพราะนายสถานีไล่ให้ขึ้นรถโดยไว ผมเลยวิ่งพรวดมาอยู่ที่ต้นขบวน ซึ่งมันเป็นที่ของ First Class แต่ตั๋วของผมเป็น Economy ซึ่งอยู่ท้ายขบวนนู่น ก็เลยต้องลากกระเป๋าฝ่าผู้คนทะลุไปราวสี่ห้าโบกี้กว่าจะเจอโซน Economy ที่รัก ซึ่งระหว่างนั่งรถไฟราวสองชั่วโมงครึ่ง ผมก็ไม่ได้ชมวิวนอกหน้าต่างเพื่อซึบซับภูมิทัศน์แต่อย่างใด ทว่าต้องหยิบโน้ตบุ๊คเอาต้นฉบับ Taipei Panic เพียงชายคนนี้ไปไทเป ขึ้นมาแก้ เอวังชีวิต

    แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่ค่อยมีสมาธิแก้งานเท่าไหร่ เพราะกำลังงงๆ กับมนุษย์ออสเตรียที่ประสบพบเจอ ตกลงพวกพี่จะดีหรือจะร้ายกับผมกันแน่ ที่จริงก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าคนออสเตรียภายนอกจะดูเย็นๆ นิ่งๆ แต่ลึกๆ แล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงกูเจอความแปรปรวนสูงเหลือเกิน เจอขึ้นสุดลงสุดอย่างกับไบโพลาร์แบบนี้ บอกตามตรงว่าปรับโหมดไม่ทัน
  • รอดชีวิตมาถึง Salzburg Hauptbahnhof สถานีรถไฟของเมืองซาลซ์บูร์ก

    และเมื่อผมเดินทางมาถึงเมืองซาลซ์บูร์กก็ต้องประสบกับภาวะไบโพลาร์ของชาวออสเตรียอีกครั้ง 

    เรื่องเกิดจากผมเดินไปซื้อ Salzburg Card (เป็นบัตรที่เอาไว้ใช้เข้าพิพิธภัณฑ์ ขึ้นรถเมล์ และอีกสารพัด) ที่ออฟฟิศของ Visitor Information เข้าไปก็เจออีป้าหน้าหยิ่งที่เหมือนไม่ค่อยอยากขายของเท่าไหร่ (อีกแล้ว!) ผมบอกป้าแกไปว่าขอซื้อ Salzburg Card ป้าก็ถามห้วนๆ “เอาราคาเท่าไหร่” ผมก็ถามว่ามีราคาเท่าไหร่บ้าง ป้าก็ตอบว่ามีเท่านี้ๆ ด้วยน้ำเสียงเอือมระอาราวกับว่าทำไมมึงไม่หาข้อมูลมาก่อน ซึ่งกูก็หามา แต่อยากถามเพื่อความชัวร์ กูผิดมากมั้ยเนี่ย

    ยัง...ยังไม่จบ ความที่อยากแตกแบงก์ตอนจ่ายตังค์ ผมเลยให้แบงก์ใหญ่แกไป อีป้าก็ถามว่ามี 1 ยูโรมั้ยจะได้ทอนง่ายๆ ผมควักๆ ดูเจอแต่เหรียญอื่น ป้าแกก็ถอนหายใจใส่ แล้วบอกทำนองว่า เออ ช่างมันเถอะ 

    ...นี่ตกลงออฟฟิศมึงทำหน้าที่ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวหรือไล่นักท่องเที่ยวกลับประเทศกันแน่ กูเริ่มงง

    ในจังหวะที่เซ็งกับอีป้ามหาภัยแบบสุดๆ พอเดินเข้าโรงแรม ผมก็เจอพนักงานต้อนรับที่เวรี่เฟรนด์ลี่มาก ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างสดใส พร้อมหยิบแผนที่มาอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวโดยไม่ต้องขอ แถมผมจองห้องซิงเกิลไป โรงแรมก็ให้ห้องเตียงคู่มาอีก! พร้อมโต๊ะทำงานและฟรีไวไฟเสร็จสรรพ!! (เหมือนรู้ว่ากูยังทำต้นฉบับไม่เสร็จ)

    สรุป ประเทศนี้ต้องการอะไรจากกูกันแน่ ทำไมมันถึงขึ้นและลงได้ขนาดนี้ นี่มีรายการ สาระแน ซ่อนกล้องอยู่หรือเปล่า

    แต่หลังจากได้นอนพัก ผมก็ตั้งสติได้ว่า ไม่ต้องไปตั้งคำถามให้เสียเวลาแล้วล่ะว่าคนประเทศนี้มันเป็นยังไง ดีแล้วที่เจออะไรเฮี้ยนๆ ตั้งแต่วันแรก จะได้รู้ว่าประเทศนี้มันก็มีทั้งคนน่ารักและคนไม่น่ารักเหมือนทุกที่ในโลกนั่นแหละ

    เช่นเดียวกับปรัชญาเซนที่บอกไว้ว่าโลกนี้ต้องมีสีดำ เพื่อให้เรารู้ว่ามีสีขาว

    ...ว่าแต่นี่กูมาเที่ยว หรือมาแสวงหาความหมายของชีวิตกันแน่วะเนี่ย!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in