OUT IN AFRICASALMONBOOKS
02: วันแรกๆ ที่เคนยา

  • แม้ท่าอากาศยานแห่งชาติกรุงไนโรบีจะถือเป็นสนามบินระหว่างประเทศที่ทันสมัย มีผู้โดยสารเดินทางเข้าและออกมากที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา แต่ด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกไปในทางยุค 70s ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภาพถ่ายเก่าๆ

    ทันทีที่รับสัมภาระหนึ่งชิ้นใหญ่จากสายพานส่งกระเป๋า ผมก็พบกับคุณธวัช ขวัญจิตร เพื่อนร่วมงานรุ่นอาวุโส ที่มารับผมพร้อมกับคนขับรถของสถานทูต ซึ่งในวันนี้ หลังจากผมแวะเก็บสัมภาระที่โรงแรมแล้ว ผมต้องเข้าไปทำงานและรายงานตัวที่สถานทูตเลย

    ความที่ท่าอากาศยานแห่งชาติกรุงไนโรบีตั้งอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติไนโรบี (Nairobi National Park) ทำให้เวลานั่งรถออกจากสนามบิน เราจะเห็นต้นอะคาเซีย (Akacia—ต้นไม้จำพวกกระถินต้นเตี้ย) ขึ้นอยู่ประปราย ซึ่งในวันนั้น ผมบังเอิญเห็นฝูงม้าลายฝูงเล็กกำลังเล็มหญ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติ และเมื่อเริ่มเข้าตัวเมือง ผมก็เห็นคนท้องถิ่นใส่สูทผูกไทเดินไปทำงานกันขวักไขว่

    ตอนแรก ผมก็คิดว่าเพราะรถติดจึงทำให้พวกเขาเลือกเดิน แต่ภายหลังผมก็รู้ว่าเพราะค่าโดยสารรถเมล์ (ที่มีสภาพเหมือนรถตู้โดยสารบ้านเรา) หรือ ‘มาตาตู้’ (Matatu) นั้นแพง เฉลี่ยแล้วเที่ยวละ 10-20 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางที่นั่ง และหากใช้บริการในชั่วโมงเร่งด่วนค่าโดยสารก็จะแพงขึ้น
  • หลังจากแวะเช็กอินและเก็บของที่โรงแรม ผมก็ตรงดิ่งไปยังสถานทูตทันที

    นั่งรถไปได้สักพัก ผมก็เห็นป้ายบอกทางเข้าสถานทูตอยู่ลิบๆ รถค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ถนนที่เล็กกว่าเดิม แม้จะเป็นระยะทางสั้นไม่ถึง 100 เมตร แต่รถก็เคลื่อนไปช้าๆ คนขับบรรจงหย่อนล้อรถลงไปในหลุมกลางถนนอย่างพิถีพิถัน หรือไม่ก็เลี้ยวไปเลี้ยวมาเพราะต้องหลบหลุมบ่อ แม้คนขับจะพยายามขับอย่างประณีต แต่ทั้งรถและคนก็โขยกเขยกจนหัวชนหลังคาและประตูข้างรถไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

    ที่ด้านหน้าสถานทูตมีพุ่มไม้ปลูกเป็นแถวตามแนวยาวของรั้ว ต้นไม้เขียวแต่กลับเป็นสีน้ำตาลหม่นเพราะผงฝุ่นจากถนน

    สถานทูตไทยที่ไนโรบีมีพื้นที่สองไร่นิดๆ ตั้งอยู่บนเนินในย่านที่เรียกว่า ‘คิลิมานี’ (Kilimani) ในเขตที่ติดกับย่านใจกลางธุรกิจของเมือง ถ้าเปรียบกับเมืองไทยก็เหมือนตั้งอยู่บริเวณสุขุมวิทไม่ก็สีลม อยู่ไม่ไกลจากทำเนียบประธานาธิบดีเคนยา บนถนนที่ตัดทะลุถนนใหญ่ที่มีชื่อเรียกสุดโรแมนติกว่า ‘โรสอเวนิว’ (Rose Avenue) ส่วนตัวที่ตั้งของสำนักงานนั้นเป็นบ้านชั้นเดียว ซึ่งติดมากับที่ดินที่รัฐบาลไทยซื้อกรรมสิทธิ์จากนักธุรกิจชาวเคนยาตั้งแต่ปี 1990

    แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ผมยังจำภาพบรรยากาศของเมือง และความรู้สึกของตัวเองในวันแรก—วันที่จะต้องจากลาสิ่งคุ้นเคยและเริ่มต้นงานในที่ใหม่ได้ไม่เคยลืมเลือน
  • ในวันนั้น อดีตที่รุ่งโรจน์ของไนโรบีในยุคอาณานิคมและเมื่อได้รับเอกราชใหม่ๆ ที่คนเคนยาเล่ากันว่ารถวิ่งบนถนนได้อย่างสบายไม่มีให้เห็นแล้ว ถนนหลายแห่งเป็นเพียงทางดินที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นถนน

    ช่วงแรกที่ไปถึง แต่ละวันของผมหมดไปกับการเรียนรู้งานด้วยการอ่านแฟ้มงานเก่าๆ ทำความรู้จักลูกจ้างท้องถิ่นของสถานทูต รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ช่วงนั้นผมจึงขอติดสอยห้อยตามพี่และเพื่อนข้าราชการที่สถานทูตไปนู่นไปนี่ จะได้เห็นและเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ถือเป็นการฆ่าเวลา แก้เบื่อไปในตัว 

    ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ผ่านไปราวกับหอยทาก...

    แม้จะผ่านไปเกือบเดือนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าไนโรบีเป็น ‘บ้าน’ ที่ผมจะต้องอยู่ต่ออีกสองถึงสามปีข้างหน้าเลย…

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in