Journalnichised
ย้ายที่นอนไป Raglan
  • เอนทรี่นี้เขียนขึ้นมาเพราะอยากเขียนเฉยๆเลย อยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำ กลัวลืม จะเขียนใส่สมุดโน้ตไว้อ่านเองตอนไปเที่ยวก็ไม่มีแรง เลยได้มานั่งนึกย้อนว่าทำอะไรไปบ้างตอนนั่งแต่งรูป

    Raglan

 อยู่ห่างจาก Auckland ประมาณสองชั่วโมง ขับรถลงใต้มาทางชายฝั่งด้านตะวันตก ใกล้ๆ กับ Hamilton เมืองที่ไม่มีอะไรนอกจากสวนพฤกษศาสตร์ แต่เราไปบ่อยมากเพราะไปเยี่ยมยายแฟน ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากกลับไทยกับมา Hamilton นี่แหละ ฟีลกลับบ้านต่างจังหวัดที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเกิดและโตในกรุงเทพ นอนบ้านตัวเองมาตลอดชีวิต



    วันพฤหัสเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเราเหนื่อยกับชีวิตใน Auckland จนอยากหนีออกไปสูดอากาศนอกเมือง เลยเมสเสจไปชวนเพื่อนชะนีขับรถเที่ยว เพราะแฟนบอกว่าจะไปทำงานบนเรือสองวัน นี่ก็นึกภาพว่าฉันจะต้องเบื่อแน่ๆ เสาร์อาทิตย์ไม่รู้จะไปไหน เงินก็ไม่ค่อยมี เพื่อนเลยบอกว่าไปกางเต็นท์นอนริมหาดกัน

    

ที่นิวซีแลนด์จะมี campsite อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ก่อนเราไม่เคยขับรถเที่ยว นั่งบัสอย่างเดียวเลยนอนแต่โฮสเทล จะไป camping ต้องขนของเยอะพอประมาณ ไม่งั้นก็ต้องรวยจัดจนมีอุปกรณ์เดินป่าน้ำหนักเบาราคาไม่เบาครบถ้วนถึงจะไปรอด

    

สุดท้ายเราเลยได้ฤกษ์ผลาญเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ซื้อบัตรคอนเสิร์ต Hozier ไปกับเต็นท์ขนาดสองคนและถุงนอนในบ่ายวันศุกร์ เช้าวันเสาร์ก็เก็บกระเป๋า แต่กว่าจะได้ออกเดินทางก็บ่ายเพราะมีเรียนขับรถตอนบ่ายโมงที่เลื่อนไม่ได้ 



    เพื่อนมารับเราที่หอตอนเกือบบ่ายสาม กว่าจะถึง Raglan ก็ห้าโมงกว่า ยังดีที่เป็นหน้าร้อนเลยแสงหมดช้า

ตลอดทางที่นั่งไปเราก็กับเพื่อนก็พูดกันแทบไม่หยุด เรียกได้ว่าพูดจนเจ็บคอ เพื่อนเราไป camping บ่อยมาก ขนาดที่ว่าไม่เคยเอาเต็นท์กับถุงนอนออกจากหลังรถ มิน่าตอนชวนมาถึงตัดสินใจเร็วพอกัน



    สารภาพว่าตอนเดินทางไปก็คือเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่จะไปเลย แหะแหะ บอกเพื่อนแค่ว่าไปเที่ยวกัน เพื่อนก็บอกว่าโอเค ไป Raglan กัน อยากไปมานานแล้ว เราเคยได้ยินชื่อ Raglan แค่จากแฟนเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนตอนที่เขาบอกว่าไว้ไปเที่ยวกัน แต่เราก็ดันตัดหน้ามากับเพื่อนก่อนจนได้ (ก็เลยตกลงกันว่าอาทิตย์ถัดมาเราจะไป Coromandel กัน)

เราไม่เคยไปพักที่ campsite มาก่อนเลย พึ่งรู้ว่าที่นิวซีแลนด์มีแบบนี้อยู่เยอะมากๆๆๆ ขนาดว่ามี franchise หลากหลายให้เลือกทั่วเกาะ

    ที่ Raglan เราไปพักที่ Holiday Park ก็คือเป็นลานใหญ่ๆ แบ่งเป็นแปลงๆ มีที่ตั้งแคมป์สำหรับคนที่ขับรถตู้ camping van มาจอด แล้วมีน้ำไฟให้ ก็จะเป็นราคาหนึ่ง แต่เราไปแบบเต็นท์ ก็จ่ายไปเต็นท์ละ 23 NZD ราคาก็ประมาณ 2/3 ของโฮสเทลแบบ dorm นอนรวมแปดคนไรงี้ เรากับเพื่อนเอาเต็นท์ไปคนละอัน ก็จ่ายกันคนละ 23 NZD


    
ละก็อย่างที่บอกว่านี่ไม่ได้คิดวางแผนอะไรไปเลย กะว่าไปซื้อของกินเอาแถวนั้นตามประสาชาวไทย มีของกินทุกที่ที่ไป อยู่นิวซีแลนด์มาสองปีแต่ก็ไม่เคยเรียนรู้ ดีที่เพื่อนพกสลัดกับผลไม้มาแบ่งให้เรากินอีก


    ที่ campsite ก็มีครัวกับห้องน้ำ ครัวคือมีแต่เตาจริงๆ ต้องพกอุปกรณ์ไปเอง ห้องน้ำก็หน้าตาดี มีน้ำร้อน แต่ต้องใช้บัตรแสกน แล้วน้ำร้อนจะไหลแค่ตามที่ค่ายตั้งเวลาให้

    จริงๆ เราแอบคาดหวังว่ามันจะสวยกว่านี้ คือค่ายเป็นแบบ cul de sac เลย เหมือนหมู่บ้านเต็นท์กับรถแวน แล้วคนก็นอนกางเต็นท์เรียงๆ กัน สารภาพว่าตอนแรกไม่เก็ทว่าคนมาทำอะไรที่นี่กัน เปลี่ยนที่นอนหรอ แต่ผ่านมาสองทริป ณ ตอนที่เขียนเอนทรี่นี้ก็เดาว่าเป็นกิจกรรมครอบครัว ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ มาพักผ่อนย้ายที่นอนราคาถูก เราชาวไทยก็ชินกับรีสอร์ตโรงแรมริมทะเลที่เน้นวิว สวยๆ อยู่สบาย อ้อ แต่ที่นี่มีแนวต้นไม้กันลมอยู่เดินอ้อมไปก็จะเจอหาดละ แต่ถ้าอยากใกล้ชิดธรรมชาติสุดก็ไป free camping ก็ได้ คือไปกางเต็นท์ที่หาดเลย แบบไม่มีห้องน้ำห้องครัว ร้านขายของชำกับของ camping มีพลั่วขายไว้ขุดหลุมอึเอง ปั๊มน้ำมันยังมีเหยื่อเบ็ดตกปลาขาย 

    ใครอยากไป free camping เว็บของ DOC (Department of Conservation) จะมีบอกว่าที่ไหนนอนได้ไม่ได้ และมี campsite เป็นของ DOC เองด้วย ซึ่งเราไปพักในทริป Coromandel ในสัปดาห์ถัดไป




    ทริปนี้เราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่นอนคุยกับเพื่อนริมหาดเฉยๆ สาเหตุก็คือเพราะเบื่อ Auckland และหนีความจริงมากันทั้งคู่ ไม่ได้กะมาเดินป่าเดินเขาอะไรเลย น้ำทะเลก็ไม่ได้แตะเพราะหนาวมาก ช่วงสุดสัปดาห์นั้นพายุเข้าพอดี

คืนวันนั้นเรานอนหลับไม่สนิทเลย เสียงลมแรงมากๆ แต่ถุงนอนกับเต็นท์ก็ทำหน้าที่ได้ดีสมราคาแถมยังลด 40% อีกต่างหาก บอกเลยว่าเราเห่ออุปกรณ์เรามาก ตอนเช้ามืดเราตื่นมาเพราะรู้สึกเหมือนเต็นท์จะปลิวไปจริงๆ
 แต่ตอนนั้นก็คิดว่าช่างแม่งเถอะ นอนต่อดีกว่า ถ้าตายไปอย่างน้อยก็ยังอุ่นสบายในถุงนอน

    เช้าวันถัดมาเรากับเพื่อนเคลื่อนตัวอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ไปหาอาหารเช้าที่คาเฟ่ในเมือง เราคิดมานานแล้วว่าคนฝั่ง West Coast ที่นี่อารมณ์ร้อนกว่าฝั่ง East Coast เยอะเลย เดาว่าเพราะฝั่งตะวันตกเป็นด้านที่รับลมพายุตลอด มาเที่ยวทะเลฝั่งนี้สามรอบแล้ว ไม่เคยเจอวันฟ้าใสเลย แต่เช้าวันนี้เป็นวันแรกที่อากาศดี แดดจ้า แต่ก็ยังลมแรงมากอยู่



    หาดที่เราไปชื่อว่า ​Ngarunui Beach มีโรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟด้วย แต่เห็นคลื่นลมละอยากตบบ่าเหล่านักเรียน แค่ยืนบนฝั่งก็รู้สึกเหมือนจะปลิวแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าไปเอาตัวกระแทกน้ำจะรู้สึกยังไง



    เรานั่งคุยกับเพื่อนอยู่ที่หาดอยู่นานมากจนลืมเวลา เป็นทริปเยียวยาจิตใจโดยแท้จริง เรากับเพื่อนผลัดกันเล่าปัญหาชีวิตแล้วก็ให้กำลังใจกัน เรารู้สึกว่าการได้ฟังปัญหาคนอื่นแล้วรับรู้ว่าบทสนทนาของเราช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมันสบายใจพอๆ กับตอนที่เขารับฟังเราเลย คิดว่าเพราะมันทำให้เรารู้สึกไร้ค่าน้อยลง

    ระหว่างนั่งรถกลับเรากับเพื่อนเริ่มพูดกันน้อยลง รู้สึกว่าความเป็นจริงเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อตอนที่เห็น Sky Tower อยู่ไม่ไกลจากมอเตอร์เวย์หมายเลข 1 ที่มุ่งหน้าเข้าเมือง ตอนที่เดินกลับเข้าห้องมาก็รู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างหนักเท่าเดิมเลย แต่สะใจมากๆ ปัญหาทุกอย่างมันก็อยู่ที่เดิม แต่เราได้ย้ายที่นอนและรูปสวยๆ กลับมา
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
fray_04 (@fray_04)
ท้องฟ้าๆๆๆๆ น้ำทะเลลล ฮืออออ /นี่คือดายอิีงเมสเสจของคนอยู่ห่างไกลทะเลและมหาสมุทร555555 อิจฉามากๆ และแวะมาบอกว่ารูปสวยมากๆๆๆ อีกแล้ว แง
nichised (@ksdholler)
@fray_04 ขอบคุณมากๆๆๆ /ปาหัวใจ