See Angkor Wat and dieployapha.j
ใต้เงาของเทวาลัยในเวลาที่ดวงตะวันอ่อนแสง










  • หลังจากเราเดินชมความงดงามของ ปราสาทบายน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งจัดแจงเปลี่ยนฟิล์มม้วนใหม่ หยิบเอาสเปรย์กระป๋องเย็น ๆ มาฉีดดับความร้อน และนั่งพักกันครู่หนึ่งเพราะเกิดอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมแดด (นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนที่แล้วเราถึงเน้นภาพ ไม่เน้นเขียน เพราะ ณ ขณะนั้นเราตั้งใจกับการถ่ายภาพมาก ๆ ไปยืนกลางแดดนานจนเกิดอาการวิ้ง ครั้นจะจับความรู้สึกตอนนั้นมาเขียนก็ไม่มีก้อนอะไรอยู่ในหัวนอกจากอาการขาดน้ำนั่นเอง) เราก็เริ่มต้นการชมปราสาทหินในช่วงบ่ายกันต่อค่ะ




    ปราสาทที่เราจะเข้าไปชมกันในยามบ่ายแก่ ๆ ของวันนี้นั้น เป็นปราสาทย่อย ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตของ เมืองพระนครหลวง นั่นเองค่ะ ก่อนหน้านี้ที่เราพาไปชมปราสาทบายนก็ไม่ได้อธิบายขยายความเกี่ยวกับความเป็นมาของเมืองพระนครหลวงแห่งนี้มากนัก จึงขอหยิบยกมาเล่าให้อ่านกันในตอนนี้นะคะ :)




    เมืองพระนครนี้ มีชื่อเดิมว่า ศรียโศธรปุระ ค่ะ เดิมที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ปราสาทบาแคง (พนมบาแคง) ต่อมาก็ย้ายมาอยู่ที่ปราสาทบายน (นครธม) นั่นแหละค่ะ นักวิจัยและนักโบราณคดีมีข้อสรุปกันออกมาว่า เมืองพระนครหลวงแห่งนี้ เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีระบบโครงสร้างผังเมืองที่สลับซับซ้อน มีการเชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ ของเมืองเข้ากับศาสนสถานต่าง ๆ ซึ่งรวมพื้นที่ทั้งหมดนั้นคิดเป็นพื้นที่อย่างน้อย 1,000 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการน้ำที่ซับซ้อนสำหรับเก็บและกระจายน้ำอย่างเป็นระบบอีกด้วย











    Baphuon - ปราสาทบาปวน


    ปราสาทบาปวน (อ่านว่า บา-ปวน ไม่ใช่ บาป-วน นะเออ) เป็นปราสาทหินที่ทำให้เรานึกถึงเทวาลัยร้างที่เป็นที่อยู่ของ คิงลูอี้ ราชาแห่งลิงที่จับเมาคลีไปเลยค่ะ คือลักษณะภายนอกของตัวปราสาทก็ว่าคล้ายแล้ว ที่นี่ยังมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากอีกด้วย (ตอนนั้นในหัวคือเพลง I wanna be like you ดังขึ้นมาในหัวเลยจ้า)










    Agfa Vista Plus 200
    ฟ้าเริ่มครึ้มฝนมากอีกแล้วจ้า























    Agfa Vista Plus 200













    ปราสาทบาปวน หรือ ภูเขาทองคำ ตามที่เรียกกันในศิลาจารึกแห่งนี้มีรูปแบบการสร้างปราสาทนี้นั้นแตกต่างจากปราสาทอื่น ๆ ค่ะ เนื่องจากที่นั้นสร้างเป็นรูปทรงพีระมิด โดยมีฐานยกขึ้นไปเป็นชั้น ๆ และมีด้านบนสุดเป็นแหลม นับว่าเป็นหนึ่งในปราสาทที่มีความสวยงามมาก ๆ แห่งหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ













    Agfa Vista Plus 200










    พอพ้นกำแพงด้านนอกมาแล้วก็เป็นสะพานหินยาวทอดเข้ามาภายในตัวปราสาทค่ะ คิดว่าเดิมทีตัวเทวาลัยแห่งนี้น่าจะล้อมรอบไปด้วยคูน้ำ เพราะอย่างที่เล่าไปแล้วในตอนต้นว่าเมืองพระนครหลวงแห่งนี้มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ดีมาก เนื่องจากมีระบบชลประทานที่ดีนั่นเอง












    Agfa Vista Plus 200






















    Agfa Vista Plus 200













    เราสามารถเข้าไปชมด้านในและปีนขึ้นไปด้านบนของยอดปราสาทได้ ก็จะเห็นภาพทิวทัศน์รอบ ๆ เมืองพระนครหลวงได้ด้วยค่ะ แต่เราไม่ได้เดินขึ้นไปเพราะเริ่มเหนื่อย ๆ ล้า ๆ แล้วค่ะ กดแชะภาพรอบ ๆ ตัวปราสาทไปก็แล้วกันเน้อ

















    Agfa Vista Plus 200























  • Phimeanakas - ปราสาทพิมานอากาศ










    เราเดินต่อมาก็มาถึง ปราสาทพิมานอากาศ ค่ะ ซึ่งปราสาทนี้เป็นอีกหนึ่งปราสาทที่เราอยากมาเยี่ยมชมมาก ๆ เช่นกัน เนื่องจากปราสาทแห่งนี้นั้นเป็นต้นกำเนิดของ ตำนานการสร้างเมืองกัมพูชา ค่ะ









    จากปราสาทบาปวน เราสามารถเดินทะลุไปได้เลยค่ะ























    Agfa Vista Plus 200








    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของ พญานาค นั้นผูกพันกับความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขงมาช้านาน มีนิทานหลายเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ตำนานการสร้างเมืองกัมพูชา หรือ ตำนานพระทอง - นางนาค นั่นเองค่ะ






    พระทองเป็นโอสรของกษัตริย์องค์หนึ่งที่คิดขบถต่อราชบัลลังก์ จึงถูกพระราชอาญาให้เนรเทศออกมาจากเมือง พระทองก็ออกเดินทางไปจนกระทั่งถึงกรุงจามปา (อาณาจักรจาม) แล้วก็พักค้างแรมอยู่ที่นั่น ต่อมาในคืนวันหนึ่งพระทองก็ได้พบกับนางทาวดีกุมารีที่สวยมาก ๆ เห็นกันปุ๊บแล้วปิ๊งปั๊บ ผูกใจสมัครรักใคร่กันมานาน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนางทาวดีกุมารีนี่ก็คือลูกสาวของพญานาคที่แปลงกายมาเป็นผู้หญิงนั่นเองค่ะ

    สุดท้ายทั้งคู่ก็เข้าพิธีอภิเสกสมรสกันในที่สุด พญานาคผู้เป็นบิดาก็เลยสูบน้ำออกจากบริเวณนั้นให้งวดลง แล้วเนรมิตเมืองงดงาม พร้อมด้วยป้อมปราการต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อว่า นครกัมพูชาธิบดี และมีเหล่านาคเป็นบริวารคอยคุ้มครอง ชาวเขมรจึงมีความเชื่อกันว่านครกัมพูชาธิบดีแห่งนี้คือต้นกำเนิดของอาณาจักรขอม และลูกหลานของพระทอง - นางนาคก็คือบรรพบุรุษของชาวเขมรนั่นเองค่ะ








    แล้วเรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวข้อกับปราสาทเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาร่มไม้แห่งนี้กันล่ะ ก็บอกเลยว่าเกี่ยวข้องกันค่ะ เพราะมีบันทึกของคนจีนที่เข้ามาทำการค้าขายกับอาณาจักรขอมว่า ปราสาทแห่งนี้เป็นที่ประทับของพญานาคที่ปกป้องคุ้มครองอาณาจักรขอมค่ะ โดยในบันทึกเล่าไว้ว่ากษัตริย์จะต้องขึ้นไปเสพสังวาสกับ ภูติงูเก้าศีรษะ ที่แปลงกายเป็นหญิงทุกค่ำคืน โดยกษัตริย์จะเสด็จออกจากปราสาทแห่งนี้เมื่อตอนสองยาม แล้วจึงจะเข้าที่พระบรรทมร่วมกับพระมเหสีและเหล่านางสนมได้ มิฉะนั้นจะเกิดหายนะแก่บ้านเมือง และหากภูตินี้ไม่มาปรากฎตัว แปลว่าเวลาที่กษัตริย์จะสวรรคตใกล้เข้ามาแล้ว
















  • Terrace of the Leper King - ลานพระเจ้าขี้เรื้อน





    เราเดินทอดน่องลัดเลาะตามเงาของร่มไม้ใหญ่จนกระทั่งมาถึง ลานช้างและลานพระเจ้าขี้เรือน ค่ะ ซึ่งตรงจุดนี้นั้นเป็นลานพลับพลากลางเมืองพระนครหลวงค่ะ ถ้าจะให้เทียบก็เหมือนกับท้องสนามหลวงของบ้านเรานี่แหละที่จะใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญ ๆ ต่าง ๆ











    เรียกว่าลานช้างเพราะมีการสลักรูปช้างไว้










    ลานพลับพลาตรงจุดนี้มีการยกพื้นสูงขึ้นมาค่ะ มีการประดับด้วยระเบียงนาคและรูปสลักสิงห์ ส่วนตัวกำแพง (ตามภาพด้านบน) มีการแกะสลักเป็นภาพช้างและครุฑจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกนั่นเอง









    Agfa Vista Plus 200










    ถัดจากลานช้างมาก็เป็นส่วนของลานพระเจ้าขี้เรื้อนค่ะ สาเหตุที่เรียกกันอย่างนี้ก็มาจากตอนที่ชาวบ้านพบรูปสลักรูปคนแล้วมีรอยเป็นด่างดวงในบริเวณพอดี เลยเรียกตรงนี้ว่าลานพระเจ้าขี้เรื้อนนั่นเอง หากเข้าไปดูใกล้ๆ รูปสลักก็พบว่ามีการแกะสลักเป็นเขี้ยวไว้ จึงสันนิษฐานกันว่าเป็นรูปสลักของ พระยม ค่ะ ประกอบกับพลับพลาในบริเวณนี้มีการแกะสลักเกี่ยวกับเรื่องนรกไว้ จึงคาดหมายกันว่าตรงจุดนี้นั้นน่าจะเป็นจุดที่ถวายพระเพลิงพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ชั้นสูงนั่นเอง





















    มีทางเดินข้าง ๆ พลับพลาให้เข้าไปดูรูปสลักต่าง ๆ ได้ด้วย แอบน่ากลัวนิดนึงเพราะตอนนั้นฟ้าเริ่มครึ้มฝน มีลมกรรโชกแรกพัดกระทบใบไม้ดังหวีดหวิว พอเดินเรียงหนึ่งในทางแคบ ๆ ก็แอบใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ไม่ได้ค่ะ (มีจังหวะที่เรามัวแต่กดโปเกมอนโก แล้วเจ๊น้ำก็เดินหายไปในมุมทางเดิน เงยหน้ามาไม่เจอใครแล้วมันแอบหลอนนิดนึง ฮา ต้องรีบสาวเท้าเดินออกอย่างไว)































  • Uncle Wan's Story - เรื่องเล่าของลุงวัน






    เราปิดท้ายวันอันแสนยาวนานนี้ด้วยการนั่งรถไปยังวัดแห่งนึงในตัวเมืองเสียมเรียบค่ะ เราไม่ทราบชื่อวัดที่แน่ชัดเพราะแอบฟังลุงวันแกไม่ค่อยออก พอแกถามว่าจะไปวัดไหมก็ตกลงว่าไปก็ได้เพราะดูท่าทีว่าแกอยากจะพาเราไป ก็คิดว่าคงมีอะไรน่าสนใจให้ดูนั่นแหละ



    สภาพโดยรอบของวัดแห่งนี้ก็เหมือนกับวัดพุทธทั่ว ๆ ไปนั่นแหละค่ะ คล้าย ๆ กับวัดที่ไทยเลย แต่เห็นว่าเขามีติดป้ายไวนิลไว้รอบ ๆ ลุงวันแกก็จอดรถแล้วก็พาเดินดุ่ม ๆ เข้าไปให้เราอ่านตรงป้ายพร้อมกับชี้มืออธิบายเป็นภาษาไทยจับใจความได้ว่า วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก็บกระดูกของชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตในช่วงสงครามกลางเมือง ค่ะ
















    "ตอนนั้นผมก็เป็นคนนึงที่โดนเกณฑ์ให้เข้าไปสร้างทางรถไฟ"





    ลุงวันเริ่มต้นเล่าเรื่องราวความหลังของแกเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มให้ฟังว่า ณ ขณะนั้นที่เขมรแดงเข้าสู่อำนาจและกวาดต้อนประชาชนออกจากเมืองใหญ่และเกณฑ์ให้ไปใช้แรงงานในชนบท ประชาชนที่อยู่ในเขตเสียมเรียบและพื้นที่ใกล้เคียงถูกกวาดต้อนให้ไปก่อสร้างทางรถไฟ เพื่อใช้ขนส่งเสบียงและอาวุธสงคราม ลุงวันเล่าว่าเริ่มแรก เขาจะให้ทุกคนเอาเสื้อมาที่มีอยู่ไปย้อมโคลนให้เป็นสีน้ำตาล ทุกคนต้องใส่ทุกอย่างเหมือนกันหมด ทำงานทุกวัน ใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้









    "ผมโชคดี ไม่ตาย หนีเข้าเมืองไทย"




    ช่วงที่เขมรแดงเริ่มล่าถอยและถูกปราบปราม ลุงวันหนีเข้ามาหางานในไทย ทำงานรับจ้างหลากหลาย ตั้งแต่งานกรรมการ ยาม เด็กเสิร์ฟ ทำไปเรื่อย ๆ หาเงินไปเรื่อย ๆ เก็บหอมรอมริบรอจนสงครามสงบ แกเลยกับมายังบ้านเกิด ซื้อรถสามล้อ แล้วเริ่มขับรถรับส่งตั้งแต่นั้นมา แต่งงาน สร้างครอบครัว มีลูก แล้วลูกสาวแกก็ไปแต่งกับพี่เดือน ขับรถพาเที่ยวจนมีคนไปรีวิวในกระทู้พันทิปจนเป็นที่รู้จัก แกถึงมีวันนี้


















    น้ำเสียงขณะตอนที่ลุงวันเราเรื่องราวในชีวิตช่วงที่อยู่ในค่ายคอมมูนนั้นแกก็ใช้น้ำเสียงสบาย ๆ ที่ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างตามสไตล์นั่นแหละ แต่หากเราสังเกตมองลึกลงไปในสายตาของคุณลุงแล้ว เราว่าภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนยังคงฉายชัดอยู่ในใจ ยากที่จะลืมเลือนมันลงไปได้เลย แม้เวลาจะเป็นเครื่องเยียวยารักษาจิตใจให้คลายจากความเจ็ลปวด สิ่งที่เกิดขึ้นมากลายเป็นเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ของคนในชาติ แต่รอยแผลจากสงครามยังคงประทับชัดเจนอยู่ในใจของชาวกัมพูชาทุกคน เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้ว และมันจะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง






    เรายืนนิ่ง ๆ อยู่หน้าตู้กระจกที่บรรจุกระดูกของผู้ที่จากไปในเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่สักครู่ คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราพบมาตลอดช่วงที่เรามาเที่ยวที่นี่ ทั้งพิพิธภัณฑ์สงคราม พิพิธภัณฑ์กับระเบิดของคุณอากิระ ร้านอาหารเช้าที่เราชอบมาก ๆ เพราะเป็นร้านที่ทำเพื่อสังคมไปพร้อม ๆกับความรู้สึกที่ว่าภาพจำของเราที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้นั้นมันช่างแตกต่างกับสิ่งที่เรามาสัมผัสจริง ๆ มากเหลือเกิน






    ภายใต้รอยยิ้มของผู้คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี ความโอบอ้อมอารีที่หยิบยื่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเสียบเรียบนั้น แท้ที่จริงแล้วที่นี่ก็ไม่ต่างจากเมืองอื่น ๆ ในประเทศกัมพูชาที่ซุกซ่อนร่องรอยความบอบช้ำของอดีตสมรภูมิสงคราม ซึ่งสะท้อนผ่านพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่รอบตัวเมือง เรายังได้ยินได้ฟังเรื่องราวอันน่าหดหู่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ และเห็นถึงความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเหมือนคำสัญญาว่าจะช่วยกันเยียวยาคนในสังคมให้ผ่านช่วงเวลาอันขมขื่นและสูญเสียเพื่อให้ประเทศก้าวต่อไปโดยไม่ทิ้งใครอยู่เบื้องหลัง











    นอกจากปราสาทหินที่วิจิตรงดงาม
    มีความยิ่งใหญ่ เปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลังที่ตรึงตาแล้ว


    เรื่องราวราวและเรื่องเล่าระหว่างการเดินทางก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าตรึงใจ
    ทำให้เราตกอยู่ในมนตร์เสน่ห์ของประเทศกัมพูชาโดยไม่รู้ตัว











    และในคราวหน้าเราจะเล่าให้อ่านเกี่ยวกับปราสาทกลุ่มสุดท้าย
    ที่เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมในทริปครั้งนี้นะคะ






    แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ


    : )







    -- ครั้งหนึ่ง ถึง นครวัด --










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in