See Angkor Wat and dieployapha.j
เมื่อแสงแรกจับที่ปลายขอบฟ้า นั่นคือช่วงเวลาที่ต้องมนตร์








  • "อัลฟ่า!"

    เสียงเจ๊น้ำปลุกเรียกเบา ๆ ที่ปลายเตียงตอนเวลาตีสี่นิดๆ ทำให้เราฟื้นคืนจากห้วงนิทราที่หลับลึกเพราะฤทธิ์ของเมลาโทนินที่กินไปเมื่อวานก่อนจะเข้านอนเพราะอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่ เราขยับตัวงัวเงียแล้วค่อย ๆ คืบคลานด้วยความง่วงออกจากจากห้องพักอย่างเงียบ ๆ เพื่อไปจัดแจงเตรียมตัวออกไปเจอกับลุงวันตามเวลาที่ได้นัดแนะกันไว้ค่ะ






    และเหตุที่เราตื่นมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันนี้ก็เพราะว่าวันนี้เราจะกลับเข้ามาเที่ยวปราสาทหินในโซนด้านในเมืองพระนครกัน และกิจกรรมที่ทุกคนมาแล้วต้องทำ ไม่ทำก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองมรดกโลกแห่งนี้นั่นก็คือ











    การไปนั่งชมแสงแรกของวันใหม่ที่นครวัด









    บอกตามตรงว่าเราเองก็ตื่นเต้นมาก เพราะจากที่เราเห็นแค่ตัวกำแพงของนครวัดตอนที่นั่งรถผ่านไปผ่านมาก็อยากจะเห็นของจริงจะแย่ ตอนที่ดูพิพิธภัณฑ์ก็อยากไปเดินชมสถานที่จริง อยากไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณด้วยตัวของตัวเอง และจะได้รู้กันให้แจ้งในใจกับคำที่เขาลือกันว่า ควรจะมาเห็นที่นี่สักครั้งก่อนตาย มันจะเป็นอย่างไร













    ลุงวันขับรถสามล้อตะลุยความมืดมาถึงจุดที่จอดรถตรงประตูทางเข้าและบอกว่าแกจะรอเราอยู่แถว ๆ นี้แหละ ดูพระอาทิตย์เสร็จแล้วก็ออกมากินข้าวเช้านะ ถ้ามีอะไรก็โทรมา แล้วก็ปล่อยให้เราเดินดุ่ม ๆ เข้าไปด้านในจนถึงจุดตรวจบัตรที่มีเจ้าหน้าที่ยืนกันอยู่



    โชคดีที่เราขายาว เลยสามารถเดินลัดเลาะกลุ่มมนุษย์แบบเร็ว ๆ จึงได้มาต่อแถวเป็นคนแรก ๆ ของคิวที่จะได้เข้านครวัด พอหันหลังไปมองก็เห็นว่ามีคลื่นมหาชนล้นหลามเดินตามหลังมาเป็นจำนวนมาก หลายคนเตรียมไฟฉายมาพร้อมสรรพทั้งไฟฉายแบบถือและไฟฉายแบบที่มีสายคาดศีรษะอย่างนักสำรวจ ส่วนบางคนก็เห็นว่าเขาแบกกล้องพร้อมเลนส์ใหญ่โต ต่างคนก็ต่างส่งคุยกันเสียงจ้อกแจ้กในภาษาของตัวเอง แต่ก็พอจะจับอารมณ์โดยรอบได้ว่าทุกคนต่างตื่นเต้นและรอคอยเวลาที่เจ้าหน้าที่จะปล่อยให้พวกเราทั้งหมดเดินเข้าไปด้านในตอนเวลาตีห้า



    เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มตรวจบัตรและเดินไปที่สะพานข้ามคูเมืองเพื่อเข้าสู่เขตนครวัด ตอนจังหวะก้าวแรกที่เหยียบไปนั้นเราตกใจพอสมควรเพราะมันเป็นพื้นหยุ่น ๆ (ซึ่งในภายหลังทราบว่าเป็นโป๊ะลอยน้ำ) ด้วยเหตุที่มันมืดแล้วเหยียบไปเจอพื้นที่ยวบเลยตกใจ จุดนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนต่างอุทานออกมาเป็นภาษาถิ่นตัวเองเป็นระยะ เป็นซีนในความมืดที่ตลกมาก พอเริ่มปรับสายตาให้เคยชินกับความมืดแล้ว ทุกคนก็เดินมุ่งไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเลี้ยวไปทางไหนแต่กูขอเดินไวไว้ก่อน ตามคนข้างหน้าไป และอันที่จริงเราก็ว่าคนข้างหน้าก็น่าจะไม่รู้ทางหรอก ก็บุกฝ่าความมืดเข้าไปนั่นแหละ ทิศไหนไม่รู้ กูขอไปก่อนจ้า



    ตอนแรกเราก็เดินตามเขาไปนั่นแหละ แต่ก็สังเกตว่ามีทีมนักท่องเที่ยวที่หนีบไกด์มาด้วยเดินแฉลบไปอีกทางก็เลยบอกเจ๊น้ำให้เปลี่ยนเส้นทางตามไป กลายเป็นว่ามวลชนด้านหลังก็เปลี่ยนทิศทางแบบกระทันหันตามมา บางคนตะโกนเรียกคนที่เดินมุ่งไปอีกทางให้กลับมาด้วย เป็นซีนตลกอีกหนึ่งรอบ เราเดินดุ่ม ๆ ไปอย่างคนไม่รู้เหนือใต้ออกตกจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบึงน้ำ ซึ่งก็คาดการณ์กันเองว่านี่แหละคือจุดที่ดูพระอาทิตย์ขึ้น เลยหยุดเดินอยู่กันเพียงเท่านี้และก็เริ่มจับจองที่สำหรับถ่ายภาพ บางคนก็ยืน บางคนก็นั่งลงไปกับพื้นแบบไม่แคร์ว่ามันจะชื้นเพราะน้ำค้าง (เรานั่ง เพราะมาถึงเป็นกลุ่มแรก ๆ เกรงใจคนข้างหลัง)











    และจากนั่นเราก็รอ...
    รอให้โลกหมุนพานครวัดไปกระทบกับแสงตะวัน










    เราจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เรารอดูพระอาทิตย์ขึ้นนั้นมันเมื่อไร อาจจะเมื่อซักประมาณสามปีก่อนที่ขึ้นไปพักที่ดอยหลวงเชียงดาว ดูพระอาทิตย์ท่ามกลางสายหมอกไปพร้อมกับการค่อย ๆ ละเลียดจิบโกโก้ร้อนก็เป็นได้ เพราะโดยปกติแล้วเรามักจะได้เห็นแสงเรืองรองที่ขอบฟ้าก็ตอนที่กำลังทำงาน ณ ระดับความสูง 38,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งกำลังอดหลับอดนอนมาทั้งคืนและกำลังทำเซอร์วิสเสิร์ฟอาหารเช้านั่นแหละ





    ซึ่งนาทีนั้น จะให้มาใจเย็นมองเส้นสีส้มที่ปลายขอบฟ้าก็กระไรอยู่





    เราว่าชอบช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นนะ เพราะนี่เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่านี่คือการเริ่มต้นของวันใหม่แล้ว วันใหม่ที่ชีวิตจะได้พบเจอกับเรื่องราวใหม่ ๆ เป็นวันที่เรามีโอกาสได้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ค้างคา สานต่อในสิ่งที่ตั้งใจ หรือลุกขึ้นมาสู้ใหม่จากความหม่นใจที่ผ่านพ้นไปในเมื่อวาน















    หลังจากที่รอ และคอย ให้โลกหมุนรอบตัวเองอยู่นั้น ในแต่ละนาทีที่ผันผ่านไป ท้องฟ้าค่อยๆคลี่ม่านดำสนิทออกมาทีละนิดและเริ่มเปลี่ยนสีจากครามเข้มเป็นน้ำเงิน จนเห็นเค้าโครงของโบราณสถานอายุนับพันปีปรากฎเป็นรูปเป็นร่างอยู่ด้านหน้า และอีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็เห็นแสงสีทองค่อย ๆ ปรากฎระเรือขึ้นจากขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก เป็นสัญญาณบอกว่าบัดนี้เช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และแสงแรกของดวงตะวันทำให้เราเห็นนครวัดได้ชัดเจนขึ้น










    See Angkor Wat and die
    ในที่สุดเราก็ได้มาพบกัน








    Kodak Color Plus 200
    ควรเอาฟิล์มและกล้องมาให้หลากหลาย ก่อนหน้านี้ถ่ายไม่ได้เลยเพราะมืดเกิน











    เสียงผู้คนที่พูดคุยกันเบาๆ ก็เงียบลงไป กลายเป็นเสียงลั่นชัตเตอร์ดังติดต่อกันจากกล้องนู้นที กล้องนี้ที ต่างคนต่างพยายามบันทึกภาพในทุกเสี้ยวขณะที่ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี เราเองก็หยิบเอาทั้งกล้องมือถือและกล้องฟิล์มออกมากดบันทึกภาพเบื้องหน้าเช่นกัน เพราะอยากจะเก็บเอาบรรยากาศของเช้าวันนี้ไว้ในได้รูปถ่ายให้ดีที่สุด









    Kodak Color Plus 200













    เรามัวพะวงกับการมองภาพเบื้องหน้าผ่านหน้าจอมือถือและหลังกล้องถ่ายภาพ จนนึกขึ้นมาได้ว่าเราควรจะหยุดเพื่อพิจารณาความงามของทัศนียภาพรอบตัว เพราะจะมีกล้องใดในโลกเล่าที่จะเก็บภาพได้งดงามเท่ากับสายตาของตัวเอง












    Kodak Color Plus 200










    จริงอยู่ที่การเก็บภาพไว้ด้วยสายตาและบันทึกทุกอย่างไว้เป็นความทรงจำ มันเป็นสิ่งที่สักวันหนึ่งภาพนั้นก็จะค่อย ๆ เริ่มเลือนลางออกไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่จะทำให้เรายังคงเก็บภาพความงามของเช้าวันนี้ไว้ได้ คือความรู้สึกที่เรามองเห็นนครวัดค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และงดงามทีละน้อยในทุก ๆ วินาทีที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสี










    เรามีภาพจำของนครวัดในแบบที่เรามองเห็น
    ประทับไว้ในใจโดยสมบูรณ์











    Kodak Color Plus 200




















    Kodak Pro Image 100
    แต่ถึงกระนั้นก็อดที่จะเปลี่ยนฟิล์มม้วนใหม่มาลองกดถ่ายอีกซักใบไม่ได้อยู่ดี















    และนี่คือภาพจากมือถือ
    เมื่อแสงแรกจับที่ปลายขอบฟ้า นั่นคือช่วงเวลาที่ต้องมนตร์





















  • เราตัดสินใจไม่เดินกลับออกไปหาลุงวันหลังจากที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว คิดกันว่าไหน ๆ เราก็มาอยู่ในเขตรั้วของนครวัดแล้ว ก็สมควรที่จะเดินสำรวจกันเล็กน้อยอีกระยะหนึ่ง เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ล่าถอยออกไปทานมื้อเช้า คาดว่าจะแห่แหนกลับมาในช่วงสาย ๆ ฉะนั้นตอนนี้จะเป็นช่วงที่เกือบ ๆ จะปลอดคน สะดวกกับการเดินชมอย่างเงียบ ๆ ไร้มนุษย์หมู่มากมายุ่มย่ามรบกวนจิตใจ










    Kodak Pro Image 100
    ตั้งใจจะถ่ายลิง















    เราเริ่มจากการเดินวนรอบนอกของนครวัดกันก่อน แวะหยุดถ่ายภาพให้กับกลุ่มแก๊งนักท่องเที่ยวที่พยายามเซลฟี่กันประปราย แล้วก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาดูภายนอกของระเบียงคด แล้วจบที่เดินในโซนด้านในเล็กน้อยให้พอหอมปากหอมคอค่ะ












    Kodak Pro Image 100











    ปราสาทนครวัดนั้นเป็นความรุ่งเรืองสูงสุดของความสามารถทางด้านสถาปัตยกรรมของอาณาจักรขอมโบราณ และที่นี่คือศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งครอบคลุมพื้นที่รวมกัน 1.6 ตารางกิโลเมตร มีคูน้ำและกำแพงแก้วล้อมรอบ




    สำหรับตัวปราสาทนั้นก็ประกอบด้วยปราสาทประธานตรงกลาง ล้อมรอบด้วยปราสาทบริวาร 4 ด้าน ซึ่งเป็นการจำลองจักรวาลตามความเชื่อของฮินดูที่เปรียบปราสาทประธานเป็นเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาลนั่นเอง












    Kodak Pro Image 100
    หมุนตัวเองมาด้านที่นครวัดต้องแสงอาทิตย์














    ปราสาทนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อเป็นปราสาทประจำรัชกาล ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์นั้นเป็นช่วงเวลาที่ขอมนับถือลัทธิไวษณพนิกายที่บูชาพระวิษณุ (พระนารายณ์นั่นแหละ) เป็นองค์เทพเจ้าสูงสุด ฉะนั้นภายในปราสาทจึงมีแต่ภาพของพระวิษณุและร่างอวตารต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่นั่นเองค่ะ














    Kodak Pro Image 100
    นางอัปสรที่นี่เก๋กว่าจุดอื่น

    เพราะหากสังเกตดูแล้วจะเห็นว่าทรงผมและการแต่งกายจะคล้ายกับจีนค่ะ

    คาดว่าช่างที่แกะสลักอาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มของคนจีนที่เข้ามาค้าขายก็เป็นได้





















    Kodak Pro Image 100











    นักโบราณคดีต่างสันนิษฐานว่านอกจากจะสร้างนครวัดเป็นเทวาลัยเพื่อบูชาพระวิษณุแล้ว ที่นี่ยังเป็นสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อีกด้วยค่ะ เนื่องจากขนบการสร้างปราสาทนั้นแตกต่างจากปราสาทอื่น ๆ กล่าวคือ นครวัดหันหน้าปราสาทไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทิศของความตาย เพราะในสมัยนั้นที่กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินนั้นมีฐานะเป็นสมมติเทพ จึงมีการวางสถานะของพระองค์ให้เป็นดั่งองค์อวตารของพระวิษณุ ว่าเทพเจ้าได้ลงมาโปรดและปกครองอาณาจักรให้ขยายความรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น  เป็นเจ้าชีวิตของไพร่ฟ้าประชาชนทุกคน และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วก็เชื่อกันว่าองค์กษัตริย์จะได้กลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระวิษณุตามเดิมนั่นเองค่ะ















    Kodak Pro Image 100
    นางอัปสรในชุดขอมโบราณ ซึ่งเป็นการแต่งกายในยุคนครวัดค่ะ

    มีรายละเอียดแตกต่างไปจากนางอัปสรในปราสาทอื่น ๆ เช่นกัน
















    Kodak Pro Image 100
    เราสามารถพบเห็นนางอัปสรได้ทั่วบริเวณเลยค่ะ
    โดยเฉพาะตรงระเบียงชั้นสองที่มีอยู่ถึง 200 นาง




















    Kodak Pro Image 100













    เราเดินสำรวจภายในนครวัดอย่างคร่าว ๆ แล้วเดินออกมาชมตัวอาคารด้านนอกตอนที่แสงอาทิตย์เริ่มส่องแสงแรงกล้าขึ้นจากช่วงเช้ามืด พอเหลือบมามองดูเวลาก็ตกใจเพราะเผลอแปบเดียวก็เป็นเวลาเก้าโมงกว่า ๆ แล้ว นี่เราใช้เวลาเช้านี้ไปประมาณ 4 ชั่วโมงเต็มเลยทีเดียว













    Kodak Pro Image 100
    ที่เห็นลิบ ๆ ด้านหน้าคือประตูทางเข้าปราสาทนครวัดค่ะ




















    Kodak Pro Image 100



















    Kodak Pro Image 100















    เรากับเจ๊น้ำตัดสินใจว่าจะกลับไปทานอาหารเช้ากันที่คาเฟ่เพื่อสังคมในเมืองแล้วค่อยวกกลับเข้ามาเดินชมโดยละเอียดอีกรอบหนึ่ง หากท่านผู้อ่านมีโปรแกรมการเดินทางที่รวบรัดกว่าของเรา ก็สามารถเดินเร็ว ๆ ไปชมระเบียงคดและเหล่านางอัปสรให้เรียบร้อยภายในตอนเช้านี้ก็ได้ค่ะ แล้วช่วงสาย-บ่ายก็ไปดูปราสาทอื่น ๆ ในเขตเมืองพระนครตามลำดับ



















    Kodak Pro Image 100














    แต่สำหรับเราสองคนแล้ว การใช้เวลา 4 ชั่วโมงภายในศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเช้านี้เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น เราต้องเห็นนครวัดในทุกซอก ทุกมุม เลยจะกลับมาซ้ำอีกรอบนั่นแหละค่า โดยคิดว่าถ้าจะต้องกลั้นใจตัดปราสาทอื่นก็ต้องตัดล่ะ ฮืออ อยากมีเวลายาว ๆ ซักสัปดาห์นึง จะต่อนยอนเดินให้ถ้วนทั่ว เพราะถือคติว่ามาเที่ยวให้รู้ มาดูให้เห็น ไม่เน้นภาพสวย แต่รุ่มรวยเรื่องวัฒนธรรม พร้อมนำด้วยของอร่อย!


















    Kodak Pro Image 100




















  • เมื่อพูดถึงของอร่อยแล้ว มื้อเช้าของวันนี้เราขอให้ลุงวันขับรถสามล้อเข้าไปส่งที่ร้านกาแฟในเมือง เพราะร้านอาหารรอบ ๆ นครวัดนั้นแพงมาก ไม่อร่อย และเปิดเพื่อขายนักท่องเที่ยวโดยแท้ สู้เราเข้าไปกินอาหารดี ๆ จิบกาแฟอร่อย ๆ จ่ายเงินให้ร้านเพื่อสังคมดีกว่า




    ซึ่งวันนี้เราก็มากันที่ร้าน The Little Red Fox Espresso ค่ะ ซึ่งกาดอกจัน ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า นี่คือร้านที่คอกาแฟห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนี่คือร้านกาแฟที่ดีที่สุดในเสียมเรียบบบบบบบบบบ








    ส่วนจะดีงามอย่างไร ตามไปอ่านกันในเพจได้เลยจ้ะ




















    และช่วง 11 โมงที่แดดกำลังเปรี้ยงได้ที่ เราก็กลับเข้ามาชมนครวัดโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเริ่มจากเดินลัดเลาะหลบแดดมาตรงอาคารเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ ปราสาทก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวปราสาทประธานค่ะ










    Kodak Pro Image 100









    อาคารเหล่านี้เรียกว่า บรรณาลัย ค่ะ เป็นอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่บริเวณลานทางเข้าสู่ปราสาท สันนิษฐานว่าเอาไว้ใช้เก็บคัมภีร์และรูปเคารพต่าง ๆ


    มีทางเดินเป็นสะพานเรียกว่า สะพานนาค สื่อความหมายว่านี่เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ ตามความเชื่อของผู้คนในเอเชียอาคเนย์ที่นับถือพญานาคเป็นสัตว์ศักดิสิทธิ์ที่คอยปกป้องคุ้มครองค่ะ โดยเฉพาะความเชื่อของชาวเขมรนี่แหละ ซึ่งจะเล่าให้อ่านกันตอนที่ไปเที่ยวชมปราสาทอื่น ๆ ในลำดับต่อไปนะคะ














    Kodak Pro Image 100





















    Kodak Pro Image 100

















    Kodak Pro Image 100
    Design vs User Experience 




























    Kodak Pro Image 100
    คนเริ่มเยอะขึ้นกว่าตอนช่วงสาย ๆ แล้วค่ะ














    เราเริ่มจากการเดินดูในส่วนของ ระเบียงคด ก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ ซึ่งตัวระเบียงคดนี้เป็นกำแพงล้อมรอบปราสาททั้งสี่ทิศ มีหลังคาคลุมตลอดแนว นิยมสลักเป็นเรื่องราวทางศาสนาหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการบันทึกเรื่องราวและเทิดพระเกียรติกษัตริย์ผู้สร้างและทำนุบำรุงตัวปราสาทค่ะ









    Kodak Pro Image 100






    ภาพที่แกะสลักอยู่ในระเบียงคดของปราสาทนครวัดแห่งนี้ที่มีความยาวรวมกันประมาณ 1 กิโลเมตรนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจชวนให้ติดตามชมมากค่ะ ซึ่งเราแนะนำว่าให้เริ่มเดินชมในทิศทวนเข็มนาฬิกาและค่อย ๆ สังเกตรายละเอียดไปเรื่อย ๆ นะคะ


    อย่างในภาพด้านบนนี้เป็นช่วงแรกของระเบียงคดนี้เป็นแกะสลักเป็นเรื่องราวของ สงครามทุ่งกุรุเกษตร จากเรื่อง มหาภารตะ ค่ะ (แน่ล่ะ ก็เพราะนครวัดสร้างขึ้นเป็นเป็นเทวาลัยบูชาพระวิษณุยังไงล่ะ) เรื่องราวของมหาภารตะก็ต้องบอกว่าเป็นมหากาพย์ฮินดูเกี่ยวกับการรบอันยาวนานของสองตระกูล นั่นคือตระกูลเการพ และ ปาณฑพ ซึ่งซีนนี้ก็เป็นซีนที่สองกองทัพเข้ามาห้ำหั่นประจันบาญกันอยู่ค่ะ


    ในเรื่องนี้พระวิษณุได้นั้นอวตารลงมาเป็น พระกฤษณะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารถีให้แก่ อรุชุน แม่ทัพของฝั่งปาณฑพนั่นเอง


    หากอยากทราบเรื่องราวของมหาภาระตะแบบวิเคราะห์ เจาะลึก เราขอแนะนำให้ไปฟังคลิปของ อ.วีระ ธีรภัทร ค่ะ สนุกสนาน ฟังง่าย ได้ความรู้มากเลยทีเดียวค่ะ ฟังไปก่อนแล้วไปเห็นของจริงจะยิ่งสนุกและอินมากเลยค่า









    สำหรับระเบียงทางทิศใต้นั้นเป็นภาพ ขบวนเกียรติยศของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ค่ะ เป็นภาพที่พระองค์รายล้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์ กองทัพยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยทัพช้าง ทัพม้า และไพร่พล















    ตรงจุดนี้ของระเบียงคดฝั่งทิศใต้ ก็มีภาพของกองทัพที่มีจารึกไว้ว่า เสียมกุก ซึ่งแปลว่า กองทัพสยาม ซึ่งยังไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่านี่เป็นกองทัพของสยามจริงหรือไม่ และมาจากแคว้นใดในยุคสมัยนั้น











    ต่อมาเป็นโซนของภาพสลักเล่าเรื่องราวของ นรก - โลกมนุษย์ - สวรรค์ ค่ะ โดยจุดนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนบนลงล่าง เป็นภาพของโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก (ภาพที่ถ่ายมาคือส่วนที่เป็นนรกค่ะ ก็...ทำความคุ้นเคยเอาไว้ก่อนเนอะ) มีบางส่วนที่ถล่มลงมาทำให้ภาพบางส่วนเสียหาย ไม่สามารถบูรณะให้กลับมาเหมือนเดิม













    ระเบียงคดด้านทิศตะวันออกนั้น เป็นภาพของ ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ค่ะ มีความยาว 150 เมตร ด้านซ้ายมือเป็นฝ่ายยักษ์กำลังฉุดหัวของพญานาควาสุกรี (ตามภาพที่เราถ่ายมา) และส่วนหางเป็นฝ่ายเทวดา ตรงกลางเป็นภาพของพระวิษณุกำลังกำกับการกวนเอาน้ำอมฤต มีภูเขามันทระเป็นแกนกลาง และมีเต่าที่ก็คืออีกภาคอวตารของพระวิษณุรองอยู่เพื่อไม่ให้ภูเขาทะลุทำให้แกนโลกแตก ส่วนด้านบนเป็นเหล่านางอัปสรที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรนั่นเอง







    เหล่าสัตว์น้ำปั่นป่วนเพราะการกวนเกษียรสมุทรค่ะ





    การกวนเกษียรสมุทร นี้ เริ่มมาจากการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ระหว่างยักษ์อสูรกับเหล่าเทวดาค่ะ เริ่มมาจากอยู่ ๆ เทวดาก็ไปเคลมพื้นที่สวรรค์ไปจากพวกยักษ์ เลยต้องสู้กันยาวนาน เพราะต่างมีอิทธิฤทธิ์พอ ๆ กัน เนื่องจากตอนนู้นใครบำเพ็ญเพียรจนแรงกล้าก็ไปทูลขอพรวิเศษจากพระศิวะกันทั้งนั้น เรียกได้ว่าเทพมาก เท้าติดแสงกันหมด ฟาดกันไปฟาดกันมาไม่จบไม่สิ้นกันเสียที


    ทางฝ่ายเทพ นำทีมโดย พระอินทร์ ก็พยายามจะชนะศึกสงครามในครั้งนี้ให้จงได้ แต่ทำยังไง๊ยังไงก็ไม่ชนะกับเขาเสียที เพราะตัวเองเนี่ยดันไปโดนฤาษีตนนึงสาปไว้ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระศิวะและพระพรหมว่าจะทำยังไงดี ฝ่ายเทพทั้งสองก็บอกว่าใจเย็นก่อนพระอินทร์ พรที่ให้ฝ่ายนู้นไปแล้วก็ให้ไปเลย มาเรียกคืนไม่ได้ มันไม่แฟร์


    พระอินทร์เลยไปพึ่งพระวิษณุที่เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ซึ่งพระวิษณุก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่างั้นก็กวนเกษียรสมุทรมั้ยล่ะ เอาน้ำอมฤตมาเป็นใบชุบ ทำให้มีพลัง เป็นอมตะไม่ตาย แต่ทีนี้การกวนเกษียรสมุทรเนี่ย กำลังฝ่ายเทวดาพวกเดียวจะทำกันไม่ไหว เลยต้องไปเซ็นสัญญาสงบศึกหยุดยิงชั่วคราวกับพวกยักษ์และชวนกันมาลงแรงเพื่อให้ได้น้ำอมฤต พอได้ปุ๊บก็แบ่งกัน แฟร์เทรดที่แท้


    ฝ่ายยักษ์ก็นะ... พ่อคนซื่อ เออออห่อหมกกับเขาไปด้วยซะอย่างงั้น พระอินทร์ก็จัดแจงให้พญานาควาสุกรีมาช่วยใช้ลำตัวเป็นเชือกในการชัก โดยให้พันภูเขามันทระไว้ แล้วก็เกณฑ์ให้พลพรรคยักษาทั้งหลายไปจับตรงส่วนหัว เพราะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพญานาคต้องเจ็บตอนโดนดึงแล้วก็จะพ่นพิษออกมาชัวร์ป้าบ (ซึ่งก็จริงดังว่า และบุคคลผู้เป็นฮีโร่ในเหตุการณ์นี้คือพระศิวะที่เห็นว่าพิษของพญานาคนั้นอันตราย เลยดื่มพิษนั้นเสียเพื่อไม่ให้โลกพินาศ จึงเป็นเหตุว่าทำไมคอของพระศิวะถึงเป็นสีดำนั่นเอง) ส่วนเทวดาก็ดึงตรงหางไว้ สบายกันทั้งผอง ดึงกันแบบชิว ๆ ซึ่งกิจการงานใหญ่ขนาดนี้ ก็ได้พระวิษณุเจ้าของไอเดียเสร็จมาเป็นประธานกำกับพิธีกรรมดังกล่าว และก็อวตารร่างลงไปเป็นเต่ายักษ์ เอากระดองรองภูเขามันทระไว้อีกทีนึงเพราะกลัวว่ากวนไปกวนมา ภูเขาจะทะลุไปถึงแกนโลก เดี๋ยวจะบึ้มแตกดับกันไปทั้งผอง


    พิธีกรรมดังกล่าวกินเวลาไปเป็นพัน ๆ ปี ระหว่างนั้นก็มีไอเท็มวิเศษโผล่ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น พระจันทร์ ที่พระศิวะเห็นแล้วชอบเลยเอาไปปักผม เพชรเกาสตุภะ หนึ่งในมณีที่ว่ากันว่างามสุดในสามโลกก็เป็นของพระวิษณุเจ้าของโครงการ จากนั้นก็มี ดอกบัวที่ลอยขึ้นมาพร้อมกับพระลักษมี ซึ่งก็ได้เลือกพระวิษณุเป็นคู่ครอง 


    ถัดมาก็เป็น นางวารุณี เทวีแห่งสุรา ช้างเอราวัณ ซึ่งพระอินทร์ก็เอาไปเป็นสัตว์พาหนะ ม้าอุจฉัยศรพ (พระอินทร์ก็เคลมเอาไปใช้ โดยให้พระอาทิตย์เอาไปใช้เทียมราชรถ ซึ่งม้านี้นี่แหละจะเป็นต้นเหตุของตำนานครุฑ-นาคในลำดับต่อไป) ต้นปาริชาติ ที่มีดอกหอมมาก ได้กลิ่นแล้วระลึกชาติได้ เป็นไอเท็มที่ออกมาปุ๊บก็ลอยขึ้นไปบนสวรรค์ทันที


    จากนั้นก็มี โคสุรภี เป็นโควิเศษ ขอพรได้ หริธนู ซึ่งพระวิษณุก็รับมาไว้ใช้ หอยสังข์ (ด้วยเหตุนี้จึงนิยมนำมาใช้ในงานมงคลต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นไอเท็มวิเศษนั่นเองจ้า) และจากนั้นก็มีหมู่เทพีอัปสรสวรรค์ปุ๊งปิ๊งออกมาจำนวนมากถึง 35 ล้านตน ไม่มีใครเคลมไป เลยตกเป็นส่วนกลาง ใครใคร่จะเชยชมก็ตามสะดวก


    ไอเท็มลำดับต่อไปก็มี พิษร้าย ผุดขึ้นมา พวกงูพิษต่าง ๆ ก็มาสูบกินกันหมด เลยมีพิษร้ายจนถึงทุกวันนี้ และในที่สุดก็มี ธันวันตริ เทพที่เป็นแพทย์สวรรค์ผุดขึ้นมาพร้อมกับ หม้อน้ำอมฤต


    พระวิษณุเห็นดังนั้นก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว ต้องทำการล่อพวกยักษ์ไปไกล ๆ เลยอวตารร่างเป็นนางอัปสรงดงาม ไปยั่วยวนพวกยักษ์ให้ตามไปไล่จับ เรียกได้ว่าเห็นสตรีดีกว่าน้ำอมฤตไปอีก มี พระราหู ตนเดียวที่ไม่บ้าจี้ตามเขาไปด้วย มีสติดี แปลงกายเข้าไปดื่มน้ำกับเขาด้วย แต่พระอาทิตย์กับพระจันทร์เห็นเข้าเลยไปฟ้องพระวิษณุ เลยโดนขว้างจักรมาตัดหัวทันที แต่ก็ไม่ตายไง เพราะเป็นอมตะแล้ว เลยแค้นฝังหุ่นพระอาทิตย์กับพระจันทร์มาก เจอที่ไหนต้องจับอม!


    และกว่าพวกยักษ์คนซื่อจะรู้ตัวว่าเขาหลอกก็ช้าไปแล้ว แพ้สงครามไปโดยปริยาย หญิงไม่ได้ แถมตายด้วย... 







    Kodak Pro Image 100





    สำหรับภาพสลักอื่น ๆ ในระเบียงคดนั้น ก็มีฉากตอนที่ พระวิษณุทรงครุฑปราบกองทัพอสูร พระกฤษณะปราบพญาพาน ตลอดจนภาพ ศึกกรุงลงกา จากเรื่องรามเกียรติ์อีกด้วยค่ะ













    Kodak Pro Image 100














  • ถัดจากระเบียงคดเราก็เข้ามาด้านในของนครวัดกันค่ะ เดินวนไปตามห้องหับต่าง ๆ ผ่านจุดที่มีรูปปั้นของพระพุทธรูป และปีนขึ้นไปด้านบนของปราสาทประธานเพื่อชมวิวโดยรอบ







    Kodak Pro Image 100



















    Kodak Pro Image 100













    Kodak Pro Image 100
    ด้านหลังจะมีบันไดให้ปีนขึ้นไปชั้นสามที่เป็นส่วนของปราสาทประธานค่ะ














    Kodak Pro Image 100
    ขึ้นมาแล้วก็มีพระพุทธรูปอยู่ทั่วไป เพราะในภายหลังกัมพูชาหันมานับถือศาสนาพุทธค่ะ
    จากศาสนสถานของฮินดูก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นวัดแทน

















    Kodak Pro Image 100
    ส่วนยอดของปราสาทประธาน ใจกลางเขาพระสุเมรุ












    Kodak Pro Image 100
    ปิดท้ายด้วยภาพวิวจากด้านบนสุดของนครวัดค่ะ









    และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดในตลอดช่วงเช้าของวันที่สาม


    ณ นครวัด

    ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    เพชรน้ำเอกแห่งสถาปัตยกรรมของอาณาจักรขอมโบราณ

    ที่ยังคงมนตร์ขลังและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมโบราณ

    ที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก






    สำหรับการชมปราสาทในช่วงบ่ายนั้น

    เราขอยกยอดไว้เล่าในตอนหน้านะคะ

    เพราะเนื่องจากเนื้อหาเยอะ รูปภาพแยะ

    หากเอามาเล่าพร้อมกันก็อาจจะใช้เวลาในการอ่านนานพอสมควรค่ะ

    โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะค้า




    -- ครั้งหนึ่ง ถึง นครวัด --








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in