excursions.cineflections
หน้าร้อนนั้นของฉันในอิตาลี: เที่ยวเบอร์กาโม่ + เครม่าตามรอย Call Me By Your Name (2017)

  • “Do you like being alone?” he asked.


    “No. No one likes being alone. But I’ve learned how to live with it.”


    "เธอชอบอยู่คนเดียวไหม" เขาถาม


    "ไม่หรอก ไม่มีใครชอบอยู่คนเดียว แต่ผมชินแล้วที่จะอยู่แบบนี้"


    --- Call Me By Your Name (2007), Andre Anciman



    26 พฤษภาคม 2560,

    White City, London


    วางหนังสือนิยายลงแล้วจองตั๋วเครื่องบินลอนดอน--เบอร์กาโม่ตั้งแต่เทรลเลอร์หนังยังไม่ออก


    นั่นคือดีกรีความอินของเราต่อถ้อยคำแห่งรักครั้งแรกของอันเดร อซิแมน


    คำใบ้เท่าที่มีเพื่อตามรอยหนังติดตัวไปก็คือรูปถ่ายในอินสตาแกรมของอาร์มมี่ แฮมเมอร์และภรรยา อลิซาเบธ ที่เก็บบรรยากาศในกองถ่ายมาฝากแฟนๆเท่านั้น



    "เธอจะไปเมืองไหนนะ" เพื่อนชาวอิตาเลียนออกปากถาม เมื่อเราเกริ่นว่าจะไปเที่ยวประเทศบ้านเขาหลังสอบเสร็จ


    (เพราะสอบวิชาเดียว เราถึงได้เริ่มอ่าน Call Me By Your Name อันเป็นที่ร่ำลือที่คานส์ ขณะรอเวลา


    ตอนนั้นรู้จักและชื่นชอบน้องทิมมี่ ชาลาเมท์จากหนังอินดี้ Miss Stevens (2011)  จึงหยิบหนังสือมาอ่านก่อนดูหนัง


    หลงรักเอลลิโอตั้งแต่คำแรก และวางหนังสือไม่ลงจนคำสุดท้าย)


    เมืองเบอร์กาโม่ เครม่า และเซอร์ไมโอเน่ จาก Google Maps


    "เบอร์กาโม่ กับ เครม่าน่ะ" เราตอบ 


    เพื่อนทำหน้างง มองเรา "เลือกเมืองได้...แปลกดีนะ"


    "ก็--" เราก้มหน้า เขินนิดที่จะอธิบาย


    ก็ความรักในหนังสือมันแรงกล้าขนาดต้องไปตามรอยหนังที่ยังไม่ได้เห็นแม้แต่เทรลเลอร์หรือโปสเตอร์!



    "เราจะไปที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Call Me By Your Name ...เห็นมาว่าเขาถ่ายที่สองเมืองนั้น"


    ตามคาด หนุ่มอิตาเลียนผู้พูดจีนคล่องจนน่าทึ่งส่ายหน้า


    "ไม่รู้จักหนังเรื่องนี้เลย" เขาตอบ "แต่ดี เธอคงไม่เจอคนเยอะหรอก นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปเมืองพวกนั้นกัน"


    (หลังกระแส Call me By Your Name แพร่ไปทั่วโลก เรายังไม่แน่ใจว่าประโยคนั้นจะจริงอยู่มั้ย เครม่าอาจกลายเป็นเมืองฮิตม้ามืดของอิตาลีเหนือก็ได้)



    แต่เอาสิ การผจญภัยของเราเริ่มต้นขึ้นแล้ว!


    If Not Later, When? : Location, Location, Location.

    22 มิถุนายน 2560,

    London -- Bergamo


    หน้าร้อนในอิตาลีเหนือ เราออกเดินทางจากสนามบินซแตนซเต็ด (Stansted) ของลอนดอนแต่เช้าตรู่ ไปยังเมืองเบอร์กาโม่ เมืองอนุสรณ์โลกของยูเนสโก้ (UNESCO World Heritage Site) ซึ่งยังอยู่ในละแวกของเมืองใหญ่มิลาน เที่ยวบินใช้เวลาไม่นานนัก แค่สองชั่วโมงกว่าก็มาถึงเมืองแล้ว


    สนามบินเบอร์กาโม่ - โอริโอ้ อัล เซอร์ริโอ้ (Bergamo - Orio Al Serio) นั้นเล็กน่ารัก เรานั่งรถบัสจากสนามบินผ่านเมืองใหม่ล่าง ซิตต้า บาซซ่า (Citta Bassa - Lower Town) ไปยังเมืองเก่าบน ซิตต้า อัลต้า (Citta ​Alta) 


    ขณะที่ Citta Bassa เป็นจุดรวมศูนย์การเงิน และตึกใหม่ๆ Citta Alta เป็นเมืองเก่า บรรยากาศงดงาม เหมือนย้อนกลับไปในอดีต Citta Alta อยู่บนเขา จึงต้องนั่งกระเช้า Funicula ขึ้นไป 


    สถานีกระเช้า ฟูนิคูล่า ขึ้นเมืองเก่าบน

    ระหว่างทางขึ้น - ลง

    ที่พัก Airbnb ของเราห่างจากสถานีกระเช้าไม่เท่าไหร่ เดินเข้ามาในเมือง ตามถนนหินตะปุ่มตะป่ำอย่างถนนเมืองโบราณ ก็ถึง​ Bed and Breakfast ของมาร์โคกับลอเรนโซ่แล้ว


    ตัวตึกเป็นตึกสูง​โบราณ​ ไม่มีลิฟต์​ และชั้นของมาร์โค กับลอเรนโซ่คือชั้นที่เจ็ด สูงสุดของตึก ขึ้นบันไดเอาหอบเหมือนกัน แต่พอเปิดหน้าต่างไปเห็นวิวนอกห้องก็หายเหนื่อยจริงๆ



    ทั้งเมืองสวยงามเหมือนรูปวาด หน้าต่างบานยาว ตึกหลังคามุงกระเบื้องสีอิฐ และถนนแคบๆ 



    ส่วนในที่พักก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ เพราะเจ้าของทั้งสองเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของเมืองและครอบครัวเป็นอย่างดี



    เราชอบออกมานั่งเล่นตรงบริเวณนอกห้องนอน หน้าต่างเปิดกว้างให้เห็นวิวเมืองล่าง (หากหมอกไม่จัดเกินไป โชคร้ายว่ากลางวันของวันที่ไปถึงหมอกลง) และใจกลางเมืองบนข้างล่างตึก เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ตอนกลางคืน Citta Alta ยังคงมีเสียงเพลงบรรเลงสด และเสียงพูดคุยของผู้คนในร้านอาหารดังแว่วมา


    นั่งเขียนวรรคจากในหนังสือ <3


    ความมืด สายลม ไฟจากตะเกียงทั้งสอง และความเงียบในห้อง ณ เมืองห่างไกลผู้คนขวักไขว่ ได้บรรยากาศโรแมนติกสไตล์คนเดียวมากๆ (ไม่ใช่ประโยคขัดแย้งในตัวแต่อย่างใด)


    ชอตนี้ในเทรลเลอร์ที่มาดูทีหลัง ทำเราคิดถึงห้องนอนขึ้นมา (หยิบรูปมาจากเว็บเจ้าของ Airbnb) สังเกตหลังคา และหน้าต่างประเภทเดียวกันเลย



    Citta Alta เป็นเมืองที่สงบ นักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นระยะๆ แต่น้อยคนที่จะค้างข้ามคืน เราเดินไปเรื่อย สำรวจเมืองแบบสบายๆ ตึก ประตู ทางเดิน ซอกซอยต่างๆ ทั้งดอกไม้ที่ปลูกไว้ พุ่มไม้ และสวนริมเมือง เป็นจุดถ่ายรูปแบบฮิปๆ ได้ไม่ยาก







    วิวเมืองจากสวน

    ไอติม Mojito ที่ร้านหน้าที่พัก (จัดเจลาโต้/ไอติมทุ้กวัน555)


    เพิ่งมาเจอรูปนี้ที่อาร์มมี่ ถ่ายไว้หลังจบทริปแล้ว เกือบจะได้มุมเดียวกันเป๊ะๆแล้วเชียว


    คำบรรยายใต้รูปของอาร์มมี่คือ Baby does Bergamo - เบบี้เที่ยวเบอร์กาโม่ 


    ตรงนี้เป็นใจกลางเมือง จตุรัสหน้ามหาลัยเบอร์กาโม่ เดินเข้าไปอีกนิดจะเจอโบสถ์ ครั้งแรกที่เดินผ่านตรงนี้นี่ตื่นเต้นมาก หายใจหอบแรงกับตึก อากาศร้อนจับใจ และความรู้สึกอิสระอันอธิบายไม่ถูกที่มากับสถานที่โล่งกว้างในเมืองโบราณเมืองนี้


    สัญลักษณ์ของเบอร์กาโม่ ที่มีเฉพาะเมืองนี้เท่านั้นคือ โพเลนต้า หรือ คอร์นมีล (Cornmeal; ข้าวโพด) ต้มบทที่ขึ้นชื่อในอิตาลีเหนือและกลาง นำมาทำอาหารได้หลายอย่าง กินเป็นแป้งแทนเส้นสปาเกตตี้ก็ได้ แต่ขนมที่ลองคือ Polenta e Osèi  เป็นก้อนเหนียวๆเคลือบน้ำตาล คล้ายเยลลี่ ไส้ข้างในคือส่วนผสมของเค้กฟองน้ำ (sponge cake) ช็อกโกแลต เนย ครีมเฮเซลนัท และรัม


    ถ้ากลับไปจะไปกินอีก :D


    เป็นขนมที่หวานจับใจ เคี้ยวเพลิน อร่อยมากกก

    ถ้ามาถึงเมืองนี้ไม่ควรพลาดค่ะ!


    23 มิถุนายน 2560,

    Bergamo -- Descenzano Del Gerda -- Sirmione


    ก่อนจะออกเมืองก็เติมพลังกับอาหารเช้าซะหน่อย เช้านี้มีพีชทานด้วย :)


    พีช กาแฟดำ ขนมพื้นเมือง เป็นอาหารเช้าที่ฟินไปเลย


    รถไฟ Trenord (สายเหนือ) ของเรา~


    ตั้งใจจะไป Sirmione เซอร์ไมโอเน่ ก็เพราะชอตนี้ในอินสตาแกรมของอาร์มมี่



    และชอตเบื้องหลังฟ้าใส น้ำสวย ชอตนี้



    เรากลับลงไปสถานีรถไฟที่เมืองใหม่ล่าง แท้จริง Sirmione เป็นเกาะตากอากาศของคนท้องถิ่นและคนยุโรปในประเทศใกล้เคียง เกาะล้อมรอบด้วยทะเลสาปเกอร์ด้า (Lake Gerda) และเดินทางไปถึงโดยเรือจากเมือง Descenzano Del Gerda (เพิ่งจะถึงบางอ้อเรื่องชื่อตอนหาท่าเรือเจอในเมือง--)


    แถวท่าในเมือง Descenzano Del Gerda

    ถนนในเมือง

    ถ่ายมุมนี้จากป้อมปราการของเมือง


    แต่เดินเล่นในตัวเมือง Descenzano Del Gerda ก็สวยไม่หยอกแล้ว เราเดินเรียบตามริมชายหาด แดดร้อนๆ (ระอุอ้าวไร้ลม) ผู้คนอาบแดด ก้อนหินและโขดหิน กับน้ำทะเลสาปใสหลากสีตามชอตในเทรลเลอร์





    พอนั่งเรือข้ามฝั่งไปถึงเกาะก็ไม่ได้ถ่ายรูปมากนัก เพราะนักท่องเที่ยว คนตามชายหาดเยอะมาก (แถมวันนั้นเหมือนมีแข่งวิ่งมาราธอนอะไรสักอย่าง) บรรยากาศคล้ายพัทยา และมีเจลาโต้ล่อใจทุกสองก้าว แต่เป็นเมืองพักผ่อนที่ดีงามใช้ได้


    ซอกหนึ่งบนเกาะ Sirmione

    ที่ท่ารอเรือกลับ Descenzano Del Gerda 


    25 - 26 มิถุนายน 2560,

    Bergamo -- Treviglio -- Crema


    เดินทางไปเมืองตัวเอก - เครม่า - บ้านเกิดของลูก้าซะที! ย้ายวันมาเครม่าหลังเบอร์กาโม่ก็เพราะตามความสะดวกของโฮสต์ Airbnb เมืองนี้


    ป้ายชื่อเมืองตรงข้ามสถานีรถไฟเครม่า

    จริงๆ แล้ว เครม่าเป็นเมืองเล็กที่เงียบสนิท ว่างเปล่า ไม่ค่อยมีอะไรน่าเที่ยวเท่าไหร่ นอกจากโบสถ์กลางเมือง (Crema Cathedral) และคฤหาสน์ Palazzo ต่างๆที่ปิดประตูกั้นไว้


    ตอนที่ต่อรถไฟมา เพราะเดินทางคนเดียวจึงแอบระวังนิดเพราะเข้าใกล้เขตชนบท เวิ้งว้าง ไม่มีแม้เสียงเตือนเวลารถเข้าเทียบสถานี ต้องวิ่งมาดูวิวข้างนอกเอาเอง


    เหมือนเบอร์กาโม่ เครม่าแบ่งออกเป็นเมืองเก่าและใหม่ (Old and New Crema) ลงจากสถานีรถไฟ เราจะเดินผ่านเมืองใหม่ (ที่ได้ยินมาว่าสร้างรอบ/ต่อเติมมาจากเมืองเก่า) เข้าไปถึงเมืองเก่า จากสถานีรถไฟถึงเมืองเก่าก็เดินไกลเอาเรื่อง ประมาณ 15 -20 นาที ขึ้นอยู่กับความเร็วของการเดินส่วนบุคคล 


    ระหว่างทางอดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะถึงสักที! เดินไปกลางเมืองใหม่สักพักก็แวบเข้าร้านเจลาโต้ คุยกับลุงคนขายด้วยภาษามือและแผนที่(ของร้าน)อยู่ห้านาทีก็สรุปได้ว่าเดินต่อไปเถอะ ตรงๆ เดี๋ยวก็ถึง ทีเหลือคือต้องจำทางไป - กลับที่พัก และสถานีรถไฟเองนะ


    หลังจากปักหมุดสร้างความคุ้นเคยกับห้องแล้วก็ออกมาเดินชมเมือง และจุดเด่นของเมืองเก่าคือ จตุรัสกลางเมือง สถานที่ในเทรลเลอร์ ซึ่งอยู่ไกลจากที่พักพอสมควร (ประมาณหกนาที) 

    มาดูเทรลเลอร์หนังพบว่าเขาจัดฉากเมืองเป็นยุค 1980s เรียบร้อย ที่จริงแล้วหน้าโบสถ์มีเก้าอี้จากร้านอาหารเรียงราย คนยังนิยมขี่จักรยานเที่ยวเล่นรอบเมืองอยู่แบบในหนัง




    อยากจะออกมานั่งกินเคบั๊บตอนค่ำเหมือนอาร์มมี่ แต่ถนนกลางคืนเปลี่ยวมาก (สุดท้ายก็ได้กินเป็นอาหารมื้อเย็นวันก่อนกลับ จากหนึ่งในสองร้านเคบั๊บในเมือง แต่เสียดายว่าไม่อร่อยเลย...)



    พอเดินเข้าไปในบริเวณจตุรัส ก็จะเห็นตึก town hall ศาลากลางเมืองและโบสถ์อีกมุม





    สีสันตึกยังอนุรักษ์ไว้ได้อารมณ์ดี



    ถ่ายจากมุมเดินเข้ามาที่จตุรัส จากเมืองใหม่



    แล้วก็ไม่พลาดที่จะนั่งโต๊ะเดียวกับอาร์มมี่หน้าโบสถ์



    ในแก้วคือช็อกโกแลตร้อนอิตาเลียน (cioccolata calda) ที่อร่อยมาก เป็นก้อนเจ้มจ้นสะใจคล้ายพุดดิ้งร้อน ต้องค่อยๆตักกิน



    เดินหาโลเกชั่นนี้อยู่นานมาก จนเจอว่าเป็นลานจอดรถที่อยู่ในตรอกหนึ่งของเมือง (ตอนเดินออกเมืองครั้งสุดท้ายก็ไม่วายมองตรอกนี้ด้วยความคิดถึง)


    ชอตนี้ในเทรลเลอร์คือตรอกนั้นชัดๆ


    แต่เครม่าก็เต็มไปด้วยตรอกแบบนี้



    พอกลับมาย้อนดูรูปนี้ และอ่านคำของคนที่ไปดูหนังมาแล้ว นึกดีใจที่ถ่ายเก็บอนุสาวรีย์สงคราม (war memorial) Monumento ai Caduti (1924) นี้มา 


    จริงๆแล้วในตึกด้านขวาเป็นตลาดนัด เขาบอกว่าในหนังฉากนี้เป็นฉากที่เอลลิโอและโอลิเวอร์ตระหนักได้ว่า อาจกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน ความรู้สึกเดียวกัน โดยเอลลิโอหันหลังให้กับกล้อง และโอลิเวอร์อยู่ห่างจากกล้องไปอีก ที่สำคัญคือเขาบอกว่ากล้องถ่ายคนสองคน กำลังพูดถึงความรักที่ไม่กล้าเอ่ยชื่อ ในที่โล่งกว้าง แต่เพราะเราไม่อาจเห็นหน้าตาทั้งคู่ได้ชัดเจน เขาทั้งสองจะเป็นใครก็ได้


    (ขนลุกในความคลาสสิกของหนังอีกแล้ว)


    และใกล้ๆไม่กี่ก้าวเดินจากจตุรัสก็คือโลเกชั่นจากโพสต์น่ารักๆรูปนี้


    อาร์มมี่กับฮาร์เปอร์ ลูกสาว ในเครม่า

    และ header ภาพด้านบนของบทความ ^^ (ตึกสีขาวสุดถนนในรูปด้านบน กับตึกสีเหลืองด้านขวา)



    ตัวตึกต่างๆมีมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย 




    และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ (ไม่ได้เข้าไปโบสถ์เล็กอีกโบสถ์ที่ทิมมี่และอาร์มมี่เข้าไปสำรวจเพราะปิด) เดินกลับออกมาที่จตุรัสเล็กๆ ก่อนถึงย่านที่พัก เป็นย่านที่มีร้านเจลาโต้ และร้านรวงอื่นอยู่สองฝั่งถนน เพราะเห็นแถวยาวออกมาถึงนอกร้านๆหนึ่ง จึงเดินไปสำรวจ ปรากฏเขาขาย granita กรานิต้า หรือน้ำแข็งเกล็ดใส่น้ำตาล หน้าร้อนนี้อะไรแบบนี้ก็สดชื่นทั้งนั้น


    แน่นอนว่า(บ้า)สั่งรสพีชค่ะ

    คนส่วนใหญ่พูดอิตาเลียนกันทั้งเมือง พอเราสั่งภาษาอังกฤษเลยหันมามองกันเป็นตาเดียว รู้สึกเขินหน่อยๆ  


    เป็นอันว่าจบทริปสั้น ลุยเดี่ยวตามรอย Call Me By Your Name (2017) เพียงเท่านี้ 



    ส่วนตัวเรา แค่ได้ไปเหยียบ ไปเที่ยว ไปสิงอยู่ในเมืองที่เป็นดังอนุสรณ์ความรักในหนัง คนรักหนังสือ(และหนัง)อย่างเราก็สุขใจแล้ว.


    *หมายเหตุ: สองเมืองเป็นโลเกชั่นในหนังก็จริง แต่ลือกันว่า b. ในหนังสืออาจเป็นเมืองเรียบทะเล Bordighera บอร์ดิเกอร์ร่า ที่อังเดร อซิแมนเคยทวีตว่า 'เป็นจุดที่ผมชอบที่สุดในโลก' ("It's my favorite spot in the planet.")


    //


    cinema + reflections = cineflections เพราะการดูหนังไม่ได้จบเพียงหน้าจอ. 


    ส่วนเหตุผลของความรู้สึกส่วนตัวและความรักต่อหนังสือและหนังเรื่องนี้ จะมาพร้อมรีวิวหนังค่ะ


    หนังเริ่มฉาย 14 ธันวาคมที่ house RCA ที่เดียว อย่าลืมไปดูกันนะคะ :)


    เพิ่มเติม:

    บทความรีวิว/วิเคราะห์หนัง: ถึงเขาคนนั้นครั้งเริ่มรู้จักคำว่ารัก: ค้นความทรงจำของหัวใจใน Call Me By Your Name

    บทความแนะนำน้องทิโมธี ชาลาเมร์​ของเรา รวมประวัติ ผลงาน และบทสัมภาษณ์ของหนุ่มน้อยมากฝีมือเต็งออสการ์คนนี้


    ขอบคุณที่สนใจอ่านนะคะ <3

    คิดเห็น ชอบไม่ชอบยังไง รบกวนกดด้านล่างให้เรารู้ จะได้ปรับปรุงบทความต่อๆไปให้ดีขึ้นค่ะ

     
    ติชม พูดคุยกับเราทางเม้นท์ข้างล่างได้เสมอ


    หรือจะแวะมาทาง twitter: @cineflectionsx 

    หากชอบบทความ ฝากเพจ FB ด้วยนะคะ เราจะมาอัพเดทความคิด บทเรียน และเรื่องราวจากหนังที่ชอบทั้งเก่าและใหม่เรื่อยๆค่ะ



    บทความต่อไป: บทสัมภาษณ์แจ็ค โลว์เดน (Jack Lowden) หนุ่มสก๊อตผมทองจากดันเคิก และผู้กำกับหนัง England Is Mine (2017) ร้องให้โลกจำ หนังชีวประวัติก่อนจะมาเป็นมอริซซีย์ (Morrissey) ค่ะ


    ขอบคุณค่า


    x

    ข้าวเอง.


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Sangkhom Chaiyasat (@fb1283141358485)
รวมค่าใช้จ่ายหมดไปเท่าไรคับ