On my way ◐Milkladyfinger
ตามเสียงใจ ไปแดนญวน (EP 3)
  • แน่ะ ใครยังไม่ได้อ่าน EP2 เข้าไปรับชมก่อนได้ เพื่อจะได้ไม่พลาดความสนุกนะฮะ http://minimore.com/edit/chapter/26080/70229

    DAY 3

         เช้าวันที่สาม พวกเราตื่นประมาณ 6 โมงเช้า จัดการธุระส่วนตัวและกินข้าวเช้าเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางจากที่พัก ประมาณ 6.45 น. ที่พวกเราต้องรีบตื่นกันตั้งแต่เช้านั้น เพื่อที่จะเดินทางไปยัง          Ba Na Hills ที่อยู่ห่างตัวเมืองดานังไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควร และคาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะเยอะ เราจึงรีบไปให้เร็วเพื่อจะได้ไปชื่นชมบรรยากาศและเก็บภาพในขณะที่ยังไม่มีคนมากนัก 

              ก่อนอื่นเราจะขอเท้าความประวัติบาน่าฮิลล์กันสักนิด บาน่าฮิลล์นี้เป็นสถานที่ตากอากาศตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกค้นพบโดยชาวฝรั่งเศส ซึ่งมาจากแนวคิดการสร้างบ้านพัก โรงแรม ในสมัยอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 19 และภายหลังถูกปรับปรุงในศตวรรษที่ 20 ส่วนที่มาของชื่อ Ba Na Hills นั้น เชื่อว่ามาจากที่ในสมัยก่อนนั้นบริเวณนี้มีต้นกล้วยจำนวนมาก ชื่อ บาน่า จึงแผลงมาจาก บานาน่าที่แปลว่า กล้วย นั่นเอง 

              เรามาถึง Ba Na Hills ช่วงประมาณ 7.30 น. อากาศค่อนข้างเย็นเลย และคาดว่าเมื่อขึ้นไปข้างบนจะยิ่งหนาวกว่านี้อีก แนะนำให้ติดเสื้อกันหนาวมากันด้วยนะ ! ส่วนค่าเข้า Ba Na Hills รวมทั้งหมดประมาณ 900 บาท ซึ่งจะรวมทั้งค่าขึ้นกระเช้า ค่าเข้าชมสถานที่ และค่าเครื่องเล่นภายในสวนสนุกด้วย ถือว่าคุ้มมาก ๆ เลยกับหนึ่งวันบนบาน่าฮิลล์

    CR https://banahills.sunworld.vn/en/maps

              เมื่อเรามาถึงบาน่าฮิลล์แล้ว เราก็มากางแผนที่เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวกัน การเดินทางใน       บาน่าฮิลล์นั้นเกือบทั้งหมดจะใช้กระเช้าลอยฟ้า และมีใช้รถราง Funicular บ้างเล็กน้อยในบางสถานี ซึ่งจะแอบบอกว่าที่นี่มีกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลกเกือบประมาณ 5 กิโลเมตรเลยนะ !!! อยากให้มาลองขึ้นกันมากกก เราเป็นคนที่กลัวความสูง อีกทั้งพื้นของกระเช้านั้นใสด้วย ตอนแรกเกือบจะเป็นลมเหมือนกัน 555 แต่พอนั่งไปเรื่อย ๆ ก็จะดีขึ้น พยายามมองท้องฟ้าแทนการมองพื้น 555555 แต่ใครที่ไม่กลัวความสูงก็จะโชคดีมากเลยนะ เพราะระหว่างทางจะได้เห็นทั้งผืนป่า น้ำตก ท่ามกลางหมอกสวย ๆ  ด้วย


              เป้าหมายแรกที่เราจะไปก็คือออ Golden Bridge หรือ สะพานมือยักษ์นั่นเอง เป็นสะพานลอยฟ้าสีเหลืองทอง ที่เหมือนกับว่าถูกพยุงไว้ด้วยมือหินยักษ์ 2 มือ และตลอดรอบทางของสะพานจะมีดอกโลบีเลียสีม่วงสดใสปลูกไว้ด้วย เมื่อเราเดินผ่านสะพานที่มีความยาวกว่า 150 เมตร จะมีความรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในสวนดอกไม้ลอยฟ้าท่ามกลางหมอกจางๆและควัน อะล้อเล่น และอากาศที่สดชื่นนนน แต่ว่าการที่จะได้รูปสวยๆ เราก็ต้องพยายามอยู่สักพัก เพราะคนจะเยอะมาก และถ้าหมอกเยอะเกินไปก็จะไม่เห็นมือยักษ์เลยเหมือนกันนะ ดังนั้นต้องกะจังหวะดีดี

              ต่อมาเราก็ได้ไปเดินเล่นกันที่ หมู่บ้านฝรั่งเศส หรือ
    French Village ซึ่งเป็นการจำลองหมู่บ้านฝรั่งเศสในยุคกลางมาไว้ในที่แห่งนี้ มีทั้ง ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก โบสถ์ รวมไปถึงที่พักด้วย ซึ่งที่พักแห่งเดียวบนบาน่าฮิลล์นี้มีชื่อว่า Mercure Banahills French Village มีมากกว่า 160 ห้องพัก ซึ่งถ้าเราจองห้องพักที่นี่ เราจะได้ส่วนลดในการขึ้นกระเช้าด้วย น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีโอกาสได้พัก ไวโอกาสหน้าจะไม่พลาดแน่นอน ! เอาล่ะ เรามาชมภาพบรรยากาศในหมู่บ้านฝรั่งเศสกันดีกว่า 

    ถ่ายรูปกันเยอะ พักเหนื่อยทานไอติมสักหน่อย -..-

              นอกจากที่ Ba Na Hills นี้จะมีสถานที่ให้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศมากมายแล้วนั้น ยังมีสวนสนุก Fantasy Park ซึ่งเป็นสวนสนุกขนาดย่อมที่มีเครื่องเล่นอยู่มากมายให้พวกเราได้ลิ้มลองความสนุกด้วย ซึ่งสวนสนุกแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือเรื่อง Journey to the center of the Earth ! สวยสนุกแห่งนี้เป็นสวนสนุกในร่ม มีเครื่องเล่นมากมายเช่น รถบัมพ์ บ้านผีสิง ห้องเล่น3D เขาวงกต และอีกมากมายเลย เสียดายที่พนักงานไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปจึงไม่มีรูปมาฝากมากนัก ;_;

    ปล. เราได้ไปชนรถบัมพ์กับคุณลุงคุณป้าชาวไทยด้วย สนุกมาก ๆ เลย 

    ปล.2 เสียดายมากที่หมอกลงจัดทำให้ไม่ได้เล่น Alpine Coaster คราวหน้าจะไม่พลาดแน่นอน !

    เครื่องเล่นอันนี้มีชื่อว่า Tower Drop ความน่ากลัวระดับเบบี๋ แต่สนุกดี อิอิ

    พอเล่นจนเหนื่อยก็มาพักเติมพลังสักหน่อยยย ปล.ขนมแพงม้าก 

             หลังจากไปผจญภัยในสวนสนุกแล้วนั้น พวกเราก็มาเดินเล่นต่อกันที่สวนดอกไม้ Le Jardin d’ Amour ที่จัดวางตกแต่งดอกไม้ได้อย่างพิถีพิถันและงดงาม บวกกับบรรยากาศเย็นๆยิ่งทำให้โรแมนติกเข้าไปอีก !!!!!


    แวะเติมพลังอีกแล้ว รู้สึกว่าเติมบ่อยเชียวนะ แหะๆ

              ดอกไม้อันนี้เราชอบมาก มีชื่อว่า Bell shaped peach blossom ซึ่งเป็นดอกท้อลักษณะระฆังคว่ำ หน้าตาปุ้กปิ้กมาก บานเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ หาชมได้ยากมากๆ โชคที่ดีมาช่วงที่มันบานพอดี !



               อันนี้คือรูปปั้นเทพเจ้าราศีมังกร บนแท่นรูปปั้นจะมีคำทำนายอุปนิสัยเป็นภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษด้วย อย่าถามว่าทำไมถ่ายมาแต่ราศีมังกร เพราะเราราศีมังกรนั่นเองงง ผ่าม !!!


              หลังจากที่เดินเที่ยวจนเหนื่อยแล้ว จึงอยากมาพักผ่อนหย่อนใจที่ Linh Ung Pagoda หรือ วัดหลินอึ๋ง ตัววิหารสีขาวสูง พระพุทธรูปขนาด 6 เมตร บรรยากาศที่เงียบสงบ ในขณะที่มีเสียงสวดเซ่นไหว้ จึงไม่แปลกใจเลยที่ ที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุธเวียดนาม ! พอได้ไหว้พระแล้ว รู้สึกสบายใจจัง

               หลังจากที่เราใช้เวลาทั้งวันอยู่บน Ba Na Hills แล้วนั้น ในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. เราก็โบกมือลาบาน่าฮิลล์กันนน ถือว่าเป็นหนึ่งวันที่ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายมากๆ ทั้งความหวาดเสียวจากกระเช้าลอยฟ้า  บรรยากาศโรแมนติกที่มาพร้อมไอเย็นของหมอกจางๆ ความสนุกสนานจาก Fantasy Park กลิ่นอายของหมู่บ้านฝรั่งเศส ความสงบจากการไปไหว้พระ ฯลฯ

    ปล. แม้ว่าเราจะใช้เวลาบนบาน่าฮิลล์ร่วมกว่า 1 วันเต็มๆ แต่เราก็ยังเก็บสถานที่ท่องเที่ยวไม่ครบเลย แงแง เลยอยากจะแนะนำว่า ถ้าใครมีโอกาสไป แนะนำให้ไปแบบสองวันหนึ่งคืนนะคะ !! จะได้เต็มอิ่มไปเล้ยยย 

    แต่เดี๋ยวก่อน ! ถ้าคิดว่าวันนี้จะจบลงเพียงเท่านี้ ขอบอกว่าพวกคุณคิด...ผิดค่ะ ! : P

              ก่อนที่เราจะเดินทางมายังเวียดนามนั้น พวกเราก็ได้ศึกษาหาความรู้มาพอสมควรในเรื่องของ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเข้าสถานบันเทิง ซึ่งที่ประเทศเวียดนามนี้ ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถดื่มแอลกอฮอล์และเข้าสถานบันเทิงได้ !!! ( ซึ่งในไทย กำหนดไว้ที่ 20 ปีบริบูรณ์ ) ไหนๆพวกเราก็มากันทั้งทีแล้ว ก็อยากจะลองจี๊ดจ๊าดแบบถูกกฎหมายกับเขาบ้าง ในคืนวันนั้นหลังจากที่ทานมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงลองหาบาร์ หรือ คลับ ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง และอยู่ไม่ห่างจากที่พักเรามากนัก 

              และเราก็ได้มาเจอกับจุดหมายของเรา ! นั่นคืออออ Bar Hair of the dog Danang นั่นเอง ! อยากจะบอกว่าตอนแรกแอบขำกับชื่อร้านมาก แต่ความหมายจริงๆของชื่อร้านนั้น เป็นสำนวนซึ่งแปลว่า การดื่มเหล้าต่อเพื่อถอนอาการเมาค้าง นั่นเอง ! เห็นมั้ยว่า แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว 555

              พวกเราทั้งสี่ไปถึงร้านกับในเวลาประมาณ 21.30 น. บรรยากาศในร้านเหมือนบาร์ทั่วไป มีดีเจเปิดเพลงแนวEDM สลับกับเพลงตะวันตก และเพลงเอเชียบ้าง มีเวทีตรงกลางซึ่งตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่าเอาไว้เพื่อทำอะไร หลังจากได้ที่นั่งแล้ว พนักงานก็นำเมนูมาให้พวกเราเลือก ต้องบอกเลยว่าที่เวียดนามนั้น เบียร์ รา คา ถูก มาก ! ( จากที่เห็นตามในร้านสะดวกซื้อกระป๋องเล็กราคาประมาณ 20 บาทเอง ;__; ) พวกเราทั้งสี่ ไม่ใช่คอเบียร์กันเท่าไร พวกเราจึงสั่งแบบโปร 7 ขวดมา ซึ่งเสิร์ฟมาพร้อมกับผลไม้ 1 จาน ( อันนี้ก็รู้สึกว้าวมาก เพราะที่ไทยกลับแกล้มตอนดื่มน่าจะไม่พ้นถั่ว เอ็นข้อไก่ทอด หรือของคาวต่างๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ใหม่ที่ดีเลยอิอิ ) รวมทั้งหมดราคาประมาณ 700 บาท ซึ่งสำหรับเราเราว่าไม่แพงนะ 

              บรรยากาศในร้านนั้นถือว่าดีใช้ได้ พอเวลาดึกมากขึ้น ผู้คนก็เริ่มคึกคัก และออกลวดลายอย่างเมามัน เสียงเพลงและแสงสีอาจจะทำให้มึนๆไปบ้างแต่ก็สนุกไปกันได้ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เท่าที่สังเกตก็มีชาวเกาหลี มีชาวตะวันตกบ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นเวียดนาม


              หลายคนเห็นภาพนี้อาจจะตกใจ นี่แหละคือไฮไลท์ของวันนี้ 555555 หลังจากที่พวกเรานั่งชิวกันไปสักพัก เวทีตรงกลางที่เคยสงสัยว่ามีไว้เพื่ออะไร อยู่ ๆ ก็มีคุณหมีแพนด้าในชุดสูทขึ้นมาออกสเต็ปอย่างเมามัน เรียกเสียงร้อง เรียกความตื่นเต้นจากผู้คนในบาร์ไปได้อย่างมาก ในบางจังหวะก็มีลูกค้าคนอื่น ๆ เข้าไปแจมอย่างสนุกสนาน ก็ถือว่าเป็นความบันเทิงที่แปลกใหม่สำหรับพวกเราทั้งสี่ ที่ตรึงตา ตรึงใจ ไม่ลืมกันเลยทีเดียว :P

    ปล. บาร์นี้ได้รับคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยวมากมายเลยนะ ว่า เพลงดี บรรยากาศดี และราคาไม่แพง

    https://th.tripadvisor.com/Attraction_Review-g298085-d15193242-Reviews-or5-Hair_Of_The_Dog_Bar_Da_Nang-Da_Nang.html#REVIEWS  อันนี้เป็นรีวิวจากนักท่องเที่ยว

              หลังจากที่พวกเราสนุกกันพอหอมปากหอมคอแล้วนั้น ก็ถึงเวลาที่จะกลับไปพักกันแล้ว เพื่อที่จะได้ใช้เวลาวันสุดท้ายในเวียดนามให้คุ้ม ! 

    หวังว่า EP นี้ จะช่วยเปิดประสบการณ์และให้ความสนุกให้กับหลาย ๆ คน ไม่มากก็น้อยนะคะ 

    ไว้เจอกันใน EP 4 ค่า :-)

    Photo : Milkladyfinger , Panna

    Story : Milkladyfinger

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in