เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
STRUGGLEDebby, judy and cooper.
อดทน | Holding Area
  • เป็นเวลานานเหมือนกันที่ไม่ได้เข้ามาเขียน
    ฉันผู้เปลี่ยนงานครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ไม่อยากนับแล้ว
    ครั้งนี้ฉันทำหน้าที่ครูสอนเด็กป่วยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
    ฉันกลับมาเขียนอะไรแบบนี้อีกครั้งเพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะหมอบอกให้เขียนยังไงล่ะ



    "xxx ลองเขียนดูอีกไหม แล้วมาดูกันว่าเป็นยังไง" อาจารย์หมอคนหนึ่งพูดกับฉันระหว่างการให้เคตามีน



    ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะมากเลย เยอะจนฉันจำอะไรไม่ค่อยจะได้
    ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงจากเคตามีนและ ECT ด้วยหรือเปล่า
    ฉันนอนโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นการนอนโรงพยาบาลที่นานที่สุดของฉันเลยก็ว่าได้ การนอนโรงพยาบาลครั้งนี้ เกิดจากอารมณ์ที่แปรปรวนของฉัน ที่ยาและหมอเอาไม่อยู่ จนต้องจับแอดมิดและ restraint เกือบทุกวัน ฉันเอาหัวโขกกำแพงเมื่อมีโอกาส ฉันหาของแหลมคม เช่นกรรไกร ดินสอ ปากกามากรีดแขนตัวเอง พยายามหาหนังยางมาดีดตัวเองจนเป็นรอยช้ำแบบที่ต้องเอา cold pack ประคบให้ความปวดจางลง ความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเอง ความรู้สึกอยากตาย ไร้ค่าผุดขึ้นมาในหัวทุกเวลาที่ฉันยังหายใจ เพราะอะไรน่ะเหรอ...



    ความรู้สึกอยากตายเป็น baseline ของ mood ฉันไปแล้ว ฉันรู้สึกไม่มีค่าเพราะฉันทำอะไรไม่ได้ดีซักอย่าง การทำงานที่ไม่ต่อเนื่องและมีปัญหากับที่ทำงานอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะการลางานเพื่อมาหาหมอของฉัน ทำให้เป็นที่สงสัยของเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน อีกทั้งงานบางชิ้นต้องอาศัยเวลาและการทำงานเป็นทีม ซึ่งฉันก็เป็นตัวปัญหาอีกเหมือนกัน เนื่องจากต้องลางานในบางทีเพื่อมาหาหมอและให้  เคตามีน ทำให้งานเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง ตอนนี้ฉันพยายามนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา ว่าทำไมฉันถึงได้นอนโรงพยาบาลนานขนาดนั้น ฉันรู้จักคนในวอร์ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมอที่วนกันมาถามอาการฉัน พยาบาลที่สลับเวรกัน เช้า บ่าย ดึก หรือแม้กระทั่งแม่บ้านหรือยาม ทุกคนดูทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีโดยที่ไม่ต้องอาศัยยาหรือการพึ่งพาอะไรจากคนอื่นมากนัก ฉันอิจฉาคนเหล่านี้จนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว แค่ฉันเห็นพยาบาลคุยแล้วหัวเราะกัน ฉันแทบจะหนีไปมุดอยู่กับเตียงแล้วร้องไห้ออกมา "ทำไมการมีความสุขมันง่ายจัง" ฉันถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันทนไม่ได้เวลาเห็นเพื่อนในวอร์ดด้วยกันเริ่มทยอยออกไปทีละคนสองคนและเปลี่ยนเป็นคนไข้คนใหม่ ส่วนฉันยังอยู่ที่เดิม ปัญหาของฉันคืออะไร...



    การรู้สึกว่าไม่มีใครแล้วในชีวิตเป็นอะไรที่ xxx มากสำหรับฉัน ในมุมเด็กจบใหม่ แต่จบมาห้าปีแล้วยังไม่มีงานประจำ ในขณะที่เพื่อนเรียนคณะเดียวกัน เอกเดียวกัน สาขาเดียวกัน จบแล้วทำงาน เรียนต่อโท ไปเมืองนอกหาประสบการณ์ เงินเดือนเกือบแตะหลักแสน แต่ทำไมฉันเป็นแบบนั้นไม่ได้ ทำไม จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ฉันไม่พยายามเอง ฉันไม่มีคน support หรือฉันห่วยกันแน่



    หลังจากออกจากโรงพยาบาล ฉันกลับมาทำงานเดิมโดยที่ต้องเขียนใบลาอย่างเป็นทางการ นำเสนอหัวหน้าภาควิชา HR และหัวหน้างาน สิ่งที่ยากไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการอธิบายให้คนเหล่านี้ว่าฉันไปไหนมา ไปทำอะไร ที่ไหน ยังไง ทำไมถึงต้องลางานนานขนาดนี้ ซึ่งฉันก็ตอบไปแบบกลาง ๆ กึ่ง ๆ โกหกว่ามีภาวะเครียด ทำให้อารมณ์แปรปรวน อะไรทำนองนั้น ซึ่งฉันไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจโรคจริง ๆ ที่ฉันเป็นอยู่ (MDD, PTSD, suspect Borderline) เพราะขนาดคนที่บ้านฉัน ยังไม่เข้าใจฉันเลย แล้วคนนอกจะมาเข้าใจได้ยังไง ฉันคิดแบบนั้นจริง ๆ ก่อนออกจากโรงพยาบาล อาจารย์หมอกับหมออีกคนจัด zoom เพื่อคุยกับคนที่บ้านฉัน เพื่อให้ดูแลและทำความเข้าใจในตัวโรคและตัวฉันเองว่าเป็นยังไง เหมือนต่างคนต่างไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ฉันไม่สามารถทำตามที่หมอบอกได้เช่น การเล่าหรือระบายเรื่องราวที่ไม่สบายใจให้คนที่บ้านฟัง หรือการเข้าหาเพื่อพูดคุยกันมากขึ้น ฉันทำไม่ได้จริง ๆ แต่ในทางกลับกัน คนที่บ้านฉันเข้าหาฉันเหมือนพายุโหมกระหน่ำเข้ามา สายโทรศัพท์เข้ามาตอนสี่โมงเย็นเพื่อถามว่าฉันเลิกงานยัง กลับบ้านหรือยัง หรือแม้กระทั่งการเปิดประตูบ้านในยามวิกาลหรือตอนค่ำ ก็จะมีสายเข้าและถามว่าจะไปไหน เป็นความรู้สึกที่เหมือนโดนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ฉันไม่ชินกับอะไรแบบนี้เลย แต่นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ฉันดีขึ้น?? แบบที่ทีมหมอแพลนเอาไว้



    หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้ซักพัก ประมาณสองอาทิตย์ ฉันแพลนที่จะ overdose โดยมีแพลนในการให้เคตามีนไปพร้อมกับการกินยาด้วย ซึ่งยาที่กินนั้นเป็นยาที่อันตรายมาก (ขอสงวนชื่อ) ซึ่งฉันได้มาจากตาซึ่งท่านเสียไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน ยานี้มาอยู่ที่ฉันได้ยังไงไม่รู้ แต่จำได้ว่ามีสามแผงกับอีกครึ่งหนึ่ง
    วันที่ให้เคตามีน ฉันตัดสินใจกินก่อนเข้าไปให้เคตามีนจำนวนหนึ่งแผง ในระหว่างให้เคตามีน O2 Sat ก็เริ่ม drop จนถึงจุดที่พยาบาลสงสัยและเข้ามาถามจนได้รู้ว่าฉันกินยาตัวนี้มา อาการเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จนพี่หัวหน้าพยาบาลและหมอให้ฉันไปที่ ER โดยมีเวรเปลนำไปส่ง ฉันทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่ ในเมื่อคุณอยู่ ER แล้วและมาด้วยอาการ overdose ฉันสามารถบอกได้เลยว่ายังไงก็ไม่ตาย เพราะหมอและหมอพิษวิทยาและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ จะช่วยคุณเต็มที่และสุดความสามารถ นี่ไงหล่ะที่ทำให้ฉันไม่ตาย แต่ถ้ากินหมดที่มีนั้นก็ไม่แน่


    ฉันรอวันนั้น







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
bsjxxx (@bjxxx)
ไม่รู้คุณจะกลับมาอ่านไหม? เเต่อยากบอกคุณว่า..ขอให้มีวันที่ดีนะ...ทุกวันไม่เเย่เสมอไปหรอก...ตอนนี้คุณอาจเหมือนติดคุก(หรือติดในความคิดเเย่ๆ) ..เเต่สักวันมันต้องดีสิ....เหนื่อยเศร้าไม่เหลือใครเเต่ร้องไห้ออกมา......เเค่บอกตัวเองว่าอีกนิดเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น...อยากทำร้ายตัวเองเลยใช้ชีวิตให้มีความสุข..บ้าง..สักนิด..นะคะ ขอร้อง...เราปลอบคนไม่เก่ง..เเต่เราก็เอาใจช่วยนะ..