เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
STRUGGLEDebby, judy and cooper.
ทำวันเวลาดี ๆ ให้กลับมา | Back and forth
  • "There are many ways you can deal with your feeling without hurting yourself or anybody else."




    "Yeah, like what?"



    "You can pound a lump of clay."



    "or swim as fast as you can."



    "or play the lower keys on the piano all at the same time."

                                                                                               -- A Beautiful Day in the Neighborhood



    เรื่องราววุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อฉันได้งานใหม่ (อีกแล้ว) นับตั้งแต่เรียนจบ นี่ก็ปาเข้าไปงานที่ห้าแล้ว ถือว่าเริ่มต้นใหม่ได้ดีไหมไม่รู้ หลังจากว่างงานมาเกือบปี งานใหม่เริ่มต้นเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม เนื้องานไม่มีอะไรมาก ขอไม่พูดถึงเดี๋ยวร้องไห้ แต่หลังจากทำงานมาร่วมเดือนเศษ ฉันก็เริ่ม (รู้สึก) มีปัญหากับคนในที่ทำงาน (อีกแล้ว เห้ออ) การปรับตัวในการทำงานที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นเรื่องปกติ เรื่องกังวลใจที่ใคร ๆ ก็เป็นกัน สำหรับฉันเหมือนพายุที่พัดพาเอาเศษฝุ่นละลอง คราบดินทรายติดมาด้วย ฉันรู้สึกแย่เหลือเกินกับที่ทำงานใหม่ งานใหม่ สังคมใหม่ ทุกอย่างวนกลับมาให้ฉันคิดตลอดว่าหรือเป็นเพราะฉันขาดทักษะการเข้าสังคมไปแล้ว เรื่องง่าย ๆ แค่การทักทาย สวัสดี ถามสารทุกข์สุขดิบชาวบ้านกลับกลายเป็นเรื่องทรมาน การยิ้มไปด้วยพูดไปด้วยทำให้ฉันอยากร้องไห้



    เวลาผ่านไป ฉันก็ได้เรียนรู้การทำงานในที่ที่แห่งนี้ กฏที่ฉันสร้างขึ้นเองคือการ "อยู่ให้เป็น" ฉันพยายามมากในการปรับตัว เหมือนเป็นน้องใหม่ เป็นน้ำครึ่งแก้ว เป็นทุกอย่างที่เป็นได้แบบที่ไม่สร้างปัญหาให้คนอื่น รับฟังและคล้อยตาม แต่ถึงกระนั้น ฉันก็เลี่ยงไม่ได้ถ้าจะไม่เจอกับปัญหาเลย การกินยาและการรักษามาเป็นระยะเวลานาน บวกกับการห่างจากการทำงานมาเกือบปีทำให้ความสามารถของฉันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความจำเอย กระบวนการคิด การเรียงลำดับ ทักษะการคำนวณ หรือ critical thinking ของฉันแทบไม่มีเหลือ ฉันรู้สึกโทษตัวเองที่ทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่าง การทำงานเอกสารโง่ ๆ กลายเป็นเรื่องยากและกว่าจะผ่านไปได้แต่ละวันแทบเอาชีวิตไม่รอด 



    อยากตาย



    ความคิดนี้เข้ามาวนอยู่ในใจฉันอีกครั้ง การคิดไว้ว่าจะกระโดดตึกที่ไหน ใส่ชุดอะไร บอกลาใครไว้ ทำวันไหน งานศพตัวเองจะเป็นยังไง เป็นความคิดที่วนไปมาไม่จบสิ้น แต่น่าแปลกที่การคิดแบบนี้ไม่ทำให้ฉันเครียดเลยสักนิด กลับกลายเป็นว่าเหมือนฉันได้เตรียมอะไรต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า กลายเป็นว่ารู้สึกสบายใจและดีใจถ้าทุกอย่างเป็นไปได้อย่างที่ตั้งใจไว้ 




    "xxxคิดว่าตายไปแล้วทุกอย่างจะจบจริง ๆ เหรอ" หมอเด้นท์สามถามฉันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย



    เหมือนหมอถามว่า คุณเชื่อเรื่องผีไหม55555555555 เอาเป็นว่าสำหรับฉัน โลกหลังความตายไม่น่ามีอยู่จริง จบก็คือจบ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปมากกว่านี้ หมอก็พยายามเค้นอีกว่า ถ้ามันไม่จบล่ะ จะเป็นยังไง บลา ๆ ซึ่งฉันไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว จะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ เหนื่อยจะแย่แล้ว... ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งใน ER สถานที่ประจำที่ฉันมักจะแวะเวียนมาให้หมอด่าทุกสามเดือน (ถือว่าห่างแล้วนะ ปกติทุกสองอาทิตย์55555) ก่อนหน้านั้นฉันกินยาเกินขนาดไปจำนวนมาก กลั้นใจกินให้หมดเท่าที่มีและพยายามไม่ให้ตัวเองอาเจียนออกมาเผื่อว่ายาจะได้อยู่ในร่างกายนานอีกหน่อย กินเสร็จสักพัก ดูท่าจะยังไม่กล้าตายเลยเรียกแกร้บไปโรงพยาบาล ในขณะที่ลุกออกจากรถ ฉันก็ทรงตัวไม่อยู่ ทุกอย่างหมุน เอียงเอนไปมา ฉันฟุบลงตรงหน้ากลุ่มหมอที่เพิ่งลงเวร จำได้ว่ามีหมอผู้หญิงเข้ามาช่วยบอกว่าให้หายใจเข้า ออกลึก ๆ ให้ยกแขนเหยียดตรง ตามด้วยเสียงยามวอหาเปลมาเข็นไปที่ ER  



    Welcome back คนไข้จิตเวช



    ฉันได้สติดีและรับรู้ถึงการกระทำของตัวเองว่าทำให้คนอื่นวุ่นวายมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ร่วมงานกัน หัวหน้างาน พี่นักสังคมฯ หมอ พยาบาลหรือคนในครอบครัวเอง การรับมือกับเรื่องง่าย ๆ ของฉันยังบกพร่องอีกมาก และถึงแม้จะมี supporter มากมายขนาดไหน ฉันยังมองตัวเองเป็นคนแย่คนหนึ่งอยู่ดี ในเวลาเดียวกันของอีกวัน หมอไซไคที่ฉันจำชื่อไม่ได้ก็เข้ามาทักที่วอร์ดอายุรกรรม คราวนี้เป็นหมอผู้หญิง ผมยาว ใส่แว่น และหมออีกคนมานั่งอยู่ข้างเตียง ฉันจำไม่ได้ว่าหมอถามอะไรบ้าง สิ่งที่จำได้คือการขอมือฉันคนนี้ไปจับไว้ แล้วเลื่อนมือมาลูบหัวตัวฉันเอง พร้อมให้บอกในใจว่า "เก่งมากแล้วนะ" ฉันร้องไห้เป็นเผาเต่า รู้สึกเหมือนสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครใจดีได้เท่าที่เราใจดีกับตัวเอง ใช่ ฉันเก่งมาก เก่งมากที่ผ่านเรื่องบ้าบอมาได้จนถึงตอนนี้ ฉันเก่งมากแล้วจริง ๆ ฉันพยายามบอกตัวเองอยู่ในใจถึงแม้มันจะค้านกับความคิดอีกส่วนอยู่ก็ตาม



    "หมอเป็นกำลังใจให้"



    "ก็เหมือนxxxว่ายน้ำ มีหมอและทีมคอยดูอยู่บนสระ"



    "มีอะไรอยากระบาย อยากเล่าให้หมอฟัง บอกได้เลยนะ หมอพยายามจะเข้าใจเราให้มากที่สุด"



    "ความรู้สึกไม่ดี อะไรแย่ ๆ ก็เก็บไว้ในลิ้นชักก่อน แล้วเราคอยมาจัดการกันทีหลัง"



    "ถ้าไม่ไหวก็มาโรงพยาบาลนะ"



    สิริรวมวันที่แอดมิดไปสิบหกวัน สิ่งที่ฉันได้กลับมาคือโคว้ทให้กำลังใจจากหมอนับไม่ถ้วน พร้อมรอยแดงที่หน้าผากจากการเอาหัวโขกกำแพง โชคดีที่แผลตกสะเก็ดไปหมดแล้วไม่งั้นกลับไปทำงานต้องมีคำถามร้อยแปดตามมาแน่นอน555555555 ฉันภาวนาให้วันต่อไปหลังจากนี้มีแต่เรื่องราวดี ๆ ให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง หรืออาจจะไม่ต้องมีก็ได้ขอแค่ไม่แย่ไปกว่านี้ก็จะดีใจมาก 



    (พิมพ์ไปร้องไห้ไปเพราะพรุ่งนี้เริ่มงานที่ใหม่ เย่)














Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in