My First Storybuckymyboy
(stucky) : bitter sweet 3/3
  • Ps.fiction เรื่องนี้เป็น mpreg นะคะ



         การใช้ชีวิตที่ปราศจากเจมส์มันทำได้ยากเหลือเกินสำหรับสตีฟ  ...กี่เดือนกันแล้วนะหก  ...หรือเจ็ด  สตีฟนับจนท้อใจที่จะนับ  จำได้แค่ว่าพยายามทุกทางแล้วที่จะเหนี่ยวรั้งเจมส์เอาไว้  ...แต่มันก็ไร้ประโยชน์


         

         บางทีเจมส์อาจจะเหนื่อยมากพอแล้วที่จะอยู่กับคนไม่เอาไหนเช่นเขา



         วันนั้นสตีฟตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออกหลังจากภรรยาประกาศกร้าวต้องการจะหย่า  โง่งมขนาดที่กระชากตัวมากอดเอาไว้กลัวจะหนีไปแต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือน้ำตากับเสียงร้องไห้ที่บาดลึกกรีดแทงหัวใจของเขา  ...เจมส์ร้องไห้  ...ร้องไห้หนักจนคิดว่านี่อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเขา



         กับคนที่นิสัยแย่ๆ  แบบนั้น  บางทีช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจจะเพียงพอแล้วกับการได้ครอบครองของล้ำค่าเช่นเจมส์เอาไว้  ...บางทีอาจถึงเวลาคืนสิ่งนั้นให้กับคนที่คู่ควร



         (ว่าไงไอ้เสือ)   เสียงตะโกนของวิลสันเรียกสติของสตีฟให้กลับคืนร่าง  หลงลืมไปได้อย่างไรว่าตอนนี้วิลสันกำลังอยู่ในสายโทรศัพท์  อ๋อ  เพราะมัวคิดถึงเรื่องของเจมส์นี่เอง...



         ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องของเจมส์  ก็มักดึงความสนใจของสตีฟได้เสมอนั่นแหละ



         “อือ  ว่าไง”



         (นี่ไม่ได้ฟังที่พูดก่อนหน้านี้เลยใช่ไหม  ...เฮ้อเรื่องข้าวกลางวันไง)   สตีฟกดยิ้ม  ไม่ว่าเมื่อไหร่วิลสันก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาเสมอ



         หลายเดือนที่ผ่านมานี้ไม่มีอีกแล้วสำหรับข้าวกลางวันฝีมือภรรยา  กลายเป็นข้าวกลางวันจากร้านฟาสฟู้ดข้างๆ  บริษัทกับเพื่อนที่อุตส่าห์ถ่อมาไกลเพื่อนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนคนที่หัวใจบอบช้ำเช่นเขา



         “เออได้  เดี๋ย-“



         “เข้าไม่ได้นะคะ!  คุณคะ!”   เสียงเอะอะหน้าประตูมาพร้อมๆ  กับเสียงเปิดประตูกระแทกฝาผนังดังโครม  ทำเอาคนกำลังคุยโทรศัพท์ตกใจสะดุ้งสุดตัว  ตวัดสายตามองตัวตนเหตุ  ก่อนจะพบว่าเป็นเลขาของเขาที่กำลังหน้าเสียซีดเซียวดึงรั้งคนที่บุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต



         “ขอโทษค่ะบอสฉันพยายามห้ามเขาแล้วแต่-  ค่ะ  ทราบแล้วค่ะ”   สตีฟโบกมือไล่เลขาให้ออกไปด้านนอก  ก่อนจ้องตากับผู้บุกรุกด้วยความมาดร้ายอย่างเปิดเผย



         เขารักเจมส์จริง  ....และก็เป็นความจริงที่ว่าเขาเกลียดคนที่แย่งเจมส์ไปจากเขาด้วยเหมือนกัน



         “มาทำไม”   สตีฟกดตัดสายวิลสันเพราะมีสิ่งที่รับมืออยากยิ่งกว่าเพื่อนสนิทยืนอยู่ด้านหน้า



         โทนี่ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม  ยกขาขึ้นไขว้ห้างเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงานด้วยท่าที่กวนประสาท  จ้องมองเขาด้วยแววตาแบบเดียวกัน  ...แววตาที่ไม่เป็นมิตร



         “ผมไม่ชอบหน้าขี้หน้าคุณ”   โทนี่พูดแล้วส่ายหน้าหนีราวกับการมองใบหน้าของเขาเป็นสิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยาก



         “แล้วคิดว่าผมชอบหรือไง”   สตีฟยอกย้อน



         “ทำไมถึงไม่รั้งเจมส์ไว้ปล่อยให้ย้ายออกมาได้ยังไง”   สตีฟเริ่มตามไม่ทันไม่ใช่ว่าการที่เจมส์ย้ายออกไปมันจะเป็นการดีต่อโทนี่หรอกหรือ



         “ทำไมถึงไม่ไปตามเจมส์กลับ” 



         “เดี๋ย-“



         “ทำไมทิ้งเวลาตั้งเจ็ดเดือน!”



         ‘ปัง!’



         โทนี่ตบโต๊ะดังปังจนคนที่กำลังสับสนตกใจใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง



         “คุณมันโง่  สตีฟ...โง่  ที่ปล่อยเจมส์ไป”   มาถึงตรงนี้สตีฟเริ่มตามไม่ทัน  เขาสับสน  มึนงงและไม่เข้าใจจนต้องยกมือเบรกคนที่กำลังโมโหให้ใจเย็นๆ



         “เดี๋ยว  ...คือผมไม่เข้าใจ”   อาจจะเพราะใบหน้าของเขามันดูโง่มากหรือเพราะอีฝ่ายสมเพชเวทนาจึงยอมหยุดแล้วหายใจเข้าลึกๆ  เหมือนคนสกัดกั้นอารมณ์ 



         “เอาอย่างนี้คุณคิดว่าวันนั้นผมไปทำอะไรที่บ้านคุณ”   โทนี่เปลี่ยนจากการนั่งไขว้ห้างมานั่งประสานมือบนโต๊ะทำงานเหมือนหัวหน้าที่กำลังจะมาสัมภาษณ์ลูกน้องเข้าทำงาน  ส่วนสตีฟพอพูดถึง  ‘วันนั้น’  แล้วมันก็จี๊ดที่หัวใจแปลกๆ  ก็แหมเขาโดนขอหย่าวันนั้นนี่น่า



         “มาหาเจมส์”   ทันทีที่สตีฟพูดจบโทนี่ทำสีหน้าประมาณว่า  ‘ไอ้ควายเอ๊ย’  แต่มีมารยาทมากพอที่จะไม่ด่าออกมาตรงๆ



         “ผมไปหาคุณต่างหากล่ะ” 



         “ผมได้ยินว่าคุณกำลังอยากลองตลาดอสังหาฯ  ผมก็เลยจะมาชวนคุณร่วมลงทุนด้วย  ...แต่ก็นะ  อย่างที่เห็น  กลายเป็นว่าผมตกกระไดพลอยโจนเข้ามาในปัญหาครอบครัวของคุณ”   โทนี่พูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้สตีฟได้พูดอะไรแม้แต่นิดเดียว



         “ผมขอยืนยันตรงนี้เลยนะว่าผมไม่คิดจะเป็นมือที่สามของใคร  ...ผมมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่แย่งของๆ  คนอื่น  อีกอย่าง....ถึงผมอยากจะแย่งแต่เจมส์ก็คงไม่เอาด้วยแน่ๆ  เผลอๆ  ตัดขาดกับผมไปเลยชัวร์ๆ  เพราะอะไรคุณรู้ไหมล่ะ”



         “เพราะเจมส์รักคุณมากจนไม่เหลือที่ว่างให้ใครอีกต่อไปแล้วยังไงล่ะ”   โทนี่มองภาพชายหนุ่มร่างสูงที่มีใบหน้าสับสน  ยกมือขึ้นมากุมศีรษะเหมือนคนที่หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้แล้วอยากจะหัวเราะให้ฟันหัก  ...คนโง่ที่ไม่รู้จักรักษาของล้ำค่ามันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ


         อ่อ  ...ไม่สิ  ไม่ใช่แค่นี้  ยังมีความจริงอีกประการที่รอตบหน้าสตีฟอยู่


         ชายหนุ่มหยิบบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าสูทวางมันลงบนโต๊ะทำงานแล้วออกแรงดันมันไปไว้ตรงหน้าอีกคน



         “นะ  ...นี่มัน”   สตีฟบรรจงหยิบภาพถ่ายอัลตราซาวด์ขึ้นมาเบาๆ  ราวกับมันเป็นของล้ำค่านิ้วมือค่อยๆ  ไล่วาดตามกรอบใบหน้าที่ถึงแม้จะไม่ได้ชัดเจนมากเท่าใด  แต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่ารักเหลือเกิน



         “เจมส์ท้อง”   สตีฟมองหน้าคนพูด  จ้องลึกในดวงตาหาคำโกหก  แต่แล้วก็ต้องพบว่า  ณ  ที่นี้ภายในห้องนี้ไม่มีคำโกหก  หรือทิฐิไร้สาระอีกต่อไปแล้ว  ...มีแต่ความจริงที่รอเปิดเผยซ้ำเติมคนโง่อย่างเขาก็เท่านั้น



         “รูปนั้นแปดเดือนแล้วนะ” 



         “ลูกของคุณไง  ....ลูกสาวคุณ”   จู่ๆ  สตีฟก็รู้สึกอุ่นร้อนที่ขอบดวงตายามมองรูปถ่ายอัลตราซาวด์ใบนั้น  ในพื้นที่แคบๆ  เด็กคนนี้ก็ค่อยๆ  เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์

         มองใบหน้าเลือนลางแต่รูปจมูกและปากชัดเจนอย่างเอ็นดู  ...คงได้คนเป็นแม่มาสินะ

         มองมือน้อยที่กำนิ่งข้างลำตัวแล้วรู้สึกว่าอยากปกป้อง  ทะนุถนอมความอ่อนเยาว์นี้ให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุด

         มองเท้าน้อยๆ  ที่ไขว้กันอย่างเอ็นดู...เจ้าตัวน้อยคงรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายภายในท้องของแม่มากเลยล่ะสิ


         สตีฟรู้สึกเปียกชื้นที่ข้างแก้ม  กระพริบตาสองสามครั้งจึงรู้ว่าตัวเองได้ร้องไห้ออกมาแล้ว  ความตื้นตันมันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก  ทำได้เพียงลูบรูปใบนั้นด้วยความทะนุถนอมมากที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้


         ลูกของพ่อ...


         ลูกสาวพ่อ...


         รู้สึกรักโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ



         “ทำไม  ...ทำไมเจมส์ไม่เคยบอกผมเลย”   ทำไมถึงเก็บเรื่องน่ายินดีนี้ไว้  ทำไมไม่เคยบอกใครเขาได้รับรู้เลย



         “เพราะเจมส์กลัว  ...กลัวจะเสียคุณไป  เจมส์คิดเสมอว่าตัวเองไม่ปกติ  กลัวคุณจะรังเกียจ  กลัวคุณจะตีตัวออกห่าง  ...กลัวไปหมด  คุณรู้ไหมเจมส์ร้องไห้ทุกวันตั้งแต่ย้ายออกจากบ้านของคุณ  ร้องไห้เพราะคิดว่าคุณไม่ต้องการเขาแล้วในชีวิต  ร้องไห้เพราะคิดว่าคุณไม่มีความสุขเลยที่ต้องแต่งงานกับเจมส์  ...แล้วก็ร้องไห้เพราะคิดว่าคุณรักผู้หญิงคนนั้น”



         “ไม่จริง  ...ผมไม่ได้รักชารอนแล้ว”   สตีฟยืนยันหนักแน่น  มองโทนี่ที่ไหวไหล่เหมือนไม่แคร์



         “บอกผมทำไม  ไปบอกเจมส์นู่น”   ทันทีที่โทนี่พูดจบ  สตีฟลุกพรวดขึ้นคว้าเอาสูทที่พาดตรงพนักเก้าอี้ทำงานเตรียมตัวออกเดินทาง  แต่ยังไม่ทันได้ถึงประตูด้วยซ้ำ  ข้อมือกลับถูกคว้าไว้โดยแขกผู้มาเยือน



         “คุณรู้หรือไงว่าเจมส์อยู่ที่ไหน” 



         “บ้านแม่เจมส์...  หรือเปล่าครับ”   สตีฟเริ่มไม่แน่ใจในคำตอบของตัวเองเพราะเจ็ดเดือนที่ผ่านมาเขาเฝ้าเพียรไปเฝ้าหน้าบ้านของแม่ยายมาตลอด  แต่ไม่เคยได้เห็นตัวของเจมส์เลยแม้แต่เงาก็ไม่มีให้เห็น



         “เมื่อก่อนน่ะใช่  แต่ตอนนี้เจมส์อยู่โรงพยาบาล”



         คำว่าโรงพยาบาลทำให้ประสาทการรับรู้ของสตีฟชานึบไปชั่วขณะ  ...เจมส์ไปโรงพยาบาลทำไม  มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเจมส์หรือเปล่า  ...หรือเกิดขึ้นกับลูก


         สตีฟมือสั่นหันซ้ายหันขวาเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกด้วยกลัวว่าจะเสียลูกไป  ...เขาเพิ่งรับรู้การมีอยู่ของแกไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านี้  เขายังไม่พร้อมจะเสียแกไป...



         “ใจเย็นๆครับ  ฟังผมนะ  ...เมื่อคืนเจมส์ลื่นล้มในห้องน้ำ” 



         สตีฟกลั้นใจขณะมองปากโทนี่ขณะพูดคำต่อมา



         “ตอนนี้เลยคลอดก่อนกำหนด”






         เจมส์เฝ้ามองเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนหลับปุ๋ยภายในตู้อบทารกด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก  ฝ่ามือวางทาบผ่านกระจกกั้นอยากจะสัมผัสมือน้อยๆ  นั่นใจจะขาด  อยากจะโอบกอดเจ้าตัวน้อยให้อบอุ่นแล้วบอกว่าแม่อยู่ตรงนี้...  แม่อยู่กับหนู


         แม่ขอโทษ  ...ขอโทษที่ทำให้หนูต้องออกมาโลกภายนอกก่อนกำหนด



         “แม่ขอโทษ...”   เจมส์กัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้นถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อคืนเขาลื่นล้ม  เจ้าตัวน้อยก็คงไม่ต้องออกมาแล้วร่างกายไม่แข็งแรงอย่างนี้หรอก  อีกตั้งเดือนนึงนี่นะกว่าจะถึงกำหนดคลอดจริงๆ  ...เขามันเป็นแม่ที่ใช่ไม่ได้เลยจริงๆ


         ใจหวนคำนึงคิดถึงใครอีกคนที่ในยามนี้ที่เขาอ่อนแอเหลือเกินก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานั้นก็โหยหาอ้อมกอดปลอบประโลมของสตีฟใจจะขาด  ...เจ็ดเดือนมาแล้วที่เขาเอาแต่หลบหน้าสตีฟไม่ออกมาพบหน้ายามอีกฝ่ายมานั่งรอที่หน้าบ้านของแม่  เฝ้ามองผ่านหน้าต่างของห้องนอนอยากออกไปเจอออกไปพบใจจะขาด...แต่จะทำได้ยังไงกัน  ท้องของเขาป่องนูนชัดเจนขนาดนี้ 



         ...เขาไม่มีวันเห็นแก่ตัวใช้ลูกรั้งสตีฟไว้เด็ดขาด...


         แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าในวันนี้มีสตีฟอยู่เคียงข้าง  คอยกระซิบข้างหูว่าเราจะผ่านมันไปด้วยกันนั้นมันจะดีสักแค่ไหน



         “เจมส์...” 



        เจมส์ยืดหลังตรง  ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย...หูแว่วอีกแล้ว  กี่ครั้งกันแล้วนะที่เขาหูแว่วได้ยินเสียงสตีฟเอ่ยเรียกชื่อของเขา  ครั้งนี้ก็คงไม่ต่าง-



         “เจมส์”   ไม่  ...ไม่ใช่แน่ๆ  ถึงเขาจะหูแว่วแต่ไม่มีทางแว่วติดต่อกันสองครั้ง  ดังนั้นเจมส์จึงไม่ลังเลเลยที่หันไปตามเสียงเรียก


         ปรากฎภาพชายหนุ่มที่เสื้อเชิ้ตยับเยินหมดคราบความเนี๊ยบของบอสหนุ่ม  เนคไทย่อนยานจนไม่อยากคิดว่าเจ้าของของมันกระชากรูดรั้งแรงแค่ไหน  ยืนหอบหายใจแฮ่กๆ  ตรงปลายทางเดินนั้น...ห่างเพียงสองเมตร  -  สตีฟยืนอยู่ตรงนั้น


         เจมส์ไม่ได้ก้าวหนีเพราะไม่รู้จะหนีทำไมจริงๆแล้วสมองมันสั่งให้เขาก้าวเดินออกไป  แต่หัวใจมันกลับตรึงตอกเท้าของเขาเอาไว้กับพื้นแน่นหนา  ...ไม่ได้กอดตอบยามอ้อมแขนอบอุ่นนั่นรั้งร่างกายของเขาไปแนบชิดอเพียงหลับตาฟังเสียงเต้นเร่าแห่งความยินดีในทรวงอกที่อยู่ประชิดใบหู  คลี่ยิ้มยามริมฝีปากที่โหยหากดบรรจงจูบลงมากลางกระหม่อม  ...น่าขำที่ไม่ว่าเมื่อไหร่เจมส์ก็แพ้ให้กับสตีฟอย่างหมดรูปทุกคราวไป



          “คนเก่ง  ...คนเก่งของพี่”   หัวใจของเจมส์เต้นเร็วขึ้นหนึ่งจังหวะยามได้ยินคำว่า  ‘พี่’  ออกจากปากของสตีฟ  ...ภาพความทรงจำเก่าๆในโรงพยาบาลเมื่อสิบกว่าปีก่อนไหลย้อนเข้ามาราวกับกรอเทป



         “เหนื่อยมามากเลยใช่ไหม  ...ลำบากมากเลยสินะครับ  ...ขอบคุณ  ....ขอบคุณจริงๆ  ที่มอบของขวัญที่มีค่ามากขนาดนี้ให้พี่”   เจมส์ผละออกจากอ้อมกอดมองหน้าคนที่หน้าแดงเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการร้องไห้ด้วยความงงงวย  ...ของขวัญที่ว่านี่หรือว่า!



         “ใครบอกคุณ”   ดึงมือออกจากการเกาะกุมก้าวขาถอยหลังไปสองก้าว



         “ใครบอกพี่มันไม่สำคัญหรอกนะเจมส์มันสำคัญที่ว่าพี่แย่แค่ไหนที่ปล่อยให้เจมส์ต้องเผชิญเรื่องยากลำบากเพียงคนเดียว”   สตีฟไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ  ครั้งนี้ก็เช่นกัน  เขาดึงมือของเจมส์มากุมไว้อีกครั้ง  ก้าวเท้าไปหาเจมส์สองก้าว  ...ต่อให้เดินหนีเขาสักกี่สิบก้าวเขาก็เดินตามไม่ย่อท้อ



         “อย่าทำแบบนี้เลยครับ  ...อย่ามาเพราะความรู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบเลย  อย่างน้อยก็คิดถึงใจคุณชารอนบ้าง”   เจมส์เบี่ยงใบหน้าหนีไม่สบตาดวงตาสีฟ้าที่เจือเต็มไปด้วยความรู้สึกแต่สตีฟกลับไม่ยอมให้เขาหันหน้าหนี  เจ้าตัวใช้สองมือประคองใบหน้าเจมส์  โน้มตัวลงมา  ตาประสานตา  นัยน์ตาทอดมองด้วยความอ่อนโยน



         “ข้อแรก  พี่กับคุณชารอนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันอีกแล้วตั้งแต่เราแต่งงานกัน  ...เธอเคยมีความคิดที่จะกลับมา  แต่พี่ปฏิเสธเธอไปแล้ว  ...พี่จริงใจ  ซื่อสัตย์และรักเจมส์  ....แค่เพียงคนเดียว”   ในตอนแรกเจมส์รู้สึกปฏิเสธเพราะเชื่อในสิ่งที่เห็นแต่หัวใจกลับเต้นเร่าด้วยความยินดี  เริ่มคิดเข้าข้างตัวเองว่าแล้วถ้าสิ่งที่เห็นมันไม่ใช่อย่างที่คิดจริงๆ  ล่ะ



         “ผมเห็นคุณจูบกับเธอในบ้านของเรา”   จนมาถึงตอนนี้สตีฟถึงบางอ้อ  เข้าใจแล้วว่าปมของเชือกที่มันพันกันอยู่ตอนนี้มันเป็นเพราะอะไร



         “เธอจูบพี่จริงและหลังจากนั้นพี่ปฏิเสธเธอจนถึงตอนนี้เราต่างได้แยกย้ายไปมีชีวิตใหม่ไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกันอีก  ...และพี่ยืนยันว่าพี่พูดความจริง”   สตีฟไม่มีสิ่งใดที่จะยืนยันความสัตย์จริงของคำพูดได้เท่ากับดวงตาของเขาอีกแล้วเขาใจเสียยามเจมส์หลบสายตาก่อนจะกลับมาฟูฟ่องยามเจมส์กลับมาสบตากันอีกครั้ง



         “ผมเชื่อคุณครับ  ...ส่วนเรื่องผมกับพี่โทนี่-“



         “เรื่องนั้นเป็นความผิดของพี่เองที่ไม่เชื่อใจเจมส์เป็นความผิดของพี่เองที่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล  ...ตอนนี้พี่เข้าใจแล้วพี่รู้ดีว่าเจมส์ไม่มีวันใจร้ายกับพี่  ...ไม่มีวันจริงๆ”   จนถึงตอนนี้เจมส์เลิกเดินหนียอมให้สตีฟดึงมือของเขาไปกุมเอาไว้อบอุ่นยามนิ้วมือของสตีฟเกลี่ยเบาๆ  บนฝ่ามือ  ...เจมส์เชื่อในสิ่งที่ดวงตาของสตีฟสะท้อนออกมา  เขารู้แล้วในยามนี้ว่าเรื่องน่าเศร้าทั้งหมดของเราเกิดจากการไม่เชื่อใจกันอการไม่ฟังกันเสียเวลาไปหลายเดือนเพื่อความทุกข์ทรมานที่ยากจะก้าวข้ามของทั้งสองฝ่ายเพื่ออะไรก็ไม่รู้  ...พอแล้ว  เขาจะเลิกวิ่งหนีแล้ว  เขาจะฟังเสียงหัวใจตัวเอง  จะไม่วิ่งหนีสตีฟอีกต่อไปแล้ว



         “อีกข้อที่เจมส์จะต้องรู้ไว้  ...พี่ไม่ได้กลับมาเพราะพี่คิดว่าจะต้องรับผิดชอบ  แต่ที่กลับมาเพราะครอบครัวของพี่อยู่ที่นี่  ทั้งลูกทั้งเมียของพี่กำลังลำบาก  ...พี่จะทิ้งครอบครัวของพี่ไปได้ยังไงล่ะครับ”   เจมส์ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังร้องไห้จนกระทั่งสตีฟใช้นิ้วมือเกลี่ยหยดน้ำตาบนใบหน้าให้  โผเข้ากอดอย่างที่อยากทำมาตลอดหลายเดือน  ซึมซับความอบอุ่นอ่อนโยนไว้เป็นกำลังใจชั้นดี



         “เป็นคุณแม่แล้วแต่ก็ยังขี้แยเหมือนตอนเด็กๆเลยนะ”   เจมส์ผงกศีรษะออกจากอ้อมกอดมองหน้าสตีฟ  ...นี่เขาจำได้หรือว่าเราเคยเจอกันตอนเด็กๆ



         “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ  ...พี่ไม่เคยลืมเรื่องของเราเลยแต่พี่คิดว่าเจมส์จำพี่ไม่ได้ก็เลยไม่ได้พูดขึ้นมา”   ก็เป็นโทนี่อีกเหมือนกันที่บอกเขาว่าสตีฟคือรักแรกของเจมส์ทั้งๆ  ที่ตลอดมาเขาคิดว่าเจมส์จำเรื่องราวเก่าๆ  ไม่ได้  แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายก็คิดว่าเขาจำไม่ได้เหมือนกัน  ต่างคนต่างเลยไม่เคยพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา



         “ไหน...พาพี่ไปดูสาวน้อยของเราหน่อยได้ไหม”   รอยยิ้มของเจมส์ที่ประทับบนใบหน้าค่อยๆเลื่อนหายไป  ริมฝีปากเบะลงเหมือนคนอยากร้องไห้ก่อนจะขบเม้มมันเอาไว้กลั้นเสียงสะอื้น



         “มัน  ...มันเป็นความผิดของผม”   เจมส์ผละจากสตีฟเดินมาดูลูกในตู้อบผ่านกระจกอีกครั้งวางฝ่ามือลงไว้ในตำแหน่งเดิม



         “ถ้าผมไม่-  ถ้าผมไม่ลื่นล้มละก็-“ 



         “เฮ้  คนขี้แยฟังพี่นะ...ถ้ามันจะเป็นความผิดของใคร  มันเป็นความผิดของพี่เองที่ไม่ได้อยู่ดูแลเจมส์ดูแลลูก...ถ้าเจมส์จะโกรธใคร  ให้โกรธพี่...แต่อย่าโกรธตัวเองเลย  เจมส์เป็นคนที่เก่งที่สุดเท่าที่พี่รู้จักแล้วนะครับ  ...ถึงแม้วันนี้ลูกของเราจะยังไม่แข็งแรงแต่เราจะช่วยกันเลี้ยงแกให้เติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้  เราจะเลี้ยงแกด้วยความรักทั้งหมดที่เรามี”   เจมส์กุมมือตอบสตีฟที่เอื้อมมากุมให้กำลังใจเขา  หลับตาเบนหน้าเข้าหาสัมผัสของมือที่ลูบไล้อยู่บนแก้ม



         “เจมส์ครับ  ...มาสร้างครอบครัวกับพี่เถอะนะ”



         ในตอนที่อาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้า  เจมส์มอบจุมพิตตอบตกลงฝากชีวิตทั้งหมดที่มีไว้ที่ชายที่เป็นทั้งรักแรกและรักเดียวของเขาอย่างไร้ข้อกังขา



         เพราะเป็นสตีฟ  ...เจมส์จึงไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว







         ‘8.34 pm.’



         เจมส์มองนาฬิกาบนผนังสลับกับมองประตูห้อง  วางผ้าเช็ดตัวที่ซักแล้วบนโต๊ะหน้าห้องน้ำก่อนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูชั่งใจว่าจะออกไปดีหรือไม่



         ‘ทำไม่ยังไม่กลับมาอีกนะ  หรือว่ายัยหนูจะไม่ยอมนอน’



         เจมส์คิด  ในใจพาลห่วงไปถึงคนที่เขาเพิ่งกลับมาจากที่ทำงานแต่กลับอาสาจะพาลูกเข้านอนเอง  ในตอนแรกเจมส์ก็รู้สึกห่วงอยู่นิดหน่อยแต่เพราะมีตะกร้าผ้ากองเบ้อเริ่มในห้องที่ยังไม่ได้พับเลยตอบตกลงไป  ...แต่นี่มันเลยเวลานอนของยัยหนูมาครึ่งชั่วโมงแล้วทำไมสตีฟยังไม่กลับมาที่ห้องอีกนะ  ...เขาควรจะไปดูหน่อยดีหรือเปล่านะ



         เจมส์ยืนลังเลอยู่ห้านาทีได้ก่อนตัดสินใจว่าจะแอบดูเสียหน่อยดีกว่า



         “คิกคิก”   เสียงหัวเราะของยัยตัวดีดังทะลุออกมาจากประตูห้องนอนของเจ้าตัวที่ปิดไม่สนิททำให้เจมส์เริ่มขัดใจนิดหน่อย  ...คนเป็นพ่อต้องชวนลูกเล่นอะไรพิเรนทร์ๆแน่ๆเลย  ป่านนี้ถึงยังไม่หลับ

         เจมส์แอบชะโงกหน้าพ้นประตูนิดนึงกะว่าถ้าเห็นว่าพ่อลูกยังเล่นกันอยู่ละก็  ...คนพ่อโดนดีแน่ๆ!



         “ทาเล็บเสร็จแล้ว  คุณพ่อก็เข้าปาร์ตี้น้ำชาของหนูได้แล้วค่ะ”   ภาพที่เห็นทำให้เจมส์รีบใช้มือปิดปากกลั้นเสียงขำ  ...รีบหลบมาหลังประตูเพื่อตั้งสติก่อน  แต่พอนึกถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่ทีไรก็อดขำไม่ได้จริงๆ


         กับภาพที่ผู้ชายตัวสูงใส่เสื้อเชิ้ตอย่างดีผูกเนคไทเรียบร้อย  แต่บนศีรษะมีมงกุฎเจ้าหญิงสีชมพูมีพู่สีขาวยาวระบ่ากำลังแบมือให้เด็กหญิงอายุสี่ขวบบรรจงใช้มือน้อยๆ  ทาเล็บมือทั้งสิบให้อยู่  ริมฝีปากก็ถูกแต่งแต้มด้วยลิปกลอสสีชมพู  ใบหน้าดูงงงวยเล็กน้อยแต่ก็ยอมเออออตามลูกสาวไป



         “คุณพ่อชอบเล็บสีอะไรที่สุดคะ”   เด็กหญิงตัวน้อยที่ใบหน้าถอดแบบคนเป็นแม่มาอย่างไม่ผิดเพี้ยนยกเว้นดวงตาที่ก๊อปปี้คนเป็นพ่อมาทั้งกระบิในชุดกระโปรงนอนเงยหน้าถามคนเป็นพ่อที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองนั่งให้เธออยู่ในตอนนี้



         “ชอบทุกสีที่หนูทาเลยค่ะ”   ว่าก่อนก้มลงไปฟัดพวงแก้มยุ้ยของยัยตัวดีบนตักจนคนถูกฟัดหัวเราะคิกคักเพราะจั๊กจี้หนวดบนใบหน้า



         “คุณพ่ออะ! ...ถ้าหอมหนูอีก  หนูไม่ให้ปีกคุณนางฟ้านะคะ!”   สตีฟมองยัยลูกสาวตัวดีที่กระโดดดึ๋งหนีออกจากตักกอดอกเบะปากมองเขาอย่างคาดโทษก่อนจะยกกาน้ำชาแล้วเทน้ำชาในจินตนาการลงในถ้วยแล้วยกไปไว้หน้าคุณพ่อ



         “ยัยหนูแล้วไม่ชนแก้วกันหรอคะ”



         “ไม่ต้องชนค่ะดื่มเลย”สตีฟเกาหัวเล็กน้อยปกติเวลาดื่มไวน์ก็ชนแก้วกันตลอดนี่น่า  แต่พอเห็นสีหน้าคาดหวังของยัยหนูแล้วก็รีบกระดกอากาศลงคอแทบไม่ทัน



         “อื้มอร่อยมากค่ะ”   สตีฟชมลูกสาวหนึ่งเปราะก่อนพากันเดินจูงมือไปนอนตามสัญญาที่ว่าเล่นปาร์ตี้น้ำชาหนึ่งตาถึงจะยอมนอน


         สตีฟนอนตะแคงใช้มือเท้าศีรษะต่างหมอนนอนฟังเรื่องราวชีวิตประจำวันจากยัยหนูที่หลับตาแต่ริมฝีปากก็เจื้อยแจ้วไม่หยุด  ...เธอเล่าว่าวันนี้ตอนเช้าช่วยคุณแม่ทำอาหารกลางวันห่อให้คุณพ่อ  ตอนบ่ายออกไปรดน้ำน้องแครอทข้างบ้านแล้วมานั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน


          สตีฟยิ้มเอ็นดูลูกสาวยามเสียงเล็กๆหวานๆของเธอเริ่มยานขึ้นๆ  จากความง่วงนอน  เมื่อแน่ใจแล้วว่ายัยตัวดีหลับแน่แล้วสตีฟจึงใช้โอกาสนี้กระซิบข้างหูของเธอ



         “พ่อรักหนู”   แต่กลายเป็นว่าคนที่คิดว่าหลับกลับกอดหมับเข้าที่ช่วงเอว  พูดงึมงำเหมือนคนละเมอ



        “หนูรักพ่อมากกว่า”   สตีฟลูบศีรษะเล็กๆ  ด้วยความรักสุดหัวใจที่มีก่อนกระซิบตอบ



         “พ่อรักหนูที่สุด”






         “ยัยหนูยอมนอนแล้วหรอครับ”   เจมส์ที่เดินออกมาจากห้องน้ำใช้ผ้าขนหนูเช็ดศีรษะที่กำลังเปียกเอ่ยทักคนที่นั่งรออยู่ที่ปลายเตียง  อมยิ้มเมื่ออีกฝ่ายกางแขนออกขอกอด



         “เหนื่อยหรอครับ”   เจมส์สางผมให้กับที่กำลังซบศีรษะเข้ากับช่วงเอวของเขา  ก่อนที่จะรู้สึกอุ่นๆ  ตรงช่วงเอวเพราะคนมือปลาหมึกจูบเข้าให้



         “เดี๋ยวก่อนครับเช็ดลิปกลอสหรือยัง  เสื้อผมเปื้อนหรือเปล่า...แทนที่คุณจะพายัยหนูนอนเลยไม่ตามใจแกเล่นกันจนดึกดื่นแบบนี้คุณคงไม่เหนื่อยขนาดนี้แน่ๆ  อ่อ  แล้วก็เรื่องตามใจลูกเพลาๆ  บ้างเถอะครับ  แกจะได้ใจเอา”   สตีฟมองตามร่างโปร่งที่เดินง่วนกับการหาทิชชูมาเช็ดปากให้เขา  อมยิ้มเอ็นดูความขี้บ่นของภรรยาเขาชอบมองดูปากมุบมิบที่ขยับพูดอย่างไม่หยุดหย่อนนั่น  ...มันเขี้ยว  น่าฟัดจริงๆ  ให้ตายเถอะ!



       “เล็บนี่อยากล้างไหมครับผมจะได้เอาน้ำยาล้าง-  อ๊ะ!  คุณผมตกใจหมด!”   เจมส์ผวาร้องตกใจยามสามีขี้แกล้งกระชากเขาจนตัวลอยให้ตกปุ๊ลงบนตัก  เอี้ยวตัวหนียามริมฝีปากจู่โจมจูบลงที่ต้นคอ



         “ขี้บ่นจังเลยน้าคุณแม่เนี่ย  ...เล็บพี่ไม่ต้องล้างหรอกครับ  เดี๋ยวยัยหนูเห็นจะเสียใจเอา  ตั้งใจทาจนตาโตไปหมด”



         “ผม  ...ขี้บ่นมากเลยหรอครับ  มัน  ...น่าเบื่อไหม”   นั่นไงเอาแล้ว  ภรรยาของเขาเปิดโหมดคิดมากอีกแล้ว



         “จะรำคาญได้ไง  ...รักขนาดนี้”   สตีฟฟัดแก้มคนขี้เขิน  ก่อนค่อยๆ  วางตัวเจมส์ลงบนเตียงเบาๆ  อาศัยจังหวะงงงวยขึ้นคร่อม  ถูกตีเบาๆ  ที่หน้าขา  แต่เขารู้ว่าเจมส์ตีเพราะความเขินเท่านั้น



         “ทะ  ทำอะไรครับ!  ยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ!”   เจมส์แยกเขี้ยวใส่



         “วันนี้ยัยหนูบ่นอยากมีน้อง”



         “ห้ะ?!?”



         “แกบอกว่าอยากมีน้อง  ...เจมส์จะขัดใจลูกหรอครับ”



         “คุณอย่าทำแบบนี้ซี”   เจมส์ก้มหน้างุดซ่อนความเขิน  ...ทั้งๆ  ที่เราทำเรื่องอย่างว่ากันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  เจมส์ก็ยังคงใสซื่อน่าทะนุถนอมเหมือนครั้งแรกไม่เปลี่ยนแปลง 



         สตีฟจุมพิตริมฝีปากของคนขี้เขินเบาๆ  จูบพวงแก้มนิ่มที่ขึ้นสี  ก่อนจะเลื่อนไปกระซิบที่ข้างหูแล้วจูบลงไปด้วยความอ่อนโยนจนทำให้คนในอ้อมกอดด้านล่างพยักหน้าตอบรับเบาๆ



         “มีตัวเล็กให้พี่อีกสักคนนะครับ  ...มีลูกให้พี่อีกคนนะครับเจมส์”






         ในตอนย่ำรุ่งแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง  เจมส์ค่อยๆ  ขยับตัวมอบจุมพิตยามเช้าให้กับคนที่นอนกกกอดเขามาทั้งคืน  ใช้แขนต่างหมอนให้เขาหนุนนอน  กระซิบข้างหูที่ก็แทบจะได้คำตอบจากอีกฝ่ายตอบมาแทบจะทันทีด้วยเหมือนกัน



         “เจมส์รักพี่นะครับ”



         “พี่ก็รักเจมส์เหมือนกัน”







    the end.





    ———————————————————


    จบลงไปแล้วกับฟิคที่เราแต่งเร็วที่สุดในชีวิต! ขอบคุณสำหรับการติดตามและกำลังใจที่มีให้เรานะคะ  เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายในช่วงนี้เพราะเราเปิดเรียนแน้วค่ะ;——-;


    พูดคุยกับเราได้ทาง  @buckymyboy  นะคะ  เราจะรอนะคะ  อย่าให้เราคุยคนเดียวเลยคับบบ;——;

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
thitapa06957195 (@thitapa06957195)
หวานกันซะเหลือเกิน​ จบแบบอิ่มอกอิ่มใจมากค่า
nattsubi (@nattsubi)
โง้วววววว น่ารักกกกกกก แฮปปี้~~~~~ ยกความดีทั้งหมดให้โทนี้~~~~~~ ♥