My First Storybuckymyboy
(stucky) : bitter sweet 1/3
  • Ps. fiction เรื่องนี้เป็น mpreg นะคะ



         “ไม่กลับบ้านหรอวะ เมียรอแย่แล้วมั้ง” 



         ‘แซม วิลสัน’ นั่งเท้าคางเข้ากับบาร์มองเพื่อนสนิทที่กระดกวอดก้าเพียวๆ แก้วที่ห้าน่าจะได้อย่างเบื่อหน่าย เอ่ยห้ามเมื่อมันกำลังจะสั่งแก้วที่หกสภาพเละเทะขนาดนี้กินอีกแก้วได้มีหวังขย้อนของเก่าของมาให้เป็นภาระเขาแหงแค่ลำพังตัว ‘สตีเว่น โรเจอร์ส’ เองก็เป็นภาระชิ้นโตสำหรับเขาในคืนนี้แล้ว



         อันที่จริงมันเป็นภาระให้เขามาสามเดือนเศษๆ ได้แล้วล่ะ...ตั้งแต่แต่งงานสตีฟไม่เคยกลับบ้านก่อนห้าทุ่ม เที่ยวเตร่ไปทั่ว เมาหัวราน้ำให้เขาคอยลากมันไปส่งที่บ้านเกือบทุกวัน



         “อย่าพูดคำว่าเมียได้ปะ จะอ้วกว่ะ” 



         น่ารำคาญจริงวุ้ย



         “ก็เขาแต่งเข้าบ้านมึง ไม่ให้เรียกเมียแล้วให้เรียกอะไร แม่?”   วิลสันเหนื่อยหน่ายใจที่จะเถียงไอ้คนปากดีที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีเมียแล้ว อันที่จริงมันก็ไม่ยอมรับตั้งแต่ไปดูตัวตั้งแต่แรกแล้วล่ะ แต่เพราะขัดแม่ไม่ได้เรื่องมันเลยเลยเถิดมาถึงขนาดนี้



         “หึ... เรียกเครื่องตกทองดีกว่ามั้ย”



         “เห้ย เมียทั้งคนพูดถึงเขาดีๆ หน่อยไอ้เสือ”   วิลสันนึกอยากเบิ๊ดกะโหลกไอ้คนอวดดีนี่เสียเหลือเกิน ดูท่าทางไม่ยีระของมันแล้วหมั่นไส้พิกล



          “เขาดูแลมึงตั้งแต่ตื่นยันหลับ ตั้งแต่หัวจรดตีนก็ฝีมือเขาทั้งนั้น...ถามหน่อยจะหาคนดีๆ แบบนี้ได้อีกจากที่ไหน”   วิลสันทวนความจำเพื่อนสนิท 



         อันที่จริงก็ออกจะอิจฉาไอ้หมาโง่นี่เหมือนกันคนที่รอที่บ้านของมันน่ะ ดีแสนดี ถึงแม้จะเป็นคนเงียบๆออกไปทางเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้แต่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าภายใต้ความเงียบขรึมนั่นมันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนขนาดไหน...มีแต่คนโง่อย่างเพื่อนสนิทเขาเท่านั้นแหละที่มองไม่เห็นคุณค่า



         “นี่ไง เขาโทรมาแล้ว”   วิลสันว่าก่อนยกโทรศัพท์ที่มีรายชื่อโทรเข้าว่า ‘เมียไอ้สตีฟ’ ส่วนตัวสตีฟเองก็หัวเราะหึในลำคออย่างน่าหมั่นไส้ก่อนกระดกว้อดก้าที่มันแอบจังหวะชุลมุนเมื่อครู่สั่งมาลงคอ



         “โทรตามไง น่าเบื่อ”



         “ไอ้ควาย”   อดไม่ได้ที่จะด่ามัน



         “ถ้าเขาจะโทรตามก็โทรเข้าเครื่องมึงแล้วไง นี่เขาเป็นห่วงแถมเกรงใจผัวเฮงซวยอย่างมึงถึงโทรเข้าเบอร์กู”   วิลสันสาธยายให้คนเมาเข้าใจ คนอย่างเมียไอ้สตีฟน่ะหรอจะมาทำนิสัยเสียโทรจิกโทรตาม- ไม่มีซะหรอกรายนั้นน่ะนิ่งยิ่งกว่าน้ำเย็นที่โทรมานี่ก็ไม่พ้นเรื่องห่วงว่าทำไมไอ้ผัวตัวดีนี่ถึงไม่กลับบ้านสักทีแน่ๆ



         “หรอ...”   ไอ้ตัวดีมันครางรับในลำคอ เพราะใบหน้ามันหันข้างวิลสันเลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้มันทำหน้ายังไงอยู่...แต่ในฐานะเพื่อนเขาก็อยากให้มันมีความสุขอยากให้มันเลิกมองผ่านอคติโง่ๆ ที่ว่ามันไม่ได้แต่งกับเมียเพราะความรักทิ้งไป



         “สตีฟกูจะพูดครั้งที่ร้อยนะ เปิดใจเลิกอคติแล้วมึงก็จะรู้ว่าเมียมึงน่ะ...เพชรน้ำงามแท้ๆ เลยล่ะ”



         วิลสันพูดเหมือนเดิมรอบที่ร้อยจริงๆ ไม่ได้พูดเกินเลยแต่อย่างใดทำใจแล้วว่าไอ้เพื่อนเขาคงหัวเราะหึหรือทำหูทวนลมอย่างที่ผ่านมา แต่แล้วเขาก็แทบจะสร่างเมาในทันทีเมื่อไอ้ตัวดีมันตอบรับคำ



         “จะลองดูแล้วกัน”








         “ขอโทษที่มันสร้างความลำบากให้ตลอดเลยนะ”  วิลสันพูดขึ้นในตอนที่ผลักภาระก้อนโตที่ชื่อว่าสตีฟเข้าอ้อมอกเมียมันในเวลาตีหนึ่งกว่าๆ 


         ไอ้ตัวดีหลับซบไหล่ ‘เจมส์ โรเจอร์ส’ ภรรยาคนดีที่มันไม่เห็นค่าอย่างไร้สติสตางค์ ส่วนคนที่ตัวเล็กกว่าที่ต้องรับน้ำหนักไอ้โกลเด้นยักษ์ที่โถมตัวใส่อย่างไม่ออมแรงก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ตอบเขา 



         เชื่อเขาเถอะอีกไม่ถึงสามวิเมียไอ้สตีฟต้องเอ่ยประโยคที่อาจเรียกได้ว่าเป็นประโยคคลาสสิคของเจ้าตัวออกมาใน


         3


         2


         1


         “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่พาเขามาส่งอย่างปลอดภัยนะครับ”   นั่นไง! กริฟฟินดอร์ห้าแต้ม



         วิลสันพูดคุยกับเมียไอ้สตีฟอีกสองสามประโยคปฏิเสธคำเชิญชวนให้ค้างที่บ้านก่อนจะขอตัวกลับ


         

         เสียงปิดประตูห้องจากไปพร้อมเพื่อนสนิทของคนได้ชื่อว่าเป็น ‘สามี’ ที่เมาไม่ได้สติแถมทิ้งน้ำหนักทั้งหมดมาทางเจมส์จนทำให้การพาคนเมาเข้าห้องนอนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุดของวัน



         “ปวดหัวหรือเปล่าครับ”   เจมส์ถามขึ้นหลังจากพาสตีฟมานอนบนที่นอนได้สำเร็จ ใช้หลังมือขาวอังหน้าผากคนเมาส่งเสียงอืออึงในลำคอก่อนจะค่อยๆลืมตาเผยให้เห็นดวงตาสีน้ำทะเลสวย 



          ดวงตาที่คอยมองมาที่เขาอย่างเย็นชา



         “ไม่เท่าไหร่...”   ดูท่าคนเมาคงมีสติขึ้นมานิดหน่อย



         เจมส์ลุกยืนเต็มความสูงตั้งใจจะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้อีกคนรู้แน่ว่าถ้านอนทั้งๆ อย่างนี้สตีฟคงไม่สบายตัว แต่กลับถูกรั้งข้อมือเอาไว้จากคนที่นอนแมะบนเตียง 


         หันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าต้องการอะไรหรือเปล่าแต่กลับถูกดึงจนเสียหลักล้มนอนลงไปทับอีกคน


         จมูกโด่งฟาดเข้ากับหน้าอกแกร่งจนเจ้าของต้องใช้มือจับตรวจดูว่าเลือดออกหรือเปล่าด้วยความตกใจ



         “เจ็บหรอ ขอโทษ...”   สตีฟเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบาละมือจากข้อมือของเจมส์ขึ้นมาลูบที่ใบหน้าของภรรยาอย่างแผ่วเบา



         ประหลาด...นั่นเป็นความรู้สึกที่โผล่เข้ามาในห้วงความคิดของเจมส์


         สตีฟไม่ชอบหน้าเขา...แน่ล่ะอีกฝ่ายถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักอย่างเขานี่นะ ตั้งแต่แรกสตีฟต่อต้านเขามาตลอด- ต่างคนต่างอยู่ นั่นเป็นคำที่สตีฟบอกเขาในคืนงานแต่ง 


         แต่เจมส์น่ะเป็นคนหัวรั้นทเขารู้ตัวเองดี ดังนั้นในทุกๆ วันเขาจึงทำหน้าที่ภรรยาที่ดีเริ่มตั้งแต่เตรียมอาหารเช้า จัดเตรียมชุดไปทำงาน ตลอดจนทำอาหารกลางวัน ถึงแม้ทั้งสามอย่างที่เขาทำมันจะถูกเมินเฉยมาตลอดสามเดือนที่แต่งงานกัน...แต่เขาเองก็ยังยืนยันที่จะทำมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่องด้วยหวังว่าสักวันนึงอีกฝ่ายจะเห็นคุณค่าเห็นความดีของเขาบ้าง



         “ว่าไง ฉันถามว่าเจ็บหรอ”   แรงบีบเบาๆ ที่คางเรียกสติของเจมส์ให้กลับมายังคนเมาใต้ร่างที่มองมาที่เขาด้วยตาเยิ้มๆ นั่น



         “นิดหน่อยครับ”   เจมส์ตอบด้วยความสัตย์จริงก่อนจะชะงักเมื่อมือที่จับคางเขาเมื่อครู่เลื่อนมาสัมผัสริมฝีปากของเขาลูบไล้มันไปมา แววตาของสตีฟทอดมองอย่างอ่อนโยน...เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นสายตาแบบนี้ 


         

         แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นเหมือนเจ้าของของมันจะรู้ตัวความเย็นชากลับมาแทนที่อีกแล้ว



         อือ ปวดใจจังแฮะ



         “ปากนายสวยจังนะ”   คนเมาเพ้อเบาๆ ก่อนที่มือซนๆ นั่นจะส่งนิ้วเรียวเขามาในปากของเขาช้าๆ


      

        เจมส์ตัวแข็งทื่อเป็นไม้บนอกของสามี...เขาควรจะทำอย่างไรละในสถานการณ์แบบนี้ 



         “จูบได้ไหม”   นั่นประไร 



         “คือ...”   กระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่งกันมาสามเดือนนี่ก็ใกล้ชิดกันที่สุดตั้งแต่แต่งกันมาแล้วนะจะข้ามขั้นกันภายในวันเดียวเลยหรือไง



         ยังไงก็เห็นใจเขาบ้างเถอะเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาข้างนอกอยู่แล้ว



         ก่อนหน้านี้ก็เกลียดเขาอย่างกับอะไรดี ดูก็รู้ว่าตอนนี้ที่ทำทั้งหมดเพราะฤทธิ์สุราแน่ๆ



         “ใจนายเต้นแรงจังนะ”   คนเมามือปลาหมึกเลื่อนมาจับหน้าอกของเขา จับเฉยๆ น่ะไม่ว่าหรอกนะแต่ทั้งจับทั้งลูบไล้แบบนี้มันหมายความว่าอะไรกัน



         เจมส์ไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่าใบหน้าของสตีฟเลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลมหายใจของอีกฝ่ายเป่าราดรดบนใบหน้า อ้าปากเตรียมห้ามปรามกลับกลายเป็นเป็นเป็นการเปิดช่องให้ริมฝีปากที่เคลือบรสสุราจู่โจมปล้นจูบเสียอย่างนั้น


         เจมส์สาบานเลยว่าเขาไม่ได้เผยอริมฝีปากรับจูบนั่นแต่เขากลับสัมผัสได้ถึงลิ้นที่สอดแทรกเข้ามาสตีฟกดจูบเบาๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นหนักหน่วงราวกับจะสูบวิญญาณของเขาไป ดูดดึงริมฝีปากของเขาราวกับเป็นเยลลี่รสเริศ ขยับมือบีบบั้นท้ายแน่นของอีกคนก่อนจะค่อยๆ สอดมือผ่านยางยืดของกางเกงนอนไปอย่างย่ามใจ



         “อย่า...”   เอ่ยห้ามเสียงแผ่วเบาก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บหลังจากสตีฟกดจูบหนักๆ ที่ลำคอก่อนจะขบเม้มผิวเนื้ออ่อนตรงนั้น



         “ทำไม”   แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความต้องการจ้องมองภรรยาตัวน้อยอย่างรอคำตอบ 


         จะให้เขาหยุดน่ะมันได้แต่คงยากหน่อยเพราะเขาเพิ่งรู้วันนี้เองว่าภรรยาของเขาน่ะตัวหอมขนาดไหน...หอมชนิดที่ว่าน่าฟัดไปทั้งตัวทุกซอกทุกมุม



         “อย่าทำ...เพียงเพราะอารมณ์ของคุณในตอนนี้”   เจมส์จ้องเขาด้วยแววตาที่เคลือบไปด้วยน้ำใสๆ จนสตีฟเองรู้สึกใจกระตุกวูบ 



         “เพราะมันจะยิ่งทำให้ผมเจ็บที่สุดท้ายแล้วก็เป็นได้แค่คู่นอนไม่ใช่ภรรยาของคุณ”   สตีฟไม่รู้ว่าเขาควรทำยังไงกับประโยคที่คนตรงหน้าเขาเอ่ยขึ้นมา รู้แค่ว่าเขาไม่มีความคิดสกปรกที่จะทำเรื่องอย่างว่าแล้ว ความรู้สึกผิดตีรื้นมาจุกอกมองดวงตาสีฟ้าอมเทาที่เขาก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าภรรยาของเขาน่ะมีแววตาที่โศกเศร้าขนาดไหน ยิ่งเมื่อมันเคลือบน้ำตา...ยิ่งดูน่าสงสารยิ่งขึ้นไปอีก จมูกโด่งรั้นเองขึ้นสีแดงที่ตรงปลายน่าเอ็นดู-



         เดี๋ยวนะ...


     

         นี่เขากำลังสงสารกำลังเอ็นดูคนๆ นี้อย่างนั้นน่ะหรอ กับคนที่ทำให้เขาอับอายเพราะต้องแต่งงานกับผู้ชายด้วยกัน ยังไม่พอแถมอีกคนก็ยังบื้อใบ้ทู่ซี้จะอยู่กับเขาต่อไม่ไปไหนทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะไปง้อชารอน- แฟนคนดีของเขาที่เราทะเลาะกันจนแม่อาศัยจังหวะช่วงนั้นยัดเหยียดคนน่ารำคาญอย่างเจมส์เข้ามาในชีวิตทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้วแต่คนหน้าด้านก็ยังยืนยันว่าจะแต่งงานกับเขาทั้งๆ ที่จะปฏิเสธก็ได้...คนแบบนี้น่ะที่จริงแล้วไม่ควรได้รับความรู้สึกอะไรจากเขาเลยด้วยซ้ำไป


         ทิฐิที่สูงลิ่วยิ่งกว่าหอไอเฟลของสตีฟผลักดันให้เจ้าตัวผลักร่างภรรยาให้ออกห่างจากตัวจนเจมส์ล้มจ้ำเบ้าลงไปกับพื้น สตีฟลุกยืนขึ้นมองเจมส์ด้วยหางตา เอ่ยประโยคที่ทิ้งเอาไว้แต่ความเจ็บช้ำให้กับคนฟังส่วนเจ้าตัวก็ปลีกวิเวกไปอาศัยโซฟาด้านนอกเป็นเตียงนอนในคืนนี้



         “ไม่ใช่คู่นอนหรอก นายน่ะ...เครื่องตกทองต่างหากล่ะ”








         “รบกวนคุณวิลสันดูแลคุณสตีฟให้ผมด้วยนะครับ...ครับ ขอบคุณมากๆ ครับ”   เจมส์ขอบคุณคนปลายสายก่อนจะกดตัดสาย ดวงตากลมเหม่อมองสายฝนที่พร่างพรายกระทบหน้าต่างด้านนอกฝนตกหนักขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าอีกสองคนที่ออกไปเที่ยวกันจนดึกดื่นจะกลับมายังไง อาจจะถูกฝนจนพาลเป็นหวัดก็ได้ 


     

         “เป็นห่วงเขาหรอ”   เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้เจมส์ตกใจจนสะดุ้งก่อนจะหันไปทำหน้ามุ่ยใส่แขกที่ถูกรับเชิญมาให้เดินสายไฟในห้องใต้ดินคนถูกทำหน้ามุ่ยใส่หัวเราะชอบใจทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะบาร์ที่กั้นระหว่างตัวเองกับเจมส์เท้าคางมองคนหน้ามุ่ยที่ตอนนี้ขยับตัวยุกยิกเหมือนจะทำอะไรกินในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ก่อนจะถึงกับร้องอ๋อเมื่อเห็นอีกฝ่ายหั่นมันฝรั่งแล้วหย่อนลงไปในหม้อต้มซุป...คงทำซุปรอใครบางคนแน่ๆ


     

         “รักเขาจังเลยนะ...น่าอิจฉาจังแฮะ”   เจมส์ยิ้มให้กับตัวเองหลังจากที่ฟังโทนี่พูดขึ้น- ยิ้มที่เป็นยิ้มในเชิงสมเพชให้ตัวเอง



         ‘แอนโทนี่ สตาร์ค’ เป็นรุ่นพี่ร่วมคอลเลจเดียวกับเขา อันที่จริงเรียกว่ารุ่นพี่ก็คงไม่ถูกเพราะโทนี่เคยจีบเขา...แต่เขาน่ะมันก็โง่ที่ดันยึดติดฝักใฝ่อยู่กับคนๆเดียวมาเกือบทั้งชีวิต



         ตอนเด็กรักอย่างไรโตมาแล้วก็ยังคงรักไม่เปลี่ยนแปลง



         “รักเขามาตั้งขนาดนั้น ได้แต่งกับเขาคงมีความสุขน่าดูเลยล่ะสิ”   ใช่ โทนี่รู้ความลับของเขารู้ดีว่าเขาแอบชอบใครบางคนมาตลอด



         อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปสมัยก่อนตอนเด็กๆ เจมส์เป็นเด็กป่วยง่ายกระเสาะกระแสะจนใช้เวลาอยู่โรงพยาบาลนานกว่าที่บ้านเสียอีกนั่นทำให้เจมส์ไม่มีเพื่อนเพราะไม่ได้ไปโรงเรียน ทำให้เจมส์เก็บตัวพูดไม่เก่งเพราะไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร แต่ไม่ใช่กับเด็กชายวัยเก้าขวบที่ชอบวิ่งมาเคาะห้องของเขาชวนออกไปเล่นแน่ๆ


         ‘น้องเหงามั้ย มาเล่นกับพี่มั้ยล่ะ’   เด็กชายพูดประโยคนี้กับเขาเสมอ คอยสอนให้เขาเล่นอะไรสนุกๆ อยู่เป็นเพื่อนเวลาแม่ไปทำงาน บางทีก็ปกป้องเขาถ้าถูกเด็กเกเรในห้องถัดไปรังแก- เป็นพี่ชายที่แสนดี เสมอเป็นโลกทั้งใบของเด็กที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากถุงน้ำเกลือที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวติดตัว ...แล้วก็เป็นคนที่ขโมยทั้งหัวใจของเจมส์ไปด้วยเหมือนกัน 


         จนกระทั่งวันนึงพี่ชายแสนดีเดินคอตกน้ำตาอาบหน้าเข้ามาให้ห้องของเขา เอ่ยคำร่ำลาโดยไม่มองหน้าบอกว่าคงไม่ได้เจอกันอีกขอให้หายป่วยเร็วๆ ซึ่งเจมส์มารู้ทีหลังว่าคุณพ่อของพี่ชายใจดีคนนั้นเสียแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลต่อและนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้เจอคนๆ นั้น แต่ใจลึกๆ ก็หวังมาตลอดว่าอยากเจออีกสักครั้งอยากเจอคนที่เป็นรักแรกของเขาเหลือเกิน 


         เหมือนพระเจ้ารับฟังคำอธิษฐานก่อนนอนของเจมส์ ท่านคืนพี่ชายใจดีของเขาให้แต่มาในรูปลักษณ์ของการเป็นคู่ชีวิตที่เขาไม่นึกไม่ฝันเพราะอยากอยู่ใกล้อยากดูแลเลยไม่ลังเลที่จะตอบตกลงยามแม่ถามความสมัครใจ แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาได้คืนมามีเพียงความเย็นชาและทะเบียนสมรสที่อีกฝ่ายยอมเซ็นเพราะตามใจแม่เท่านั้น


         พี่ชายแสนดีจำเขาไม่ได้... แววตาที่เคยทอดมองเขาอย่างอ่อนโยนบัดนี้มันเต็มไปด้วยความเย็นชาที่เหมือนกับน้ำแข็งก่อนมหึมาในเหมันต์ฤดู


         ใช่...สตีฟคนนั้นแหละที่เป็นทั้งรักแรก เป็นโลกทั้งใบ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียว เป็นทุกๆอย่างให้กับเจมส์ 



         ...แล้วก็เป็นสามีที่เกลียดภรรยาอย่างเขาเข้ากระดูกดำด้วย



         “ใครว่าล่ะ มันเจ็บจนจะตายอยู่แล้ว”   เจมส์ปาดน้ำตาเหมือนที่เคยแอบปาดยามอยู่คนเดียวเสมอ



         เพราะรักมากเลยเจ็บมาก...เจ็บเพราะถูกคนที่รักรักเกียจกันแบบนี้








         “อยู่คนเดียวได้แน่หรอ”   เจมส์ยิ้มยืนพิงกรอบประตูยามมองโทนี่ถามคำถามนี้รอบที่ห้าพยักหน้าตอบกลับไปก่อนยิ้มขำคนขี้ห่วง



         “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”   อีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้



         “ถ้าไฟห้องใต้ดินมีปัญหาโทรมาได้ตลอดเลยนะพี่จะมาดูให้” 



         “ไม่เห็นจะต้องมาเองเลยนี่ครับกว่าจะเลิกงานก็ดึกแล้ว เอาเวลาไปพักผ่อนเถอะครับ”   เจมส์ส่ายหน้ามองโทนี่ที่ไม่ยอมผละจากหน้าบ้านเขาไปขึ้นรถเสียที นี่ก็ห้าทุ่มเข้าไปแล้ว คนใจเย็นยืนพิงกรอบประตูอีกฟากถ่วงเวลาไม่อยากกลับ



         “คนอื่นมันจะทำดีเท่าพี่ได้ยังไงล่ะ”   เจมส์เอ่ยขอบคุณบอสใหญ่ที่สละเวลามาเดินไฟให้ก่อนจะส่ายหน้าหน่ายใจให้คนแก่ขี้อ้อนที่กางแขนขอกอด



         “ค่าจ้างไง”   เจมส์ไม่คิดอะไรมาก นี่ไม่ใช่กอดแรกระหว่างเรา พี่โทนี่ดีกับเขามากอะไรที่เจมส์พอจะทำได้เขาก็อยากทำให้กับแค่กอดๆ เดียวไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเขา เลยไม่ได้อิดออดที่จะสวมกอดอีกคนวางคางไว้บนไหล่ปล่อยให้อีกฝ่ายลูบหลังเขาเบาๆ หลับตาซึมซับความอบอุ่นของอ้อมกอด เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเขาโหยหามันมากแค่ไหน



         อ้อมกอดอุ่นๆ แบบนี้ที่เขาไม่เคยได้จากสตีฟเลยแม้แต่ครั้งเดียว



         “ทำอะไรกัน!!!”   เสียงตวาดดังจากหน้าบ้านทำให้คนสองคนที่กอดกันกลมผละออกจากกันอย่างตกใจจนกลายเป็นเหมือนกำลังมีพิรุธ



         สตีฟยืนอยู่ตรงนั้น- ที่หน้าประตูรั้วใบหน้าถมึงทึงเกรี้ยวกราด ก่อนปรี่เข้ามามีอาการเดินเซไม่ตรงทางเล็กน้อยนั่นทำให้รู้ว่าอีกคนดื่มมาเยอะแค่ไหน 


         วิลสันวิ่งตามคนเมาที่กำลังโกรธซึ่งเขาตั้งใจพามาส่งบ้านอย่างทุกทีแต่กลับกลายเป็นว่าแทนที่จะเห็นเมียมันออกมารับไอ้ก้อนภาระไป กลับมาเจอภาพที่กำลังกอดกับคนอื่นอยู่แทน แน่ใจว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแต่ไอ้เพื่อนของเขามันกำลังโกรธแล้วเวลามันโกรธมันก็ไม่ฟังใครเสียด้วยสิ



         “โอ๊ย!”   เจมส์ร้องขึ้นด้วยอารามตกใจหลังจากถูกคนเมาเดินปรี่เข้ามากระชากข้อมือลากให้เดินตาม แต่ข้อมืออีกข้างกลับถูกแขกผู้มาเยือนดึงเอาไว้อีกเหมือนกันกลายเป็นว่าตอนนี้เขากลายเป็นเป็นตุ๊กตาที่สตีฟและโทนี่กำลังจะยื้อแย่งกันในอีกไม่ช้า



         “ปล่อยเจมส์”   สตีฟกดเสียงต่ำมองไอ้หน้าหนวดที่ถือดีจับเนื้อต้องตัวภรรยาของเขานึกย้อนไปตอนเห็นว่ามันกำลังกกกอดเมียของเขาด้วยสองแขนแล้วอารมณ์โกรธมันก็ปะทุราวภูเขาไฟอยู่ในอก



         “อย่ามาใช้กำลังกับเจมส์...ผมขอเตือน”   ไอ้หนวดเอ่ยเสียงเรียบมองมือของเขาที่กุมข้อมือของเจมส์ไว้แน่นจนข้อมือซีด แต่คนถูกกระทำกลับไม่เอ่ยปากอะไรทั้งนั้นเอาแต่เม้มปากก้มหน้ามองพื้นแบบนี้ จะให้เขาคิดดีได้ยังไง! 



         “เจมส์เป็นเมียฉัน แกอย่ามายุ่ง”   ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเป็นบ้าอะไรถึงได้พูดออกไปแบบนั้น รู้แค่ว่ามันทำให้คนกลางอย่างเจมส์มองหน้าเขาด้วยความตกใจดวงตากลมโตเปี่ยมไปด้วยความตัดพ้อนั่นแหละจึงทำให้เขาได้สติ



         นี่เขาเป็นบ้าอะไร...



         เขาอารมณ์เสียเมื่อเห็นภาพเจมส์กอดกับคนอื่น เขาโมโหยามเห็นคนอื่นแตะต้องเนื้อตัวนุ่มนิ่มของเจมส์



         นี่เขาหึงเจมส์อย่างนั้นหรือ



         “พี่โทนี่กลับไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”   เจมส์พยายามจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยการเอ่ยปากเชิญรุ่นพี่กลับไปก่อนแต่ดูเหมือนว่าประโยคที่เขาพูดเมื่อครู่จะสร้างความไม่พอใจให้กับสตีฟเป็นอย่างมาก หลักฐานคือการที่เขาถูกลากเข้ามาในบ้านโดยไม่ทันได้เอ่ยร่ำลาใครเลย แม้กระทั่งเอ่ยขอบคุณวิลสันที่อุตส่าห์มาส่งสตีฟโดยสวัสดิภาพเขาก็ไม่มีโอกาสได้พูด


         สตีฟกดล็อกบานประตูอย่างรวดเร็วก่อนหันมาคว้าเขาลากให้เดินไปชั้นบนพร้อมกัน ใบหน้าหล่อเหลายังคงบึ้งตึงจากความโกรธร่างกาย กำยำแผ่รังสีคุกกรุ่นออกมาจนเจมส์ไม่กล้าจะพูดอะไรได้แต่เดินตามอย่างว่าง่ายรู้สึกเจ็บที่ข้อมือตรงที่ถูกบีบแต่ก็ทำได้แค่เม้มปากอดกลั้นความเจ็บเท่านั้น


         ข้อมือถูกปล่อยให้เป็นอิสระเมื่อถึงห้องนอน แต่ไหล่ทั้งสองข้างถูกคนเมากดให้นั่งปลายเตียง ส่วนตัวสตีฟเองก็เดินไปเดินมาเหมือนกับคนคิดไม่ตกจนพาลทำให้เจมส์เวียนหัวไปด้วย



         “มันเป็นใคร ไอ้หน้าหนวดนั่น”   สตีฟกดเสียงต่ำไม่ได้ใช้เสียงดังเหมือนตอนพูดกับพี่โทนี่อีกแล้ว แต่น้ำเสียงก็ยังคงเต็มไปด้วยแรงอารมณ์โกรธเช่นเดิม



         “พี่โทนี่เป็นพี่ที่รู้จัก”   เขายินดีไขทุกข้อสงสัยขอแค่อีกฝ่ายมีเหตุผลรับฟังเขาเท่านั้น



         “มันมาทำไม”



         “ผมขอให้เขามาเดินไฟในห้องใต้ดินให้ อ๊ะ! คุณ-”   เจมส์ตกใจเมื่อถูกคนเมาที่ดูเหมือนปรอทอารมณ์จะไล่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนตามไม่ทัน ผลักอย่างแรงจนหงายหลังนอนลงไปบนเตียงก่อนตัวการจะตามมาใช้ร่างกายคร่อมทับเป็นปราการป้องกันไม่ให้เขาหนีไปไหน



         “แค่เดินไฟแน่หรอ ไม่ใช่ทำอย่างอื่นด้วยใช่ไหม”   เจมส์จ้องเขม็งไปยังคนเมาที่ใบหน้าแดงซ่านด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คำพูดดูถูกต่างๆนาๆที่ผ่านมายังไม่ทำให้เขาเจ็บเท่าตอนนี้ ไม่รักกัน รังเกียจกันไม่เคยว่าแต่หากมาดูถูกความซื่อสัตย์ที่เขามีต่ออีกคนเช่นนี้เขาไม่ยอม



         “อย่ามาดูถูกผมแบบนี้นะ”   เจมส์กำลังโกรธเขารู้ตัวดีสองมือน้อยพยายามดันคนด้านบนให้ขยับออกไปตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์มาเถียงอะไรกับคนเมาอีกแล้ว



         “งั้นขอเช็คหน่อย”   คนเมาว่า แววตาพราวระยับกระทบแสงไฟสีส้มในห้อง



         “คุณจะทำอะไร! อย่านะ!”   เจมส์คว้ามือของสตีฟที่พยายามจะแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาออกก่อนจะใช้หัวเข่าดันช่วงเอวสอบที่พยายามบดเบียดร่างกายตรงส่วนนั้นเข้ามาอย่างน่าไม่อาย



         “อยู่นิ่งๆ สิ”   คนเมาเอ่ยขณะที่ใบหน้ากำลังก้มสูดดมความหอมหวานบริเวณลำคอกดจูบเบาๆ จนเจ้าของลำคอสะดุ้ง



         “อย่าทำแบบนี้เลยครับ”   คนด้านล่างเอ่ยห้ามใช้มือดันไหล่สตีฟพยายามให้ลุก แต่คนดื้อด้านก็ยังคงเป็นคนดื้อด้านวันยังค่ำ สตีฟโถมน้ำหนักตัวลงมาอีกจับสองมือที่กำลังผลักไสเขารวบไว้เหนือหัว  ปิศาจในกายร่ำร้องว่าต้องการมากกว่านี้ มากกว่าจูบ อยากจะสัมผัสเจมส์มากกว่านี้ มากกว่าที่ใครก็ตามเคยสัมผัส สบดวงตาสีฟ้าอมเทาที่วันนี้แววตาโศกเศร้ายิ่งกว่าวันไหนแต่มันกลับแฝงความหยิ่งทะนงไม่ยอมลงให้ใครแล้วรู้สึกอยากจะย่ำยีความทะนงนั้นให้แหลกเป็นชิ้นๆ



         ทำให้เจมส์เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว



         สตีฟจุมพิตแผ่วเบาที่ช่วงไหล่เรื่อยจรดลำคอที่มีร่องรอยของการถูกเขารังแกปรากฎเด่นชัดลากไล้ริมฝีปากไปเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ใบหูกระซิบประโยคหนึ่งซึ่งตามมาด้วยน้ำตาหยดน้อยที่รินหล่นจากหางตาของคนใต้อาณัติ



        “อยากเป็นเมียนักไม่ใช่หรอ...ก็ทำหน้าที่เมียซะสิ”



         ในค่ำคืนนี้ นอกจากร่างกายแล้ว หัวใจของเจมส์ก็เป็นอีกสิ่งที่ถูกสตีฟย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยเหมือนกัน...







    tbc







    ———————————————————



    อยากอ่านต้องได้อ่านค่ะ! ตอนสุดท้ายนี้ไม่มั่นใจnc เลยค่ะเลยไม่แต่งดีกว่า 

    **แต่อิพี่สตีฟไม่ได้ขืนใจนะคะคือน้องไม่ได้ยินยอมแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนยังไงน้องก็รักของน้อง งงไหมคะฮื่ออ;———; 

    ยังไงก็ฝากฟิคเรื่องนี้ด้วยนะคะฮื่ออจะได้ไปต่อหรือไม่ต้องมารอดูกันค่ะㅠㅠ

    พูดคุยกับเราได้ทาง@buckymyboy หรือ#myboyfic มาพูดคุยหรือให้กำลังใจกันได้นะคะอย่าปล่อยให้เราคุยคนเดียวเลยค้าบ;——; 

    ปล.ตอนหน้าน้องมาแน่! ฉะตีฟเสกน้องเข้าท้องน้องเจมส์แน้ววว



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
YellowPowder (@fb1779948585395)
ฮืออออ สนุกมากเลยยย สตีฟใจร้ายยยย
p85koot (@p85koot)
ฮือออ อ่านแล้วปวดใจ นึกภาพลูกเจมส์เศร้าโศก ตรอมตรม น้ำตาก็ไหล ฮือออ ชอบพล็อตแบบนี้มากค่ะ 😂 หึ ทำเป็นไม่รักเขา รังเกียจนักหนา จะรอดู สุดท้ายคลานกลับมาหาเขาเหมียนหมา ไอตีฟมันต้องได้รับกรรมอย่างสาสม ๆ ๆ นะคะ
thitapa06957195 (@thitapa06957195)
สตีฟร้ายมากอะ​ แต่และคำพูด​ทำร้ายน้องเหลือเกิน​ มันน่าตีๆๆๆๆ​มาต่อเร็วๆนะคะอยากอ่านๆๆๆ