ทวิฆาต: A Man Who Died Twicepiyarak_s
Chapter 3: The Battle Scars
  • (3) 


    “น่าละอายจริง ที่ผมทำให้สารวัตรต้องเดือดร้อนไม่รู้กี่ครั้งแล้ว” 


    ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์นั่งลงบนเก้าอี้ชุดรับแขกข้างกันกับข้าพเจ้าหลังจากมื้ออาหารค่ำ ผมของเขาที่ตกลงปรกเหนือหน้าผากผิดจากทุกครั้งที่มักจะหวีเสยขึ้นอย่างเรียบร้อย ทำให้เขาดูเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยมากกว่าศัลยแพทย์ประจำดิวิชั่นเอชที่ตำรวจแทบทั้งไวท์ชาเพลหวาดหวั่นที่จะทำงานด้วย และยังเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามากมายทั้งในสนามรบและในมหานคร 


    นี่เป็นครั้งที่สองภายในไม่กี่วันที่ข้าพเจ้าเห็นเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ และทั้งสองครั้ง ข้าพเจ้ายอมรับว่า เขาทำให้ข้าพเจ้าใจหาย ครั้งแรก ข้าพเจ้าใจหายในความมุทะลุเกินคาดหมายของเขา ส่วนครั้งที่สอง ข้าพเจ้าใจหายที่เห็นเขาเกือบได้รับอันตรายอยู่ในบ้านของตนเองด้วยเหตุจากความป่วยไข้เรื้อรังของเขาที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อน


    เมื่อสักสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าแวะมาพบเขาที่บ้านหลังจากเลิกงาน มิสซิสดาร์ลตันผู้ดูแลบ้านของเขาออกมารับ และบอกข้าพเจ้าว่า ดร. ฟอล์กเนอร์กลับมาถึงก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะมาสักครึ่งชั่วโมงและน่าจะกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่ที่ห้อง เมื่อข้าพเจ้าถามว่า หากข้าพเจ้ารอพบเขาอยู่ที่ห้องอ่านหนังสือจะขัดข้องหรือไม่ ท่าทางของหล่อนดีใจมากกว่าลำบากใจ ซึ่งนั่นทำให้ข้าพเจ้าเดาได้ว่า เขาคงไม่ใคร่สบายนัก และข้าพเจ้ารู้ดีว่า เขา ‘ดื้อ’ เกินกว่าที่จะฟังคำแนะนำของหล่อนว่า ให้นอนพักผ่อนอยู่เฉย ๆ เมื่อข้าพเจ้าอาสาว่า จะไปดูอาการของเขาให้ หล่อนจึงยิ้มออก


    มิสซิสดาร์ลตันนำขนมและน้ำชามารับรองข้าพเจ้าได้พักใหญ่ แต่ ดร. ฟอล์กเนอร์ก็ยังไม่ออกมาจากห้องส่วนตัว ในตอนแรก ข้าพเจ้าคาดอยู่แล้วว่า เขาคงอาบน้ำเสียก่อนที่จะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะข้าพเจ้าทราบจากทางดิวิชั่นเอชว่า ในวันนี้ เขาทำหน้าที่แพทย์ผู้ชันสูตรศพ และมีศพมากกว่าหนึ่งราย คนที่รักสะอาดอย่างเขาคงทนอยู่ไม่ได้ หากไม่ชำระร่างกายเสียให้เรียบร้อยทันทีที่กลับถึงบ้าน หากเวลาที่เขาใช้มาจนถึงเวลาที่ข้าพเจ้ารอนั้น ออกจะนานเกินไป 


    แทนที่จะลงไปตามมิสซิสดาร์ลตันให้ขึ้นมาเรียกเขา ข้าพเจ้าถือวิสาสะเดินไปเคาะประตูห้องซึ่งข้าพเจ้าจำได้ว่า เป็นห้องของเขา แต่กลับไม่มีเสียงตอบและไม่มีเสียงของความเคลื่อนไหวใด ๆ เมื่อลองเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า เขาไม่ได้ลงกลอน เสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับเปลี่ยนยังวางอยู่บนเตียง ทั้งห้องนั้นเงียบกริบราวกับไม่มีใครอยู่ ซึ่งผิดปกติเกินไป แม้กระทั่งเสียงจากห้องที่ควรเป็นห้องน้ำ และนั่นทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเสียมารยาทเปิดประตูเข้าไปในห้อง


    ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นอยู่แก่ตาในเวลานั้นทำให้ข้าพเจ้าใจหายวาบ ร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มที่อยู่ในอ่างอาบน้ำแน่นิ่ง แขนที่พาดออกมานอกขอบอ่างปราศจากความเคลื่อนไหว ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ในขณะที่ศีรษะเอียงตกเอนแนบบ่า น้ำที่ควรอุ่นจัดเริ่มเย็นลงจนไอน้ำที่ควรลอยอยู่ทั่วไปนั้นจางหายไปมากแล้ว 


    ข้าพเจ้ายืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ แต่ไม่นานนัก ข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่าทรวงอกของเขายังสะท้อนขึ้นลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เขายังมีชีวิต ข้าพเจ้ารีบเรียกสติของตนเองให้กลับคืนมา เข้าไปหาเขา เขย่าตัวของเขา ร้องเรียกชื่อของเขาเบา ๆ เขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองข้าพเจ้าอย่างงุนงง และยกมือขึ้นลูบใบหน้า 


    “ผมเผลอหลับไปหรือนี่” 


    ประโยคแรกที่เขาเอ่ยขึ้นเมื่อคืนสติ ทำให้ข้าพเจ้าถอนใจเฮือก อยากโมโหเขาเหลือเกินที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องเผชิญกับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียใครไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ทันเตรียมใจอีก แต่เมื่อเห็นว่า เขาปลอดภัยดี ความโล่งใจจึงมีน้ำหนักเหนือความโกรธของข้าพเจ้า 

      
    ข้าพเจ้าบอกให้เขารีบขึ้นจากอ่างอาบน้ำและแต่งตัวให้เรียบร้อย ส่งเสื้อคลุมให้เขาห่อตัว ก่อนออกไปรอเขาข้างนอก หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็ออกมาพบกับข้าพเจ้า ชวนข้าพเจ้าให้อยู่รับประทานอาหารค่ำด้วยกันก่อน จึงย้ายมานั่งสนทนากันในห้องนั่งเล่นอย่างในเวลานี้ 





    “คงน่าสังเวชพิลึก ถ้าศัลยแพทย์ตำรวจต้องกลายเป็นศพให้เพื่อนร่วมวิชาชีพตรวจ เนื่องจากเผลอหลับไประหว่างอาบน้ำจนกระทั่งจมน้ำหรือหนาวตายอยู่ในอ่างน้ำภายในบ้านของตัวเอง” ดร. ฟอล์กเนอร์กล่าวกลั้วหัวเราะ หลังจากนั่งลงบนโซฟาตรงหน้าของข้าพเจ้า


    “คุณหมอ นั่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่น่าขันเลย” ข้าพเจ้าว่า


    “แต่สารวัตรกำลังหัวเราะ” 

    อย่างที่เขาว่า ข้าพเจ้าเผลอหัวเราะตามเขาออกมาจริง ๆ เมื่อนึกตามตลกร้ายที่เขากล่าว ทั้งที่ไม่ควรจะหัวเราะเลย อาจเป็นเพราะสถานการณ์ที่ตึงเครียดมาทั้งวันทำให้ข้าพเจ้าใกล้เป็นโรคประสาทเต็มทนจึงได้เส้นตื้นผิดปกติธรรมดา แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุอันใด ข้าพเจ้าก็ห้ามตัวเองเอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ อย่างไรก็ตามแต่ การหัวเราะก็ช่วยให้ผ่อนคลายลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะตลอดเวลาอาหารค่ำ เราแทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย


    “มิสซิสดาร์ลตันยังไม่ทราบเรื่องนี้ใช่ไหม” เขาถามข้าพเจ้า หลังจากบังคับตนเองให้หยุดหัวเราะได้สำเร็จ


    “ยังหรอก” ข้าพเจ้าว่า “หากหล่อนรู้ บ้านของคุณหมอคงไม่เงียบอย่างนี้กระมัง” 


    “จริงของสารวัตร” ดร. ฟอล์กเนอร์ยิ้ม “ตะกี้นี้ ผมมีเรื่องต้องคุยกับมิสซิสดาร์ลตันเล็กน้อย ขออภัยที่ทำให้เสียเวลารอ หนังสือสนุกไหมครับ”


    “อา…” ข้าพเจ้าก้มมองหนังสือนิยายเรื่อง ‘Study in Scarlet’ ของอาเธอร์ โคนัน ดอยล์ในมือ “ผมพลิกดูรูปเล่นเสียมากกว่าจะอ่านตัวหนังสือ นิยายเรื่องนี้ ผมเคยอ่านมาตั้งแต่สมัยที่ลงในนิตยสารบีตั้นส์ฉบับคริสต์มาส แล้ว อ่านได้เพลินดี แต่ผมออกจะชอบเรื่องแนวผจญภัยของเขามากกว่า เรื่อง John Huxford’s Hiatus ที่ลงในคอร์นฮิลล์ ปีก่อนก็ไม่เลวเลย แต่หากเขาจะเขียนนิยายที่มีนักสืบที่ปรึกษาอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ต่ออีกสักเรื่อง ผมเชื่อว่ามีคนรออ่านอยู่อีกมาก” 

      
    “หมอโคนัน ดอยล์เป็นนักเขียนที่มีฝีมือ อัลเฟรดหมายมั่นจะติดต่อเขาให้เขียนนิยายเรื่องยาวลงคอร์นฮิลล์บ้าง แต่แว่วว่าทางลิพพินค็อตต์ ก็สนใจเขาอยู่ และบรรณาธิการของทางนั้นคิดชักชวนให้เขาเขียนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ตอนใหม่ด้วย เพราะอย่างนี้ อัลเฟรดจึงต้องนัดรับประทานอาหารค่ำกับพวกบรรณาธิการคนอื่นเพื่อหารือเรื่องนี้” เขาพูดถึงเพื่อนที่ขอแบ่งเช่าแฟลตแห่งนี้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นกองบรรณาธิการของนิตยสารคอร์นฮิลล์และเป็นนักเขียนอยู่ด้วย “เคราะห์ดีที่เขาได้รับอนุญาตจากสารวัตรให้เขียนถึงคดีมือผีนั่น เป็นอันว่ามีเรื่องลึกลับนักสืบไว้รอลงหนังสือให้เบาใจอยู่ได้บ้าง” 


    “คุณหมอไม่คิดจะเขียนหนังสือขายอย่าง มร. คอร์ทนีย์ หรือ โคนัน ดอยล์ดูบ้างหรือ” ข้าพเจ้าถาม 
    เขาเอียงศีรษะมองข้าพเจ้า “ผมเห็นว่าสารวัตรก็ชำนาญการอนุมานเหมือนพ่อนักสืบของหมอโคนัน ดอยล์ดีอยู่ ทำไมจึงไม่เขียนหนังสือขายดูบ้างเล่า” 


    ข้าพเจ้าส่ายหน้า “ผมขอตัวทีกับเรื่องนี้ ให้เล่าก็เล่าได้ แต่เขียนให้ได้อรรถรสแบบนิยาย เกินความสามารถของผมจริง ๆ” 


    ดร. ฟอล์กเนอร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย “คำตอบของผมก็เหมือนกับของสารวัตรนั่นละ” 


    “โธ่ คุณหมอ” ข้าพเจ้าหัวเราะที่เสียรู้เขาจนได้ “แต่เอาเถิด เห็นคุณหมอพอจะยิ้มออกได้อย่างนี้ ผมก็เบาใจ”


    “ยังไม่เบาใจอย่างที่พูดดอกกระมัง เพราะผมเห็นว่าสารวัตรมีเรื่องที่อยากจะถามผมอยู่หลายเรื่องทีเดียว” เขาว่า


    ข้าพเจ้าวางหนังสือลงกับโต๊ะ “สีหน้าของผมดูออกง่ายอย่างนั้นเทียวหรือ คุณหมอ”


    “ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอกครับ” เขาเอนหลังอิงโซฟา “หากสารวัตรไม่มีเรื่องที่อยากคุยกับผม สารวัตรคงไม่แวะมาหา และคงไม่อดทนรอจนกระทั่งผมอาบน้ำเสร็จ” 


    “จริงอย่างที่คุณหมอพูด” ข้าพเจ้ายอมรับ “ผมไม่ได้อยากสอบถามเรื่องคดีอย่างเดียวหรอก ผมอยากรู้ด้วยว่า คุณหมอป่วยไข้ไม่สบายไปหรือไม่จากวานนี้ ผมออกจะรู้สึกผิดอยู่ด้วยซ้ำที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของคุณหมออีก”


    “อย่าพูดอย่างนั้น” เขาหันมาเอ่ยกับข้าพเจ้า “หากสารวัตรไม่รอ และไม่เอะใจเข้าไปเรียกผมถึงในห้อง เราอาจไม่ได้นั่งคุยกันอยู่อย่างนี้” 


    “คุณหมออาจมีชีวิตรอดจากสงครามในซูดานได้ แต่คุณหมอคิดว่าตนเองมีกี่ชีวิตกันหรือถึงได้ใช้อย่างไม่ห่วงตัวเองเลย ถึงจะยังหนุ่ม แต่คุณหมอควรถนอมชีวิตและร่างกายของตนเองให้มากกว่านี้” ข้าพเจ้าอดเตือนเขาไม่ได้ หลังจากนึกถึงความรู้สึกแรกที่ได้เห็นเขาเกือบจมอยู่ในอ่างอาบน้ำ


    เขาก้มศีรษะรับคำตักเตือนของข้าพเจ้าแต่โดยดี แต่แล้วก็ระบายลมหายใจยาวนาน 


    “ถูกของสารวัตร เสียดายที่มนุษย์เรามีเพียงชีวิตเดียว หากผมเป็นแมวและแมวตัวนั้นมีเก้าชีวิต ถ้าผมพลาดพลั้งตายไปอีกคราวนี้ ผมก็ยังมีเหลืออีกตั้งเจ็ดชีวิต” 


    ข้าพเจ้าขมวดคิ้ว “เจ็ดหรือ คุณหมอ” 


    “เปล่าเลย ผมไม่ได้ลบเลขผิด” ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์หัวเราะเบา ๆ “สารวัตรคงเห็นคำตอบบนตัวของผมแล้วไม่ใช่หรือ” 


    ถูกแล้ว ในขณะที่พบเขาในห้องน้ำ ข้าพเจ้าเห็นคำตอบของปริศนาที่เขาชี้ให้เห็นจริง ๆ เพียงแต่ไม่เคยนึกเลยว่า ผลของมันจะฉกาจฉกรรจ์ถึงเพียงนั้น เมื่อเข้าถึงตัวเขา ข้าพเจ้าได้เห็นรอยแผลเป็นอีกแผลหนึ่งบนร่างกายท่อนบนของเขา แผลนั้นคือ แผลเป็นจากกระสุนปืนซึ่งเคยเจาะบ่าซ้ายของเขาจากด้านหลังทะลุออกมาด้านหน้า ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าไม่อาจละสายตาไปจากแผลเป็นนั้นได้เลย 


    “นอกจากกระสุนเจ้ากรรมที่อยู่ในเข่าของผมนั่น แผลที่ไหล่เป็นอีกสิ่งที่หยุดผมเอาไว้ไม่ให้ทำงานต่อไปได้อีก มันทำให้ผมเสียเลือดมากจนผมไม่นึกว่าตัวเองจะรอด เพราะผมต้องอยู่ในสภาพเหมือนตายไปแล้วมาชั่วเวลาหนึ่ง…” 


    เขามองข้าพเจ้าเป็นเชิงขออนุญาต ก่อนบรรจุยาเส้น จุดไม้ขีดจ่อไฟเข้าที่กล้องยาสูบ สลัดไม้ขีดให้ไฟดับ และโยนซากไม้ขีดเข้าในเตาผิง เขาสูบกล้องของตนเองเงียบ ๆ และเหม่อมองควันสีขาวที่พ่นออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยอาการครุ่นคิด 


    “เสียดายที่ผู้หมวดอาร์เชอร์ไม่สามารถรอดชีวิตจากการเสียเลือดมากเกินไปมาได้ ไม่อย่างนั้น เราคงได้ทราบแล้วว่า สิ่งที่เขาต้องการให้ผมช่วยคืออะไร” 


    “แต่อย่างน้อย เราก็ได้ทราบว่า เขาตายด้วยสาเหตุใด” ข้าพเจ้าว่า หากเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าก็นึกสะกิดใจกับอะไรบางอย่างในคำพูดของเขา


    “คุณหมอไม่ได้เป็นคนผ่าศพของเขา ไม่ได้อยู่ร่วมการชันสูตร แล้วคุณหมอทราบได้อย่างไรว่า เขาตายเพราะเสียเลือดมาก”



    To be continued.... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
อกอีแป้นจะแตกกก คุณหมออออออออออออออ แหง่
piyarak_s (@piyarak_s)
@salmonrism คุณหมอทำตัวมีพิรุธ