ทวิฆาต: A Man Who Died Twicepiyarak_s
Chapter 5: Saint Sebastian
  • “คุณหมอกรุณาตอบผมด้วยว่า คุณหมอทราบสาเหตุการตายของ รท. เซบาสเตียน อาร์เชอร์ได้อย่างไร และที่คุณหมอพูดกับผมเมื่อวานนี้ว่า เขาตายได้พอเหมาะกับวัน มันหมายความว่าอย่างไร” ข้าพเจ้าเอ่ยถามเขาตามตรง หลังจากที่ถามเขาไปว่า เหตุใดเขาจึงทราบสาเหตุการตายของร้อยโทอาร์เชอร์ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนผ่าศพของเขาและไม่ได้อยู่ร่วมการชันสูตร 


    แน่นอนที่สุด การที่ข้าพเจ้ามาพบเขาในวันที่ มร. อัลเฟรด คอร์ทนีย์ไม่อยู่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด หากเป็นความตั้งใจของข้าพเจ้าที่เลือกเอาวันเวลานี้ หลังจากให้คนสืบจนได้ความมาก่อน และข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยสติปัญญาของเขาซึ่งมีเหนือกว่าข้าพเจ้ามากนัก เขาย่อมทราบจุดประสงค์และนัยของข้าพเจ้าได้


    ดร. ฟอล์กเนอร์มองข้าพเจ้าเนิ่นนานโดยไม่หลบสายตา ก่อนเคาะเอาเถ้ายาสูบในกล้องของเขาออกและวางมันไว้บนโต๊ะ ถอนใจยาวนาน แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งของตนเอง 


    “คุณหมอ” ข้าพเจ้าลุกขึ้น และยุดข้อมือของเขาเอาไว้ 



    ศัลยแพทย์ตำรวจหยุดยืนอยู่กับที่ ไม่พยายามปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากข้าพเจ้าแต่อย่างใด “เราไปคุยกันในห้องหนังสือดีกว่า ถ้าสารวัตรยังไว้ใจผมอยู่บ้าง” 


    คำพูดราบเรียบของเขามีอารมณ์บางอย่างที่ข้าพเจ้ารับรู้ได้แฝงอยู่ และทำให้ข้าพเจ้าปล่อยมือจากเขา
    “ผมเชื่อว่าคุณหมอไม่โกหกผม แต่ผมไม่รู้ว่าคุณหมอไว้วางใจผมมากแค่ไหน และจะบอกความจริงกับผมหรือไม่”


    ดร. โทเบียส เซบาสเตียน ฟอล์กเนอร์หันกลับมายืนประจันหน้ากับข้าพเจ้า ยิ้มให้ข้าพเจ้าอย่างเข้าใจ สายตาที่เขามองยังข้าพเจ้ายังคงเป็นมิตรและสงบนิ่ง 


    “สิ่งแรกที่ผมจะบอกกับสารวัตร คือ ผมรู้จักนายทหารชื่อ เซบาสเตียน อาร์เชอร์ จริง แต่คนผู้นั้นเสียชีวิตไปแล้วต่อหน้าต่อตาผมเอง ที่ซูดาน เมื่อสี่ปีก่อน และเมื่อวานนี้ ก็มีนายทหารที่มีชื่อเดียวกันปรากฏตัวขึ้น และเสียชีวิตต่อหน้าผมอีกครั้งหนึ่ง ที่ลอนดอน แต่เซบาสเตียน อาร์เชอร์คนนี้แต่ไม่ใช่เซบาสเตียน อาร์เชอร์ที่ผมเคยรู้จัก” 


    ดวงตาสีเขียวของเขาสบกับสายตาของข้าพเจ้า


    “หากสารวัตรยินดีรับฟังผมต่อไป ไม่ว่าจะเชื่อผมหรือไม่ ผมสัญญาว่า ผมจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทราบให้สารวัตรฟังอย่างไม่ปิดบัง แต่มีสิ่งที่อยากขอร้องให้สารวัตรรับปากผมอย่างหนึ่ง”


    “สิ่งนั้นคืออะไร”


    “นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สารวัตรอย่ามาพบผมที่นี่อีก” 



    ------------------------------------ 


    “ฉันอยากวาดภาพหน้าแกตอนนี้เสียจริง” 


    เบนเน็ตต์ ดาลบี้ เพื่อนที่เช่าห้องชุดนี้ร่วมกับข้าพเจ้ามาเกินกึ่งทศวรรษเปรยลอดกระดานวาดภาพที่ตั้งอยู่บนตักของเขา ซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาหน้าเตาผิงออกมา


    เขาเกิดที่ซอลแทร์ ทางยอร์กเชียร์ตะวันตก ด้วยพื้นเพเป็นชาวยอร์กเชียร์เหมือนกัน มีความชอบและนิสัยบางอย่างที่เข้ากันได้ จึงพูดคุยกันได้ถูกคอและมีความสนิทสนมกันดี แม้โดยมากแล้วจะต่างคนต่างอยู่เป็นส่วนใหญ่ด้วยการงานที่แตกต่างกัน เพราะเขาเป็นจิตรกรที่มีชื่อด้านวาดภาพเหมือนและเขียนภาพประกอบหนังสือที่มีชื่อพอตัว 


    ตามปกติแล้ว เขาจะทำงานอยู่ในห้องของตัวเองเป็นหลัก จะออกมาบ้างเฉพาะช่วงรับประทานอาหารซึ่งมิสซิสแอ็บเนอร์ เจ้าของบ้านเช่าของเราจัดให้ แต่ถ้าไม่ทำงานอยู่กับบ้าน เขาก็อาจหายออกไปเป็นวัน ๆ เพราะต้องออกไปวาดภาพผู้ว่าจ้างถึงที่บ้าน หรือไปส่งภาพวาดที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทุกครั้งที่ออกไป สิ่งที่เขาทำเป็นประจำอย่างขาดไม่ได้ คือ การไปเยี่ยมเยียน ‘แม่เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ’ ทั้งหลายของเขา ซึ่งเป็นเหตุให้เขายังครองตัวเป็นโสดและยังเช่าบ้านอยู่กับข้าพเจ้า แทนที่จะแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวกับผู้หญิงสักคนที่เขาไปมาหาสู่ นำเงินที่ได้ซื้อบ้านดี ๆ แถบชานเมืองสักหลัง และจ้างคนรับใช้สักสองสามคนเพื่อความสะดวกสบายสำหรับตนเอง


    “นับจากโมนาลิซาของดาวินชี ฉันไม่ได้เห็นหน้าใครที่แสดงอารมณ์ซับซ้อนหลากหลายอย่างนี้มานานนักหนาแล้ว”


    “ขนาดนั้นเทียวรึ” ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว แขวนหมวกกับเสื้อโค้ตไว้กับตะขอบนราวข้างประตูห้อง 


    “เออ ซี… ถ้าฉันไม่รู้ว่าแกเป็นพ่อม่ายที่ยังไม่ยอมแต่งงานใหม่เพราะยังไม่ลืมเมียเก่า ฉันคงนึกว่าแกถูกคนรักหักอก” เขาว่า 


    “แกก็ช่างเปรียบฉันเป็นตัวละครในนิยายประโลมโลกย์ไปเสียได้ แต่ที่แกพูดมาก็มีส่วนถูก การได้รู้ความจริงบางอย่าง จะเป็นความสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่เชิง ฉันเลยไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร” 


    ข้าพเจ้าถอดเสื้อแจ็คเก็ตที่สวมอยู่ออกพาดกับพนัก หย่อนตัวลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับตำแหน่งที่เขานั่ง แล้วทิ้งตัวนอนไปตามความยาวของที่นั่ง ยกแขนทั้งสองข้าง ประสานมือเหยียดขึ้นเหนือศีรษะ บิดตัวไล่ความเมื่อยขบจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน 


    “หยุด ไมเคิล” เขาตะโกนออกมาจากหลังกระดานวาดภาพ และถลึงตาใส่เมื่อเห็นว่าข้าพเจ้ากำลังจะเปลี่ยนท่า “อย่าขยับ ค้างไว้แบบนั้นจนกว่าฉันจะบอกให้แกขยับได้”


    “ให้ตายเถอะ” ข้าพเจ้าบ่น แต่ก็ทำตามคำสั่งของเขา “แกวาดรูปอะไร ถึงได้มากะเกณฑ์ให้ฉันทำท่าพิกลอย่างนี้”


    “เอาน่า อย่าเพิ่งถาม” เขาว่า “แกจะขยับก็ได้ แต่ช่วยถลกแขนเสื้อแกขึ้นให้ฉันเห็นท่อนแขนแกชัด ๆ หน่อย”


    “แกตอบคำถามของฉันก่อน แล้วฉันจึงจะทำให้แก” ข้าพเจ้าต่อรอง และเปลี่ยนจากท่านอนเป็นนั่ง “ปกติ ถ้าแกไม่วาดภาพประกอบเรื่อง แกก็มักจะวาดแต่รูปเหมือนคนนั่งยืนนิ่ง ๆ หรือผู้หญิงสวย ๆ ไม่ใช่รึ แล้วนึกอย่างไร ถึงได้อยากวาดอะไรแปลก ๆ อย่างแขนคนขึ้นมาได้” 


    “ที่วาดแขนของแกเพราะจะนำไปใช้อ้างอิงกับภาพหลักที่ฉันจะวาดต่างหากเล่า” เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้หน้าเตาผิง คว้าหนังสือพิมพ์บนโต๊ะขึ้นมาโบกไปมา “แกอ่านข่าวคดีฆาตกรรมวันฉลองนักบุญเซบาสเตียนแล้วหรือยัง นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องลุกขึ้นมาเขียนภาพนักบุญผู้นี้” 


    ข้าพเจ้ารับหนังสือพิมพ์เดลีเมล์จากเขามาอ่านพาดหัวข่าว “ฉันเป็นคนทำคดีนี้เอง มันออกจะลึกลับซับซ้อนอยู่ และเป็นเหตุผลที่ฉันทำหน้าหนักใจกลับบ้านมาให้แกทัก แต่ฉันยังไม่เห็นว่า มันชวนให้สร้างสรรค์งานศิลปะได้ตรงไหน คงมีเพียงชื่อของผู้ตายที่บังเอิญไปตรงกับวันที่กำหนดให้เป็นวันฉลองนักบุญท่านนี้เท่านั้น ซึ่งฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมศิลปินอย่างพวกแกถึงได้ชมชอบนักบุญเซบาสเตียนกันนัก เรนีวาดเขาออกมาถึงหกเจ็ดรูป ไหนคิงสลีย์จะเอาไปเขียนบรรยายไว้ในเรื่องอัลตัน ล็อค และออสการ์ ไวล์ด ยังเอาไปเขียนเป็นบทกวีอีก” 


    “ฉันไม่แปลกใจเลยที่แกนิยมนิยายมองโลกในแง่ร้ายของดิกเคนส์มากกว่าใครอื่น” เบนเน็ตต์ ดาลบี้มองข้าพเจ้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ความลึกลับและเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้ตีความได้มากมายนี่ละ คือ จุดน่าสนใจของตำนานนักบุญเซบาสเตียน” 


    “อย่างไรกัน” ข้าพเจ้าปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ต และพับขึ้นเหนือข้อศอกทีละข้างตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขา “ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรมากไปกว่าผลที่ลงเอยออกมาเป็นภาพมรณสักขีหนุ่มน้อยรูปงามที่ถูกธนูยิง”
    “ยกแขนขวาของแกขึ้นหน่อยซิ งอข้อศอกอีกนิด แล้วค้างไว้อย่างนั้นสักครู่” เพื่อนของข้าพเจ้าบอก หยิบเอากระดานและกระดาษสำหรับร่างรูปขึ้นมาพาดกับตัก แล้วลงมือเขียนภาพแขนและมือของข้าพเจ้า “ที่แกว่ามาก็จริงอยู่ แต่นอกจากภาพคนถูกธนูยิงแล้ว แกเห็นอะไรจากในรูปอีกบ้าง เช่น ความรู้สึกของคนในภาพ” 


    ข้าพเจ้านิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง “จากงานของเรนีที่ฉันเห็นที่ดัลวิช สีหน้าของเขามีทั้งความเจ็บปวด ความกลัว ความสิ้นหวัง ความปลงตก และความสงสัยระคนกัน ส่วนงานประติมากรรมของแบร์นินี เห็นได้ชัดทีเดียวว่า เป็นความเจ็บปวดที่มีความสุขแฝงอยู่” 


    “การถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนของนักบุญเซบาสเตียนยามถูกธนูยิงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของศิลปิน” เบนเน็ตต์บอก “การวาดชายหนุ่มที่งดงามทั้งใบหน้าและสรีระในสภาพเกือบเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อบิดเกร็งด้วยความเจ็บปวด แต่สีหน้ากลับมีเปี่ยมด้วยความสุข เพราะตกลงใจที่จะแบกรับความทรมานจากลูกศรที่ทิ่มแทงด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ ให้ออกมาแตกต่างจากความเจ็บปวดแต่สุขสมของเจ้าสาวในคืนแรกของการเข้าหอกับชายที่หล่อนยินดีพลีให้ทั้งกายใจ ไม่ใช่สิ่งที่อาจกระตุ้นให้ศิลปินอยากออกมาแสดงฝีมือของตนเพื่อพิสูจน์ว่าความศรัทธา ศิลปะ และความงามตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันได้หรอกหรือ” 


    “เกร็งข้อมืออีกหน่อยซิ เพื่อนรัก” เบนเน็ตต์บอก ใช้มือข้างที่ถือดินสอโบกกำกับทิศทางของข้าพเจ้า “สีหน้าแกตอนนี้ เหมือนอยากถามสวรรค์เบื้องบนว่า ‘ความทรมานของแกจะสิ้นสุดลงเมื่อใด’ จริง ๆ ให้ตาย” 


    “แทนที่จะถามสวรรค์ ฉันขอแกให้รีบวาดให้เสร็จเสียยังจะง่ายกว่า” ข้าพเจ้าบอก แอบขยับข้อมือไล่ความปวดเมื่อย “เท่าที่ฉันรู้ นักบุญเซบาสเตียนได้ชื่อว่า เป็นมรณสักขีผู้ยอมตายเพื่อพิสูจน์ความมั่นคงแห่งศรัทธาถึงสองครั้ง เพราะเขารอดตายจากการถูกยิงด้วยธนู แต่มาตายจริง ๆ ตอนที่ถูกทุบตี ก่อนศพจะถูกนำไปทิ้งในท่อระบายน้ำ แล้วทำไมพวกศิลปินถึงชอบวาดตอนที่เขาถูกยิงด้วยธนู แทนที่จะวาดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาถึงแก่มรณะจริง ๆ เล่า” 


    “คำถามของแกน่าสนใจ… แต่ก็มีคนวาดภาพตอนที่เขาถึงแก่ความตายน้อยมากจริง ๆ” เขาออกปาก ในขณะที่มือที่จับดินสอนั้นยังคงวาดภาพต่อไป 


    “แกลองคิดดูนะ ไมเคิล” เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง หลังจากนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ระหว่างการวาดชายหนุ่มที่ฟื้นจากการบาดเจ็บถูกทหารรุมทุบตีจนตายโดยไม่มีทางสู้ แล้วถูกโยนทิ้งลงไปในท่อระบายน้ำเหมือนสิ่งของที่ไม่มีราคา กับการวาดนายทหารราชองครักษ์ที่มีกำลังสู้ได้ แต่ยอมถูกจับมัด ยอมเป็นเป้านิ่งให้เพื่อนร่วมกองทัพใช้ธนูยิงทั่วร่าง ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ตาย แต่อดทนจนมีชีวิตรอด กลับไปเผชิญหน้ากับผู้ที่สั่งฆ่าตนเป็นครั้งที่สองได้ อย่างไหนมีเรื่องราวที่ดึงดูดใจและสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้มากกว่า”


    “จริงของแก” ข้าพเจ้าพยักหน้าเห็นด้วย “ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนคนเดียวกันแท้ ๆ” 


    “ใช่ ทั้งที่เกิดขึ้นกับคนคนเดียวกัน และทั้งที่เหตุการณ์แรกเป็นจุดจบของเรื่องทั้งหมดด้วยซ้ำไป” เขาว่า “เอาแขนลงได้ ฉันให้แกพักก่อน ประเดี๋ยวค่อยวาดต่อ” 


    คำอนุญาตของเขาทำให้ข้าพเจ้าถอนใจยาวด้วยความโล่งอก ลดแขนลง ใช้มืออีกข้างนวดต้นแขนที่เริ่มเกร็ง เพราะค้างอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป “นักบุญเซบาสเตียนที่แกคิดจะวาดเป็นอย่างไร” 


    “เป็นอย่างไรน่ะหรือ” เบนเน็ตต์ ดาลบี้หมุนดินสอในมือเล่น “ไม่ใช่เด็กหนุ่มหน้าสวยอย่างที่นิยมวาดกันในสมัยเรอเนซองส์ดอก แต่เป็นผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วอย่างรูปหินอ่อนของแบร์นินี่ หรือจิออร์เก็ตติเสียมากกว่า และไม่ใช่ตาแก่หนวดเฟิ้มอย่างที่วาดกันมาในสมัยแรก ๆ หรือยุคกลางแน่ ๆ” 


    สิ่งที่เขาพูดสะกิดความสนใจของข้าพเจ้าอยู่มาก “นักบุญคนเดียวกัน แต่ทำไมถึงได้วาดออกมาต่างกันขนาดนั้นเล่า” 


    “เพราะไม่มีใครรู้ว่านักบุญเซบาสเตียนเกิดเมื่อใด รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพียงแต่รู้ว่าเขาตายเมื่อใดเท่านั้น อายุและหน้าตาของเขาจึงถูกกำหนดโดยศิลปินทั้งสิ้น ดังนั้น แม้จะมีชื่อว่าภาพว่านักบุญเซบาสเตียน รูปร่าง หน้าตา และอายุของนักบุญเซบาสเตียนในภาพอาจแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะก่อนที่จะถูกเปิดเผยว่าเขาเป็นคริสตชน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถูกฆ่าถึงสองครั้งของเขา” 


    “การที่คนคนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในกองทัพโรมัน เป็นข้าราชสำนักที่ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิไดโอคลีเชียนซึ่งมุ่งปราบปรามและกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ จนขึ้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพลในกองทัพ สามารถเจรจาต่อรองกับผู้คุมเพื่อที่จะช่วยเหลือชาวคริสต์อื่น ๆ ที่ถูกคุมขังโดยที่ไม่มีใครระแคะระคายมานานมาก และอาจปิดปากคนที่รู้ความลับของเขาได้ ต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความสามารถที่ไม่ธรรมดา ทั้งต้องใช้ความกล้าและไหวพริบปฏิภาณอย่างยิ่งยวด” 


    “สิ่งที่แกพูดทำให้ฉันนึกภาพได้ว่า เขาเป็นสายลับในหมู่ศัตรู เป็นวีรบุรุษในหมู่ชาวคริสต์ที่ต้องเผชิญชะตากรรมที่โหดร้าย” คำกล่าวของเขาทำให้ข้าพเจ้าฉุกใจคิดเรื่องบางอย่างได้ “แต่ถ้ามองในมุมของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน นักบุญเซบาสเตียนก็คือผู้ที่ทรยศที่อาศัยความไว้วางใจที่พระองค์มีให้ด้วยการช่วยเหลือคนที่พระองค์ต้องการกำจัด” 


    “ฉันถึงบอกแกอย่างไรเล่า ว่าตอนที่นักบุญเซบาสเตียนแฝงตัวอยู่ในหมู่ชาวโรมันเพื่อแอบช่วยพวกพ้องของตัวเอง และตอนที่เขาถูกไดโอคลีเชียนจับได้ว่าเป็นชาวคริสต์บีบหัวใจกว่าตอนที่ถูกธนูยิงเป็นไหนๆ” เบนเน็ตต์ว่า “แต่ถ้าจะวาดให้แสดงความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ฉันยอมรับว่าวาดภาพสื่อความออกมาได้ยาก”


    “ถ้าแกจะกรุณา ขอยกแขนขึ้นอีกทีเถอะ และอย่าขยับ ฉันวาดใกล้จะเสร็จแล้ว” เขาสั่งข้าพเจ้า แล้วก้มลงวาดภาพเก็บรายละเอียดที่ต้องการ ก่อนจะบอกให้ข้าพเจ้าเอามือลงได้ 


    “แกดูจริงจังกับเรื่องนี้เสียยิ่งกว่ารับงานวาดภาพเหมือนที่แกถนัด” ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกต ซึ่งเขาไม่ได้โต้แย้งอะไร หากข้าพเจ้ารู้สึกว่า เขาดูเคร่งเครียดกับการทำงานของตนยิ่งกว่าครั้งไหน “แกคงได้อ่านจากข่าวแล้วว่า คนตายในคดีของฉันมีสีหน้าอย่างไร แต่ถ้ายัง ฉันก็จะบอกให้ว่า เขามีสีหน้าโล่งใจและยินดีเมื่อความตายมาถึงตัว ซึ่งอาจเหมือนกับนักบุญเซบาสเตียนในยามที่รู้ว่าต้องจบชีวิตลงในไม่ช้า… แกคิดว่า สีหน้าที่โล่งใจและยินดีอย่างนั้นเกิดขึ้นจากอะไร” 


    เบนเน็ตต์ ดาลบี้วางกระดานร่างภาพลงกับโต๊ะ นั่งกอดอก จ้องมองข้าพเจ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม และถ้ามองไม่ผิด ดูเหมือนจะมีความวิตกกังวลบางอย่างที่ทำให้เขาผิดแปลกไปจากเดิม เพราะโดยปกติแล้ว เขามักจะแสดงออกด้วยพลังอันล้นเหลือ โดยเฉพาะกับภาพที่เขาตั้งใจจะวาด คำถามเพียงคำถามเดียว เขาอาจตอบยาวได้หลายนาทีด้วยซ้ำไป แต่นี่ เขาดูไม่กระตือรือร้นกับการวาดภาพที่เขาบอกว่าจะวาดเลยแม้แต่น้อย


    “ว่าอย่างไรเล่า เพื่อนยาก แกยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลย” 


    เมื่อถูกกระตุ้นเข้าอีกครั้ง เขาจึงยอมตอบ “ในกรณีของนักบุญเซบาสเตียน ฉันคิดว่า นั่นเป็นความโล่งใจและยินดีที่ตนเองใกล้จะหลุดพ้นจากหน้าที่อันหนักหน่วงและก้าวข้ามสู่ความเป็นมรณสักขี เป็นการยอมรับความตายอย่างกล้าหาญ สงบ และสมัครใจ แต่ฉันไม่รู้ว่า พ่อหนุ่มที่ตายที่เซนต์เจมส์พาร์กจะคิดแบบนี้ไหม เพราะฉันไม่รู้ว่า เขาผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง แต่ฉันคิดว่า เขาคงรู้ชะตาตัวเองและเต็มใจที่จะตายอย่างนี้แล้วกระมัง” 


    รู้ชะตาตัวเองและเต็มใจที่จะตายอย่างนั้นหรือ… ข้าพเจ้าทวนคำพูดของเพื่อนอยู่ในใจ 


    “แกได้คุยกับพ่อหนุ่มที่นำตัวผู้ตายขึ้นจากน้ำบ้างหรือไม่ เขาเป็นใคร มาจากไหน” 


    “ได้คุยซี เขาเป็นพยานคนหนึ่งในเหตุการณ์ เขาเป็นแพทย์ที่ทำงานอยู่ในลอนดอนนี่เอง” ข้าพเจ้าหรี่ตามองเขาด้วยความสงสัยกึ่งหมายจะคาดคั้นเอาคำตอบ “แกอยากจะรู้ไปทำไม” 


    เมื่อถูกย้อนถาม เขากลับอึกอักไม่ยอมตอบ


    ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากที่เดิม ยกเก้าอี้บุนวมอีกตัวหนึ่งที่หน้าเตาผิงมาตั้งตรงหน้าเขา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้นั้น “แกดูมีพิรุธเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องคดีคนตายที่เซนต์เจมส์พาร์ก บอกฉันมาซิว่า เกิดอะไรขึ้นกับแก” 


    เบนเน็ตต์ขบริมฝีปากของตนเองแน่น ก่อนที่จะถอนใจยาว แล้วพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “ก็ไม่เชิงว่าเกิดขึ้นกับฉันหรอกแต่เกี่ยวกับพ่อหนุ่มที่เป็นคนช่วยเหลือผู้ตายขึ้นมาจากน้ำเสียมากกว่า” 


    “ว่าไงนะ” ข้าพเจ้าร้องด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง “แกหมายความว่ายังไง ที่ว่ามันเกี่ยวกับคนที่ช่วยผู้ตาย” 


    เขาขยับตัวอย่างไม่สบายใจ “มีคนมาว่าจ้างให้ฉันวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนเพื่อมอบให้พ่อหนุ่มที่นำตัวผู้เคราะห์ร้ายในคดีของแกขึ้นมาจากน้ำน่ะสิ” 


    “คนคนนั้นทำไปเพื่ออะไร” ข้าพเจ้ายอมรับว่าตัวเองมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปหมด


    “ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” 


    เขายกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความกลัดกลุ้ม เมื่อข้าพเจ้ายื่นกล่องบุหรี่ให้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า มือของเขาสั่นจนทำบุหรี่ที่หยิบออกมาจากกล่องหล่นลงกับพื้น ข้าพเจ้าก้มลงเก็บบุหรี่มวนนั้นขึ้นมา ดึงกล่องบุหรี่คืนมาจากมือเขา แล้วหยิบบุหรี่มวนใหม่ส่งให้ เขากล่าวขอบคุณและคาบบุหรี่ไว้ระหว่างริมฝีปาก หากไม่สามารถจุดไม้ขีดขึ้นได้ และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องอาศัยความช่วยเหลือจากข้าพเจ้า


    ข้าพเจ้าเอื้อมมือไปแตะที่เข่าของเขา “เขาทำอันตรายแกหรือเปล่า เบนเน็ตต์”


    เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ อัดบุหรี่เข้าเต็มปอด ระบายควันออกมากลุ่มใหญ่ เขาพยายามจะพูด หากพูดไม่ออก ได้แต่ขยับมือไปมาอย่างคนที่ยังเรียบเรียงความคิดของตัวเองไม่ได้ 


    “บรั่นดีสักหน่อยคงช่วยให้แกรู้สึกดีขึ้น” ข้าพเจ้าบอก และลุกขึ้นไปรินบรั่นดีจากขวดที่ตั้งอยู่ในตู้ใส่แก้ว แล้วนำมาให้เขา


    เมื่อได้บรั่นดีจิบหนึ่ง สีหน้าของเขาจึงค่อยมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง จากนั้น เหตุการณ์ที่เขาประสบจึงค่อยพรั่งพรูออกมาจากปาก 


    “เขาให้คนมานัดฉันให้ไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งเมื่อเช้านี้ หลังแกออกไปจากบ้าน และจ้างฉันให้เขียนงานที่ว่า เป็นภาพขาวดำวาดด้วยหมึกธรรมดาเหมือนภาพประกอบ โดยให้ราคางามทีเดียว แต่ฉันรู้สึกว่ามันผิดปกติอย่างบอกไม่ถูก เพราะเขาจ้างฉันให้วาดรูปนักบุญเซบาสเตียนสามรูปด้วยกัน รูปแรก คือ ตอนที่เขาถูกยิงด้วยธนูแล้วถูกทิ้งเอาไว้ให้ตาย รูปที่สอง คือ ตอนที่เขากลับไปเผชิญหน้ากับจักรพรรดิไดโอคลีเชียนหลังจากถูกธนูยิงแล้วรอดมาได้ และรูปที่สาม คือ ตอนที่ร่างของเขาถูกนำไปทิ้งน้ำหลังจากถูกทุบตีจนตาย โดยให้เวลาฉันเพียงคืนเดียว รูปเหล่านี้เป็นรูปที่ฉันพยายามจะวาดระหว่างรอแกอยู่ แต่วาดไม่ออกจริง ๆ เพราะรู้สึกได้จากน้ำเสียงของผู้ว่าจ้างของฉันว่า มันเป็นรูปที่มีเจตนาข่มขู่มากกว่าตั้งใจจะมอบเป็นของขวัญ”


    “เรื่องนี้มันติดใจฉันจนต้องหาทางระบายออกให้ได้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเป็นบ้าตายแน่” เขากรอกบรั่นดีที่เหลือในแก้วลงคอจนหมด “ฉันจะต้องทำอย่างไรดี ไมเคิล ฉันไม่อยากมีส่วนร่วมในการทำร้ายใคร” 


    “ฉันเกรงว่า แกจะต้องวาดภาพตามที่เขาสั่ง เบนเน็ตต์ เพราะมันจะช่วยให้งานของฉันง่ายขึ้นมาก” ข้าพเจ้าแนะ พยายามทำใจเย็น ทั้งที่ในใจของข้าพเจ้าเดือดดาลกับเกมที่บุคคลที่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกำลังเล่นอยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่ดูท่าว่า ฝ่ายดังกล่าวจะเป็นผู้ที่มีอำนาจมากพอควร จึงสืบรู้ทั้งที่อยู่และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าได้อย่างรวดเร็ว “เขาบอกไหมว่า ให้แกนำรูปที่วาดเสร็จแล้วไปให้เขาที่ไหน” 


    “ที่โรงแรมเรจินัลด์ ใกล้กับโคเวนต์การ์เดน ที่เดียวกับที่เขานัดฉันไปพบ” เบนเน็ตต์ ดาลบี้บอก
    “แกเห็นหน้าค่าตาคนที่จ้างแกให้วาดรูปพวกนั้นหรือเปล่า” 


    “เห็นชัดเจนทีเดียว เขาไม่ได้ปิดบังหน้าตาของตัวเอง” 


    “วาดให้ฉันดูหน่อยว่า หน้าตาเป็นอย่างไร” ข้าพเจ้ากล่าว และเขาก็ทำตามโดยไม่ต้องร้องขอซ้ำสอง
    เพื่อนของข้าพเจ้าคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปาก วาดภาพบุคคลที่ว่าจ้างเขาด้วยความชำนาญ โดยจับเฉพาะลักษณะสำคัญของใบหน้าลงมาถึงบ่าเท่านั้นเพื่อความรวดเร็ว ก่อนส่งให้ข้าพเจ้าดู


    ภาพที่เขาวาดเป็นผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลา หวีผมเสยขึ้นอย่างเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตคอตั้งกับผ้าผูกคอ และแจ็คเก็ตปกสูงอย่างที่ผู้ดีมักใส่กัน แม้จะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่บุคลิกที่เบนเน็ตต์ถอดออกมาวาดเป็นภาพนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า คุ้นเคยกับบุคคลผู้นี้อย่างประหลาด เหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน 


    “เขาสูงราวห้าฟุตหกหรือเจ็ดนิ้วเห็นจะได้ ไม่ถึงกับสูงมาก ค่อนไปทางสันทัดเสียมากกว่า” เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติม “ท่าทางการเดินของเขาเหมือนพวกทหารมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา” 


    “แกช่วยวาดรูปของผู้ชายคนนี้ให้ฉันดูอีกสักรูปซิ” ข้าพเจ้าบอก “แต่คราวนี้ วาดให้เขาสวมหมวกโบว์เลอร์ กับผ้าพันคอลายทาง และเติมหนวดเคราเข้าไปหน่อย” 


    แม้จะมีท่าทีสงสัยกับคำขอของข้าพเจ้า แต่เบนเน็ตต์ก็วาดให้ตามคำขอโดยไม่อิดเอื้อน และแก้ไขรายละเอียดตามที่ข้าพเจ้าชี้ทุกประการ ซึ่งภาพที่ได้ออกมานั้น ใกล้เคียงกับคำบอกเล่าของเด็กส่งจดหมาย คนขับรถม้ารับจ้าง และพยานที่พบเห็นคนที่มาส่งผู้ตายบอกอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ต้องรอให้บุคคลเหล่านี้ยืนยันเท่านั้น 


    “ใช้ได้ไหม” 


    “ขอบใจมาก ฉันเชื่อมือแกอยู่แล้ว” ข้าพเจ้ารับภาพทั้งสองมาจากเขา “ตอนแรกฉันนึกว่าจะมืดแปดด้านเสียแล้ว ไม่คิดเลยว่า ทุกอย่างจะอยู่ใต้จมูกของตัวเองถึงขนาดนี้” 


    “แกดูมั่นใจว่าจะรับมือได้ และดูจะไม่เป็นห่วงพยานของแกสักเท่าใด” เพื่อนของข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกต “เหมือนแกรู้จักเขาดี และมั่นใจว่าเขาจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่เหมือนกันพยานคนอื่น ๆ ที่แกเคยบ่นถึง” 


    “งั้นหรือ” ข้าพเจ้ายอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง และเป็นสิ่งทีข้าพเจ้าไม่ทันคิดถึงมาก่อน
    “อย่างนั้นละ” เขายืนยัน ดีดบุหรี่ที่เผาไหม้ไปได้ครึ่งมวนลงในเตาผิง ลุกขึ้นจากเก้าอี้ บิดตัวไล่ความเมื่อยขบ แล้วเดินไปเติมบรั่นดีลงในแก้วของตนเอง 


    “คืนนี้ของแกคงอีกยาวไกล” ข้าพเจ้าว่า หากเขากลับยิ้มที่มุมปาก แล้วยักไหล่


    “ไม่หรอก รูปละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเท่านั้น อย่างมากก็แค่ชั่วโมงเดียว” เขาพูดอย่างมั่นใจในฝีมือของตนเอง ซึ่งนี่คือ เบนเน็ตต์ ดาลบี้ที่ข้าพเจ้ารู้จักมาหลายปี “วาดรูปให้เป็นเรื่องสำหรับฉันมันไม่ยากหรอก แกก็รู้ ไมเคิล ฉันแค่ต้องการแน่ใจว่า สิ่งที่ฉันทำจะไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร และถ้ามันทำประโยชน์ให้แกได้ ก็ยิ่งไม่เป็นปัญหา” 


    “ขอบใจมาก เพื่อนยาก” ข้าพเจ้าบอกเขา 


    “เรื่องเล็กน้อย” เบนเน็ตต์ว่า หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าเตาผิงตัวเดิม “ฉันเริ่มอยากรู้แล้วสิว่า คนที่ผู้ว่าจ้างของฉันจะนำรูปพวกนี้ไปให้เป็นคนอย่างไหนกันแน่” 


    “ปกติ แกไม่สนใจที่จะทำความรู้จักกับผู้ชาย” ข้าพเจ้าสัพยอกเขา ระหว่างที่รินบรั่นดีใส่แก้วให้ตนเองบ้าง และกลับไปนั่งที่โซฟาตัวยาวตัวเดิมที่ข้าพเจ้านั่งดูเขาวาดรูปในตอนแรก


    “ก็จริงอยู่ เพราะผู้ชายเป็นเพศที่ไม่สามารถให้ความเจริญตาเจริญใจแก่ฉันได้ แต่กรณีนี้เป็นข้อยกเว้น เพราะถ้าฉันไม่ได้รับการว่าจ้างให้วาดภาพที่ว่า ฉันก็คงจะไม่สนใจเขาหรอก” เขาวางแก้วบรั่นดีลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างที่นั่ง ยกขาขึ้นไขว่ห้างใช้ต่างขาตั้งรองกระดานสำหรับวาดภาพ หยิบดินสอขึ้นมาร่างภาพ “คนที่เข้าไปช่วยคนตกน้ำธรรมดา ๆ ไม่น่าจะเป็นเป้าให้ใครสนใจได้เลย แต่นี่กลับมาคนไปวุ่นวายกับเขา แล้วยังมีแกอีก” 


    ข้าพเจ้าทำเสียงในลำคอ “ฉันทำอะไร”


    “เพราะแกไม่ทำอะไรมากกว่า มันถึงน่าสนใจ” เขาว่า “แกดูจะไม่ตกใจ ไม่เป็นห่วงสวัสดิภาพของพยานคนนี้ของแกเลย ซึ่งผิดวิสัยแกมากทีเดียว ไมเคิล ที่แกจะไม่ขยับตัวทำอะไรสักอย่าง เช่น รีบให้คนของแกไปเตือนเขาในเรื่องนั้น ถ้าแกไม่รู้จักเขาดี ฉันคิดว่า แกคงจะรู้อยู่แล้วว่า เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ของแกอยู่ หรือ แกคงคิดว่า เขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ด้วย ไม่เช่นนั้น แกก็กำลังคิดจะใช้เขาเป็นเหยื่อในการล่อจับผู้ต้องสงสัยในคดีของแกอีก” 


    “อา…” สิ่งที่เขาว่ามาทั้งหมดทำให้ข้าพเจ้าพูดอะไรแทบไม่ออก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า เพื่อนของตัวเองจะวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นออกมาได้เป็นฉาก ๆ ถึงเพียงนี้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย
    ข้าพเจ้ากำลังคิดจะใช้ ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์เป็นเหยื่อล่อคนร้ายอย่างนั้นหรือ ก็อาจเป็นได้ หรือไม่เช่นนั้น ข้าพเจ้านี่ละ ที่กำลังใช้ตัวเองเป็นเหยื่อ เล่นไปตามเกมที่เขากำหนดไว้ โดยมีความไว้วางใจระหว่างข้าพเจ้ากับเขาเป็นเดิมพัน 

      
    หากสิ่งที่เขาบอกข้าพเจ้าจะจากมาเป็นความจริง ก็นับว่า ข้าพเจ้ากำลังพาตนเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตรายเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามระหว่างอังกฤษและซูดานที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน
    เหตุการณ์นั้น นอกจาก ดร. ฟอล์กเนอร์ และร้อยโทเซบาสเตียน อาร์เชอร์แล้ว ยังมีนายทหารที่อยู่ร่วมในสงครามที่ซูดานในช่วงปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือนายพลกอร์ดอนอีกสองคนที่เกี่ยวข้อง คนหนึ่ง คือ พันเอกออกัสต์ โกลด์เบิร์ก วีรบุรุษจากสงครามมาห์ดิสต์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรื่องอาวุธยุทธภันฑ์ในคราวนั้น ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ ร้อยเอกแม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้ นายทหารคนสนิทของพันเอกโกลด์เบิร์ก 


    ทุกคนที่กล่าวมีล้วนมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการช่วยเหลือนายพลกอร์ดอน ซึ่งส่งผลให้นายกรัฐมนตรีวิลเลียม แกลดสโตนถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ฆาตกรฆ่านายพลกอร์ดอน’ จนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุดทั้งสิ้น ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบัญเอิญ หากเกิดขึ้นจากการวางแผนของผู้ไม่ประสงค์ดี 


    ในบรรดาบุคคลเหล่านี้ มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่เป็นคนทรยศ และเป็นฆาตกรฆ่า ‘เซบาสเตียน อาร์เชอร์’ ถึงสองครั้ง 



    To be continued.... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
คุณสารวัตรแอบร้านอีกแล้วนะคะ อย่าแกล้งคุณหมอค่ะ!
smile515903 (@smile515903)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าการที่เอาเรื่องของนักบุญเซบาสเตียนมาใช้เป็นธีมหลักของเรื่องนี่รู้สึกว่ามันเท่มากเลยค่ะ

ชอบตรงที่เขียนถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมานานนี่ด้วยค่ะ ดูเข้ากันดีอย่างบอกไม่ถูก ขอบคุณนะคะ =]
piyarak_s (@piyarak_s)
@smile515903 ขอบคุณที่มาอ่านเรื่องนี้ด้วยอีกเรื่องนึงค่ะ ดีใจที่ชอบด้วย ><