ทวิฆาต: A Man Who Died Twicepiyarak_s
Chapter 2: Sebastian Archer
  • “20 มกราคม 1889

    มร. ที. เอส. ฟอล์กเนอร์ 

    คุณอาจจำไม่ได้ว่าผมเป็นใคร แต่เราเคยพบกันระหว่างที่อยู่ในกองกำลังสำรวจทั้งที่อียิปต์และซูดาน ในเวลานี้ ผมอยู่ในลอนดอน วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมเห็นคุณออกมาจากศาลโคโรเนอร์ เขตเวสต์มินสเตอร์ เมื่อสอบถามคนที่รู้จักกันจึงได้ทราบว่า คุณกลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่ลอนดอน เท่าที่เคยพบ คุณเป็นคนตรงไปตรงมาและน่าเชื่อถือ ผมจึงคิดว่าผมไว้วางคุณได้ และเชื่อว่าคุณสามารถให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผมเกี่ยวกับปัญหาที่ผมประสบอยู่ได้ ได้โปรดมาพบผมที่สวนสาธารณะเซนต์เจมส์ ฝั่งฮอร์สการ์ดส์พาเรด ในเวลา 15 นาฬิกาของวันนี้ ขอให้เชื่อว่าผมพูดความจริง และไม่มีเจตนาร้ายในการขอพบในครั้งนี้แต่อย่างใด

    ขอแสดงความนับถือ
    เอส. อาร์เชอร์” 



    “สารวัตรมีความเห็นเกี่ยวกับเจ้าของจดหมายอย่างไรบ้าง” ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าข้าพเจ้าอ่านจดหมายดังกล่าวจบแล้ว “สิ่งที่ผมบอกได้ คือ ผมไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลโคโรเนอร์ในวันดังกล่าวจริง และชื่อกลางของผม คือ เซบาสเตียน” 


    “คุณหมอได้ถามเด็กที่มาส่งจดหมายไหมว่า คนที่จ้างเขามา รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร” 


    “ถามครับ” เขาบอก “เด็กบอกว่า เป็นผู้ชายวัยกลางคน มีหนวดเครา ตัวไม่สูงมากนัก สวมหมวกโบวเลอร์ ผูกผ้าพันคอลายทาง สวมถุงมือปลายนิ้วตัด การแต่งตัวและท่าทางเหมือนคนขับรถม้า ซึ่งผมเชื่อว่า เขาไม่ใช่คนเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น แต่เป็นเพียงคนรับคำสั่งและจดหมายมาอีกทอดหนึ่งมากกว่า” 


    “สิ่งที่คุณหมอสันนิษฐานนั้นถูกต้องแล้ว เพราะเจ้าของจดหมายนี้ไม่มีทางที่จะเป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะตามที่บรรยายแน่” ดูจะเป็นอีกหนหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รื้อฟื้นความรู้ของตนเองเมื่อครั้งที่ยังทำงานเป็นเสมียน “กระดาษที่ใช้เขียนจดหมาย เหมือนกระดาษเขียนจดหมายที่มีให้ใช้ตามโรงแรม ซึ่งแสดงว่าเป็นโรงแรมที่ให้บริการครบครันพอสมควร เสียดายที่บอกไม่ได้ว่า มาจากโรงแรมไหน แต่อย่างน้อย เราก็พอรู้ว่า บุคคลดังกล่าวไม่ใช่คนที่มีที่พำนักอยู่ในลอนดอน และไม่ใช่คนขับรถม้าที่นำจดหมายมาส่งแน่” 


    หมอกยามบ่ายที่เริ่มโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณในขณะที่แสงสว่างของวันค่อย ๆ จางหายไป ทำให้ข้าพเจ้าต้องยกกระดาษขึ้นมาพิจารณา แต่ดูเหมือนว่าการอ่านตัวหนังสืออยู่ห่าง ๆ จะทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นได้ชัดเจนกว่ามองใกล้ ๆ 


    “ถึงจะเขียนด้วยความรีบร้อน แต่ลายมือก็ยังสวยงาม เป็นระเบียบดี ลายเส้นชัดเจน แบบลายมือของคนมีการศึกษา” 


    ปลายนิ้วของข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงรอยกดปากกาที่ด้านหลังของกระดาษ 


    “ตัวหนังสือของเขาอ่านง่าย วิธีการเขียนหนักแน่น ดูท่าแล้วเป็นคนซื่อตรงและเอาจริงเอาจังมากทีเดียว… ถึงจะพูดจาเป็นปริศนาอยู่บ้าง แต่เท่าที่ผมสังเกต มาตั้งแต่การเรียกคำนำหน้าชื่อของคุณหมอว่า ‘มิสเตอร์’ การระบุชื่อย่อทั้งชื่อตัวและชื่อกลาง การระบุเวลาที่เป็นทางการ รูปแบบและสำนวนการเขียน และความมีแบบแผนของจดหมาย ทำให้ผมเดาว่า เขาน่าจะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับงานราชการหรือการทหารอย่างที่กล่าวอ้างในจดหมาย ตามความเห็นผม คำพูดของเขาน่าจะเชื่อถือได้พอสมควร” 


    “ผมคิดถูกจริง ๆ ที่มาปรึกษาสารวัตร” 


    “ไม่ถึงเพียงนั้นหรอก คุณหมอ” ข้าพเจ้าว่ายิ้ม ๆ “คุณหมอคิดถูกที่หาคนมาเป็นเพื่อน เพราะเราเองก็ไม่อาจรู้ได้หรอกว่า บุคคลดังกล่าวน่าเชื่อถือได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเขารู้จักเราฝ่ายเดียว ส่วนเรายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า เขาเป็นคนที่เรารู้จักจริงหรือไม่” 


    เขาค้อมศีรษะรับอย่างเห็นพ้องด้วยกับข้าพเจ้า ก่อนลุกยืนขึ้น และหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลา “อีกห้านาทีจะถึงเวลานัด” 


    ในขณะที่ ดร. ฟอล์กเนอร์กำลังมองหาบุคคลที่น่าจะเป็นเจ้าของจดหมาย และข้าพเจ้ากำลังพับจดหมายเตรียมส่งคืนเขา เราต่างสะดุ้งและหันไปมองยังทิศที่มีเสียงบางสิ่งตกลงไปในทะเลสาบอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องของสุภาพสตรี และเสียงอุทานของคนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์เดียวกัน 


    “มีคนตกน้ำ!!” พนักงานจุดโคมแก๊ซซึ่งกำลังปีนบันไดและเห็นเหตุการณ์ชัดเจนกว่าผู้อื่นตะโกนบอก
    ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันลุกขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้สึกได้ถึงแรงผลักที่ทำให้ข้าพเจ้ากลับลงไปนั่งลงเหมือนเดิม จากนั้นทั้งเสื้อโค้ต ผ้าพันคอ เสื้อฟร็อก ถุงมือ และข้าวของต่าง ๆ ก็ถูกยัดใส่เข้ามาในมือของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าตั้งสติได้ ข้าพเจ้าก็พบว่า เจ้าของเสื้อผ้าและสิ่งของเหล่านั้นพุ่งตรงไปยังจุดที่มีคนชี้บอก และลุยลงไปในทะเลสาบเซนต์เจมส์แล้ว 


    ข้าพเจ้ายัดจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อโค้ตของตัวเอง หอบของทุกอย่างวิ่งตามเขาไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้ารองเท้าที่เขาถอดทิ้งเอาไว้ และวิ่งตามไปให้ทัน สมองของข้าพเจ้าในเวลานั้นว่างเปล่า ด้วยความตกใจและไม่คาดคิดว่า สหายหนุ่มของข้าพเจ้าจะบ้าบิ่นถึงเพียงนั้น และเมื่อไปถึงจุดที่เขายืนอยู่ ข้าพเจ้าก็วางสิ่งของของเขาฝากไว้กับสุภาพบุรุษคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่เหตุการณ์อยู่ ทิ้งรองเท้าของเขาที่ถือมาลงกับพื้น และตรงเข้าไปหาเขาที่ข้างทะเลสาบ 


    แม้น้ำจะตื้นและมีรูปร่างใกล้เคียงกัน แต่การนำร่างของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งขึ้นจากน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโคลนเลนใต้น้ำนั้นลื่นจนเขาเสียหลักคะมำมาด้านหน้าระหว่างที่พยายามลากตัวของผู้ที่เขาพยายามช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำ แม้จะไม่ล้มลงในน้ำเสียทีเดียว แต่มือที่ฟาดลงบนผิวน้ำระหว่างที่เขาพยายามทรงตัวไว้ให้ได้ ก็ทำให้น้ำในทะเลสาบกระเซ็นใส่จนเขาเปียกไปแทบทั้งตัว 


    “จับเอาไว้ให้มั่น คุณหมอ” ข้าพเจ้าเข้าไปริมตลิ่ง ส่งปลายไม้เท้าด้านหนึ่งให้เขาจับเพื่อรักษาสมดุล และช่วยฉุดเขาขึ้นมา ในขณะที่สุภาพบุรุษอีกสองคนซึ่งเห็นเหตุการณ์เข้ามาช่วยรับตัวของคนที่เขาช่วยเหลือเอาไว้ และประคองร่างที่ปราศจากความเคลื่อนไหวนั้นให้นอนราบลงกับพื้น 


    “เขาตายแล้ว” 


    เป็นคำแรกที่ ดร. ฟอล์กเนอร์กล่าวกับข้าพเจ้าด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอย่างหมดเรี่ยวแรงข้างร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มที่เขาเพิ่งนำตัวขึ้นมาจากน้ำ โดยไม่สนใจว่าพื้นที่เขานั่งอยู่นั้นเปียกชื้นด้วยหิมะที่กำลังละลาย 

    “เขาตายก่อนที่จะตกลงไปในทะเลสาบเสียอีก” 


    ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณบุคคลที่ข้าพเจ้าฝากของไว้ รับของเหล่านั้นมาวางบนม้านั่ง ข้าพเจ้าจับต้นแขนของเขา ดึงให้ลุกขึ้น หยิบเอาเสื้อโค้ตมาคลุมร่างของคนที่กำลังกอดอกตัวสั่นด้วยความหนาวจนฟันกระทบกัน แม้จะใส่ถุงมืออยู่ แต่ข้าพเจ้าก็สัมผัสได้ว่าตัวของเขาเย็นเฉียบจนน่าใจหาย 


    “You’d cob fer it, lad! … คุณจะเดือดร้อนเพราะการกระทำของตัวเอง พ่อหนุ่ม!” 


    เสียงของข้าพเจ้าที่เปล่งออกมาแหบพร่าและแข็งกร้าวจนข้าพเจ้าจำเสียงของตนเองแทบไม่ได้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าตนเองกำลังตกใจเสียจนนึกคำพูดใดไม่ออก และทันทีที่มีคำหลุดจากปากมาได้ ข้าพเจ้าก็เผลอพูดออกมาเป็นภาษาถิ่นยอร์กเชียร์ ซึ่งเป็นภาษาบ้านเกิดของข้าพเจ้าก่อนที่จะนึกคำในภาษาอังกฤษมาตรฐานได้เสียอีก


    “คุณหมอไม่รู้หรือว่ามันอันตราย อากาศหนาวขนาดนี้ น้ำในแม่น้ำเย็นขนาดนี้ ไหนขาจะยังเจ็บอยู่ เกิดเป็นตะคริว จมน้ำตายขึ้นมาอีกคนจะทำอย่างไร” 


    “ขอโทษครับ สารวัตร” ดร. ฟอล์กเนอร์กล่าวกับข้าพเจ้า “ขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้เป็นห่วง” 


    เสียงที่สั่นเพราะความหนาว คำขอโทษซ้ำ ๆ และสีหน้าสำนึกผิดทำให้ข้าพเจ้ารู้ตัวว่า ตนเองคงจะดุเกินไป แต่ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่า ข้าพเจ้าทำเช่นนี้เพราะข้าพเจ้าเป็นห่วงเขาจริงดังว่า ด้วยข้าพเจ้าไม่นึกเลยว่า เขาจะตัดสินใจได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น โดยไม่ห่วงสวัสดิภาพของตนเองเลย 


    “เอาเถิด คุณหมอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ข้าพเจ้าว่า ปล่อยมือจากเขา แสดงตนกับทุกคนว่า ข้าพเจ้าเป็นตำรวจ พร้อมหันไปร้องขอให้สุภาพบุรุษที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น ช่วยตามพลตระเวนที่ออกตรวจอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น หรือจากสก็อตแลนด์ยาร์ด ซึ่งไม่เคยหยุดทำการแม้ในวันหยุดมาให้ข้าพเจ้า ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี 


    ระหว่างนั้น ดร. ฟอล์กเนอร์ถอดถุงเท้าที่เปื้อนโคลนออก เดินเท้าเปล่ากลับไปที่ร่างของชายหนุ่มผู้วายชนม์โดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่มองมายังเขาแต่อย่างใด ดูเหมือนเขาจะลืมไปแล้วว่า ตนเองอยู่ในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัวและควรจะกลับไปอาบน้ำร้อน เปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งข้างเตาผิง จิบชาอุ่น ๆ แล้วนอนหลับพักผ่อนเสีย 


    “คุณหมอ…” ข้าพเจ้าเดินเข้าไปหาเขาเพื่อบอกให้เขาหยุดพักเสียก่อน แล้วให้ศัลยแพทย์ตำรวจจากดิวิชั่นเอ เขตเวสมินสเตอร์มารับช่วงแทน แต่แล้วเมื่อเห็นท่าทีที่เขาแสดงออกเมื่อพิจารณาดูผู้เสียชีวิตตรงหน้า ข้าพเจ้าก็ต้องชะงัก และนึกเอะใจบางอย่างขึ้นมา พอได้เห็นในสิ่งที่เขาเห็น ข้าพเจ้าก็เข้าใจในทันทีว่า เพราะเหตุใดเขาจึงมีปฏิกิริยาอย่างนั้น และกล่าวกับข้าพเจ้าก่อนหน้านี้ว่า ผู้ตายสิ้นใจก่อนที่ร่างของเขาจะตกลงไปในทะเลสาบ


    ตั้งแต่ทำคดีมา ไม่เคยมีครั้งใดที่ข้าพเจ้าพบเห็นผู้ตายที่มีลักษณะเช่นเขามาก่อน


    แม้จะปราศจากลมหายใจอันเป็นสัญญาณแห่งชีวิต ชายหนุ่มผู้นี้กลับดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับอย่างสงบสุข กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างสูงและแข็งแกร่งเหมือนชายชาติทหารนั้นดูผ่อนคลาย โคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่ ไม่อาจบดบังเครื่องหน้าที่สมส่วนลงตัวราวกับภาพวาดชั้นเอกของจิตรกรมือดีได้ ดวงตาที่ปิดสนิทและริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อยของเขาไม่บ่งบอกของความทุกข์ทรมานใด ๆ ที่ได้รับก่อนตาย ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขากำลังยิ้มอย่างหมดกังวลและยินดีอย่างที่สุดเมื่อนาทีสุดท้ายของชีวิตมาเยือนด้วยซ้ำไป


    เขาไม่ได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ แต่ข้าพเจ้ายังไม่อาจรู้ได้ว่า เขาตายด้วยสาเหตุใด

      
    “เขาเป็นใครกัน” ข้าพเจ้าพึมพำกับตนเอง แต่แล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น ดร. ฟอล์กเนอร์ได้เงยหน้าขึ้นสบตากับข้าพเจ้าพอดี โดยที่เราต่างรู้ความหมายของกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก


    ข้าพเจ้าย่อตัวลง ลองค้นตามกระเป๋าเสื้อโค้ตและเสื้อฟร็อกของเขาเพื่อหาหลักฐาน หรือเอกสารที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ และในกระเป๋าเสื้อฟร็อกของเขานั่นเองที่ข้าพเจ้าพบหนังสือเดินทางของเขา
    กระดาษเปียกน้ำทำให้เปิดออกยากพอดู และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่เมื่อพลิกไปถึงหน้าที่มีภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของเขาได้แล้ว ข้าพเจ้าก็อุทานออกมา และยื่นให้ ดร. ฟอล์กเนอร์ดู


    “เขาคือเจ้าของจดหมายที่มีคนนำมาให้คุณหมอ” ข้าพเจ้าเอ่ย “เอส. อาร์เชอร์… ร้อยโทเซบาสเตียน อาร์เชอร์”


    “เซบาสเตียน อาร์เชอร์อย่างนั้นหรือ” ดร. ฟอล์กเนอร์ทวนชื่อของเขา ก่อนจะยิ้มออกมา “ช่างตายได้เหมาะกับวันดีแท้” 



    To be continued.... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
ไม่ใช่คนรักแต่คนรู้ใจก็พอได้ค่ะ //ยิ้มกรุ้มกริ่ม
seven792pn (@seven792pn)
โอ้ยย ตอนสองตามมาติดๆ:)
อันนี้adapt จากตัว omegaverse ไหมคะ double death
piyarak_s (@piyarak_s)
@seven792pn จริงๆ omegaverse ดัดแปลงมาจากเรื่องนี้ค่ะ เขียนภาควิคตอเรียนไว้ในพันทิปนานแล้ว เลยย้ายมาลงในมินิมอร์ พร้อมแบ่งบทใหม่