WORK AND TRAVEL : ต่างดาวในต่างแดนSomething I can see
The sun is setting here. พระอาทิตย์กำลังตกที่นี่


  • หลังจากโบกมือลาเพื่อนและกอดลาแม่ด้วยความเศร้าเกินเหตุที่สนามบิน ซึ่งสถานการณ์ดูเหมือนเราจะจากไปสัก 5 ปี ทั้ง ๆ ที่ไปแค่ 4 เดือน เราว่าแม่อาจจะแค่เล่นใหญ่ไปหรือกลัวเราจะไม่คืนเงินค่าโครงการที่สัญญาว่าจะคืนก็ไม่รู้ นี่เป็นการขึ้นเครื่องลำใหญ่ข้ามประเทศแบบนี้ครั้งแรกของเรา ตื่นเต้นเล็ก ๆ กับนวัตกรรมการปรับความสว่างหน้าต่างของเครื่องจากสายการบิน Japan Airlines เพราะเขาไม่ได้ใช้ระบบเปิด-ปิดหน้าต่าง แต่ใช้ปุ่มกดเพื่อปรับระดับความสว่างแสนเก๋แทน แอร์โฮสเตสก็ตัวเล็กน่ารักตะมุตะมิตามแบบฉบับสาวเอเชีย แล้วก็แหกกฎการบริการโดยการใช้ให้ผู้โดยสารลุกขึ้นปิดช่องเก็บสัมภาระเองด้วย ชอบมาก !

    เราใช้เวลาบินจากไทยถึงญี่ปุ่นประมาณ 6 ชั่วโมงกว่า ๆ ก่อนจะต่อเครื่องจากสนามบินนาริตะ ไปสนามบิน Dallas, Texas โดย American Airlines ซึ่งจริง ๆ เราจองตั๋วเดินทางโดยสายการบิน American Airlines ทั้งหมด เพียงแต่ทาง American Airlines ได้ให้ Japan Airlines เป็นผู้ดำเนินการให้ในเส้นทาง ไทย - ญี่ปุ่น เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตอนถึงสนามบินนาริตะ เราเลยไม่ต้องจัดการเรื่องกระเป๋าที่ต้องโหลดใด ๆ เดินตัวเปล่าผ่านระบบตรวจสอบต่าง ๆ ไปที่เกทได้เลย

    ด้วยความที่เราต้องเดินทาง รวมเวลาเปลี่ยนเครื่องแล้วก็เกือบ ๆ 24 ชั่วโมง เราเลยพกทิชชู่เปียกกับแป้งเด็กไว้ทาแก้เหนียว โดยยัดมันไว้ในกระเป๋าเป้ที่ถือติดตัวขึ้นเครื่องมาด้วย พอถึงขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยของสนามบิน เราก็ต้องโหลดกระเป๋าเข้าไปเช็คสิ่งของต่าง ๆ ที่เราพกติดตัวมา กระป๋องแป้งเจ้ากรรมนี่ก็ดันเป็นปัญหาขึ้นมา พอกระเป๋าผ่านเครื่องสแกน เจ้าหน้าที่ก็ขอให้เรารื้อกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยสัมภาระอำนวยความสะดวก ตั้งแต่หมอนรองคอ สายชาร์ต หูฟัง หนังสือต่าง ๆ ออกมาจนหมด และวัตถุต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่เขาหมายตาก็คือ กระป๋องแป้งทรงกลมที่เทสารข้างในออกมาแล้วเป็นผงสีขาว ๆ เจ้าหน้าที่อ่านฉลาก แล้วก็ชูให้เราดูเหมือนจะตั้งคำถาม เราเลยตอบไปว่ามันคือ พาวเดอร์ ด้วยสำเนียงที่คิดว่าใกล้เคียงเจ้าของภาษาที่สุด แต่เจ้าหน้าที่ดูยังไม่เข้าใจเราเลยพูดอีกครั้งนึง เจ้าหน้าที่ก็ยังนิ่ง ตอนนั้นใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เพราะเราไม่ได้มีเวลาเปลี่ยนเครื่องนานมาก กลัวว่าจะไปเข้าเกทไม่ทัน เราเลยบอกเขาอีกครั้งว่า พาวเด้อออ ด้วยเสียงที่ดังขึ้น พร้อมบวกสำเนียงแบบไทยแท้ from southern เข้าไปด้วย เจ้าหน้าที่เลยพยักหน้าแล้วก็บอกให้เราเก็บข้าวของกองโต เดินเข้าเกทไปได้ทันและมีเวลามากพอให้ได้ลองห้องน้ำสุดไฮเทคของญี่ปุ่นเพลิน ๆ อย่างไรก็ตาม ก่อนขึ้นเครื่องก็ยังไม่วายโดนแยกไปค้นตัวอีกรอบนึงอยู่ดี มันก็น่าคิดนะ ว่าคนอย่างเรานี่มันไม่น่าไว้ใจตรงไหนกัน

    เราใช้เวลาบินจากสนามบินนาริตะไปสนามบิน Dallas ประมาณ 12 ชั่วโมง ซึ่งเราหลับตลอดไฟลท์ไม่มีปัญหา ก่อนถึงปลายทาง แอร์จะมีเอกสารเข้าเมืองมาให้เรากรอก จากการเตรียมตัวหาข้อมูล ชาวเน็ตแนะนำให้เราติ้ก No ในทุก ๆ ช่อง ซึ่งมันก็ควรจะ No เพราะเราไม่เอาอะไรที่มันผิดกฎเข้าประเทศเขาอยู่แล้ว ยกเว้นช่องนึงซึ่งเป็นคำถามว่าเรานำอาหารมาด้วยหรือไม่ ในส่วนนี้ชาวเน็ตก็แนะนำให้เราติ้ก No เช่นกัน แต่คนไทยใจซื่อแบบเรากลัวว่าเขาจะจับได้ เลยติ้ก Yes ไป เพราะคิดว่ามาม่าต้องไม่ผิด ! การพกมาม่ารสต้มยำกุ้งเข้าประเทศต้องไม่ใช่อาชญากรรม ! หรือถ้ามันผิดฉันก็จะทิ้ง ! พอมีประกาศว่าเครื่องจะลงจอด เราจึงเริ่มเตรียมตัวและเริ่มตื่นเต้น เพราะเรามีเวลาแค่ 2 ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องไป Sioux Falls, South Dakota ซึ่งเป็นเมืองที่เราจะไปทำงาน โดยเวลา 2 ชั่วโมงนี้ รวมกระบวนการผ่าน ตม. เวลาที่ต้องหาช่องรับกระเป๋า แล้วก็เปลี่ยน Terminal ไปขึ้นเครื่องสำหรับสายการบินในประเทศ ซึ่งจากการหาข้อมูล สนามบิน Dallas มันใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าต้องขึ้นรถไฟเพื่อเปลี่ยน Terminal กันเลยทีเดียว

    เราก้าวออกจากประตูเครื่องด้วยความรู้สึกเหมือนได้ยินสัญญาณปล่อยตัวออกจากจุดเริ่มต้นของการวิ่ง 4 คูณ 100  เรารีบไปทำเรื่องผ่าน ตม. เพราะชาวเน็ตบอกว่าใช้เวลาค่อนข้างนานสำหรับสนามบินใหญ่ ๆ แต่เราโชคดีที่คนไม่เยอะมาก ตม. ไม่ถามอะไรมากไปกว่าการตีหน้าถมึงทึงแล้วถามว่าทำไมไป Sioux Falls คำตอบของเราก็คือ ชอบน้ำตก ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบทั้งนายจ้าง เจ้าหน้าที่สถานฑูตตอนขอวีซ่า ยันเจ้าหน้าที่ ตม. หลังจากนั้นเราก็พยายามหาที่ที่ต้องไปรับกระเป๋าโดยการพยายามเดินตามป้ายที่มียุบยิบไปหมด เราใช้เวลารอกระเป๋าไม่นาน และเนื่องจากซื่อตรงไปติ้กว่ามีอาหารมาด้วย เราเลยต้องไปเข้าช่องแสดงอาหารที่เอามาด้วย ระหว่างยืนต่อแถว เราพยายามเคลียร์หูและระงับสติเพื่อตั้งใจฟังคำถาม จะไปตอบว่า Yes ในคำถามที่ควรจะ No ไปตอบ No ในที่ที่ควรจะ Yes ไม่ได้ ! จะมาโดนส่งกลับเพราะมาม่าโหลเดียวไม่ได้ ! พอถึงคิว เจ้าหน้าที่ก็ขอดูมาม่าเรา แล้วก็ถามว่ามันคืออะไร มีส่วนผสมของหมูไหม แล้วก็จับพลิกไปมา ซึ่งเราก็ไม่รู้นัยยะในการถามคำถามเหล่านี้ของเขาเหมือนกัน พอพลิกจนพอใจเขาเลยถามว่าจะไปไหน ไปทำอะไรที่นั่น ทำไมเลือก Sioux Falls ซึ่งคำตอบก็เป็นโพยเดิม คือ ไอ เลิฟ น้ำตก ก่อนเดินออกมาเจ้าหน้าที่บอกเราว่าคนที่ South Dakota ชอบ Wonder Woman มากนะ อย่าลืมดูล่ะ จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าทำไมคน SD ชอบ Wonder Woman แล้วชอบจริงไหม หรือจริง ๆ แล้วเราแปลผิดก็ไม่รู้

    ผ่านด่าน ตม. และอาหารมาได้ เราก็ต้องเอากระเป๋าไปโหลด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยถามเราว่าเราจะบินต่อด้วยสายการบินอะไร เราก็แค่โชว์ตั๋วให้เขาดูแล้วเขาก็จะจัดการกับกระเป๋าเราเอง ทีนี้ก็มาถึงด่านนั่งรถไฟเปลี่ยน Terminal รถไฟในสนามบินจะเป็นเหมือน BTS บ้านเรา มีไว้เพื่อบริการผู้โดยสารที่ต้องการเปลี่ยน Terminal โดยต้องดูสายรถไฟให้ตรงกับ Terminal และประตูที่เราจะต้องไป สุดท้ายเราก็สามารถดั้นด้นมาขึ้นรถไฟได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณยาย ซึ่งเป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุเพื่อช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เราเข้ามานั่งในรถไฟด้วยเสียงหัวใจที่เต้นตุบ ๆ อยู่ในหูเนื่องจากความเหนื่อย วางก้นบนรถไฟปุ้บก็อยากจะร้องโอ้มายก้อดพร้อมกรอกตาเปรี้ยว ๆ แบบสาวเมกันสักรอบให้สมกับความตื่นเต้น นี่มันเกือบครบ 24 ชั่วโมงแห่งการเดินทางแล้วนะ

    รถไฟสำหรับเปลี่ยน Terminal

    สนามบินดัสลัส, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา

    เราบินไป Sioux Falls ด้วยเครื่องบินเล็กของ United Airlines เครื่องมันเล็กกว่าเครื่องบินเล็กของสายการบินโลคอสบ้านเราอีก เล็กจนมวยผมแอร์เฉียดเพดานเครื่อง

    เครื่องบินเล็กจากสนามบิน Dallas, TX ไป Sioux Falls, SD

    เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จาก Dallas ถึง Sioux Falls ระหว่างอยู่บนเครื่องก็แอบงีบไปพักใหญ่ ตื่นมาอีกทีตอนเครื่องกำลังจะลงจอด มองออกไปนอกหน้าต่างเห็น Sioux Falls กว้าง ๆ ทุ่งเขียว ๆ กับบ้านสีน้ำตาลเรียงกันเป็นแถว นี่คงเป็นการสบตากันครั้งแรกระหว่างเราและ Sioux Falls 

    การสบตากันครั้งแรกระหว่างเราและ Sioux Falls

    ก่อนเดินทางเราอีเมล์เวลามาถึงสนามบินให้เจ้านายไปแล้ว แต่ก็ไม่มีอีเมล์ตอบกลับ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่กังวลว่าจะมีใครมารับเราไหม พอเครื่องลงจอดและรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราเลยสอดส่ายสายตาหาป้ายชื่อที่เป็นชื่อเราแต่ก็ไม่มี รอสักพักเลยออกไปดูหน้าสนามบิน เห็นรถมีป้ายชื่อโรงแรมติดอยู่พร้อมคนขับใส่ยูนิฟอร์มโรงแรมยืนดูดบุหรี่อยู่ข้าง ๆ เราเลยเดินออกมาถามว่ามารับเราใช่ไหม คนขับเป็นชายวัยกลางคนชื่อเอียนพยักหน้ารับ พร้อมช่วยเราเอากระเป๋าเก็บหลังรถ เราแนะนำตัวเล็กน้อยก่อนหันมองวิวนอกหน้าต่าง ตอนนี้เวลาประมาณ 3 ทุ่ม แต่เป็น Summer ของที่นี่ พระอาทิตย์เลยตกช้า ตอนนี้เลยมีแสงแดดสีทองก่อนพระอาทิตย์ตกให้เราเห็น วันนี้พระอาทิตย์ตกที่นี่ว่ะ แถมตกตอนเกือบ 4 ทุ่มด้วยมหัศจรรย์เป็นบ้า





    TIPS:
    - ข้อดีของการจองตั๋วเครื่องบินกับเอเจนซี่รับจองตั๋วคือเขาจะจัดการให้เราสะดวกที่สุด ทั้งเรื่องกระเป๋าระยะเวลาการเปลี่ยนเที่ยวบิน และการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เขาชำนาญและรอบคอบกว่าเรา ถ้าเราจองเองบางทีจะงงไทม์โซนเพราะเวลาถึงในตั๋วจะเป็นเวลาถึงตามไทม์โซนของประเทศนั้นๆ
    - การเลือกทำงานในเมืองที่มีหรือใกล้ สนามบิน International ใหญ่ๆ สามารถลดราคาค่าเดินทางลงได้พอสมควรเพราะไม่ต้องต่อเครื่องภายในประเทศ
    - อ่านเงื่อนไขสิ่งของต้องห้ามที่ห้ามเข้าประเทศเขาให้ดี
    เตรียมเอกสารไปเผื่อๆ เช่น สำเนาตั๋ว ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ สำเนา Passport ที่อยู่ที่ทำงาน ที่สำคัญดอกจันสามดอกคือเอกสาร DS-2019 ซึ่งจำเป็นมากๆ ในการเข้าประเทศ
    - ศึกษาสนามบินที่เราจะไปลงให้ดี โดยเฉพาะสนามบินใหญ่ๆ
    - กรณีจะให้นายจ้างมารับที่สนามบิน หรือที่ใดๆ ให้บอกล่วงหน้านานๆ หน่อย เพื่อเขาจะได้เตรียมตัวแล้วค่อยย้ำอีกทีตอนใกล้จะเดินทาง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
peppedstorykap (@peppedstory)
ติดตามครับบบ