เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
seize the MOMENTSarut Ratanavijit
ลุงพิบูรณ์ : Goodbye Lido
  • ผู้คนค่อยๆ ทยอยเดินออกจากโรงหนังลิโด้ 3 หลังจากไฟในโรงถูกเปิดให้สว่างขึ้นอีกครั้งเสมือนเป็นสัญญาณว่าหนังเรื่อง Tonight at Romance Theatre ที่ได้รับชมไปจบลงแล้ว แต่มีบางคนยังคงนั่งตรงที่ของตัวเองและจ้องมองไปที่จอฉายหนังที่ตอนนี้ไม่มีภาพใดๆ ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว สีหน้าเรียบนิ่งเหล่านั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงอารมณ์ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อสถานที่แห่งนี้ ที่ในอีกไม่กี่วันจะเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น ผมเดินกลับไปยังหน้าโรงหนังลิโด้ 3 อีกครั้ง เพื่อเก็บเกี่ยวภาพของโรงหนังนี้เป็นครั้งสุดท้าย บริเวณนั้น กลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนรอหน้าโรงหนังเพื่อรอเข้าไปชมหนังในรอบถัดไป และเมื่อประตูเปิด พร้อมกับเสียงเชื้อเชิญของลุงพิบูรณ์ในชุดสูทสีเหลือง คลื่นฝูงชนก็ค่อยๆ ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในความมืด


    “เหมือนคนสร้างหนังเค้าจะรู้ว่าโรงหนังของเราจะปิด ประจวบเหมาะพอดีเลย” ลุงพิบูรณ์เริ่มต้นบทสนทนา หลังจากที่เห็นผมกำลังถ่ายภาพโปสเตอร์หนังเรื่อง Tonight at Romance Theatre อยู่ ซึ่งในหนังเรื่องนี้พูดถึงความรักของตัวละครที่มีต่อภาพยนตร์ และแน่นอนต้องมีฉากในโรงหนังอยู่ในเรื่องนี้ด้วย “โดยเฉพาะฉากโรงหนังในตอนท้ายเรื่องด้วยแล้วนี่ทำให้คนที่ดูอยู่ถึงกับน้ำตาไหลได้เลยนะครับ” ผมตอบกลับลุงพิบูรณ์ไป แต่ผมไม่ได้บอกแกไปว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เสียน้ำตาไปกับฉากดังกล่าวด้วยเช่นกัน


    จากนั้นบทสนทนาก็ได้ขาดช่วงไป ความเงียบเข้ามาเพิ่มระยะห่างระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสอง แต่แล้วลุงพิบูรณ์ก็เริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง “เป็นไงบ้างถ่ายรูปได้เยอะมั้ยวันนี้” “ก็ได้เยอะอยู่ครับ ดีที่มีคนอื่นถ่ายภาพด้วย ไม่งั้นผมไม่กล้าแน่ กลัวเค้าว่าเอา” ผมตอบพลางเช็ครูปที่ถ่ายมาวันนี้ทั้งหมด “ที่จริงเค้าไม่ให้ถ่ายแหละ แต่เห็นว่าใกล้ปิดแล้วเลยอนุโลมให้ ยิ่งใกล้วันที่ 31 คนคงมาถ่ายรูปที่นี่กันอีกเยอะ ก่อนที่ทุกอย่างของที่นี้จะไม่อยู่แล้ว...เอ่อ ถ้าไม่ว่าอะไร รบกวนถ่ายรูปให้ลุงซักรูปได้หรือเปล่าครับ อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก” ผมลังเลในตอนแรกเพราะกลัวว่าจะถ่ายรูปให้แกได้ไม่ดีพอ แต่ด้วยสายตาและรอยยิ้มใจดีของแกที่ทำให้ผมคลายความกังวลนั้นไป “ได้เลยครับ”

    ลุงพิบูรณ์
    ระหว่างถ่ายรูปลุงพิบูรณ์ แกก็เล่าให้ฟังว่าทำงานที่นี่ตั้งแต่อายุ 19 จนตอนนี้อายุ 63 สิ่งที่ทำให้แกรักและผูกพันกับโรงหนังลิโด้ ก็เพราะเจ้าของโรงหนังดูแลแกกับเพื่อนพนักงานอย่างดีเหมือนคนในครอบครัว และอีกอย่างคือ แกภูมิใจในงานที่ทำ แม้เงินที่ได้จะไม่มาก แต่ก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ด้วยระยะเวลาทำงานที่ยาวนาน ทำให้แกผ่านงานต่างๆมาแล้วครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเก็บขวดน้ำและกล่องป็อบคอร์นที่คนดูทานเสร็จแล้วหลังจากหนังฉายจบ ฉีกตั๋ว เดินตั๋ว ฉายหนัง ลุงพิบูรณ์เล่าต่อว่าแต่ก่อนพนักงานที่นี้เยอะกว่านี้มาก แต่ด้วยต้นทุนกับรายรับที่สวนทางกันทำให้ต้องลดพนักงานลง เพื่อต่อลมหายใจให้กับโรงหนังนี้สามารถยืนหยัดเพื่อเหล่าลูกค้าที่ลุงแกเปรียบเป็นญาติพี่น้องที่ต้องดูแลอย่างดี


    แม้ลุงพิบูรณ์จะทำใจมาซักพักนึงแล้วว่าโรงหนังแห่งนี้อาจปิดตัวลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ได้รู้จากเจ้าของโรงหนังว่าจะไม่ต่อสัญญาเช่ากับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เป็นเจ้าของพื้นที่ แกยอมรับว่ายังทำใจยอมรับไม่ได้ ผมถามลุงแกว่าข้าวของต่างๆ ในโรงหนังจะเอาไปทำอะไรต่อ แกบอกว่าของใช้ต่างๆ อย่างพวกเก้าอี้นั่งในโรงคงเอาไปขายต่อ แต่เครื่องฉายหนัง เจ้าของคงเก็บไว้ เพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเค้า ส่วนจะเอาโรงหนังไปทำอะไรต่อนั้น แกบอกคงเอาไปทำเป็นห้างแบบที่เป็นอยู่ในแถบนี้ละมั้ง "แล้วลุงพิบูรณ์ละ หลังจากโรงหนังปิดแล้วมีแผนที่จะทำอะไร" ผมถามต่อ ลุงพิบูรณ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ยังไม่รู้เลย คือลุงก็อายุมากแล้ว แต่ก็ยังอยากทำงานอยู่ ลุงรักและภูมิใจกับงานที่ทำมาถึง 44 ปี ถ้าโรงหนังยังไม่ปิดลุงคงทำไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมันเป็นแบบนี้ ลุงก็คงต้องหาทางต่อไปเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไปปรึกษากับภรรยาก่อนว่าจะให้ทำงานต่อมั้ย” ลุงพิบูรณ์หัวเราะ


    น่าแปลกที่เหตุการณ์ซึ่งสถานที่แห่งหนึ่งกำลังจะหายไป กลับทำให้ผมและลุงพิบูรณ์ได้มีโอกาสมาพูดคุยและรู้จักกัน ผมอาจจะเคยพบเจอลุงพิบูรณ์เมื่อตอนที่มาดูหนังที่ลิโด้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง อาจจะเป็นตอนฉีกตั๋วก่อนเข้าโรง อาจจะเป็นตอนเดินตั๋วพาไปที่นั่ง หรืออาจเป็นตอนเปิดประตูทางออกเมื่อหนังจบ แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีสิ่งที่มาเชื่อมโยงหรือกระตุ้นผมและลุงพิบูรณ์ให้มาแบ่งปันความทรงจำต่อสถานที่แห่งหนึ่งร่วมกัน


    “อย่าลืมส่งรูปให้ลุงด้วยนะ” ลุงพิบูรณ์พูดขึ้นก่อนพวกเราจะจากกันไป “ส่งให้ทางไหนดีครับ” ผมถาม “ทางไลน์ดีมั้ย” เมื่อผมและลุงพิบูรณ์แอดไลน์ของกันและกันเรียบร้อยก็ถึงคราวต้องอำลากันแล้ว ผมไหว้ลุงพิบูรณ์พร้อมกับบอกว่า “ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ” “ยินดีเช่นกัน โชคดีนะ” ลุงพิบูรณ์ยิ้มก่อนจะเดินกลับเข้าไปทำงานที่แกรักต่อในโรงหนังลิโด้ ซึ่งตอนนี้หนังเรื่อง Tonight at Romance Theatre ของรอบใหม่ใกล้จะดำเนินถึงตอนจบแล้ว


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in