เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
THE WHITE PAPER WARเออเนสซองส์
กระต่ายในรูกล
  • "จะไหวเหรอพี่ ปูนนี้เข้าไปแล้ว เกิดทำๆอยู่แกตายทำไงล่ะ เดี๋ยวผมก็เจอข้อหาฆ่าคนตายหรอก ผมยิ่งแรงเยอะกว่าม้า เอาบ่อยยิ่งกว่ากระต่ายอีก ผมไม่เอาด้วยหรอก กลัวต้องไปทำบุญล้างซวย"

    ผมพูดแบบไม่อ้อมค้อม กับพี่เจ้าของ กระต่ายในรูกล สถานบำบัดความใคร่ของชายรักชาย หลังจากดูรูปในมือถือที่เจ้าของร้านยื่นให้ตรงหน้า

    "เต้ยเอาหน่อยเถอะ ถือว่าสงเคราะห์แกเอาบุญนะ ถ้าเป็นคนอื่น เค้าคงทำไม่ลง และก็คงไม่มีอารมณ์ด้วย

    แต่พี่รู้ว่าเต้ยทำได้ เต้ยเป็นมืออาชีพจะตาย นะนะ ถือว่าช่วยพี่ละกัน"

    เจ้าของร้านหยอดคำหวาน ที่ถือเป็นไพ่ตาย ใช้ได้ผลทุกที


    ผมรับอย่างเสียไม่ได้ ก็เพราะคำว่ามืออาชีพนี่แหละ ที่โดนใจผม ใช่ ทุกวิชาชีพต้องมีความเป็นมืออาชีพ ไม่เว้นแม้แต่อาชีพนี้ อาชีพที่ใครๆต่างพากันรังเกียจและดูแคลน ว่าจะยากอะไร ปล่อยให้ลูกค้าระบายอารมณ์ใส่ เป็นแค่ที่สำเร็จความใคร่ ก็เท่านั้นเอง นอนเฉยๆเสร็จแล้วนับเงินเป็นฟ่อน สบายจะตาย


    ผมขอเถียงคอเป็นเอ็นเป็นดุ้นเลยว่าไม่จริง มันต้องประยุกต์ศิลปะหลายแขนง เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งศิลปะการนวด(นวดครีม นวดน้ำมัน) ศิลปะการพูด(หาข้อดีของลูกค้าให้เจอ แล้วอวยมันเข้าไป เช่น โอ้โห ใหญ่จังพี่) ศิลปะการแสดง(บางทีเจ็บแสนเจ็บ ต้องเอาหมอนปาดน้ำตา เงยหน้ายิ้มให้ลูกค้า แล้วบอกว่าเสียวที่สุด) ศิลปะการกีฬา(เป็นได้ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ) ศิลปะการปล่อยวาง(ไม่ว่าอึดอัดคับข้องใจเรื่องอะไร ต้องวางเอาไว้นอกห้อง ขึ้นเตียงเมื่อไร สิ่งมหัศจรรย์ต้องบังเกิดขึ้น กลายร่างจากกระต่ายน้อยซอยถี่ เป็นกระทิงดุดันในทันที) และไม่ว่าลูกค้าจะเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ดำ เตี้ย หนุ่ม แก่ พูดน้อย พูดมาก ปากเหม็น ตัวเหม็น เราเลือกไม่ได้ หน้าที่เดียวของเราคือ ทำให้ลูกค้ามีความสุขที่สุด ให้ลืมโลกข้างนอก ที่อยู่หลังประตูนั่น ไปได้ชั่วขณะเลยล่ะ

  • และแล้ววันดีเดย์ก็มาถึง คุณลุงดูแก่กว่าในรูปมาก ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ หวั่นสิ่งที่กลัวจะเป็นจริง หลังจากนวดคุณลุงไปได้สักยี่สิบนาที แกซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ ก็ครางอือๆออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวข้างห้องจะได้ยิน หรือเกรงว่าอะไรมันจะเล็ดลอดออกมาเสียก่อน โอยยยย พี่จะเสร็จแล้ว ช่วยที เท่านั้นแหละ ผมจับแกนอนหงาย แล้วจับกระต่ายลงรู แกก็อ้าขาไวเหลือเชื่อ เร็วกว่าทุกกริยาที่มีมาก่อนหน้านี้ พอผมสอดใส่เข้าไป ราวกับเสียบกุญแจสตาร์ทรถบุโรทั่ง ที่จอดทิ้งไว้ในสุสานรถมาแรมปี กลายเป็นเฟอรารี่ห้อตะบึงบรื้นบรื้น ไม่ว่าผมจะไปยังไง บิดซ้าย บิดขวา ปาดหน้า ปาดหลัง จ่อๆ จดๆ แกก็ตอบรับไม่มีแรงตก ไม่มีสะดุด สักวินาทีเดียว สี่สิบนาทีผ่านไป สงครามรักจึงสงบ เล่นเอาผมเหงื่อตกไปหลายปี๊บ นึกว่าแกจะเข็ด พักแค่สิบนาที แล้วแกก็ขอต่ออีกยก ผมงี้แทบผงะ เออ ผมว่าคนที่จะหัวใจวายตาย เกรงว่าจะไม่ใช่แกซะแล้วสิ่


    เหมือนได้ของขวัญจากพระเจ้า ลุงอ่ำได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง นั่งไทม์แมชชีนย้อนหลังไปสักยี่สิบสามสิบปี กลับถึงบ้านก็พูดจาหยอกล้อกับเมีย เรียกลูกชายคนโตเข้าไปหอมเข้าไปกอด เล่นเอาลูกทำตัวไม่ถูก ยืนตัวเกร็งดั่งศิลา แถมหยิกแก้มหลานสาวตัวน้อยเบาๆ ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่ทำเรื่องพวกนี้ไปคือเมื่อไร ครอบครัวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากซังกะตายเป็นฟักข้าวโพดเหี่ยวมานานโคตร


    คืนถัดมา ขณะที่ผมเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเปื้อนเปรอะรอยราคะจากลูกค้ารอบที่แล้ว ลุงอ่ำแกก็โผล่มาอยู่ข้างหลัง อย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำเอาผมตกใจ แกมาขอบคุณที่ทำให้แกได้ปลดปล่อย ความเป็นตัวเอง หลังจากกดเก็บมากว่าหกสิบปี ตอนนี้ลุงสบายใจแล้ว ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำแล้ว ลุงเลยมาลา แต่ก่อนไปไม่วายขอผมอีกรอบเป็นการทิ้งท้าย ผมก็ทำให้แก คิดเสียว่าเอาบุญ แกก็ดูใจดี เหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่รอบเดียวของแกก็เป็นชั่วโมง เล่นเอาผมเพลียเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

  • รุ่งขึ้นผมลงมาเจอพี่เต้เจ้าของร้าน บอกขอโทษพี่เมื่อคืน เพลียมากเลยเผลอหลับไป ไม่วายบ่นกระปอดกระแปดนิดนึงว่า ลุงอ่ำนี่แกแรงดีจริงๆนะ อย่างกับคนหนุ่ม ไม่ตายง่ายๆหรอก แต่สิ่งที่ผมได้ยินจากปากพี่เต้คือ เมื่อเช้าคนเค้าลือกันให้ทั่วตลาด ว่าลุงอ่ำสิ้นลมไปตั้งแต่คืนก่อน สภาพเหมือนแกนอนหลับไปเฉยๆ เมียแกที่นอนด้วยกันอยู่ข้างๆยังไม่รู้เรื่องเลย กว่าจะรู้ว่าแกจากไปก็สิบโมงแล้ว เห็นแกไม่ลงมากินข้าวสักที แต่เมียแกก็ไม่เศร้าเท่าไรนะ เพราะเห็นว่าแกน่าจะไปดี ไปอย่างมีความสุข ไม่ทุรนทุราย ไม่โวยวาย คล้ายๆจู่ๆเครื่องยนต์ก็ดับลงเฉยๆ เหมือนภารกิจในชีวิตนี้จบสิ้นสมบูรณ์แล้ว มาถึงเส้นชัยแล้ว ไม่มีอะไรค้างคา พร้อมมีรอยยิ้มน้อยๆระบายอยู่บนใบหน้าเหี่ยวย่น ทว่าอมชมพูระเรื่อ ราวลูกมะเขือเทศสุกปลั่งหลังจากได้น้ำหยดแรกของฤดูฝน


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in