One more chapter : ขออีกบทนึงingkychaw
อ่านเป็นชุด: Fake Boyfriend - หลงรักแฟนกำมะลอ
  • สำหรับเรานะ ถ้าให้เลือกนิยายโรแมนซ์มาอ่าน ตัวเลือกสุดท้ายมักเป็นแนวปลอมเป็นแฟนแล้วลงเอยรักกัน ไม่ก็แนวกีฬา

    ซึ่งในบล็อกนี้นั้น จะแนะนำนิยายชุด Fake Boyfriend โดยผู้แต่ง Eden Finley โดยนิยายทั้งชุดเป็นแนวปลอมเป็นแฟนและตัวเอกเป็นนักกีฬาหมดเลย55555 ส่วนชื่อไทยเราแปลเอง อย่าแปลกใจที่ว่าเชยจัง555


    (ปกเห็นแล้วรู้สึกแข็งแรงมาก แข็งแรงทิพย์)

    ชุดนี้มีทั้งหมด 5 เล่มหลักและตอนย่อยอีก 2 เล่ม แต่ละเล่มก็แยกเป็นคู่ๆ ทุกตัวละครแต่ละเล่มมีไปจอยกันในเล่มของคนอื่นด้วย ปานว่าเป็นแก๊งค์เนออน สี่หัวใจแห่งขุนเขา โดยแต่ละเล่มก็มีเรื่องย่อตามนี้เลย

    1. Fake Out - คู่ Maddox-Damon

    Maddox เป็น straight แต่โกหกแฟนสาวว่าเขาเป็นเกย์เพราะไม่ชอบการผูกมัดความสัมพันธ์ เลยใช้เหตุผลนี้บอกเลิกสาว ด้วยความที่แฟนสาวเป็นคนสนิทของครอบครัว นางก็บอกทุกคนในบ้านว่า Maddox เป็นเกย์ สุดท้ายจนรู้กันทั้งหมู่บ้าน Maddox เลยตัดสินใจไปเรียนมหาลัยที่รัฐอื่นไม่ค่อยกลับบ้านเกิดมาแต่นั้น 

    ผ่านไป 5 ปี สาวเจ้าเชิญไปงานแต่งงานของเธอ พร้อมบังคับให้เขาพาแฟนหนุ่มไปด้วย Maddox เลยยืมพี่ชายของเพื่อนสนิท ชื่อ Damon อดีตนักเบสบอลเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้จัดการนักกีฬา ที่สำคัญคือเป็นเกย์ ให้ไปงานแต่งแฟนเก่าด้วยกันในฐานะแฟนหนุ่มของเขา 

    Maddox ที่กำลังคิดว่าแผนเข้าที่เข้าทาง พอใจกันทุกฝ่าย แล้วเขาก็กลับมาใช้ชีวิตแบบไม่ผูกมัดเหมือนเดิม กลับมาใจตุ้มๆต่อมๆกับ Damon สงสัยว่าตัวเองเป็น straight แน่จริงเหรอ

    เรื่องนี้เป็น New Adult Romance ตัวละครเพิ่งจบมหาลัยใหม่ๆ เราว่าใครที่เริ่มอ่านโรแมนซ์ของฝรั่ง น่าจะอ่านง่ายเลยแหละ ที่สำคัญเล่มนี้ไม่มีสลับจ้า555 Maddox เป็นตัวละครที่ตลกมาก มีความเซ่อซ่าเด๋อด๋า คิดอะไรก็พูดเลย มี Damon ที่เป็นคนเรียบร้อย ชีวิตต้องเป็นระเบียบ มาช่วยดูแล ทำให้เคมีคู่นี้ลงล็อกมาเติมเต็มช่องว่างกันและกัน Damon เองอยากจะทำอะไรอย่างคู่รักทำกัน แต่เขาก็เคารพความกลัวที่จะผูกมัดของ Maddox ความเข้าอกเข้าใจกันของคู่นี้ทำให้เราชอบมากเป็นพิเศษ

    2. Trick Play - คู่ Matt-Noah

    Matt เป็นนักอเมริกันฟุตบอล (รักบี้น่ะแหละ) กำลังรุ่ง ดันเจอปาปารัสซี่ถ่ายรูปเขามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายในเกย์บาร์ วงการฟุตบอลที่มีแนวโน้มจะแอนตี้เกย์มาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การต่อสัญญากับทีมฟุตบอลของ Matt ร่อแร่ ชื่อเสียงก็เริ่มป่นปี้ จนได้ Damon จากเล่ม 1 ได้มาเป็นผู้จัดการให้ โดยวางแผนให้ Noah เพื่อนสนิท Damon เองมาปลอมเป็นแฟน Matt หวังให้เรื่องมั่วหนุ่มในบาร์เงียบลงหากสื่อเห็นว่า Matt มีความสัมพันธ์ที่มั่นคงแล้ว 

    Noah เป็นลูกคุณหนูเอาแต่ใจจากบ้านนักการเมือง เป็นลูกเสี้ยวอาฟริกันอเมริกันพร้อมกับตาสีฟ้าอมเขียว สุดจะฮอต เจอกับ Matt ครั้งแรกกัดกันทุกครั้งที่มองหน้า แต่ Matt เองไม่มีอะไรจะเสียเลยต้องตกลงกับแผนนี้ ส่วน Noah อยากจะปั่นหัวพ่อตัวเองว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมามีสัมพันธ์กับนักกีฬาหนุ่มมั่วรัก

    สุดท้ายมาใจอ่อนให้กันหลังเปิดใจคุยว่าทั้งคู่เจ็บช้ำจากครอบครัวตัวเอง หวังจะเจอที่พักพิงใจใหม่จากใครสักคน

    คู่นี้ก็ยังเป็น New Adult เพราะ Matt อายุเท่า Maddox จากเล่ม 1 เคยเป็นรูมเมทกันสมัยเรียนมหาลัย ส่วน Noah อายุเท่า Damon และเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ดีกรีความฮอตของคู่นี้ไฟลุกโชติช่วงกว่าเล่มแรก เราอินกับเล่มนี้ตรงเรื่องทั้งคู่เข้ากันได้เพราะต่างมีพื้นเพครอบครัวที่ปวดประสาทเหมือนกัน จากที่กัดกันแทบตายดันมาเข้าใจกันได้เพราะประเด็นนี้5555

    3. Deke - คู่ Ollie-Lennon

    หลังจาก Ollie เพิ่งเลิกกับแฟนหนุ่มด้วยสาเหตุที่เขาไม่ come out ออกสื่อเสียทีว่าเขาเป็นเกย์ ไม่ใช่เขาไม่อยาก แต่อาชีพไอซ์ฮอกกี้เขากำลังไปได้ดี และวงการนี้ไม่ได้ต้อนรับนักกีฬาที่เกย์ดีเท่าไหร่ เขาไม่รู้ว่าผลลัพธ์หลังจากเขา come out จะส่งผลอะไรบ้าง จึงทำให้ไม่กล้าเผยกับใครนอกจากครอบครัว แต่ที่บ้านก็กดดันเขาตลอดเวลาให้เผยเสียที จนต้องหลบมาสงบใจที่ห้องน้ำระหว่างรวมญาติ เจอหนุ่มผมบลอนด์ ใส่แว่นเนิร์ดเข้ามาพร้อมกัน Ollie เลยเสนอว่าช่วยปลอมเป็นแฟนเขาทีได้มั้ย พ่อแม่เขาจะได้เงียบกับเรื่องชีวิตเขาสักที หนุ่มเนิร์ดก็ตอบรับโดยยังไม่ทันแนะนำตัว สุดท้ายแล้ว หนุ่มเนิร์ดคือ เลนนอน นักข่าวสายกีฬาที่กำลังหาข้อมูลไปเขียนบทความพอดี

    เล่มนี้ตัวละคร Lennon เป็นเพื่อนกับ Damon เล่ม 1 และ Noah เล่ม 2 หลังจากไปบังเอิญจีบ Noah โดยบังเอิญ5555 ส่วน Ollie เป็นเพื่อนกับพี่เขยของ Maddox (ดองกันทั้งเรื่องแล้วเนี่ย) เราชอบเล่มนี้ตรงมีการคิดถึงผลลัพธ์ของการ come out มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนเพศทางเลือกอื่นๆ เลยที่จะพูดออกมา สังคมถึงจะมียอมรับแล้วแต่ก็ไม่ใช่ยอมรับเต็มร้อยอยู่ดี

    4. Blindsided - คู่ Talon-Miller

    เล่มนี้ไม่ใช่ตีมปลอมเป็นแฟนแล้ว แต่เป็น Friends to Lovers แทน

    Talon กับ Miller เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่มหาลัย สัญญากันว่าจะพากันไปชนะ Super Bowl จนได้มาเป็นนักอเมริกันฟุตบอลทีมเดียวกับ Matt จากเล่ม 2 ทั้งสองคิดว่าตัวเองเป็น straight มาตลอดจนได้เจอ Matt ที่พา Noah มาเยี่ยมสนามบ่อยๆ ทำให้ทั้งคู่ต่างนึกได้ว่าเราเองก็อยากมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับเพื่อนเราเองนี่หว่า แต่ไม่กล้าบอก ลังเลปนกลัวว่าเขาจะคิดเหมือนกันกับเรามั้ย จนกระทั่ง Miller ได้รับบาดเจ็บที่ขา ต้องพักการเล่นไปทั้งฤดูกาล ทำเอา Talon เสียศูนย์ และความห่างไกลกันทำให้รู้ว่าต่างคนต่างขาดกันไม่ได้

    ตอนแรกคิดจะไม่ชอบเล่มนี้ละ เพราะคู่นี้เคยไปโผล่เล่มก่อนหน้า แล้วเล่นหัวกันเกินจะอินว่ารักกันได้5555 แต่คนแต่งเหมือนมีเวทมนตร์สำหรับแต่งนิยายรึเปล่า ทำให้รู้สึกว่าเขารักกันมาตั้งนาน แต่เพิ่งจะใจกล้าบอกกันเฉย ๆ เอง แม้จะระยะทางห่างไกลแค่ไหนก็พรากกันไม่ได้ 

    เล่มนี้คนที่อ่านนิยายฝั่งไทยหรือเอเชีย เพิ่งเริ่มอ่านฝั่งฝรั่งอาจจะไม่ถูกจริต เพราะเป็นนักกีฬารักบี้ทั้งคู่ คนนึงสูง 195 หนักแตะร้อย อีกคนก็พอๆกัน หักลบไม่กี่หน่วย และมีสลับ คำพูดคำจาระหว่างเลิฟซีนก็จะดุๆหน่อย5555

    5. Hat Trick - คู่ Jet-Soren

    เล่มนี้ก็ไม่ใช่ตีมปลอมเป็นแฟน แต่เป็น Second Change Romance กับมี age gap 

    Jet เป็นน้องชายของ Matt จากเล่ม 2 และเคยเป็นรูมเมทกับ Lennon จากเล่ม 3 ทำให้รู้จัก Ollie แฟนของ Lennon และเคยพากันไปดูไอซ์ฮอกกี้ จนได้เจอ Soren เพื่อนนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ของ Ollie (ไม่งงกันใช่มั้ยนะ5555)

    Jet กับ Soren เคยหนุงหนิงกันและกันแต่ไม่ได้สานต่อเพราะ Soren มีแฟนอยู่แล้ว ทำเอา Jet อกหัก แต่งเพลงถึง Soren หลายเพลง จากเป็นนักร้องโนเนม ร้องเพลงร้านเหล้า ได้ไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลง หลายปีผ่านไป พาเอาเพลงที่แต่งตอนอกหักฮอตฮิตติดชาร์ท Jet เลยกลายเป็นนักร้องชื่อดัง มีทัวร์คอนเสิร์ต แฟนมีทไปแล้ว

    Soren ผู้หักอก ก็เฝ้าตามเขาผ่านโซเชียลมีเดียมาตลอดหลายปี ตอนนี้เขาเลิกกับแฟนแล้ว ใจว่างพร้อมจะรับ Jet มาอยู่ในอ้อมอก แต่คิดว่าก็สายไปแล้ว ทั้งสองมีจุดหมายไปคนละทาง แถมอายุที่ห่างกัน 10 ปี รวมถึงพี่ชายที่หวงน้องสุดๆ อย่าง Matt ต้องขัดขวางแน่ๆ Soren เลยคิดจะปล่อยวาง จนกระทั่งได้เจอ Jet อีกครั้งระหว่างที่มาพักร้อนที่ Fiji กับแก๊งค์เพื่อนๆพี่ๆ ของ Jet ทั้งคู่ที่ถ่านไฟเก่ายังร้อน เลยใช้โอกาสนี้จะลองพิสูจน์รักกันอีกครั้ง เอาเท่าที่โชคชะตาจะพากันไปได้

    เราว่าเล่มนี้ดราม่าที่สุดของซีรี่ส์ รู้สึกสงสารทั้งคู่เลยเพราะ Jet ก็ต้องทัวร์คอนเสิร์ต Soren ต้องตระเวนเล่นไอซ์ฮอกกี้ เส้นทางแทบจะไม่มาบรรจบกันเลย ดังนั้นเวลาเป็นเรื่องสำคัญของทั้งสองมากๆ ทุกครั้งที่จากลากันเรานึกถึงเพลง Like I'm Gonna Lose You ตลอดเวลา เดีี๋ยวนี้พอฟังแล้วก็เศร้าเพราะนึกถึงนิยายคู่นี้55555

    พอเข้าใจเรื่องกันแล้วเนอะ เราอ่านหมดนี่ในเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ สนุกจนวางไม่ลงก็ว่าได้ ประเด็นที่ชอบก็มีเรื่อง Smut (เซ็กส์ซีนแบบตัวหนังสือ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเราเวลาอ่านนิยายโรแมนซ์ 5555 เราว่าเขาลำดับเรื่องดี ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับอ่านคนรักกัน บางเรื่องเราข้ามฉากเซ็กส์ก็มีเพราะรู้สึกมาไม่ถูกจังหวะของเล่มแหละ แต่ซีรี่ส์นี้ไม่มีแบบนั้นเลย อีกอย่างนึงที่ชอบคือเขาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมก่อนจะสัมพันธ์ลึกซึ้งในแต่ละตอน ไม่ใช่พรวดพราดทำ อีกทั้งประเด็นถุงยางกับตรวจเลือด เราว่านิยายฝรั่งเขาใส่ใจเรื่องนี้ดี

    แล้วที่เล่าไป ตัวละครมีเป็น 10+ ตัว ตอนนี้อาจจะจำไม่ได้ใครเป็นใคร แต่ถ้าได้อ่านแล้วจะรู้สึกว่าคนแต่งสามารถสร้างให้ทุกคนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองได้ดีมากกกกก อ่านแล้วไม่รู้สึกว่า อ้าว เหมือนเล่มก่อนหน้าเลยนี่ไรงี้

    แล้วก็ที่สำคัญ ที่ไม่ค่อยเห็นในนิยายเรื่องอื่นเท่าไหร่คือ การลังเลที่จะ come out กับผลลัพธ์ของการ come out ว่าเป็นเกย์หรือไบ หรือเพศทางเลือกอื่น หลายเรื่องมักจบที่ come out รักกัน จบ แต่เรื่องนี้ทำให้เราได้เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกออกมา เขาอาจเสียงาน หรือเพื่อนไปเลยก็ได้ เพราะสังคมยังไม่ได้ยอมรับเพศทางเลือกอย่างเต็มที่ ยิ่งในเรื่องนี้เป็นวงการกีฬากับดนตรี ซึ่งอาจมีกระทบชื่อเสียงอีก ใครที่ผ่านมาแล้วมีสิ่งนี้ค้างคาใจ เราเป็นกำลังใจให้นะ เข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เมื่อวันไหนที่มั่นใจแล้ว เราขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีนะคะ :)

    สุดท้ายคือคนแต่งน่าจะชอบรอยสัก5555 เขาทำให้คนมีรอยสักคือเรื่องปกติ ไม่ใช่คนดิบเถื่อนอะไร แค่คนชอบศิลปะบนร่างกาย 

    เรากำลังหลงรักนิยายชุดนี้อย่างสุดหัวใจ ติด 1 ในหนังสือที่ชอบของปี 2019 เรียบร้อย ใครที่สนใจนิยายฟีลกู้ด จบแฮปปี้ ก็ลองซีรี่ส์ Fake Boyfriend ดูได้นะ

    แล้วเจอกันบล็อกหน้าจ้า


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in