ยิงสิ ศึกปืนนองเลือด(1)KCD.JOR
ยืนหรือนั่ง??
  • ดุสิตาที่ยังคงอยู่บนเวทีมองลงมาเบื้องล่างที่มีผู้สมัครยื่นอยู่อย่างหนาแน่นตามที่บททดสอบแรกที่กษัตริย์ลานุมอบให้ถ้าเบื้องล่างเองนั้น หลายคนก็คุยกันเกี่ยวกับบททดสอบที่งงๆนี่แต่ก็มีอีกคนที่มองกลับมามองเบื้องบน และก็มีอีก4คนที่กำลังมองคนที่มองเบื้องบนอยู่ตรงนั้น

    “โชคดีนะ”ดุสิตาเอยขึ้นก่อนที่จะลงไปจากเวที เป็นการพูดขึ้นมาลอยๆ แต่สำหรับสอนั้นมันสื่อความหมายมาถึงตนเพียงผู้เดียว คิดไปเองแล้วมีความสุขก็คิดไป

    “สอ มึงโอเคใช่มั้ย?”หินถามด้วยความเป็นห่วง

    “อืม กุโอเค”

    “ว่าแต่ทำไมว่ะ ด่านแรก ท่านลานุบอกมาให้ยืนอยู่ตรงนี้เล่นเกมส์หรอว่ะ?” สอสงสัย

    “แน่นอนแหละ มึงก็รู้ใช่มั้ยไอ้สอท่านนุรู้สึกไงกับมึง” สองอธิบาย

    “ก็มึงดันเป็นคนรักของท่านตาท่านนุเลยจะเอามึงออกตั้งแต่ด่านแรกนะสิ” สามพูดเสริม

    “นั่นแหละตามนั้น” หนึ่งพูดเสริม

    “ไอ้หิน เราเอาไงดีว่ะ” สอถามหินที่ยืนอยู่ข้างหลังซึ่งสักพักก็มีคนแต่งกายรัดกุ่มในรูปแบบทั้งหมดตีวงล้อมผู้สมัครทุกคนนั่นหมายความว่า ด่านแรกเริ่มต้น ณ บัดนี้

     

    “ตา มีไรมั้ย?” ลานุถามตรงๆลานุเดาเหตุผลของการที่ดุสิตายืนแช่อยู่ที่เวทีได้อย่างแน่นอน

    “ตาเห็นสอ สอมา” ตาก็บอกตรงๆเหมือนกันด้วยระยะเวลา2ปีที่อยู่ด้วยกัน ความสนิทที่มากขึ้นความเชื่อใจที่มากขึ้นมากเช่นกัน เรื่องราวระหว่างดุสิตาและสอลานุก็รู้เรื่องทุกอย่างจนคิดว่าตัวเองก็เข้าใจดุสิตามากพอแล้ว

    “ตาขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ” ดุสิตาขอโทษพร้อมกับจับมือลานุ

    “เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ นุเข้าใจดีตาไม่ต้องขอโทษหรอก” นุอธิบายถึงเหตุผล

    “ท่านลานุ แล้วด่านที่2และ3ท่านมีความประสงค์แล้วใช่หรือไม่?” ภาคีถาม

    “ตาตั้งด่านแรกไปแล้ว ด่านที่สองและด่านสุดท้ายยังไม่ได้ตั้งเราลองปรึกษากับท่าน เราอยากให้ไตรมรณะรอบนี้ มันเหมาะสมกับทั้งตัวเรา ทั้งตาและทั้งวัง” ลานุตอบ

    “ผมขออภัยที่ทำให้ท่านลำบากใจในการปฏิบัติราชการตัวผมนั้น คงอยู่กับท่านไม่นานนัก เพราะว่าเหตุผลที่ผมยังอยู่ช่วยท่านอยู่นั้นเป็นเพื่ออยู่เป็นตัวช่วยของท่านในการตัดสินใจที่ถูกที่ควรเท่านั้นขอให้ท่านเข้าใจ”

    “หมายความว่าอะไร”

    “หมายความว่า ท่านลานุสามารถตั้งได้เลยส่วนผมนั้นเป็นแค่คนที่ช่วยให้การตัดสินใจของท่านนั้น เหมาะสมกับทั้งตัวท่านตัวของท่านตา และทางวัง”

    “นั้นหรอ อย่างนั้นออกไปก่อนเราคิดได้เมื่อไหร่ เราจะบอกท่าน” ลานุบอกให้ภาคีออกไปจากห้อง

  • เวลาผ่านไปพระอาทิตย์เคลื่อนไปเรื่อยๆจากลับขอบฟ้าจนตอนนี้มาอยู่กลางศีรษะบ่งบอกได้ถึงเวลาเที่ยงวัน แน่นอนมีคนที่ทนไม่ไหวและออกจากบริเวณด้านหน้าของกรมทหารไปเรื่อยๆคนแล้วคนเล่า แต่ไม่ใช่สำหรับ หิน สอ และ กลุ่มของหนึ่งสองและสาม สองย้ายร่างที่ผอมๆหนังติดกระดุกไปถามผู้คุมสอบ

    “น้าๆ ออกไปกินข้าวได้มั้ย?”

    “เดี๋ยวมีอะไรแล้วจะบอก จงกลับไปทำภารกิจของตนผู้สมัคร” ผู้คุมสอบ ปฏิเสธคำขอ

    “ขอย้ำเตือนอีกครั้งคนนอกห้ามเข้ามาในบริเวณนี้ ขอย้ำอีกครั้ง ขอย้ำอีกครั้ง” ผู้คุมสอบประกาศ

    กล้วยไม้ที่ยืนดูสอตั้งแต่เช้าและไม่ได้กลับบ้านตามที่คุยไว้กับสอจนร่างกายก็เริ่มจะไม่ไหวเหมือนกัน

    “ทำไมไม่กลับบ้านไม้บอกพี่แล้วไม่ใช่หรอ”สอเดินมาหากล้วยไม้ที่เริ่มจะไม่ไหวเต็มทนเพราะแดดที่แรงและอากาศที่ร้อยจัด

    “ไม้ขอโทษ ไม้ไปไม่ได้จริงๆ”กล้วยไม้จับมือสอ และแน่นอน ทุกการกระทำมีผู้คุมสอบจับตาอยู่ทุกการกระทำ

    “คนนอกเข้าไม่ได้นะ ผู้สมัคร”ผู้คุมสอบเตือน

    “เห็นมั้ยฮ่ะ ไม่ได้เข้ามา มีตาก็ดูมีสมองก็คิดหน่อย ไอ้...” กล้วยไม้บีบมือสอเพื่อให้ใจเย็นลง จนสอหยุดพูด

    “ระวังคำพูดด้วย ผู้สมัคร”

    “ขอโทษฮ่ะ” สอขอโทษผู้คุมสอบ

    “ผู้คุม ช่วยทวนกฎอีกรอบได้มั้ยเราอาจจะลืม ไม่อยากจะพลาด” ผู้คุมสอบเดินออกไปหาผู้คุมสอบอีกคนและก็เดินกลับมาด้วยความรวดเร็ว

    “รอสักครู่ผู้สมัคร” ผู้คุมสอบกล่าว

    “ขอย้ำเรื่องกฎในการสอบด่านนี้ ขอพระราชนุญาติใช้คำพูดของกษัตริย์ลานุด่านแรกคือ ยืนอยู่ตรงนี้ อย่างไงก็ได้ให้เท้าแตะพื้นตลอดเวลา ใครทำไม่ได้คือไม่ผ่านด่านแรก นี่คือกฎของด่านแรก ขอย้ำอีกครั้ง”

    “อย่างไงก็ได้ในยืนโดยเท้าติดพื้น?”หินถาม

    “ออนั้นดิ อย่างไงก็ได้ ยืนเท้าติดพื้น” สอพูดซ้ำ

    “มึง ยืน และเท้าติดพื้น” สอพูดซ้ำอีก

    “เออ ก็ใช่สิ”

    “มึงคิดจะทำอะไร” หินถาม

    “มึงรอดูกุ ขอเวลาแปป”ในระหว่างที่สอกำลังคิดวิธีเอาตัวรอดจากอาการที่เหมื่อยเหลือทนกับการยืนตลอดเวลากลางแดด ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนเที่ยง มีคนเดินออกไปเรื่อยๆ คนแล้ว คนเล่า

  • “ไอ้สอ กุไม่ไหวแล้วนะ ออกมั้ย?”หินเริ่มแสดงความไม่ไหวออกมา

    “มึงไม่ไหวแล้วใช่มั้ย?” สอถาม

    “ออดิว่ะ กุไปนะ”

    “มึงเอาหูมานี่”สอเดินเข้าไปใกล้ๆหูของหิน

    “มึงนั่งท่าขี้”ความคิดของสอทำให้กล้วยไม้ที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับตกใจแบบมองบน

    “อะไรของมึงไอ้สอ กุไม่เอาอ่า กุจะกลับ”

    “มันคือท่ายืน ที่เท้าติดพื้นแต่มึงใช้เท้ายืน ไม่ได้ใช้ขา” สอเริ่มอธิบายถึงเหตุผล

    “มึงจำตอนที่มึงเป็นเด็กได้มั้ยมึงเล่าให้กุฟังว่า มึงเล่นว่ามึงคือกุ และกุคือมึง ไล่จับกันแต่เราก็ไม่ได้วิ่งจริงๆถูกมั้ย มึงใช้นิ้วมึง 2 นิ้วเป็นขา มึงเคยใช้นิ้วเดิน”

    “ครั้งนี้ เรายืนแบบปกติ เราก็ใช้ขายืนถ้ามึงนั่งขี้ แล้วมึงเอาก้นมึงมานั่งทับตีนกุ แค่นี้มึงก็รอดแล้ว”

    “แต่มีปัญหาอยู่เรื่องคนสุดท้ายต้องยืน”

    “แล้วใครจะยืน?”ทั้งคู่หันไปทางกลุ่มหนึ่งสองสาม ทั้งสองตัดสินใจบอกแผนการของสอ

    “แล้วใครจะยืน?”คำถามเดิมถูกถามอีกครั้ง

    “ตามนั้น พวกกุมาช่วยพวกมึงเดียวหนึ่งในพวกกุยืนเอง” สามยอมรับข้อเสนอทั้งหมดอยู่ในท่านั่งถ่ายโดยที่มีหนึ่งเป็นเสาให้

    “พวกมึงทุกคนเป็นไง?” สอถาม

    “ห่วงตัวเองเถอะ ไม่ต้องมาห่วงพวกกุ”สองตอบกลับ

    “ออ สบายดีจริงว่ะ ขอบใจไอ้สอ”หินขอบคุณ ขณะนั้นผู้คุมสอบก็เดินมา

    “พวกคุณทุกคนทำผิดกฎ ออกจากบริเวณนี้เดียวนี้เชิญ” หินเมื่อได้รับคำเด็ดขาดของผู้คุมสอบ โรคสั่นก็กลับมาอีกครั้ง

    “เฮ้ยหิน มึงหยุดสั่นก่อนมึงรู้เหตุผลไปแล้วนิ มึงจะกลัวอะไร”

    “ขออธิบายได้มั้ย ว่าทำไมมันไม่ผิดกฎ”สอบอก

    “ว่ามา”

    “ท่านี้ คือ ท่ายืนโดยที่เท้ายังติดพื้นตามกฎ ใช่หรือไม่?” สออธิบายผู้คุมสอบมองตามจากเท้าขึ้นมาที่ขา ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงหัว

    “นี้มันท่านั่ง ไม่ใช่หรือ มันไม่ใช่ท่ายืนใช่ท่ายืน”ผู้คุมสอบตอบกลับ

    “ท่านเนี่ยไม่เคยเป็นเด็กมาก่อนหรือไงมานี่ มาเล่นกันสักพัก” สอชวนเล่นเกมส์สักพัก

    “เล่นอะไร ไม่เล่น”

    “มันคือการอธิบายเหมือนกันเมื่อตอนท่านเป็นเด็ก ท่านเคยเล่นกับผู้หญิงบ้างมั้ย?” สอเปิดด้วยคำถาม

    “แน่นอน ทำไม”

    “ก็นั้นแหละข้าแน่ใจเหลือเกินว่าท่านเคยเล่นบทบาทสมมุติแบบนี้” สอคว่ำมือลงโดยเอาชี้กับนิ้วกลางคว่ำลง

    “เคยเล่นแบบนี้มั้ยท่าน?” สอถามซ้ำ

    “ใช่ ทำไม” เป็นไปตามแผน

    “แล้วนี่คือท่าท่างการยืนมั้ย?”

    “ใช่”

    “นี่ไงท่าน ท่านยืนโดยใช้นิ้วพวกเราก็ยืนโดยใช้เท้า ถ้ายืนแบบปกติ มันยืนโดยใช้ขา มันเมื่อย”

    “สรุปตามกฎนะท่าน พวกเรายืนและเท้าพวกเรา ก็อยู่ที่พื้น” สอสิ้นสุดการอธิบายซึ่งผู้คุมผู้คุมอีกคนเดินเข้ามาถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้คุมอธิบายถึงเหตุผลจนเกิดการพูดคุยกัน การพูดคุยนั้นใหญ่ขึ้นผู้คุมก็อธิบายถึงเหตุผลอีกครั้ง แบ่งเป็น2ฝ่ายที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย จนเกิดเหตุความวุนวายขึ้นจนกระทั่งภาคี ลานุ และดุสิตาออกมาจากที่ประทับ

    “เกิดอะไรขึ้น” ภาคีถามถึงต้นตอของปัญหา

    “ผู้สมัครกลุ่มนี้มีท่ายืนที่แปลกๆขอให้ท่านตัดสินใจด้วย”

    ตัวแทนผู้คุมทั้ง2ฝ่ายไปปรึกษากับทั้ง3คนภาคี ลานุและดุสิตา โดยผู้คุมสอบที่เหลือกลับไปทำหน้าที่ที่ควรควรส่วนผู้สมัครบางส่วนก็ทำตามโดยก็ยังไม่รู้ถึงผลลัพธ์ของการกระทำนั้นบางส่วนก็ทนเมื่อยในการยืนต่อไป จนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ภาคี ลานุและดุสิตากลับขึ้นมาบนเวที

    “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเราได้การปรึกษา หารือในเหตุผล และกฎของการสอบ” ภาคีอธิบาย

    “ท่านลานุ มีราชโอการว่าให้ทุกคนที่ยังอยู่ในที่นี้ มาทำสัญลักษณ์ที่หน้าเวทีแห่งนี้และให้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันถัดไป พักผ่อนให้เต็มที่ โชคดี”ทุกคนต่างงงในคำประกาศนั้น

    “กุผ่านปะว่ะ” หินถาม

    “กุก็ไม่รู้” สอตอบกลับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in