เรื่องเล่าจากออดิทWIPASANE
ฉันจะลาออก
  • 'การลาออก' เป็นความกล้าอย่างหนึ่ง
    แม้จะน่ากลัว แต่เชื่อเถอะมีหลายสิ่งที่น่ากลัวกว่าการลาออก

    เป็นที่รู้กันดีว่า อาชีพออดิทนั้น แทบจะไม่มีวันหยุดที่เรียกว่า วันหยุด ได้จริงๆสักเท่าไหร่
    แม้จะเตรียมใจมาแล้วก่อนก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้ แต่บางครั้ง ร่างกายและส่วนลึกในจิตใจกลับต่อต้าน

    สำหรับตัวฉัน อาการต่อต้านนั้น แสดงออกมาในหลายรูปแบบด้วยกัน 

    ช่วงสองเดือนแรก 
    ฉันเชื่อว่า เรายังใหม่ เรายังไม่เก่งพอ เดี๋ยวอะไรอะไรจะดีขึ้น
    ฉันเริ่มมีอาการปวดหัว ประจำเดือนขาด หน้าขึ้นผื่น ซึ่งเมื่อได้พักก็หายไป

    เดือนที่ 3 
    เป็นช่วงที่ฉันเข้า ไตรมาสสาม เป็นช่วงที่หนักที่สุดในชีวิตการทำงานตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา
    ตัวฉันในตอนนั้นก็มีอาการนอนหลับยาก นอนหลับไม่สนิท ฝันเห็นงาน ไม่เว้นแม้วันหยุด
    จนกระทั่ง สัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส ฉันตื่นมาในทุกๆวัน พร้อมกับความรู้สึกว่า "ฉันไม่มีความสุข"
    แต่ก็ทำได้เพียง อาบน้ำ แล้วไปทำงานต่ออย่างไร้ที่สิ้นสุด

    อาการเหล่านี้ส่งผลให้สภาพร่างกายและจิตใจของฉันย่ำแย่เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีความคิดจะลาออก 
    เพราะ ฉันเชื่อว่า เมื่อได้พักก็จะดีขึ้นประกอบกับยังมีสิ่งที่อยากได้จากอาชีพนี้อยู่
    อย่างไรก็ตาม ฉันแน่ใจกว่า 70% แล้วว่า ฉันไม่ชอบงานนี้ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัวฉัน

    เดือนที่ 4
    ถึงฤดูกาลนับสต้อค ซึ่งทำให้งานไม่หนักเท่าเดิม แต่ความรู้สึกอยากลาออกก็ไม่ได้หายไป

    เดือนที่ 5
    ช่วงพรีไฟนอล เป็นการซ้อมเข้าช่วง year end ที่ใครหลายคนต่างก็ว่า เป็นช่วงที่หนักที่สุด
    ฉันเกลียดตัวเองเวลาอยู่กับงานที่มากๆ ทุกวัน ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำว่า "ฉันไม่มีความสุข"
    ฉันรอคอยเวลาเลิกงาน แม้จะรู้ว่า กลับบ้านมาก็ต้องทำงาน
    ฉันอึดอัด จนบางครั้งก็ต้องร้องไห้ออกมา ทั้งที่แทบจะไม่เคยเสียน้ำตาให้กับงาน
    มีบางวันที่ฉันทำงานไปร้องไห้ไปอย่างไร้เหตุผล แต่ก็ยังไม่หยุดทำงาน เพราะ ต้องทำให้เสร็จ

    ฉันเริ่มคิดเรื่องลาออกอย่างจริงจังและมีการพูดคุยกับที่บ้าน รวมถึงคนรอบตัว
    ท้ายที่สุด ฉันคิดว่า ไม่มีใครเข้าใจฉันอย่างแท้จริง
    ฉันรู้สึกบีบบังคับให้อธิบายว่า 'ทำไมฉันจึงไม่ชอบงานนี้' ออกมา
    ทั้งๆที่ฉันก็เปรียบเปรยอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า 'เหมือนหมอฟันที่ไม่ได้อยากมองช่องปากไปตลอดชีวิต'
    ใครๆก็ล้วนถามว่า 'มีทางอื่นที่จะได้ CPA ไหม?' 
    ซึ่งก่อให้เกิดคำถามในใจฉันว่า 'ต้องเป็น CPA เท่านั้นหรือ?'
    น่าจะเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกผิดอย่างจริงจังที่เลือกเรียนบัญชี เพราะเท่ากับว่า ฉันได้ล่ามโซ่ให้ตัวเอง

    หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
    อาการอึดอัดกับงานยังคงไม่หายไป
    ทุกครั้งที่พี่เมเนเจอร์ไลน์อะไรสักอย่างมา ฉันจะเกิดอาการตึงและปวดหัวนิดหน่อย
    ฉันคิดว่า ตัวเองอาจจะเครียดเกินไป ทั้งกับเรื่องงานและอนาคต
    ฉันหยุดคิดถึงอนาคตไม่ได้เลย ราวกับว่า ฉันไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน

    ฉันเริ่มที่จะยิ้มน้อยลง
    ทานข้าวน้อยลง จนบางครั้ง แม่ก็ถามว่า ข้าวไม่อร่อยหรอ?
    ฉันหลงลืมไปว่า เคยมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ
    ฉันไม่ได้หัวเราะมานานเท่าไหร่แล้วนะ...

    ในที่สุด วันหนึ่งก็มีความคิดอันแสนน่ากลัวแล่นเข้ามาในสมอง "ฉันไม่ได้อยากตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้แล้ว"
    ช่างเป็นความคิดที่น่ากลัวและน่าตกใจเหลือเกิน แม้แต่ตัวฉันเอง
    ฉันตัดสินใจกลับมาบอกแม่ในเย็นวันหนึ่งว่า "ฉันคิดว่า ตัวเองไม่ไหวแล้ว ฉันจะลาออก"
    ซึ่งจะทำให้จ็อบสุดท้ายของฉันจบในสิ้นเดือน 2 ของปีนี้
    ปฏิกิริยาตอบรับจากแม่ ทำให้ฉันเริ่มเครียดหนักกว่าเดิม ราวกับว่า ฉันคิดมาไม่ดีพอ

    ปัจจุบัน
    ฉันเลิกฝืนตัวเองให้ทำงานที่บ้านตอนดึก
    พอตัดสินใจอย่างจริงจังว่า จะให้จ็อบนี้เป็นจ็อบสุดท้าย ก็เหมือนเป็นภาพลวงตาว่า อะไรๆก็จะดีขึ้น

    ฉันเริ่มออกไปทานข้าวนอกบ้าน เปิดใจคุยกับหลายๆคน ทั้งคนที่จะอยู่ต่อและคนที่จะลาออก
    การได้พูดอออกไป แทนที่จะคิดวกวนไม่จบสิ้นอยู่ในหัว ก็เหมือนจะคิดน้อยลงนิดหน่อย
    แต่เมื่อสภาพจิตใจของฉันดีขึ้น ความคิดว่า "หรือจะทนอยู่อีกสักนิด" ก็กลับมา

    ฉันเชื่อว่า ความคิดว่า จะทนอยู่ เพื่อแค่ให้ครบ 1 ปี เกิดจากการที่ที่บ้านไม่ได้ยอมรับการจะลาออกครั้งนี้อย่างเต็มใจและจริงใจ ทำให้การตัดสินใจของฉันนั้นยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า
    หากฉันอยู่จนครบ 1 ปี อีกเพียง 6 เดือน ถึงตอนนั้น ฉันลาออกไปก็คงไร้ข้อกังขา

    เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะมีหลายคำถามอยู่ในใจ

    "ที่บ้านรับรู้อาการต่างๆของฉันหรือไม่?"
    "ฉันได้สื่อสารออกไปดีพอหรือเปล่า?"
    "ฉันได้เตรียมแผนการสำหรับอนาคตไว้ดีพอหรือยัง?"
    "ได้ลองหางานใหม่แล้วไหม?"

    ได้โปรดเชื่อเถอะค่ะว่า ฉันเริ่มคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการลาออกมาเป็นเวลาสองเดือน ย่างเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว ฉันได้ลองแทบจะทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่ชีวิตของมนุษย์นั้น ซับซ้อนกว่านั้นมาก
    สิ่งที่จุดประกายให้ฉันจริงจังกับการลาออกนี้ไปอีกขั้น คงเป็น ความคิดว่า

    "ฉันไม่ได้อยากตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้แล้ว"

    มันเป็นอาการเริ่มแรกของภาวะซึมเศร้า และฉันคงจะยังไม่ไปหาหมอ
    เพราะ ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะไปหาหมอ และฉันคิดว่า ฉันรู้จักตัวเองดีในระดับหนึ่ง 
    ฉันรู้ว่า สาเหตุหลักของอาการนี้มาจาก nature & core ของงานที่ไม่ใช่ตัวของฉันเลย 
    หากฉันไปหาหมอ คุณหมอก็คงจะให้ยาคลายเครียด ยานอนหลับมา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

    ฉันยังอยากมีชีวิตต่อไปค่ะ ฉันอยากตื่นขึ้นมาพร้อม passion ในการใช้ชีวิตอีกครั้ง
    แต่ฉันในตอนนี้ ใช้ชีวิตเพื่อตื่นขึ้นมาทำงานให้เสร็จและจะได้ปิดคอมสักที
    ฟังดูราวกับว่า ฉันกำลังขายวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น

    ใช่แล้วค่ะ อาชีพนี้ ขายวิญญาณมากกว่าที่คุณหลายๆคนคิด และเงินที่ได้ก็ไม่คุ้มค่าขนาดนั้น
    หลายๆคนยังยอมทำ เพราะ เขามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า อยากจะได้อะไรจากงานนี้ 
    หรือ บางคนก็ยังทำ เพราะ ไม่รู้จะออกไปทำอะไร

    ฉันในตอนนี้ก็ยังมีเหตุผลสำหรับการยังไม่ลาออก
    แต่เมื่อไหร่ที่ฉันไม่ไหวจริงๆ ฉันก็คิดว่า ตัวเองพร้อมจะหยุด ได้ง่ายขึ้นหลังผ่านการจะลาออกครั้งนี้ไป

    ปล. นี่เป็นเรื่องราวของฉัน ที่เล่าผ่านมุมมองของฉัน ทุกสิ่งล้วนมีตัวฉันเองเป็นตัวขับเคลื่อน
    คุณผู้อ่านเองก็มีเรื่องราวของตัวเองเช่นกัน หากคุณกำลังสนใจอาชีพออดิท อย่าเพิ่งปิดใจตัวเองนะคะ






เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
K. (@KTHEFIRSTLETTER)
อย่าทนจนไม่ไหวนะคะ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นค่ะ
WIPASANE (@nrejgni)
@KTHEFIRSTLETTER ขอบคุณนะคะ ^U^