รวมเรื่องสั้น: หญิงสาวที่อยู่บนหน้าคำอุทิศZupisets Sasiwimon
หญิงสาวจากควันบุหรี่
  • 1

    ไม่รู้ทำไม, ผมชอบมองเปลวไฟของบุหรี่
               
    มันเป็นความหลงใหลอีกอย่างที่ผมมีนอกจากการเขียนหนังสือผมสามารถมองมันได้เป็นชั่วโมง ไม่ต่างอะไรจากการพิศมองหญิงสาวที่ทรงเสน่ห์ ไฟแดงๆนั้นมีความน่าหลงใหลถึงเพียงนั้น เดี๋ยววูบ เดี๋ยววาบ เดี๋ยวเข้ม เดี๋ยวอ่อนเดี๋ยวดับ
                    ตอนกลางวันผมเป็นเพียงพนักงงานบริษัทธรรมดาๆ ทำงาน nine to five ตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติดไปทำงานแย่งกันกินข้าวตอนเที่ยงที่ย่านการค้าที่แสนอึดอัดและผจญกับนรกของไฟสีแดงข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ในตอนกลางคืน – ชีวิตเราก็แค่นี้แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ต่อหน้ากระดาษและปากกา ผมสถาปนาตัวเองเป็นพระเจ้าที่จะรังสรรค์เนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างลงไปมันเป็นที่เดียวที่อนุญาตให้ผมทำอะไรก็ได้ตามใจเพียงที่เดียวบนโลกใบนี้
                    ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงตอนกลางคืนกับการสูบบุหรี่และเขียนหนังสือมันช่างเป็นสองสิ่งที่เข้ากันอย่างลงตัวจนไม่น่าเชื่อ จังหวะของมันช่างสอดประสานพริ้วไหว มีพลัง ไม่รู้ว่านี่เป็นข้ออ้างที่ทำให้ผมยังไม่เลิกบุหรี่หรือเปล่าแต่เวลาที่สูบมัน ผมเขียนงานได้เยอะและมีคุณภาพมากบุหรี่และปากกาในตอนกลางคืนทำให้สัตว์ป่าในตัวผมได้ตื่นจากการหลับใหล ผมสาดพ่นถ้อยคำและหยดหมึกลงบนกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าและความฝันก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับความหนาที่เพิ่มขึ้นของต้นฉบับ
                    ผมเขียนมาเรื่อยๆเริ่มเอาต้นฉบับที่เขียนในกระดาษไปปรับแก้ในคอมพิวเตอร์อีกรอบแล้วจึงอัปโหลดเข้าไปในเว็บไซต์ มีคนเข้ามาอ่านค่อนข้างมาก จนติดอันดับนิยายยอดนิยมในเว็บแล้วผมก็ได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์ว่าจะขอนำผลงานชิ้นนี้ไปตีพิมพ์มันเป็นความสำเร็จก้าวของของนัก (อยาก) เขียนทุกคน ที่ฝันอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเอง
                    ผลตอบรับของหนังสือเล่มแรกดีเกินคาดอาจเพราะมีฐานผู้อ่านจากในอินเทอร์เน็ตที่สนับสนุนผลงานของผม และอาจด้วยการตลาดที่เฉียบขาดของสำนักพิมพ์ทำให้ผมได้เบสต์เซลเลอร์มาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ(ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้ซื้อตำแหน่งบนเชลฟ์ – สาบานต่อหน้ากระดาษปาปิรุสเลย)
                    งานเขียนที่เป็นเพียงงานอดิเรกตอนนี้กลับทำรายได้มากกว่างานประจำของผมไปหลายเท่าตัวแล้ว บวกกับกระแสตอบรับที่ดีทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงาน มาเขียนหนังสือเต็มตัว เพื่อสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมและยึดอาชีพเขียนหนังสือเลี้ยงชีพแต่เพียงอย่างเดียวตามที่ตั้งใจไว้แต่ด้วยเพราะความกดดันที่อยากจะทำงานให้ดีกว่าเดิม ทำให้ผมเกร็งกับมันจนเขียนไม่ออกผมนั่งจ้องกระดาษขาวมาหลายวันแล้ว แม้จะพอคิดโครงเรื่องราวๆ กับบรรณาธิการเอาไว้แต่เมื่อลงมือเขียนจริงๆ กลับเขียนไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว ผมไม่รู้ว่าคุณเคยเผชิญหน้ากับสภาวะแบบนี้บ้างหรือเปล่ามันทรมานจนแทบอยากจะหนีไปเสียให้พ้นๆ เชียวล่ะ
                    การเขียนที่เป็นทั้งหมดของชีวิตการเขียนที่ทำได้ง่ายดาย แค่คิด แล้วเขียนมันลงบนกระดาษเขียนอย่างที่ใจเราอยากจะเขียน แต่ตอนนี้ แค่หยิบปากกาก็ทำให้ผมอึดอัดการจรดปากกาลงบนกระดาษเขียนอะไรสักอย่างนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน
                    ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทำให้ผมคลั่งจนจะเป็นบ้าวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่คิดฟุ้งซ่านว่าจะเขียนออกมาอย่างไรดีเขียนออกมาแล้วจะดีกว่าเดิมมั้ย ยอดขายจะมากกว่าเล่มแรกหรือเปล่าแล้วถ้าคนอ่านไม่ชอบล่ะ อนาคตในวงการน้ำหมึกของผมจะเป็นเช่นไรความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมจนแทบจะระเบิดออกมา จินตนาการและความเพี้ยนของผมเลยเถิดไปถึงการจบชีวิตตัวเองเลียนแบบนักเขียนรุ่นใหญ่ๆที่เคยทำไว้ในตำนานอย่างเฮมมิงเวย์ แต่ด้วยความใจปลาซิวทำให้ผมไม่กล้าที่จะทำอย่างพวกเขาเหล่านั้น
                    แม้การเขียนจะทำให้ผมแทบเสียสติแต่คุณงามความดีของมันก็ยังมีอยู่ นั่นคือการทำให้ผมได้เจอกับเธอ
                                   

    2

    เราพบกันครั้งแรกที่งานสัปดาห์หนังสือ เป็นงานเปิดตัวนิยายเล่มแรกของผมนักข่าว นักอ่าน ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เธอโดดเด่นกว่าใครในคิวขอลายเซ็น ผมจำเธอได้ติดตาแวววตาของเธอเปล่งประกายกว่าใคร เธอเล่าให้ฟังว่าอ่านหนังสือของผมมาตั้งแต่ในเว็บไซต์ตีพิมพ์แล้วก็ยังอ่านอีกไม่ต่ำกว่าสามรอบ ผมควรจะดีใจในฐานะคนเขียนหนังสือ แต่ในฐานะมนุษย์ผู้ชายผมยอมรับว่าตกเป็นทาสของเธอไปซะแล้ว
               
    เรามีโอกาสได้พูดคุยกันสั้นๆแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นของเรา
                    ในวันที่ร้อนระยำผมขลุกตัวเขียนหนังสืออยู่กับบ้าน อาศัยเบียร์เย็นเฉียบช่วยดับร้อน จดหมายฉบับหนึ่งจ่าหน้าถึงผม,คิดในใจ:อาจเป็นจดหมายทวงหนี้แต่เมื่อเปิดดูแล้วมันเขียนด้วยลายมือ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ ชื่อผู้ส่งเป็นชื่อที่ผมไม่คุ้นเอาเสียเลยความสงสัยทำให้ผมเปิดมันออกอ่านอย่างรวดเร็ว
                    มันคือจดหมายของเธอ
                    ข้อความการเขียน ภาษา และลายมือ ทำให้ผมตกหลุมรักตั้งแต่ได้อ่าน เธอเล่าถึงความประทับใจในผลงาน(และถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป มันคงหมายรวมถึงตัวผมด้วย) เธอเป็นนักอ่านที่แสนวิเศษกำลังใจจากเธอทำให้ผมอยากเขียนหนังสือให้ได้อีกครั้งผมเขียนจดหมายตอบกลับไปด้วยความขอบคุณ และหลังจากวันนั้น ผมก็เหมือนคนวิกลจริตเดินไปดูที่ตู้ไปรษณีย์ทุกๆ สามเวลา เพื่อรอจดหมายตอบกลับจากเธอ
                    เพื่อนที่เคยเป็นนักเขียเคยเล่าให้ฟังว่าการรอคอยผลการพิจารณาจากสำนักพิมพ์เป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจ แต่ผมคิดว่าการรอจดหมายจากที่คนที่เรามีใจให้ด้วยนี่แหละบีบหัวใจยิ่งกว่า
                    และดูเหมือนผมจะได้ไปต่อเราติดต่อกันผ่านจากจดหมายเป็นเวลาพอสมควร ไม่มีการขอเบอร์โทรศัพท์ ขอไลน์หรือเฟซไทม์แบบคนอื่น ความสัมพันธ์ค่อยๆก่อตัวขึ้นพร้อมกับจดหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของเธอ ผมคิดว่านี่คงถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เจอกันผมนัดพบเธอที่ร้านหนังสือเจ้าประจำที่ผมชอบไปบ่อยๆ มันเป็นที่ที่บรรยากาศดีเงียบสงบ เจ้าของร้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและยังช่วยเลือกหนังสือให้เหมาะกับความต้องการของเราได้
                    เดตของนักเขียนและนักอ่านไม่ควรเป็นที่ไหนนอกจากร้านหนังสือ
                    ผมมาก่อนเวลานัดสิบห้านาทีไม่อยากมาสาย ไม่อยากให้การเจอกันครั้งแรกต้องมีอะไรผิดพลาด
                    สวัสดีค่ะหวังว่าฉันคงไม่ได้มาสายไปใช่มั้ยคะ (เธอใส่ชุดเดียวกับที่ตอนมาขอลายเซ็นอยากจะบอกเหลือเกินว่าคุณใส่ชุดอะไรผมก็จำได้) / ไม่หรอกครับผมก็เพิ่งมาถึงไม่นานนี้เอง / กลัวคุณจะจำไม่ได้ เลยใส่ชุดนี้มา (นั่นรู้ทันอีก)  เธอนั่งลงตรงหน้าผมกาแฟมั้ยครับ / ขอลาเต้แล้วกันค่ะ
                    เจ้าของร้านเดินมาพร้อมกับกาแฟสองแก้วเอสเปรสโซ่ของผม ลาเต้ของเธอ แปลกใจเหมือนกันที่เราต่างเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ทั้งคู่เพียงแค่เราไม่เคยกันมาก่อนเท่านั้น ผมมาวันเสาร์ แต่เธอมาวันอาทิตย์ – ไม่เป็นไรผมบอกตัวเองว่าหลังจากนี้เราจะมาที่นี่ด้วยกัน
                    เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องหนังสือเธอชอบอ่านมูราคามิ ด้วยความหลงใหลในความแปลกประหลาดที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนผมชอบ ‘รงค์วงษ์สวรรค์ กับสำนวนเพรียวนมที่อ่านทีไรก็ต้องคาราวะทุกทีไป บทสนทนาที่ถูกคอและคนที่ถูกใจ ทำให้เราเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อจนผมอยากจะชวนเธอไปนั่งดื่มเบียร์คุยกันต่อ
                    ดื่มเบียร์มั้ยครับ/ คิดว่าคุณจะไม่ชวนซะแล้ว
                    ความที่ร้านแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากข้าวสารเราสองคนเลยเดินไปอย่างไม่เร่งรีบ มองดูเมือง (แต่ส่วนมักมองหน้าเธอมากกว่า)พูดคุยกันไป มือเราแอบโดนกันบ้างเป็นครั้ง แม้ว่ามันจะช็อตแต่ผมก็อยากจะเข้าไปใกล้ๆ เธออยู่ดี
                    คุณมาดื่มที่นี่บ่อยไหมคะ/ บ่อยครับ คุณล่ะ / เริ่มมาหลังจากที่ได้อ่านของคุณนั่นแหละค่ะ
                    ถูกของเธอฉากหลังในนิยายของผมมาจากที่ถนนแห่งนี้ – ถนนข้าวสาร สรวงสวรรค์ของชาวต่างชาติย่านที่คุณจะเมาได้อย่างสุดเหวี่ยงโดยที่ไม่มีใครสนใจคุณ ที่นี่ เราทุกคนล้วนโนเนมเราเริ่มกันด้วยเบียร์คนละขวด เรามีเรื่องราวมาแลกเปลี่ยนกันอย่างไม่มีวันหมดเธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ ผมก็เช่นกัน เธอสูบบุหรี่เย็น ผมสูบบุหรี่ร้อน
                    ผมชอบดื่มเบียร์และสูบบุหรี่ไปด้วยเวลาเขียนหนังสือมันเป็นแรงบันดาลใจของผม / แหม เหมือนมูราคามิเลยนะคะ / แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคุณไปแล้ว/ ปากหวาน / ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย / โปรดอธิบาย / คุณยังไม่ได้ชิม
                    ผมเอื้อมไปจุดไฟแช็กให้เธอเธอค่อยๆ ละเลียดควันเข้าปอด ผมชอบมองผู้หญิงเวลาสูบบุหรี่ไฟของพวกเธอช่างน่าหลงใหล ผมชอบนิ้วเรียวยาวที่เธอให้ประคองมันราวกับกลัวมันจะบุบสลาย ริมฝีปากอวบอิ่มที่สัมผัสกับก้นกรองนั้นทำให้ผมใจสั่น
                    วินาทีนั้นผมอยากเป็นบุหรี่

    3

    เราเดินจูงมือกันออกมา ผมรู้ว่าเวลานี้เราต่างต้องการสิ่งใด – เธอต้องการผมและผมก็ต้องการเธอ
               
    “ฉันอยากรู้ว่าคุณจะเก่งเหมือนที่เขียนไว้ในหนังสือหรือเปล่า”
                    อีกหนึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ผมได้รับก็คือบทร่วมรักของนิยายเล่มแรกนั้นสมจริงสมจังผู้อ่านอนุรักษ์นิยมก็มองว่ามันช่างน่าเกลียดและไร้ยางอาย ไม่ควรให้เยาวชนได้อ่านแต่อีกกลุ่มหนึ่งก็ชอบในจังหวะและการบรรยายของมันผมเคยได้รับอินบอกซ์จำนวนหนึ่งจากผู้อ่านว่าพวกเขาอ่านหนังสือของผมแล้วช่วยตัวเองไปด้วย
                    “อ่านให้ฉันฟังอ่านมัน แล้วทำกับฉันแบบนั้น”
                    ทุกครั้งที่ผมเปล่งเสียงอ่านท่วงทำนองเพลงรักของตัวละคร เธอจะครางเบาๆ ด้วยความกระสันร่างกายเธอบิดเร่าไปด้วยความต้องการที่มากล้น เมื่ออ่านจบ เธอก็คว้าผมมาจูบแล้วผมก็เข้าไปในเธอ ครั้งแล้วครั้งเล่า เรามีกันและกัน ทั้งข้างบน ด้านล่างและด้านข้าง สุดแต่ที่มนุษยชาติจะเคยออกแบบท่าร่วมรักกันมา
                    เธอทำให้ผมเข้าถึงห้วงสมาธิมันเป็นความปีติที่ยิ่งใหญ่เท่าที่ผมเคยได้รับมาในชีวิต เรานอนกอดกัน(แน่นอนว่าเปลือย) จุดบุหรี่สูบ เราแลกบุหรี่กันสูบราวกับแลกจิตวิญญาณของกันและกัน เพื่อเป็นคนๆ คนเดียวกัน
                    เธอขอร้องให้ผมเอาต้นฉบับให้เธออ่านมันเป็นสิ่งที่เธอปรารถนามานาน ต้นฉบับของนักเขียนที่เธอชื่นชอบ และตอนนี้มันคือต้นฉบับที่ผู้ชายของเธอเป็นคนเขียน หญิงสาวอ่านมันด้วยความหิวกระหาย สายตาของเธอไล่ไปตามบรรทัดอย่างรวดเร็วและค่อยๆ อ่านทวนอีกครั้งอย่างช้าๆ จนจบ
                    วิเศษที่สุด/ ฉันแทบรอคอยตอนต่อๆ ไปไม่ไหวแล้ว / ผมจะเขียนมันเพื่อคุณ/ สัญญานะคะ / ผมไม่บกพร่องในเรื่องนี้
                    เราจูบกันอย่างดูดดื่มและนอนหลับไปด้วยความอ่อนแรง
                   

    4

    ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น พร้อมด้วยพลังเต็มเปี่ยมผมไม่เคยรู้สึกอยากจะเขียนหนังสือมากเท่านี้มาก่อน แต่เมื่อลุกขึ้นมาก็ไม่ปรากฏร่างของเธออยู่บนเตียงอีกแล้ว
                    ความกังวลใจทำให้ผมเดินหาเธอไปทั่วบ้านแต่ก็ไม่มีวี่แววของหญิงสาวที่ผมรักแม้แต่น้อย
                    ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อที่จะโทรหาเธอแต่ก็ต้องโทษความโง่ของตัวเองที่ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อหรือที่อยู่อะไรเอาไว้เลย
                    ผมจะตามหาเธอได้ที่ไหนผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย
                    เธอจากไปแล้ว…จากไปพร้อมกับเพศรสที่เร่าร้อนที่เต็มเติมตัวอักษรของผมให้มีความหมาย
                    เธอจากไปแล้ว…จากไปพร้อมกับความรักของผู้ชายคนหนึ่ง
                    เธอจากไปแล้ว…จากไปพร้อมกับควันบุหรี่
                    ที่เผาไหม้ต้นฉบับและหัวใจของผมด้วยบุหรี่เย็นของเธอ

    / ซุปพิเศษ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in