รวมเรื่องสั้น: หญิงสาวที่อยู่บนหน้าคำอุทิศZupisets Sasiwimon
ไรท์เธอ
  • ผมเขียนเปิดเรื่องมากี่ครั้งกันแล้วนะ? จำไม่ได้หรอก เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน เขียนใหม่อยู่อย่างนั้น เรื่อยมาจนกว่าจะได้เรื่องที่ผมชอบมากที่สุด แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะอ่านมากเท่าไหร่ และในตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องแบบไหนที่ผมต้องการอยากจะอ่านกันแน่?

    งานเขียนที่สะท้อนความเปลี่ยวเหงา, งานที่ตบหน้าถ่มถุยสังคมที่แสนบัดซบ, งานที่สาดพ่นไปด้วยคำคมเท่ๆ เพื่อให้คนถ่ายรูปแล้วเอาไปทำโควทในเฟซบุ๊ก เพื่อเสพติดยอดไลก์และแชร์ และกลายเป็นหนังสือขายดีแบบเทน้ำเทท่า, งานที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน บันเทิงเริงใจ อย่างนิยายแฟนตาซีที่มีคนตามอ่านมากมายในเว็บไซต์เขียนนิยายออนไลน์ หรืองานที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมา (นั่นแหละปัญหา ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใครจนถึงตอนนี้ และคิดว่ายังจะไม่รู้ต่อไปอีกนาน หรืออาจไม่มีวันรู้จนวันตายก็ได้)

    เอาจริงๆ ผมเองก็ยังไม่รู้

    ผมจึงได้แต่คลำทางด้วยตัวเองไปเรื่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การเขียนอะไรสักอย่างจนสำเร็จลุล่วงนั้นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน แม้รู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบเขียนหนังสือ และเขียนหนังสือได้ (ผมเคยมีชื่อตัวเองลงในหน้านิตยสารมาบ้างเหมือนกัน) แต่พอตั้งใจจะเขียนหนังสือของตัวเองให้ได้สักเล่ม มันกลับเป็นเรื่องยากเหลือเกิน

    ก็การเขียนนิยายหรือเรื่องสั้นมันไม่เหมือนบทความหรือความเรียงนี่คุณ ต้องมีฉาก ตัวละคร เหตุการณ์ พล็อต ซึ่งมันไม่ได้เปิดกูเกิลหรือหาข้อมูลแล้วมาเขียนได้เลย มันยากกว่านั้นมาก มันไม่เหมือนกับตอนที่เราอ่านหนังสือห่วยๆ เล่มหนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ อย่างนี้กูก็เขียนได้” แล้วหยิบปากกา (ถ้าในตอนนั้นบ้านคุณยังไม่มีคอมพิวเตอร์) ขีดเขียนเรื่องราวในหัวคุณลงบนกระดาษ ผมทำอย่างนั้นได้ในช่วงแรกๆ ช่วงที่เขียนอะไรก็ได้ตามที่ใจอยากจะเขียน ปากกามันพาไป แต่เมื่อเอากลับมาอ่านอีกครั้ง พบว่างานที่ผมเขียนนั้นไม่ได้ต่างจากหนังสือห่วยๆ ที่เคยโยนทิ้งแล้วลุกขึ้นมาเขียนเองในตอนแรกเลย

    แต่อย่างนั้นก็ตาม ผมก็กลายเป็นคนเสพติดการเขียนไปเสียแล้ว

    ทุกๆ วันผมจะเขียนบันทึกส่วนตัวเก็บไว้ จำได้ว่าตอนนั้นลงทุนไปซื้อสมุดบันทึกปกแข็ง เย็บกี่ อย่างดี เนื้อกระดาษเรียบเนียน ขาวนวลน่าเขียนเป็นที่สุด แถมยังเลือกซื้อปากกาหมึกซึมย่อห้อดีมาเพื่อให้เกิดความอยากเขียนลงไปในนั้น แม้มันอาจไม่ช่วยให้ผมรู้ว่าผมอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไร แต่ผมก็ได้ฝึกทักษะการเขียนมากพอจนสามารถพล่ามเรื่องไร้สาระนี้ให้คุณอ่านแก้เครียดได้

    คุณคงตั้งคำถาม ว่าการนั่งอ่านเรื่องราวของชายปากกรรไกรที่นั่งพล่ามเรื่องชีวิตการเขียนหนังสือที่ไม่ได้ความของเขาจะได้อะไร (ไม่ต้องถามหรอกครับ ผมเองก็ยังไม่ใคร่รู้สักเท่าไหร่เหมือนกัน เอาเป็นว่าเรามาร่วมหาคำตอบนี้ไปด้วยกันจะดีกว่า)

    ผมไม่ได้เรียนจบอักษรศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ คณะที่ว่ากันว่าผลิตนักเขียน คนทำหนังสือเข้าสู่วงการมานักต่อนัก เอาจริงๆ ผมค่อนข้างเกลียดหนังสือด้วยซ้ำ แต่ก็เพราะหนังสือห่วยๆ เล่มนั้นที่พ่อจ้างให้อ่านตอนปิดเทอมนั่นแหละ ที่ทำให้ผมเขียน (พล่าม) มาได้จนถึงทุกวันนี้

    ผมเปลี่ยนบันทึกบางชิ้นให้เป็นบทความ แล้วลองส่งมันไปตามนิตยสาร บางชิ้นได้รับการตีพิมพ์ บางเรื่องถูกโยนลงตระกร้า (ส่วนมากจะหนักมาทางนี้) เมื่อเก็บผลงานได้จำนวนหนึ่ง ก็เลยลองใช้มันเป็นใบเบิกทางในการสมัครงานเข้าเป็นกองบรรณาธิการในนิตยสาร – และดูเหมือนว่าเส้นทางการหากินกับตัวหนังสือของผมก็เริ่มขึ้นจากตรงนั้น

    การเป็นนักเขียนกับการเป็นกองบรรณาธิการนั้นไม่เหมือนกัน แม้จะได้เขียน ได้ง่วนกับต้นฉบับ แต่นรกของคนทำหนังสือมันมากกว่าคนเขียนหนังสืออยู่แล้ว ไหนจะต้องปิดต้นฉบับให้ทันก่อนกำหนด ติดต่อสัมภาษณ์ ประสานงานกับโรงพิมพ์ (บางครั้งคุณต้องทำหน้าที่พิสูจน์อักษรเองด้วย) รวมไปถึงการทำงานล่วงหน้าหลายฉบับ และแน่นอน การปิดเล่มที่แสนหนักหน่วง ที่สูบเอาพลังชีวิตวัยหนุ่มของคุณให้หมดไปอย่างเรียกคืนไม่ได้

    ชีวิตของผมวนเวียนอยู่กับวัฏจักรนี้หลายปี จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็ง อยากจะออกมาเป็นนายตัวเองอย่างที่หนังสือขายดีเขาชอบเขียนกันไว้ ซึ่งพอทำอย่างนั้นแล้วปรากฏว่ามันไม่ง่ายเหมือนอย่างที่เราได้อ่านเลย! แต่ด้วยความที่รู้จักกับหลายคนในวงการ จากการดื่มบ้าง พบปะกันตามงานต่างๆ บ้าง ตามผับบาร์ หรือบนเตียงบ้างในบางครั้ง ก็ทำให้ผมมีงานทำ เป็นนักเขียนโรนินรับจ้าง เขียนงานตามที่ได้รับมอบหมายเลี้ยงชีพตัวเองได้อย่างไม่ลำบาก

    โอ, ขออภัยที่ผมใช้คำเรียกตัวเองว่านักเขียน

    เอาจริงๆ ผมไม่คู่ควรกับมันสักเท่าไหร่ แค่มีคนจ้างให้เขียน มีชื่อตัวเองบนหน้านิตยสารนิดๆ หน่อย ก็ดันเสร่อเรียกตัวเองด้วยคำสูงส่งนั้นเสียแล้ว ความจริงคำว่านักเขียนควรเป็นคำที่นักอ่านมอบให้เรามากกว่า (ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ผมเขียนๆ ส่งเขาไปนั้นมันมีคนอ่านจริงๆ หรือเปล่า – ถ้าคุณแปลกใจ ลองถามตัวเองว่าเวลาเปิดนิตยสารขึ้นมา คุณอ่านหน้าบทความเชิงโฆษณาหรือเปล่า ถ้าไม่ นั่นแหละคำตอบ) คนอย่างผมคงเป็นได้แค่ชาวนาผู้หากินกับตัวอักษรไปวันๆ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย

    “ออกหนังสือสิ ผมว่าคุณในตอนนี้น่าจะออกได้แล้วนะ”

    เพื่อนรุ่นพี่ในวงน้ำเมากล่าวขึ้นในวันหนึ่งบนถนนข้าวสาร สถานที่ที่แทบจะเป็นบ้านหลังที่สองของพวกผมไปเสียแล้ว ปรัชญา การเมือง ศาสนา และเรื่องราวในวงการนักเขียนถูกสาดพ่นจากปากพวกเราบ่อยครั้งบนถนนแห่งนี้ ท่ามกลางควันที่ลอยเอื่อยและน้ำยอดข้าวฟองฟอดที่ลอยอยู่บนแก้ว

    “ผมก็อยากเขียน แต่ยังไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร”

    เขาหัวเราะ สำหรับเขาคงเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าสวมถุงยาง งานเขียนของเขาได้รับความนิยมอย่างดีจากนักอ่าน มีนักอ่านสาวๆ ต่อคิวขอลายเซ็นเขายาวเป็นหางว่าว หนังสือของเขาช่างคมคาย สุขุม นุ่ม เท่ จนนักอ่านผู้หญิงหลายคนยอมพลีกายให้นักเขียนที่เธอชื่นชอบ เผื่อสักวันจะได้อ่านเรื่องราวบนเตียงที่เขาเขียนถึงเธอบ้างในหน้าหนังสือ

    “เขียนเรื่องที่คุณรู้ แล้วมันจะออกมาเอง”

    “เหมือนที่พี่เขียนเรื่องเอาผู้หญิงน่ะเหรอ”

    “ไอ้เหี้ย!”

    ผมหัวเราะ ดื่มเบียร์ที่เหลืออีกครึ่งแก้วรวดเดียวหมด อัดควันลึกเข้าปอด ก่อนระบายมันออกมา แต่ทว่า ความเครียดและความกดดันที่จะอยากจะเขียนหนังสือของตัวเองไม่ได้ออกมาพร้อมกับควันไปด้วย



    เธอกลับมาแล้ว – หญิงสาวของผม

    เรารู้จักกันที่นิตยสารหัวที่ผมเคยทำงานมาก่อน เธอเป็นฝ่ายโฆษณา ผมยาว ขาว สวย ตาโอ ขาขาวเรียวและหน้าอกที่ไปเสริมมาจากคลินิคเดียวกับเน็ตไอดอลในอินสตาแกรม ทำให้ผมหลงใหล บทกวีด้านหลังโปสการ์ดไม่ระบุชื่อผู้เขียนวางอยู่บนโต๊ะของเธอทุกเช้า ผมแอบเห็นรอยยิ้มของเธอเมื่อได้อ่านข้อความจากลายมือของผม เดาว่าเธอคงชอบความโรแมนติกปนน้ำเน่าที่ผมตั้งใจเขียนให้เธอทุกเช้า มันยากเอาการเหมือนกันที่ผมต้องคิดหาถ้อยคำดีๆ หวานๆ บรรจงเขียนด้วยลายมือให้เธออ่านทุกวันทำงานไม่เคยขาดเป็นเวลาเกือบปี ก่อนที่ผมจะแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของโปสการ์ดและบทกวีเหล่านั้น

    และเธอนั่นเอง ที่ทำให้ผมไม่ได้ช่วยตัวเองอีกเลยเป็นเวลาสองปี

    เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน เธอยังคงทำงานประจำที่เดิมต่อไป ด้วยความสวยและมีเสน่ห์ทำให้เธอทำคอมมิชชั่นได้มากพอที่จะจ่ายเงินค่าเช่าห้องให้ผมนั่งเขียนหนังสืออย่างนี้อยู่ตลอด

    เธอเป็นนักอ่านคนแรกของผม งานเขียนทุกๆ ผ่านตาเธอก่อนบรรณาธิการเสียด้วยซ้ำ แม้หญิงสาวจะไม่ได้ทำงานในตำแหน่งนี้ แต่ก็เป็นนักอ่านที่ดี คอยให้คำแนะนำ ติชม ให้ผมปรับปรุงผลงานได้ดียิ่งๆ ขึ้น

    ผมไม่รู้จะบรรยายอะไรเกี่ยวกับเธอมากนัก จะบอกว่าเป็นโอเอซิสที่ให้ผมมีชีวิตอยู่ได้ทุกๆ วันก็คงมากเกินไป แต่เธอเองนั่นแหละ ที่เป็นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของผม ตัวอักษรทุกๆ ตัวผมอุทิศให้กับเธอ

    เราแลกจูบกันเป็นประจำเมื่อเธอกลับ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมสดชื่นทุกครั้ง กลิ่นหอมๆ คล้ายชามะนาวที่ทำให้ผมอยากดื่มไม่รู้อิ่ม เธอเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากผม “พอเท่านี้ก่อนนะคะ พ่อนักเขียน” แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ผมกลับมานั่งที่โต๊ะ รู้สึกมีพลังอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง

    ผู้ชายหลายคนเป็นนักเขียนเพราะคนรัก อาจด้วยความปีติในรักอันยิ่งใหญ่ หรือความรักที่ล่มสลาย ผลงานคลาสสิคหลายๆ ชิ้นล้วนเกิดขึ้นมาเพราะผู้หญิง แล้วผมเองจะเป็นได้อย่างพวกเขาหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากเขียนเรื่องเธอ ผมอยากเก็บเธอไว้กับผมคนเดียว ไม่อยากให้ใครได้เป็นเจ้าของเธอ แม้แต่ในตัวอักษรก็ตาม เพราะฉะนั้น เรื่องราวของเธอจึงไม่เคยปรากฏบนหน้ากระดาษที่ไหนมาก่อน – จนกระทั่งตอนนี้

    ความรักที่ผมมีต่อเธอมันยากที่จะเก็บไว้ในใจอีกต่อไป ผมต้องเขียนมันออกมา เพราะเธอเป็นสิ่งเดียวที่ผมอยากจะเขียน เป็นสิ่งเดียวที่รู้จักมากที่สุด (และอาจจะรู้จักมากกว่าตัวเองเสียด้วยซ้ำ)

    ใช่แล้ว! ทำไมผมถึงได้โง่อย่างนี้ ผมรีบคว้ากระดาษและปากกา เขียนบทเริ่มต้นด้วยลายมือเดียวกับที่เคยเขียนโปสการ์ดให้เธอ ลายมือที่ตกหลุมรัก ลายมือที่เธอบอกว่าอยากจะอ่านมันทุกๆ เช้าของวัน ลายมือที่ผมเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

    การเขียนเรื่องเธอคือผนึกผมและเธอเอาไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งเดียวที่ประจักษ์การดำรงอยู่ของเธอ ผู้หญิงคนเดียวที่ผมกลั่นหัวใจเป็นน้ำหมึกมอบให้

    แด่เธอ, หญิงสาวของผม ผู้ไม่มีตัวตนอยู่จริง. 

    //ซุปพิเศษ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in