ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ความฝันประหลาด (3)
  • ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้งบริเวณป้ายรถรับส่งเนืองแน่นไปด้วยนักเรียนทุกชั้นปีที่กำลังเดินทางเข้าหอพัก กลุ่มของลูคเดินไปยังป้ายรถบัสใบไม้ผลิซึ่งค่อนข้างร้างผู้คนผิดกับป้ายอื่นไม่นานนักรถบัสคันใหญ่พอกับรถรางก็เข้ามาจอดเทียบ 


    เออนี่ รู้เปล่าว่าระหว่างที่นายหลับในห้องเรียนของอาจารย์แจ็คสันฉันแอบได้ยินมาจากอลาสแตร์ ว่าคืนนี้ตอนสามทุ่มจะมีสายรุ้งแสงจันทร์” เบ็นจามินเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตาอ่านวีคลีย์ฟอร์เธ่[1] “เค้าบอกกันว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากมากเชียว20 ปีจะมีสักครั้งมั้ง

     

    หวังว่าคืนนี้ฟ้าจะเปิด” ชินพึมพำพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง 


    ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ” ลูคเปรย เบ็นจามินพยักหน้าก่อนจะเอ่ยต่อ


    ในวีคลีย์ฟอร์เธ่ก็มีเขียนไว้ ดูบรรทัดนี้สิมันเขียนว่ารุ้งแสงจันทร์คือสะพานทอดสู่โลกแห่งความฝันสมัยนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องโลกแห่งความฝันอยู่อีกเรอะ นอกจาก...”


    แน่นอนว่าฉันเชื่อ!” ซิดจ์ที่ตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขัดจังหวะขึ้นเสียงดัง

     

    “...นอกจากนาย” เขาจบประโยคพลางหุบหนังสือพิมพ์


    คืนนี้เรามารอดูรุ้งกันป่ะ อยากเห็นเป็นบุญตาซักครั้ง นะๆๆๆ” ซิดจ์เซ้าซี้ด้วยน้ำเสียงสดใสน่าจะเป็นเพราะได้หลับในคาบเรียนจนเต็มอิ่มทั้งวัน


    ตลอดเวลาที่เหลือบนรถบัสซิดจ์โม้น้ำลายแตกฟองถึงวีรกรรมตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาของเจ้าตูบแก่ซิลเวอร์ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องที่มันชอบขโมยถุงเท้าเขาไปฝังไว้ทั่วสวนจนเหลือให้ใส่แค่สองคู่ซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน


    “...ตั้งแต่ถุงเท้าหายหมดบ้านแม่ฉันก็ไม่ยอมเรียกชื่อฉันอีกเลยเอาแต่เรียกว่าลูกหน้าถุงเท้า…”

    พอรถจอดบรรดาเด็กปีหนึ่งก็พากันขนสัมภาระลงรถกันเป็นกลุ่มเสียงดังไปทั่วสถานีลูคหอบหิ้วสัมภาระอันน้อยนิดของตัวเองพลางมองขึ้นไปยังป้ายเหล็กสลักตัวอักษรประณีตว่า หอใบไม้ผลิ ที่แขวนอยู่บนหลังคาจั่วชินเคยเล่าให้เขาฟังว่าหอพักแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ปิแยร์สปริง นักแปรธาตุผู้เลื่องชื่อในยุคสำริดเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งโกลเด็นฟอร์เธ่ที่ได้รับสมญานามว่าบิดาแห่งสินแร่


    บรรดาเด็กปีหนึ่งเดินลัดสนามหญ้าตรงไปยังอาคารสีทองขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้ารายล้อมด้วยทะเลสาบสายลมเอื่อยพัดพาความเย็นมากระทบใบหน้าลู่เส้นผมสีดำขลับของลูคให้ปลิวไปข้างหลังเขารู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าตอนที่นอนอยู่ในชั้นเรียนหรือแม้แต่ตอนอยู่บนสนามหญ้าในยิมเสียอีก


    รอบหอพักเต็มไปด้วยร้านรวงมากมายกลิ่นแป้งอบหอมฉุยโชยมาจาก ร้านสามเหลี่ยมทองคำ ร้านขายพิซซ่าที่มีป้ายรูปพิซซ่าทรงสามเหลี่ยมยักษ์กระพริบแสงไฟนีออนสีเหลืองอ่อน


    จังหวะบีตเพลงชวนระทึกใจดังตรงมาจากร้านตื่นทอง ร้านเกมที่ตั้งอยู่อีกฟากดึงความสนใจของพวกเขาเอาไว้ในร้านเนืองแน่นด้วยลูกค้านักเรียนมากหน้าหลายตาทั้งชายและหญิงกำลังยืนต่อคิวตู้กดเกมยาวเป็นหางว่าวเด็กจำนวนไม่น้อยกำลังยืนมุงดูที่ตู้เกมกดส่งเสียงเชียร์กันดังจ้าละหวั่น


    แถวจากร้านตื่นทองยาวคดเคี้ยวไปถึงหน้าร้านนัยน์ตาทองคำสี่กะรัต ร้านเช่าวิดีโอที่ติดป้ายประกาศหราไว้หน้าร้านว่า


    บริการยืนภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เสาะหาได้ในฟอร์ทอีสต์... หนังยุคสำริดกลิ่นอายเก่าแก่... หนังยุคทองแดงสุดคลาสสิกหายาก... หนังยุคทองคำสุดโก้เก๋โดนใจวัยรุ่น... หนังยุคเหล็กนำสมัย... หากยืมแล้วไม่คืนภายใน 1 อาทิตย์ เรามีบริการทวงคืนถึงประตูห้องพักของท่าน...


    หรือแม้แต่กระท่อมลูกกวาดของโบดัวสาขาสอง ร้านขายลูกอมขนาดใหญ่ที่มีหุ่นยนต์จำลองทำขึ้นจากน้ำตาลกวนสีทองเป็นประกายเปล่งปลั่ง เขาและเพื่อน ๆ เดินเกาะกลุ่มกับเด็กที่เดินทางรถบัสคันเดียวกัน มาถึงยังหน้าอาคารสีทองรูปร่างหน้าตาคล้ายตึกระฟ้า แสงสะท้อนทองอร่ามด้วยมนต์ขลังเจิดจรัสจากผิวผนังอาคาร


    หอพักใบไม้ผลิต้อนรับผู้อาศัยด้วยโถงกระจกใสขนาดกว้างที่สามารถเดินทะลุออกไปยังผืนทะเลสาบด้านนอกได้ประกายผิวน้ำสีแดงอมส้มจากอาทิตย์อัสดงสะท้อนเรืองรองเป็นลายริ้วน้ำทั่วกระจกผนังกระจกใสถูกตกแต่งด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทั่วห้องใจกลางห้องโถงมีบ่อน้ำพุแก้วในสวนดอกไม้หลากสีสันสร้างบรรยากาศผ่อนคลายทั่วโถง 


    ลูคและเพื่อนๆ ขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่เป็นห้องพักของพวกเขา ชั้นทองแดงที่ยี่สิบเก้าดูตระการตากว่าที่ลูคคิดเอาไว้มากโขหากเทียบกับห้องนอนเก่า ๆ ซอมซ่อที่บ้านของเขาแล้วที่นี่แทบไม่ต่างจากการได้อยู่ในวังหลังประตูเหล็กสีทองแดงบานใหญ่คือห้องโถงวงกลมขนาดกว้างสีเดียวกันกับประตูตู้โต๊ะเก้าอี้ฉลุถูกใช้ตกแต่งอย่างหรูหรา และแน่นอนว่าทำขึ้นจากทองแดงทั้งหมด


    ห้องทองแดงจัดสรรพื้นที่ไว้ครบครันทั้งพื้นที่นั่งเล่นห้องครัว ระเบียงกว้างพร้อมสระว่ายน้ำและสวนเรือนกระจกสำหรับชมทิวทัศน์และท้องฟ้าภายนอกอาคารที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นพระจันทร์และหมู่ดาวประปรายบ้างแล้วซิดจ์กับเบ็นจามินดูจะถูกอกถูกใจกับสวนเรือนกระจกอยู่ไม่น้อยในขณะที่ชินเดินปรี่ไปนอกระเบียงเพื่อสูบบุหรี่สมุนไพรกลิ่นคาโมมายล์ที่หอมละมุนเข้ามาถึงในห้องนั่งเล่น


    ทุกคนลงความเห็นว่าควรลงไปซื้อของกินข้างล่างขึ้นมากินในห้องเพื่อดูปรากฏการณ์รุ้งแสงจันทร์ก่อนจะแยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระในห้องนอนตนเอง


    ลูคเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าให้สดชื่นเสียหน่อยก่อนเดินออกจากห้องนอนไปพร้อมกับซิดจ์ จากหน้าประตูห้องมายังห้องโถงรวมทั้งสี่พบกับเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่ออยู่บนเก้าอี้เบาะบุนวมหน้าห้องนอนบานกระตูสลักรูปดอกกุหลาบ เธอค่อย ๆ เบือนหน้ามามองพวกเขาเมื่อรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ลำพังอีกต่อไป


             สวัสดี ฉันชื่อคลีโอ ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กสาวหุ่นเฟิร์มเจ้าของเรือนผมสีเงินสว่างกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม


    หลังจากทักทายทำความรู้จักกันครบแล้วคลีโอเล่าว่านอกจากเธอแล้วยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ร่วมชั้นนี้ด้วย เธอเองนั่งรอเพื่อนคนนี้มากว่าชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มาเลย


             ไม่รู้ว่าหายไปไหน สงสัยหนีกลับบ้านไปแล้วมั้ง” เพื่อนใหม่พูดติดตลก


             พวกเรากำลังจะลงไปหาพิซซ่ากิน เธอจะไปด้วยไหม” เบ็นจามินถาม


             ก็ดีนะ ฉันก็เบื่อจะรอแล้ว หิวอีกต่างหาก” คลีโอรีบตอบและเอามือลูบท้องไปมา 


             ความจริงแล้วภายในอาคารใบไม้ผลิไม่ได้มีเพียงห้องพักของนักเรียนเท่านั้นแต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าสวนสาธารณะ ลานกีฬา โรงภาพยนตร์ คาราโอเกะ สวนน้ำ หรือแม้กระทั้งสวนสนุกย่อม ๆ


             ความจริงจะหาอะไรกินในนี้เลยก็ได้แต่แซมเคยบอกว่ามีร้านพิซซ่าร้านหนึ่งอร่อยกว่าของกินในตึกเยอะ” ซิดจ์พูด


     เมื่อพวกเขาลงมาถึงยังล็อบบี้ก็ต้องตะลึงกับจำนวนนักเรียนที่เดินกันขวักไขว่เต็มพื้นที่ห้อง 


             โอ้โห คนเป็นล้าน!” ซิดจ์ทำท่าตกใจเกินเหตุจนน่าถีบทั้งห้าพยายามเดินเกาะกลุ่มกันเพื่อไม่ให้พลัดหลงกว่าจะแหวกฝูงชนออกมาถึงหน้าตัวอาคารได้ก็เล่นทำเอาลูคปวดขมับ


             ด้านนอกจำนวนนักเรียนเบาบางลงกว่าในตึกร้านพิซซ่าที่ว่าคือร้านสามเหลี่ยมทองคำ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนตรงข้ามกับหอพักพอดิบพอดีเลยไม่ต้องเสียเวลาเดินหาเมื่อเดินมาถึงหน้าร้านก็ได้กลิ่นหอมโชยแตะจมูกมาแต่ไกล


             หลังจากที่ซื้อเสร็จเรียบร้อยทุกคนก็ช่วยกันถือถาดพิซซ่าคนละไม้คนละมือ ดูจากจำนวนถาดที่แต่ละคนถือแล้วเหมือนเป็นเด็กส่งพิซซ่าอย่างไหงอย่างงั้น


      พวกเขากลับมาถึงห้องพักทันเวลาก่อนสามทุ่มอย่างเฉียดฉิว


    ไม่เห็นจะมีรุ้งแสงจันทร์เลยแฮะ” ลูคพูดก่อนโยนเศษพิซซ่าชิ้นสุดท้ายเข้าปากสายตากวาดมองไปทั่วฟ้า ชินนอนท้าวแขนสูบบุหรี่สมุนไพรหอมอยู่เงียบ ๆ


    จะทิ่มตาอยู่ละ” เบ็นจามินว่าพลางชี้นิ้วไปยังจันทร์เต็มดวงสุขสว่างล้อมด้วยวงแหวนสีเงินยวงสว่างนวลหนังตาลูคเริ่มหนักอึ้ง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเสียงน้ำไหลเอื่อยจากน้ำพุเล็ก ๆในแอ่งน้ำริมสวนหรือเป็นเพราะแสงมัวของรุ้งแสงจันทร์ที่ทำให้เขารู้สึกง่วงงุนอย่างแปลกประหลาดเสียงพูดคุยของเพื่อน ๆ เริ่มแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เขาค่อย ๆหลับตาลงและผล็อยหลับไปโดยไม่ทันรู้ตัว


    เสียงลมโกรกเข้าดังหึ่งปลุกให้ลูคตื่นขึ้นเขากำลังยืนอยู่บนท้องถนนที่ไม่คุ้นว่ารู้จักดวงตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึงเมื่อพบว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่ในห้องพักใบไม้ผลิอีกต่อไปเมื่อสักครู่นี้เขาเพิ่งจะล้มตัวลงนอนดูรุ้งกับเพื่อน ๆ อยู่ไม่ใช่หรือแล้วทำไมกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้


    บนท้องฟ้าสีถ่านมีแสงเรืองสีเงินของวงรุ้งแสงจันทร์ล้อมรอบดวงจันทร์ใหญ่ยักษ์ตึกสูงราวสิบชั้นหลังคาทรงโดมล้อมรอบตัวเขาที่ยืนอยู่บนลานกว้างรูปวงกลมเวิ้งว้างทุกอย่างเป็นสีทองอร่ามตั้งแต่หลังคาจรดท้องถนนห่างออกไปไม่ไกลนักลูคเห็นแนวกำแพงสูงเสียดฟ้าอยู่ลาง ๆ


    ความเงียบงันกรีดก้องหูตลอดทางอาคารรอบด้านว่างเปล่าเหมือนถูกทิ้งร้างทุกย่างก้าวส่งเสียงสะท้อนไปทั่วบริเวณจนรู้สึกเหมือนมีกองทัพล่องหนนับร้อยเดินติดตามอยู่ไม่ห่างลูคเดินสะเปะสะปะบนถนนสีทองอย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนสิ่งเดียวที่รู้คือเขาอยากกลับไปยังหอพักใบไม้ผลิเหลือเกินชั่วขณะเขารู้สึกหวาดกลัวและขนลุกซู่เหมือนกับกำลังถูกจ้องมองแล้วเขาก็ต้องใจหายวูบเมื่อแผ่นกระดาษสีทองแผ่นหนึ่งปลิวเข้าใส่หน้าจนสะดุดล้มโครมลงบนพื้นลูคยันตัวขึ้นยืนอีกครั้งเมื่อตั้งสติได้และคลี่แผ่นกระดาษเจ้าปัญหานั้นออกดู


    หัวกระดาษเขียนด้วยตัวอักษรหวัดว่าประกาศคนหาย 


    ฌายา เรนาร์ด” เด็กหนุ่มอ่านออกเสียงแผ่วช้า ๆกลางกระดาษคือใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังจ้องเขม็งทะลุแผ่นประกาศมาเส้นผมสีส้มแดงของเธอโดดเด่นอยู่เหนือใบหน้าเปื้อนกระซีดเผือดรอยยิ้มกริ่มติดที่มุมริมฝีปากอวบอิ่มแลดูแสบสัน


    พนันได้เลยว่านายกำลังหลงทาง” เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกขัดจังหวะแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเล่นเอาลูคสะดุ้งโหยงสุดตัวเดินไปจนสุดกำแพงจะเจอกับรูปปั้นยักษ์อุโมงค์หลังรูปปั้นคือทางออกเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนแสยะยิ้มอยู่ด้านหลังปอยผมสีดำขลับเป็นมันเงาราวขนนกกาเสยไปด้านหลังลูคขนลุกเกรียวขึ้นทันทีเมื่อจ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกลงไปราวกับหลุมดำ 


    ฉันจะไปทางนั้นพอดี จะเดินไปด้วยกันก็ได้ถ้านายกลัวหลง” เด็กแปลกหน้าเอ่ยต่อ


    เอ่อ… ขอบคุณ” ลูคกล่าว เด็กหนุ่มปริศนาคนนั้นไม่เอ่ยอะไรต่อหากเดินอย่างช้าๆ นำหน้าเขาไป

    ถนนทอดตัวสู่ความเวิ้งว้างตึกอาคารสีทองมีให้เห็นบางตาลงมากโข นาน ๆ ครั้งจะเจออาคารบ้านเรือนสักหลังหลังจากเวลาที่ลูคกะเอาจากความรู้สึกว่าน่าจะเกือบชั่วโมงหนึ่งเขาก็เดินมาสุดเส้นทาง ท้องถนนมืดมัวยามไร้แสงจันทร์สาดส่องอาจเป็นเพราะกำแพงสีทองกว้างสุดลูกหูลูกตาบดบังท้องฟ้าสีหมึกเสียมิดชิด 


    รูปปั้นยักษ์สีทองอร่ามตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าลูคจ้องมองยังเขาคดงอเป็นเกลียวที่งอกออกมาจากขมับทั้งสองข้างกึ่งกลางหน้าผากของมันมีดวงตาดวงที่สามเบิกโพลงจ้องไปในความว่างเปล่าอันไกลโพ้นเขี้ยวคมยาวแทบลากพื้นราวใบมีดและแขนทั้งสามข้างแข็งแกร่งด้วยมัดกล้ามทำให้มันดูดุร้ายน่าหวาดกลัวลูคไม่รู้ว่าเขาคลาดกับเด็กปริศนาคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะเมื่อละสายตาจากรูปปั้นเด็กคนนั้นก็หายตัวไปเสียแล้ว


    ช่องโหว่บนกำแพงซ่อนอยู่ใต้เงามืดของรูปปั้นเขาไม่รีรอรีบลอดตัวผ่านช่องนั้นอย่างรีบร้อนด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าช่องแคบนั้นจะช่วยปลุกเขาให้ตื่นจากฝันแต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าอีกฟากของกำแพงไม่มีสิ่งใดนอกจากป่าไม้ที่ขึ้นทึบ


    แสงสลัวจากใบไม้ใบหญ้าสะท้อนเป็นเงาตะคุ่มด้วยแสงวิบวับจากดอกไม้เรืองแสงตามทางเดินลูกรังลูคเห็นพุ่มดอกไม้หน้าตาเหมือนฮิปโปโปเตมัสดูคล้ายหน้าอาจารย์แจ็คสันอย่างบอกไม่ถูกซึ่งไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลยเด็กหนุ่มเดินต่อไปพักใหญ่พลางปัดเศษใบไม้แห้งที่ร่วงกราวลงบนศีรษะอย่างนึกรำคาญไม่คิดอะไรอื่นนอกจากหวังลม ๆ แล้ง ๆว่าจะเดินไปเจอประตูวิเศษสักบานที่จะพาเขาออกไปจากป่าแห่งนี้


    เสียงสัตว์กลางคืนร้องดังแว่วมาจากทิวไม้เรืองแสงหนาทึบที่ค้อมต่ำลงจนเหมือนยักษ์ปักหลั่นที่กำลังก้มลงมองเหยื่อลูคเลิกลั่กวิ่งฝ่าดงไม้หนาทึบด้วยความหลัว หวังจะหลบซ่อนจากต้นตอของเสียงร้องเสียงดังสวบสาบดังขึ้นตัดความเงียบทุกครั้งที่ย่ำลงบนใบไม้เรืองแสงแห้งกรอบเมื่อหันกลับไปมองข้างหลังเขาประสานสายตาเข้ากับดวงตากลมโตวาวแสงโรจน์ของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังวิ่งไล่กวดมาติดๆ เสียงเหยียบย่ำกรอบแกรบลงบนใบไม้ชัดเจนกว่าที่เคยเมื่อสิ่งนั้นเริ่มเพิ่มความเร็วในการวิ่งขึ้นอย่างกระชั้น


    ลูควิ่งเต็มข้อหวังหนีให้พ้นจากดวงตาคู่โตนั้นจนทะเล่อทะล่าไปสะดุดขอนไม้ที่ซ่อนอยู่ใต้กองไม้แห้งก่อนถลาล้มลงที่พื้นจนหัวเข่าถลอก 


    ท่ามกลางเสียงโอดโอยของตนเองและเสียงคำรามของสัตว์ร้ายตัวนั้นลูคได้ยินเสียงซิดจ์ดังแผ่วผ่านความมืดเข้ามากระทบโสตประสาทที่กำลังเลือนลางลงไปทุกขณะ


    ตื่น!” เสียงซิดจ์ดังแว่วมาลูคเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก สายตาพร่ามัวยิ่งพยายามหายใจเข้าแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนว่าอากาศน้อยลงทุกทีจนดิ้นทุรนทุรายราวกับปลาขาดน้ำ เขากระพริบตาถี่สูดอากาศอันน้อยนิดเข้าเต็มปอดเฮือกสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะเป็นสีขาวโพลน


    ลูคปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับความฝันเมื่อครู่ช่างแปลกประหลาดเสียจนเกือบจะทำให้คิดว่ามันเกิดขึ้นจริงเขายันตัวขึ้นนั่งก่อนรู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อก้มลงดูก็พบว่าหัวเข่าเป็นแผลถลอกใหญ่ความรู้สึกเจ็บปวด สับสนและอ่อนเพลียกำลังถาโถมเข้าใส่เขาพร้อมกัน


    นาฬิกาเจ้าคุณปู่ดังบอกเวลาเที่ยงคืนตรงเรียกสติกลับมาดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อสักครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา เพราะเพื่อน ๆต่างก็แยกย้ายกลับขึ้นไปยังห้องพักทันทีที่ถึงเวลาเที่ยงคืนแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววของเพื่อนที่คลีโอเฝ้ารออยู่


                ในห้องนอนลูคกำลังนั่งอยู่บนเตียงเขารู้สึกไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะนอนลงอีกครั้งหรือไม่ด้วยความกลัวว่าฝันร้ายนั้นจะกลับมาแม้ว่าเมืองสีทองและป่าเรืองแสงแห่งนั้นจะสร้างคำถามและความอยากรู้อยากเห็นมากแค่ไหนก็ตามลูคถอนหายใจพลางมองเพื่อนซี้ที่กำลังหลับคร่อกอยู่บนเตียงก่อนจะลุกเดินออกจากห้องนอนไป 


    ห้องครัวยามวิกาลเงียบกริบจนน่าขนลุกระหว่างที่เขากำลังก้มหยิบขวดน้ำจากตู้เย็นสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังนั่งหลับตาอยู่ในห้องเรือนกระจก


              ใครน่ะ” ลูคถามพร้อมเดินไปใกล้ ๆ


    เด็กหนุ่มคนนั้นลืมตาขึ้นเหลียวมองด้วยนัยน์ตาสีดำที่ต้องกับแสงเรืองจากในสวนจนดูเหมือนสีน้ำเงินเข้มเขามีเส้นผมสีลูกพีชดูแปลกตา


              อาร์ฌองเต้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เขาพูดด้วยเสียงใสราวกับเด็ก


              เพื่อนของคลีโอใช่ไหม” ลูคถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าของเขาน่าจะเป็นใคร


              ใช่ครับ” เด็กหนุ่มหน้าหวานตอบอย่างสุภาพ 


              ลูค ไวท์” ลูคแนะนำตัว ฌองยิ้มรับ


              นอนไม่หลับเหรอครับ ถึงได้ออกมาเดินดึกดื่นป่านนี้”


              จะว่าอย่างไรดีล่ะอันที่จริงไม่ใช่ว่าเขานอนไม่หลับเหรอกแต่เพราะเข้าไม่กล้านอนมากกว่าลูคได้แต่คิดในใจ 


               แค่หิวน้ำเฉย ๆ น่ะ” ลูคพูดและพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ขณะเดียวกันเสียงที่เริ่มจะคุ้นหูของคลีโอก็ดังขึ้นเบื้องหลังเขา


               นายหายไปไหนมา ฉันรอตั้งนานนึกว่าแอบหนีกลับไปนอนบ้านแล้วซะอีก!” ผมสีเงินประบ่าของคลีโอถูกรวบเป็นจุกไว้ด้านบนดูจากชุดนอนยู่ยี่ที่เจ้าตัวสวมอยู่เหมือนว่าคลีโอจะเพิ่งตื่นนอนและออกจากห้องมากลางดึก


              ผมหลงทางขึ้นรถบัสผิดคันไปหอพักฤดูร้อนของพวกปีสองกว่าจะหาทางกลับมาได้แทบแย่น่ะครับ”ฌองตอบอย่างเขินอายในความเซ่อซ่าของตัวเอง ในขณะที่คลีโอหัวเราะร่วน 


               แล้วทำไมไม่เข้าห้องมานอน มัวแต่มานั่งทำอะไรตรงนี้”


               อ๋อ เรื่องนั้น… คือว่า...” ฌองพูดติดขัด


               ช่างเหอะ นอนกัน พรุ่งนี้มีเรียนนะ” คลีโอหาววอดพร้อมกับโบกมือเรียกฌองให้เข้าไปนอนพร้อมกับเขา 


               ราตรีสวัสดิ์นะครับคุณลูค” ฌองรีบลุกจากโขดหินโค้งลาเขาแบบเป็นทางการเสียจนน่ากระอักกระอ่วน ก่อนเดินตามคลีโอเข้าห้องนอนไปไม่นานแสงไฟสลัวในห้องกุหลาบขาวก็ดับลง 


    หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมชั่วโมงนั่งนึกหาคำอธิบายความฝันอันแปลกประหลาดให้กับตัวเองลูคก็เดินกลับจากสวนเรือนกระจกเข้าไปยังห้องนอนเขาเอื้อมมือไปปิดสวิตซ์ไฟที่หัวเตียง ดับแสงไฟสุดท้ายในชั้น ห้องพักชั้นทองแดงตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดของยามราตรีเสียงฟ้าร้องดังอยู่ตลอดทั้งคืนปนกับเสียงสายฝนกระทบหน้าต่างดังเปาะแปะลูคข่มตานอนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ที่นอกระเบียงท้องฟ้ายังคงไร้แสงอบอุ่นสีทองจากดวงตะวันลมฝนพัดกระหน่ำสาดกระทบบานกระจกเสียงดังเป็นจังหวะ ดูเหมือนว่าพายุได้มาเยือนนครฟอร์ทอีสต์เรียบร้อยแล้ว


    จบบทที่ 1



    [1] วีคลีย์ฟอร์เธ่หนังสือพิมพ์รวมสกู๊ปข่าวที่น่าสนใจของมหาวิทยาลัยโกลเด็นฟอร์เธ่ ออกวางแผงทุก ๆเช้าวันจันทร์และวันศุกร์ เพื่ออัพเดทข่าวสารทั้งภายในและภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยภายในระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์(แน่นอนว่าเบ็นจามินคลั่งสะสมมันทุกฉบับในขณะที่ซิดจ์จะเห็นค่าของมันเฉพาะวันที่เขาน้ำมูกไหลหรือเผลอทำซุปหกเปรอะเท่านั้น)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in