the beatrice playlistgiftmeme
one of those days






  • "ไม่เปลี่ยนเลยนะ" 

    ตฤณเอ่ยขึ้นมาหลังจากสูดเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปาก แก้มสองข้างขยับตามจังหวะการเคี้ยวระหว่างพูดกับจอห์นโดยไม่หันไปมอง หลังจากปฏิเสธคำชวนทานมื้อกลางวันที่คาเฟ่ไปหนึ่งครั้ง บอกว่าไม่มีอารมณ์กินซาชิมิร้านขึ้นชื่อหนึ่งครั้ง และทำชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคว่ำในร้านสะดวกซื้อเพราะซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนอีกหนึ่งครั้ง ผู้มาเยือนก็ได้ลิ้มรสบะหมี่เนื้อตุ๋นสมใจอยาก ท่าทางเอร็ดอร่อยเสียจนจอห์นแค่มองก็อิ่มตาม ตอนนี้พวกเขานั่งบนขั้นแรกของบันไดหินที่ทอดลงไปสู่ชายหาด แสงแดดในโมงยามนี้ทำให้ร่องรอยของฝนระเหยหายไปเกือบหมดแล้ว เมื่อมองไปข้างหน้าก็เห็นริ้วคลื่นลูกเล็กเคลื่อนหาฝั่งอย่างเอื่อยเฉื่อยจนดูคล้ายรอยยับบนผ้าเรยอนสีกรมท่า บนชายหาดมีเด็กชายหญิงคู่หนึ่งเดินเตาะแตะมาพร้อมถังใส่อุปกรณ์ก่อกองทราย ก่อนจะปักหลักสร้างป้อมปราการอยากขะมักเขม้น จอห์นเหลือบมองคนข้าง ๆ อีกแวบหนึ่งแล้วเปิดกระป๋องโคล่าสูตรไม่มีน้ำตาลขึ้นมาดื่ม 

    "อะไรที่ไม่เปลี่ยน" 

    ความซ่าของน้ำอัดลมทำเอาแสบคอจนแทบสำลัก นี่เป็นของเหลวอย่างแรกที่เขาได้ดื่มตั้งแต่ตื่นมาเพราะโดนดีนเขย่าปลุกจนนึกว่าแผ่นดินไหวในวันสิ้นโลก ตอนที่เขาพาตฤณขึ้นไปสำรวจบนชั้นสองที่ปัจจุบันใช้เป็นห้องเก็บของโล่ง ๆ เจ้ารุ่นน้องคนนี้ไม่แม้แต่จะหาอะไรมารับรองแขกตามมารยาทเลยสักนิด เขาค่อนข้างมั่นว่าในเมื่อขณะนั้นไม่มีลูกค้าสักคนและดีนไม่ถึงขั้นหัวหมุนจัดร้าน เหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือหมอนั่นไม่สบอารมณ์ เรื่องนี้จะโทษอีกฝ่ายก็ไม่ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะจอห์นลืมปรึกษาหุ้นส่วนไปเสียสนิท และหากพูดถึงเรื่องหลงลืม เขาเองก็ย่อมรู้สึกผิดต่อศิลปินที่รอนแรมข้ามประเทศมานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เจ้าตัวคิดถึงนักหนาเช่นกัน ทั้งที่สัปดาห์ก่อน จอห์นคิดว่าตนเองไม่มีวันลืมความรู้สึกตอนที่เห็นอีเมลของตฤณเข้ามาในกล่องจดหมาย ผมจะกลับไป ตึกมีห้องว่างไหม แกลอรี่เล็กหนึ่ง ห้องทำงานหนึ่ง ส่งที่อยู่มา — ยังคงประหยัดตัวหนังสือดังเช่นทุกครั้ง ไม่มีแม้แต่คำทักทายและคำลงท้าย ไม่น่าเชื่อว่ามาจากเด็กช่างเถียงที่ขอให้ได้พูดประโยคสุดท้ายในบทสนทนาอันเร่าร้อน ทว่าตลอดเวลาที่ไม่ได้พบหน้า ข้อความที่พวกเขาส่งโต้ตอบกันเพียงเท่านั้นก็ไพเราะเหมือนบทกวีส่วนตัว

    "วิธีที่มองคนอื่นด้วยสายตาแบบนั้นไง"

    ตฤณตอบระหว่างใช้แขนเสื้อเช็ดปากไปด้วย ก่อนหน้าจะมีโอกาสอาบแสงแดดอบอุ่น ชายหนุ่มตัวสั่นเทาเพราะฝนที่ตกลงมาไม่รอท่าและคนผิดสัญญาคนหนึ่ง ระหว่างเดินวนรอบห้อง จอห์นสังเกตว่าอีกฝ่ายถูมือและแขนไปมาเพราะอากาศเริ่มเย็นลง ส่วนเสื้อแจ็กเก็ตเดนิมที่พาดอยู่บนไหล่น่าจะยังชื้นละอองฝนจากเมื่อครู่ ด้วยเหตุนั้นเจ้าของบ้านจึงหายแวบไปและกลับลงมาจากชั้นบนก่อนที่ตฤณจะทันรู้ตัว จากนั้นก็คลุมเสื้อไหมพรมตัวโคร่งลงบนศีรษะอีกฝ่ายราวกับแขวนไว้บนตะขอ เมื่อตฤณหันหน้ามาหาอย่างช้า ๆ ทั้งอย่างนั้น ความทรงจำของจอห์นก็เล่นตลกเพื่อเอาคืนทันที เย็นวันหนึ่งที่โรงละคร นักเรียนซุ่มซ่ามคนหนึ่งในฝ่ายฉากเผลอเอียงกระป๋องสีจนหยดใส่ผมและเสื้อเชิ้ตขาวของตฤณที่นั่งขัดสมาธิระบายสีก้อนหินอยู่ข้างล่าง สีแดงติดแน่นจนล้างไม่ออกและทำให้จอห์นที่บังเอิญผ่านมาเห็นแทบลมจับ ตอนนั้นเขาเอาเสื้อนอกของตัวเองคลุมศีรษะรุ่นน้องไว้เพราะอีกฝ่ายดึงดันจะกลับไปทำงานต่อให้เสร็จ ตฤณทำหน้าไม่สบอารมณ์แต่ก็ไม่ได้โยนมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใย วันต่อมาเด็กหนุ่มคนนี้บุกเดี่ยวมาถึงห้องเรียนของจอห์นและยื่นเสื้อที่ซักรีดมาแล้วเรียบร้อยให้ แน่นอนว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของจินตนาการวัยรุ่นสุดพลุ่งพล่านแทบจะทันที 

    "เมื่อกี้เราไม่ได้สบตากันสักหน่อย"

    พอสิ้นคำพูดของจอห์น ตฤณก็ทำลายคำแก้ต่างอันเปราะบางของเขาทันที นัยน์ตาสีดำคู่นั้นไม่เคยวูบไหวและคมกล้าจนแม้แต่คนที่ไม่เคยยอมแพ้ในเกมสบตาอย่างเขายังต้องพ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไร้บทบาทในละครและระยะห่างจากเวทีถึงที่นั่งผู้ชม เขาถึงตระหนักขึ้นมาว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายอย่างเต็มตา ไม่ใช่ในเงาสลัวบนชั้นสองหรือเพราะสายตาเผลอไผลไปตามธรรมชาติ แม้ใบหน้าของตฤณจะไร้ริ้วรอยแห่งวัยที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่กาลเวลาก็ยังหาทางฉาบเปลือกนอกของคนเราเหมือนฝุ่นบนกรอบรูปมัวอยู่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเส้นผมดำขลับของชายหนุ่มตรงหน้ายาวกว่าสมัยเป็นเด็กนักเรียน ไม่ใช่เพราะผิวสีน้ำผึ้งมีร่องรอยของกระแต่งแต้มและเข้มขึ้นกว่าแต่ก่อนเนื่องจากอาศัยในที่ที่แดดจ้า และไม่ใช่เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ตฤณคือจิตรกรมีชื่อเสียง มิใช่เด็กใหม่ในฝ่ายฉากประจำชมรม มิใช่นักแสดงที่เขาขอร้องให้มารับบทเบียทริซ ด้วยว่าอีกฝ่ายคือเหตุผลที่เขาเขียนเบียทริซ — หญิงสาวผู้จากไปซึ่งกลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่ปฏิเสธสรวงสวรรค์ในฉากสุดท้าย และแน่นอนว่ามิใช่รุ่นน้องคนที่ปฏิเสธความรักของจอห์นวัยสิบแปดปีอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน แต่เป็นเพราะตฤณที่มีเลือดเนื้อตรงหน้าเคยเป็นทั้งหมดที่ว่ามาและไม่ได้เป็นในคราวเดียว กาลเวลาช่างเป็นนักต้มตุ๋นที่แนบเนียนเหลือเกิน ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางแดดจ้า จอห์นกระพริบตาและสงสัยขึ้นมาว่าคนตรงหน้าเป็นใคร 

    "ความรู้สึกไง ความรู้สึก" ตฤณตอบ เป็นคำตอบของคำถามก่อนหน้าที่จอห์นพูดออกมาเสียงดัง ไม่ใช่เสียงกระซิบหวาดกลัวที่เขาไม่อยากให้ใครได้ยินเมื่อครู่นี้ "สายตาแบบนั้นแทบจะประทับเป็นรอยสักบนตัวผมไปแล้ว ถึงไม่ได้มองดูก็รู้ว่าอยู่ตรงนั้น เหมือนกับมีรูปมีร่างชัดเจน ผมไม่ได้คิดไปเองใช่หรือเปล่า" 

    "ฉันคงทำให้นายมีความทรงจำเลวร้ายด้วยสายตาของผู้กำกับไปแล้ว" จอห์นว่า คาดไม่ถึงว่าเมื่อไถ่ถอนด้วยกาลเวลา เขาจะดูหมกมุ่น เอาแต่ใจ และเห็นแก่ตัวปานนั้น ตฤณเองก็ดูจะสัมผัสได้ว่าเขารู้สึกนั่งไม่ติดขึ้นมาด้วยความอับอายบางอย่าง จึงส่ายหน้าแล้วหยิบกระป๋องน้ำอัดลมของจอห์นที่เหลือเพียงครึ่งมาดื่มต่อจนหมด ก่อนบีบมันดังแกร๊กราวกับหวังทำลายความเงียบที่คั่นกลางพวกเขาอยู่

    "สายตาของเด็กหนุ่มในห้วงรักต่างหาก" ตฤณแก้คำพูดของเขา หากเป็นเมื่อก่อน จอห์นอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่านี่คือการหยอกเย้ากึ่งเกี้ยวพาราสี เป็นคำพูดคำจาชวนเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนคิดว่าอีกฝ่ายนอนกับจอห์นจนได้บทนำในละครมา ("ฉาวจนนึกว่าเราทำละครบรอดเวย์กันอย่างนั้นแหละ"  ตฤณในตอนนั้นขำจนตัวงอ) แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงกึ่งจริงจังกึ่งเอือมระอาของตฤณด้วยสองหูของตนเองในตอนนี้ จอห์นจึงเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นทุกทีว่านี่ไม่ต่างจากข้อความในอีเมลหรือหลังโปสการ์ดที่เขาได้รับมาตลอดหลายปีมานี้สักนิด ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอื่นใดมากไปกว่านั้น แต่ถ้าหากเขาคิดว่ามีเมื่อไหร่ล่ะก็ นั่นแปลว่าตนคงตกหลุมพรางที่ขุดเอาไว้เองอีกครั้ง หาไม่แล้วก็ร่วงลงไปลึกกว่าเดิม 

    "นั่นมันตั้งชาติเศษแล้ว" จอห์นถอนหายใจ "เวลาไม่มีเรื่องอื่นให้คุยกันนอกจากอดีตน่ะน่าเบื่อออก"

    "เดี๋ยวก็รู้" ตฤณยกยิ้มมุมปากเหมือนเวลาถูกท้าทาย เส้นผมที่ยาวลงมาปรกตาทำให้จอห์นนึกอยากจะเอื้อมไปปัดและเอาทัดหูให้ แต่การกระทำเล็กน้อยที่สุดเมื่อชาติเศษก็เป็นเรื่องอันตรายในยามนี้ "พี่จะรับมือผมในอนาคตได้หรือเปล่าเถอะ" อีกฝ่ายยิ้มแยกเขี้ยวให้

    จอห์นใช้เวลาอีกพักหนึ่งทีเดียวถึงจะเข้าใจความหมายของตฤณ ด้วยเหตุนั้น เส้นทางที่พวกเขาใช้กลับไปยัง beatrice จึงทาบทับกับทางเดินไปยังหอพักของโรงเรียนประจำในห้วงคำนึงของเขาอย่างคาดไม่ถึง หลังจากซ้อมละครเสร็จ พวกเขาจะเดินคุยกันเรื่อยเปื่อยไม่ก็แบ่งเพลงกันฟังผ่านไอพอดคลาสสิกของจอห์น ตฤณสูงเพียงแค่ไหล่ของเขาเสมอมาและเสมอไป ทุกก้าวต้องระมัดระวังไม่ให้หูฟังถูกกระชากจนหลุดเพราะฝีเท้าที่ไม่เท่ากัน นั่นเกือบจะเหมือนการซ้อมของนักกีฬาประเภทคู่ทีเดียว แต่ตอนนี้เมื่อไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ เชื่อมพวกเขา ไหล่ของตฤณเผลอสัมผัสกับต้นแขนของจอห์นระหว่างทางขึ้นและลงเนินที่ต้องใช้กำลังขาเป็นพิเศษ ใกล้กันมากพอให้เขาคว้าตัวศิลปินหนุ่มที่ลื่นไถลเป็นเด็กเล็กได้ทัน นี่น่ะหรือ อนาคตที่พูดถึง จอห์นคิด มีตฤณเช่าห้องทำงานอยู่ชั้นสองและเป็นรูมเมทบนชั้นสาม อาจจะได้ออกมาเดินเล่นบนถนนสายนี้ทุกเย็น นั่งกินบะหมี่ริมทะเลให้ดีนหงุดหงิดใจเล่น ตกดึกก็เปิดไวน์ที่แอบขโมยมาจากชั้นใต้ดินที่บ้านจิบทีละนิดก่อนเข้านอน ทางใครทางมัน ไม่มีวันล้ำเส้น

    ระหว่างที่เขาละเมอเพ้อพกกับสิ่งที่ยังไม่มาถึง ตฤณก็หยุดกึกตรงจุดเดียวกับเมื่อชั่วโมงก่อน ที่หน้าร้านสักของไท ถ้าจะมีใครทำธุรกิจที่ดูสิ้นหวังยิ่งกว่าเขาก็คงเป็นชายหนุ่มนิสัยเงียบแต่น่าคบหาคนนั้น จอห์นรอให้ตฤณเปรยขึ้นมาว่าอยากประทับร่องรอยบางอย่างไว้บนผิวหนังตัวเองบ้าง เพื่อที่เขาจะได้แนะนำเจ้าของร้านและเพื่อนบ้านในอนาคตให้รู้จัก แต่ปรากฏว่าเขาเดาคนที่อยู่ในใจอีกฝ่ายผิดถนัด

    "สายตาแบบนั้นน่ะ" ตฤณเอ่ยถึงหัวข้อเมื่อครู่ที่จอห์นปล่อยผ่านไปเหมือนสายลมแล้ว "เมื่อกี้พี่มองผู้ชายคนนั้นด้วยสายตาแบบนั้นเลย แบบเด็กหนุ่มในห้วงรัก"

    เมื่อมองผ่านไปหลังบานกระจกของร้านซักแห้ง เครื่องซักผ้าฝาหน้าเครื่องหนึ่งกำลังหมุนผ้าข้างในไปมาจอห์นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตฤณสังเกตเห็นอะไรมากไปกว่าการโบกมือทักทายตามประสาคนเป็นมิตรเกินเหตุ เรื่องนั้นทำให้เขารู้สึกผสมปนเปกันระหว่างความหวาดกลัวและความอับอาย — กลัวที่แม้แต่ตัวเองยังไม่ล่วงรู้ว่าเปิดเผยสิ่งใดออกไป อายที่ถูกจับได้ทั้ง ๆ อย่างนั้น

    "เพราะเซ็กส์" จอห์นยักไหล่ มองริมฝีปากของตฤณค่อย ๆ ห่อเป็นรูปตัวโอ "แค่เซ็กส์"



    พวกเขากลับไปพบสมาชิกของละแวกบ้านอยู่กันพร้อมหน้า ณ คาเฟ่ ตฤณแจ้งกับหุ้นส่วนของร้านว่าจะตัดสินใจเช่าพื้นที่ชั้นสองและคาดว่าจะมาเป็นเพื่อนร่วมห้องของจอห์นในอนาคต เมื่อถูกถามว่ารู้สึกขัดข้องหรือไม่สะดวกตรงไหนหรือไม่ ดีนทำสีหน้าอ่านยากแล้วบอกว่า "ตามใจ อาจทำให้มีคนเข้าร้านเยอะขึ้นก็ได้มั้ง" ก่อนจะกลับไปตีแป้งในชามสแตนเลสอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนไทที่ได้ยินบทสนทนาอย่างเสียมิได้เอ่ยปากต้อนรับตฤณพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ดูเหมือนว่าเขาจะพอรู้จักผลงานของอีกฝ่ายอยู่บ้าง ถึงได้กล่าวว่าจะตั้งตาคอยชิ้นงานของจริง ระหว่างที่เสียงหัวเราะเก้อเขินดำเนินไป ลินที่นั่งอ่านหนังสือในภวังค์ของตนไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
die young (@teenageblue)
สายตาแบบเด็กหนุ่มในห้วงรักงั้นเหรอ จอห์นดูคลั่งรักจังเลย ส่วนตฤณก็เหมือนจะดูออกว่ามันไม่ใช่แค่เซ็กส์ แต่อาจจะเป็นอย่างงั้นจริงๆก็ได้ รู้สึกเดาไม่ออกเลย ชอบอีกฉากหนึ่งตรงแต่ก่อนจอห์นกับตฤณเดินฟังเพลงโดยใช้ไอพอดกัน น่ารักตรงที่ต้องพยายามเดินให้เท่าๆกันไม่งั้นหูฟังอาจจะหลุด ดูเป็นโมเม้นที่น่ารักแปลกๆดี
pennyrobinn (@pennyrobinn)
หลงรักทุกตัวละครเลยค่ะ
verywhalee (@verywhalee)
ขอบคุณที่แต่งนะคะ💛