the beatrice playlistgiftmeme
look at me





  • Ty



    ไทกำลังเติมคำศัพท์ซึ่งเป็นคำตอบของนิยาม [done in, or executed with secrecy or concealment, especially for purposes of subversion or deception] ลงในช่องปริศนาอักษรไขว้ เมื่อตัวอักษรที่เขียนลงไปด้วยดินสอสองบีสอดรับกับ c, n, i ที่มาจากคำอื่น ๆ ก่อนหน้าได้พอดี เขาก็บิดขี้เกียจจนสุดตัวพร้อมส่งเสียงพึงพอใจออกมาเหมือนแมวคราง "clandestine" — คำคำนี้ช่างรูปงามนามไพเราะ แม้ว่าความหมายจะไม่ชอบมาพากลไปสักหน่อยก็ตาม ไทพบมันครั้งแรกในนิยายสืบสวนที่จอห์นจากคาเฟ่ให้ยืมหลังจากเห็นว่าเขามักอ่านหนังสือระหว่างนั่งเฝ้าร้านซักผ้า อันที่จริง นี่ไม่ใช่งานที่น่าเบื่อเสียจนเขาต้องหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาแต่อย่างใด เหตุผลมีแค่ว่าไทชื่นชอบเสียงฮัมต่ำ ๆ ของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยทุ่นแรงมนุษย์ในกิจกรรมน่าเหนื่อยหน่าย ทว่าขาดเสียมิได้ก็เท่านั้น เสียงครืดครืดครืดระหว่างตะกร้าซักหมุนไปมาตลอดจนเสียงหวือหวือหวือตอนปั่นแห้งล้วนแต่เป็นเสียงบรรยากาศที่ทำให้ชายหนุ่มอบอุ่นหัวใจ เหมือนเพื่อนที่ไม่พูดอะไรไร้สาระและมาอยู่ร่วมห้องกันเพื่อไม่ให้โดดเดี่ยวเกินไป ด้วยเหตุนี้ลูกค้าและคนที่มองเข้ามาผ่านกระจกใจจึงเห็นไทขลุกอยู่ที่นี่มากกว่าร้านสักข้าง ๆ ซึ่งควรเป็นที่ทำงานหลักของช่างสักอย่างเขา 

    ร้านซักผ้าหยอดเหรียญมาก่อนร้านสัก และร้านซักอบแห้งมาก่อนร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ภรรยาของเขาได้รับมันเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ เมื่อเขาตามเธอมายังเมืองแห่งนี้ในปีแรกที่แต่งงาน พวกเขาสองคนตื่นแต่เช้ามาซักผ้า หอบขึ้นมาตากบนดาดฟ้า ก่อนจะรีดให้เรียบในตอนบ่ายแก่ ๆ และขี่สกูตเตอร์ไปส่งตามบ้านช่วงหัวค่ำ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่เหนื่อยเกินจะทำงานบ้านเอง ไม่ก็เป็นหนุ่มสาวจากต่างเมืองที่ย้ายมาทำงานนแถวนี้และเห็นว่าการทำงานบ้านนั้นเปลืองแรงเกินไป แต่อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่งานหลักของพวกเขาเสียทีเดียว ไทเป็นนักวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก ส่วนจีนเป็นครูสอนพิเศษให้เด็กมัธยม วิชาถนัดคือคณิตศาสตร์ เธอพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าจะให้เขาทำหนังสือภาพสอนเลขคณิตเบื้องต้นให้ลูกสักเล่ม แต่สุดท้ายเธอก็ตายไปก่อนทั้งคู่จะได้มีลูกด้วยกันและเขาทันวาดบทเรียนที่หนึ่งเสร็จ ไทกลับไปเมืองหลวงอยู่สามปีก่อนจะหวนมาเปิดร้านสัก จากนั้นก็โละทุกอย่างในร้านซักรีดทิ้งจนเหลือแค่เครื่องซักผ้าสามเครื่อง คนในละแวกนี้ตั้งคำถามกับการเลือกของเขาตั้งแต่วันแรก ไทคาดว่าเกินครึ่งต้องอนุมานว่าสติสตังของของเขายังไม่เข้าที่เพราะความสูญเสีย เพราะถึงจะดูเป็นคนแปลก ๆ อย่างไร ชายหนุ่มผอมบางวัยยี่สิบเก้าที่มีผมหงอกขาวแทบทั้งหัวก็ไม่เหมือนคนที่จะเอาเข็มจิ้มไปบนเนื้อหนังคนอื่นอยู่ดี

    รอยสักเดียวที่เขาได้รับจากอาจารย์เป็นสมการคณิตศาสตร์หนึ่งแถวตรงสะบักข้างขวา จีนเคยพูดถึงมันให้เขาฟังในเดตครั้งที่สาม ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจสักคำ ทำได้เพียงตอบไปว่า "ดูเผินๆ ก็เรียบง่ายดีนะ มิน่าถึงได้ยากขนาดนี้" — เธอหัวเราะ ก่อนจะบอกว่าเขาเองก็เป็นคนแบบนั้นไม่มีผิด สมการนั้นเรียกว่าทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา เป็นโจทย์สุดหินที่นักคณิตศาสตร์พยายามพิสูจน์มาเป็นศตวรรษ เมื่อไทถามว่าเธอคิดอย่างไรกับมัน หรือว่าเธออยากเป็นคนทำการพิสูจน์สมการนี้ด้วยเอง หญิงสาวกลั้นยิ้มแล้วตอบว่า "จะมีบทพิสูจน์อยู่จริงก็ดี หรือไม่มีวันพิสูจน์ได้ก็ดี การสร้างสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปเป็นสัจนิรันดร์นี่สวยงามดีนะ" — ไทไม่รู้ว่ามีของพรรค์นั้นอยู่บนโลกจริงหรือไม่ เขากลับบ้านไปค้นหาบทความที่เกี่ยวข้องก่อนจะพบว่ามีผู้พิสูจน์ทฤษฎีบทดังกล่าวสำเร็จแล้ว

    เขาคิดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ และมือก็เผลอเอื้อมไปแตะรอยนูนบนผิวหนังโดยอัตโนมัติ ท่าทางเหมือนคนปวดเมื่อยไหล่อยู่พอสมควร รอยสักเป็นสิ่งที่ลบยากทว่าลบได้ ไม่ได้คงอยู่ตลอดไปและไม่ใช่สัจนิรันดร์ จีนจะว่าอย่างไรหากรู้ว่าเขามอบสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนให้ปรากฏขึ้นและติดตัวคนคนหนึ่งไปตราบเท่าที่เจ้าตัวจะพอใจแบบนี้ ไทหลับตาขณะที่นิ้วเคลื่อนไปสัมผัสรอยนูน พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบชายหนุ่มตัวสูงที่สะพายถุงผ้าสีครีมยืนอยู่ข้างนอก หลานของคุณยายร้านดอกไม้เป็นฝ่ายละสายตาไปก่อนแล้วเลื่อนประตูเข้าร้านมา

    "ดีจังที่ฝนหยุดตกแล้ว" ไทเอ่ย เห็นอีกฝ่ายก้มเปิดฝาหน้าของเครื่องซักผ้าก่อนจะใส่ผ้าปูที่นอนเข้าไปอย่างเงียบ ๆ จนเขานึกอยากทักขึ้นมาว่าไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรไปหน่อยหรือ ถ้าจะซักของแค่อย่างเดียว แต่นั่นคงจะดูจุ้นจ้านมากไปหน่อย อีกอย่างท่าทางลินก็ไม่อยากสนทนากับเขาเท่าใดนัก ชายหนุ่มยังไม่พูดอะไรตอบเขาสักคำตั้งแต่มาเยือนจนกระทั่งกดปุ่มเริ่มทำงาน ไทเดาว่าอีกเดี๋ยวลินคงวางธนบัตรไว้บนโต๊ะของเขาแล้วกลับไปที่ร้าน หนึ่งชั่วโมงให้หลังถึงค่อยมาเอาผ้าที่ปั่นแห้งเสร็จพอดี 

    แต่ทุกอย่างที่คิดไว้นั้นผิดคาดเมื่อลินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆครึ้มเผยประกายแดดซึ่งกระทบกับเรือนผมสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะอยู่ที่นี่มาพักใหญ่ทั้งคู่ แต่พวกเขาพบกันน้อยครั้งมาก ไม่นับช่วงเวลาไปจ่ายตลาด เข้าร้านสะดวกซื้อ หรือเดินสวนกันตามทางบ้างเป็นครั้งคราว เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าลินเอาผ้ามาซักที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่ิอไหร่ (หรือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นกันแน่) พอนึกดูแล้วก็เหนือจริงจนแทบไร้สาระที่เห็นคนคนนี้มานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดตรงหน้า ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเคยช่วยรูมเมทจองบัตรละครเวทีรอบแรกที่ลินรับบทพระเอก แต่ก็ยังไม่วายได้ที่นั่งแถวหลังเมื่อมีโอกาสได้มองใกล้ ๆ เช่นวันนี้ ไทรู้สึกว่าอดีตนักแสดงดูไม่ต่างจากคนในโปสเตอร์เท่าใดนัก งดงามจนไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง ใบหน้าที่ศิลปินถวิลหาว่าจะได้ครอบครอง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของ แต่เป็นผู้สร้าง — รูมเมทของเขาเคยพรรณาเอาไว้ หล่อนใช้เวลาอยู่หน้าผืนผ้าใบและบรรจงลอกเลียนแววตาคู่นั้นอยู่นานสองนานทีเดียว 

    ถึงอย่างนั้น อย่างอื่นข้างในก็อาจแตกสลายไปแล้ว ตอนเขาพบลินตัวต่อตัวครั้งแรกที่บาร์หลังงานศพของคุณยายร้านดอกไม้เสร็จสิ้น ชายหนุ่มถามเขาว่าสะดวกเดินกลับบ้านเป็นเพื่อนหรือไม่ ไทตอบรับเยี่ยงเพื่อนบ้านที่ดีและให้ยืมแขนข้างหนึ่งต่างไม้ค้ำ พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกัน ไม่เคยคุยอะไรกัน จนกระทั่งจู่ ๆ ลินก็เอ่ยขึ้นมาว่า "คุณจูบผมหน่อยได้ไหม" ด้วยสีหน้าที่คนทั้งโลกไม่มีทางปฏิเสธลง ใบหน้าของไทอยู่ห่างจากลินเพียงลมหายใจเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ ก่อนที่วินาทีถัดมาเขาจะถอยไปไกลกว่านั้น เพียงแต่ไม่ไกลเกินกว่าจะอ้าแขนกว้างเป็นการเสนอทางเลือกให้แทน ลินตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อย ท่าทางของทั้งคู่จึงประดักประเดิกอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายกำลังสะอื้นอยู่กับบ่าของเขา เมื่อไทเอื้อมมือไปลูบศีรษะก็ดูจะทำให้ลินร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิมเสียอีก ไม่ว่าใครย่อมรู้ว่าการปลอบคนร่ำไห้มีแต่จะทำให้พวกเขาอาการหนักกว่าเดิม

    หลังจากส่วนที่ยากที่สุดจบลง พวกเขาก็เดินกลับบ้านท่ามกลางความเงียบ ไทเอ่ยคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" เมื่อมาส่งลินถึงหน้าบ้านหลังเก่า ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้า และจากนั้นทั้งสองก็แทบไม่ได้สนทนากันอีกเลยจนวันนี้

    "คุณคิดถึงเรื่องวันนั้นอยู่แน่ ๆ " ลินเอ่ยขึ้นมา ลักยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนแก้มสองข้าง
    "ผมนี่อ่านง่ายเหลือเกิน" ไทยิ้มตอบ "ได้แต่คิด เพราะไม่อยากทำให้คุณอึดอัดน่ะ"
    "อืม" เสียงแบริโทนน่าฟังตอบรับในลำคอ "ขอบคุณครับ"

    สายตาของลินจับจ้องไปยังปริศนาอักษรไขว้ที่ไทเติมจนเต็มแล้วทุกช่อง เสียงครืดครืดครืดจากเครื่องซักผ้าทำให้ภาวะสุญญากาศระหว่างพวกเขาไม่ไร้สุ้มเสียงจนเกินไป ไทเกือบจะแต่งเรื่องจากคำศัพท์ในนั้นได้สำเร็จอยู่แล้ว ตอนที่ลินเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเองอีกครั้งว่า "ขอโทษนะครับ" 

    แค่คำขอโทษคำเดียวโดด ๆ ที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ไม่มีประโยคอื่นต่อท้ายหรือบริบทเสริมเติมแต่ง ไทรับมันไว้ด้วยรอยยิ้มพร้อมคำพูดที่ว่า "ไม่เห็นมีอะไรต้องขอโทษเลย" และ "กินอะไรหรือยัง ไปหาอะไรกินที่ beatrice กันไหม" ประโยคหลังกลั่นกรองมาจากความโล่งใจและอัธยาศัยอันดีที่ไม่ได้มีให้ใครบ่อย ๆ แม้แต่ลินเองก็ยังเบิกตากว้างและดูจะตั้งตัวไม่ทันเมื่อถูกชวน ไทคิดว่าดีน เจ้าหนุ่มที่ดูแลคาเฟ่แห่งนั้นน่าจะตกใจกว่านี้เป็นสองเท่าหากเห็นว่าเขาพาใครมาด้วย เรื่องเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่แบบนี้ทำให้เขาชื่นใจเหมือนได้ดื่มชานมหวานพิเศษสองแก้ว

    เพียงแต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบดี หุ้นส่วนอีกคนของ beatrice ก็เดินผ่านหน้าร้านมา จอห์นโบกมือทักทายเมื่อเห็นว่าไทชะเง้อมอง ข้าง ๆ ตัวเขามีชายหนุ่มอีกคนที่ตัวเล็กจนแทบโดนบังมิด ไทจำเขาได้ทันที เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาคนนั้นเอาเสื้อแจ็กเก็ตคลุมหัวตอนฝนลงเม็ดและละล่ำละลักถามทางไปยังคาเฟ่ที่ว่า ตอนนี้เขาหันไปฟังจอห์นพูดอยู่แวบหนึ่ง อาจรับฟังข้อมูลเรื่องกิจการของไทคร่าว ๆ ก่อนจะถอยกลับไปมองดูร้านสักข้าง ๆ ด้วยท่าทีสนใจ ลินหันหลังตามสายตาเพื่อดูว่าไทกำลังส่งภาษากายให้ใครอยู่ ส่วนสีหน้าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรนั้น เขาก็ยากจะคาดเดา มีแต่จอห์นที่ยิ้มแป้นเหมือนคนบ้าและทำราวกับว่าไม่เห็นอะไรอย่างอื่นอีก จนกระทั่งถูกผู้ชายตัวเล็กคนนั้นกึ่งจูงกึ่งลากไปจนลับสายตา 

    "ไปกันเถอะครับ" ลินหันกลับมาหา พยักหน้า และเป็นฝ่ายเดินนำลิ่วออกไป


    เหลือเวลาอีก 37 นาทีก่อนผ้าปูที่นอนจะซักเสร็จ ไทคว่ำหนังสือแล้วเดินตาม รู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าท่ามกลางทิวทัศน์ริมชายฝั่งและบนถนนสายแคบ แผ่นหลังของลิน บุคคลที่รูมเมทของเขารักใคร่บูชานักหนาช่างจะดูอ้างว้างเหลือเกิน 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
die young (@teenageblue)
อีกครั้งที่เราอยากจะชมงานเขียนของคุณ บรรยายคาแรคเตอร์ของตัวละครออกมาได้ดีมากเลย แบบอ่านแล้วเห็นภาพ มันทำให้เราตกหลุมรักในทุกตัวละครที่คุณสร้างขึ้นมา รวมทั้งชอบคำว่า clandestine ชอบที่มาของรอยสัก
araun (@araun)
เจ้าลินน่ารักจังเลยค่ะ อย่างบอกไม่ถูก 55555
tinypapa (@blessguqirlx)
เราว่าเราสังเกตมานานแล้วว่างานคุณเฉพาะตัวมาก ๆ สำหรับเรา แบบที่พูดไม่ถูกค่ะ555555 เหมือนถ้าเราไม่ตั้งใจหรือไม่จดจ่อจะไม่สามารถเข้าใจงานนี้ได้ยังไงอย่างนั้น แต่เราก็ชอบงานคุณมาก เสียดายที่ไม่เห็นทวิตของคุณบ่อยเท่าไรทั้งที่ฟอลไว้😔 แต่เราว่างานคุณ classic แบบที่พูดไม่ถูกอีกแล้ว เหมือนเป็นที่พักใจอีกที่หนึ่งของเรา ติดตามผลงานนะคะ🥰