the beatrice playlistgiftmeme
Try again







  • ดีนเกือบลืมไปแล้วว่าการมองดูพี่สาวใช้มีดแล่ปลาทูน่าและบรรจงหั่นก้อนเนื้อสีชมพูเข้มทีละชิ้นนั้นเพลิดเพลินเพียงใด โลหะแหลมคมตัดผ่านความนิ่มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างแม่นยำและหมดจดครั้งแล้วครั้งเล่า ซอยย่อยให้กลายเป็นสี่เหลี่ยมที่บางกว่าเดิมหลายเท่าซ้อนกันบนจานเป็นกลีบดอกไม้ยักษ์ ก่อนหน้านี้ไม่นานมันยังดูเหมือนหินก้อนใหญ่ที่มีริ้วลวดลายสีขาวแทรกอยู่ ราวกับว่ามีนายช่างสักคนไปเฉือนภูเขาแล้วพบแร่ล้ำค่าเข้า หลังจากนั้นเนื้อที่ถูกแบ่งออกมาขนาดเท่า ๆ กันก็มีหน้าตาเหมือนก้อนดินน้ำมันที่หลานสาวของเขาแกะออกมาจากห่อใหม่หมาดแล้วใช้มีดพลาสติกที่อยู่ในชุดเครื่องครัวสำหรับเด็กหั่นเลียนแบบแม่ ต่างกันตรงที่ประกายแวววับจากมีดที่พี่สาวยกขึ้นและบังเอิญกระทบแสงไฟเหนือศีรษะสามารถสะท้อนเข้านัยน์ตาของเขาได้ เพียงกะพริบไล่ก็ทำให้หลุดจากภวังค์หนึ่งสู่อีกภวังค์ ก้อนเนื้อปลาทูน่าที่คมมีดชำแรกลงไปเป็นครั้งสุดท้ายทำให้เขานึกถึงเลือดเนื้ออย่างอื่น กลิ่นอื่น สถานที่อื่น และสัมผัสล่องหนของมีดผ่าตัดในมือที่หนักอึ้งผิดแผกจากรูปลักษณ์บอบบาง แต่มีดก็คือมีด

    "แล้วคุณลินล่ะ" ดารินเงยหน้าขึ้นจากเขียง ชี้ของมีคมในมือมาทางดีนด้วยกิริยาอาการเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เขาไม่เข้าใจคำถาม จนพี่สาวต้องทวนซ้ำด้วยรูปประโยคสมบูรณ์เหมือนอธิบายโจทย์ปัญหาให้ลูกสาวฟัง คุณลินล่ะ เขาอยากทานอะไรเที่ยงนี้ — ดีนอยากตอบไปทันทีว่าไม่รู้ เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ที่เขาออกจากบ้านและแวะมายังร้านอาหารทะเลของดารินก็เพราะต้องมีใครสักคนไปส่งอาหารกลางวันให้จอห์นกับเพื่อนซึ่งง่วนอยู่กับการปรับปรุงชั้นสองกันเอง คาเฟ่ของพวกเขาปิดทำการสามวันเพื่อทำการขนย้ายข้าวของเข้าออก ปูพื้นไม้ ทาสี และติดตั้งผลงานที่ศิลปินคนนั้นบอกว่าส่งมาจากลอนดอน ดีนรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกยามเห็นขนาดของกล่องไม้ราวสิบใบที่ถูกลำเลียงลงมาจากรถบรรทุก อย่างน้อยความกระสับกระส่ายที่คงอยู่หลังจากค้นหาชื่อตฤณในอินเทอร์เน็ตก็ได้รับการปัดเป่าไป ไม่น่าจะมีภาพวาดชิ้นไหนต้องอาศัยการทุบกำแพงร้านหรือใช้เครนยกเพื่อเคลื่อนย้าย เป็นไปได้ว่างานจำพวกทุ่งดอกไม้สีน้ำมันขนาดเท่าผนังห้องที่ใคร ๆ ว่าเป็นมาสเตอร์พีซไม่ได้ติดตามผู้วาดมายังที่ห่างไกลนี้ด้วย จวบจนตอนนี้ ดีนยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าแกลอรี่ในคาเฟ่ร้างลูกค้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ของแบบนั้นเหมาะกับเมืองหลวง ไม่ก็นิตยสารไลฟ์สไตล์และบล็อกว่าด้วยการเดินทางท่องเที่ยว ความตื้นเขินชั่วครู่ชั่วยามนั้นมีแต่ทำให้ความตั้งใจของเขาดูเล็กจ้อยลงเรื่อย ๆ 

    "ทำไมถามถึงคุณลิน เขาไม่ได้สั่งอะไรสักหน่อย" เขาไม่ได้ตั้งใจจะกวนอารมณ์พี่สาวผู้มีมีดอยู่ในมือแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าของร้านดอกไม้ถึงได้เข้ามาอยู่ในบทสนทนาด้วย ใช่ว่าดีนจะสนิทกับลินมากมายเสียเมื่อไหร่ ไม่ใช่ทั้งคนที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายอยากกินเมนูไหนเป็นมื้อเที่ยงและคนที่หอบหิ้วอาหารไปฝาก ทว่าดารินไม่สนใจคำถามหรือคาดคั้นเอาคำตอบต่อ ราวกับว่าที่เปรยขึ้นมาเมื่อครู่เป็นวิธีการเปลี่ยนหัวข้อ ก่อนจะรำพึงกับตัวเองต่อเมื่อรู้ว่าสิ้นหวังกับน้องชาย เหมือนคราวก่อนเขาเคยสั่งปลาย่างไปนะ ระหว่างทางก็เอาไปให้เขาด้วยล่ะ ผอมบางลงทุกทีที่เจอกัน น่ากลัวว่าจะโดนลมพัดปลิว แถมยัอยู่คนเดียวอีกต่างหาก ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็เอาแซลม่อนที่เตรียมไว้ออกมาย่างบนกระทะเสร็จสรรพ ดีนไม่แน่ใจว่าพี่สาวของตนไปสนิทชิดเชื้อกับชายหนุ่มช่างเก็บเนื้อเก็บตัวโดยที่เขาไม่รู้ หรือว่านี่เป็นเพียงมรดกความคลั่งไคล้จากวันวานกันแน่ แต่ผลลัพธ์ก็คือมีของต้องไปส่งเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง โดยรวมแล้วไม่น่าจะกินเวลาเขามากเท่าไร แค่บอกลินว่าพี่ฝากมาให้แล้วเผ่นไปหยิบเงินค่าอาหารจากกระเป๋าสตางค์ของจอห์น จากนั้นเขาจะได้กลับไปนอนกลางวันเสียที

    ดีนเอากล่องอาหารวางใส่ตะกร้ารถจักรยานที่ยืมแม่มาเพราะขี้เกียจเดินเป็นพิเศษ ช่วงที่กลับบ้านหลังลาออกจากมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เขาเคยใช้มันช่วยที่ร้านส่งอาหารในละแวกนี้ ขณะที่พี่เขยใช้มอเตอร์ไซค์ออกไปส่งระยะไกลกว่า เมื่อได้กลับมาทำหน้าที่นี้อย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง จู่ ๆ ดีนก็ไม่แน่ใจว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นมากน้อยเท่าใด เขารู้ตัวดีว่าที่ผ่านมาไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่เดิมเสียทีเดียว แต่การไปข้างหน้าด้วยความเร็วของจักรยานจ่ายตลาดที่โซ่ชอบหลุดอยู่บ่อย ๆ นั้นจะเร็วพอให้ตามทันโลกใบนี้หรือไม่ ความคิดว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเขากระเด้งกระดอนไปตามเนินลูกระนาดและไหลปนกันมั่วซั่วเมื่อเคลื่อนลงมาตามทางลาด ผ่านร้านซักผ้าสว่างจ้าอย่างรวดเร็วเกินกว่าไทจะเงยหน้าขึ้นจากหนังสือมาสบตาด้วยทัน ดีนปล่อยให้สองขาถีบแป้นเหยียบไปข้างหน้าราวกับว่าพวกมันเป็นอิสระจากการสั่งการของสมอง และสุดท้ายก็ต้องถอยย้อนกลับมาเมื่อปั่นเลยร้านดอกไม้ของลินไปหลายเมตร เขาจอดจักรยานไว้ข้างอ่างดินเผาที่มีสาหร่ายหางกระรอกลอยเต็ม ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านที่ร้างผู้คนจนแม้แต่ตัวเจ้าของก็ไม่ปรากฏ มีแค่ดอกทานตะวันในถังที่คล้ายจะหันหน้ามามองอย่างฉงนเท่านั้น

    จะวางอาหารไว้บนโต๊ะดี หรือว่าจะย้อนกลับมาทีหลังดี ดีนลังเล ไม่เห็นว่าจะมีกระดาษกับปากกาให้เขียนโน้ตทิ้งไว้บนโต๊ะที่ลินน่าจะใช้ทำงาน ถ้าหากมีโจรบุกเข้ามางัดลิ้นชักเก็บเงินในช่วงเวลานี้ กว่าเจ้าของร้านจะรู้ตัวก็อาจจะอีกสามวันให้หลังหรืออาจไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ ไม่รู้ว่าในนั้นจะมีเงินสดหรือเปล่าเถอะ ดีนห้ามความคิดเย้ยหยันและเสียงหัวเราะขื่น ๆ ในหัวไว้ไม่อยู่ ก่อนจะรู้สึกผิดที่เผลอนึกอะไรร้ายกาจอย่างนั้น เขายืนรออยู่พักหนึ่งเผื่อว่าลินจะเดินลงบันไดหรือโผล่มาหลังจากแวบไปเข้าห้องน้ำ แต่ทุกอย่างยังนิ่งงันและสงบเงียบเสียจนเขานึกถึงตอนเอาซุปปลาพอลล็อกมาให้คุณยาย ตอนนั้นต้องตะโกนเรียกถึงจะได้ยินเสียงตอบรับให้เอาไปส่งบนชั้นสองเพราะเจ้าบ้านลงมาข้างล่างเองไม่ไหว ลางสังหรณ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างนิสัยมองโลกในแง่ร้ายกับมองโลกตามความเป็นจริงทำให้ดีนชักหวั่นใจ หลานคุณยายจะนอนซมอยู่บนเตียงหรือเป็นลมล้มหัวฟาดที่ไหนหรือเปล่า

    ด้วยเหตุนั้นเขาจึงเปล่งเสียงออกไป แม้จะยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรหากไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ยังนับว่าโชคดีที่ไม่ต้องขบคิดเรื่องนั้นต่อเพราะมีเสียงขานรับไล่หลังคำเรียก "คุณลินครับ" มาแทบทันที ดีนถอนหายใจยาวหลังจากเผลอกลั้นไว้ ก่อนจะเดินไปหาต้นกำเนิดเสียงที่น่าจะอยู่หลังบานประตูที่เปิดอ้าไปข้างหลังร้าน ในที่สุดก็พบคนที่ถามหานั่งยอง ๆ อยู่หน้ากระบะใส่ต้นไม้จิ๋ว ผิวที่ขาวอยู่แล้วของอีกฝ่ายดูขาวจัดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อใส่เสื้อเชิ้ตสีกรมท่าและอยู่ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้นานาพันธุ์ที่ดีนไม่รู้จัก นิ้วเรียวสวยหมุนกระถางต้นกระบองเพชรไปมาในระดับสายตา อีกทั้งยังเอียงคอซ้ายขวาคล้ายว่าจะตรวจสอบบางอย่าง ดีนที่มองตามสายตาของลินเห็นว่ากระบองเพชรต้นนั้นหงิกงอและดูเฉากว่าที่ควร เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ต้นในกระถางที่แคระแกร็นบ้าง สีสันเริ่มเพี้ยนบ้าง

    "คุณดีนมาซื้อดอกไม้เหรอครับ" ลินเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีผู้มาเยือนอยู่ข้างหลัง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ว่ามองกี่ครั้งก็ยังไม่ชินหันมาหาตรง ๆ "วันนี้เหลือทานตะวันแค่นั้นเอง" 

    ดีนส่ายหน้า ยกกล่องใส่อาหารที่ยังอุ่น ๆ อยู่ในมือให้อีกฝ่ายเห็นพร้อมแจ้งว่าเป็นของฝากจากพี่สาว เขารู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมากะทันหันเพราะกลัวลินจะรู้สึกว่าถูกยัดเยียด เหมือนบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ ที่ชอบแวะเอาของสารพัดมาให้ที่บ้านและสุดท้ายเขาต้องทิ้งไปด้วยความเสียดายปนรู้สึกผิด หรือร้ายกว่านั้น นี่อาจมองได้ว่าเป็นวิธีกดดันให้ไปอุดหนุนกลาย ๆ ทั้งที่เป้าหมายไม่เคยสนใจ แบบเดียวกับที่แม่บอกให้เขาไปซื้อของจากร้านของคนที่เพิ่งมาเยือนในวันก่อนหน้าเสมอ ลินทำให้ดีนใจแป้วอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจและคำว่า "อ๋อ" แผ่วเบา ก่อนที่จู่ ๆ จะดึงหัวใจที่ทำท่าจะหล่นวูบด้วยความอับอายของเขาขึ้นมาแล้วชวนมันเต้นรำ 

    แบบนี้นี่เอง ดีนกระจ่างแจ้ง หากไม่ได้สัมผัสเองก็จะไม่รู้เลยว่าทำไมจอห์นถึงเริงระบำไปมาระหว่างบ้านกับร้านดอกไม้เหมือนคนบ้า ทำไมพี่สาวของเขาถึงเขินอายเหมือนเด็กมัธยมปลายทุกครั้งที่เขาเอ่ยชื่อลิน และทำไมหลายคนถึงทั้งรักทั้งชังชายหนุ่มคนนี้นัก — ตรงหน้าเขา ลินค่อย ๆ คลี่ยิ้มประเภทที่ทำให้เวลาเดินช้าลง มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นทีละนิดเพื่อปลดล็อกรอยบุ๋มบนแก้มที่เด่นชัดมากเรื่อย ๆ เมื่อเจ้าตัวยิงฟัน ตอกย้ำด้วยดวงตาที่เรียวลงเป็นเส้นโค้งคว่ำและฉ่ำประกาย กลไกการยิ้มที่เกิดจากการทำงานสอดประสานกันของกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ กลายเป็นมากกว่าสิ่งที่ดีนเคยท่องจำ อาจเป็นเพราะว่านี่คือลิน ไม่ใช่ใครอื่น นี่จึงใกล้เคียงการได้สัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ของโลกขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

    "ขอบคุณมากนะครับ" เจ้าของร้านดอกไม้วางต้นกระบองเพชรสภาพร่อแร่ลงในกระบะแล้วลุกขึ้น ปัดไม้ปัดมือก่อนจะเช็ดกับผ้ากันเปื้อน รอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนยังไม่เลือนไปจากใบหน้าตอนที่เขารับอาหารกลางวันจากมือของดีน "ผมลืมกินมื้อเช้าไปเลย"

    "งานคงยุ่งสินะครับ" ดีนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองฟังดูตลกจนต้องกระแอมทีหนึ่ง เขาเดินตามหลังลินกลับเข้ามาในตัวร้านและพบกับดอกทานตะวันเหล่านั้นอีกครั้ง "ดอกไม้ขายเกือบหมดเกลี้ยงเลย"

    ลินยังทำให้เขาประหลาดใจได้อีกด้วยการหัวเราะเบา ๆ และลูบใบหูของตัวเองเหมือนแก้เก้อ "ขายไม่ได้เลยต่างหากครับ" เจ้าของร้านแก้ความเข้าใจผิด "เดี๋ยวนี้ผมสั่งดอกไม้แค่วันละอย่างสองอย่าง ถึงจะรู้สึกผิดกับคุณลุงที่ขับรถเอาดอกไม้มาให้ตั้งไกล แต่เวลาปล่อยให้พวกมันเฉาไปเปล่า ๆ แล้วรู้สึกไม่ดีเลย"

    ดีนได้แต่พยักหน้าให้โดยไม่ออกความเห็น อาจเป็นเพราะคาเฟ่ปิด ลินเลยขาดผู้สนับสนุนรายใหญ่ไป อีกทั้งยังไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือโอกาสพิเศษอย่างวันจบการศึกษาของนักเรียน จำนวนลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในละแวกแทบทั้งสิ้นจึงลดลงจนไม่เหลือ อย่างไรเสียดอกไม้ก็เป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยสำหรับคนสามัญ และเมื่อไร้คำสั่งซื้อพิเศษสำหรับงานเลี้ยงหรือความต้องการช่อดอกไม้ที่จัดโดยมืออาชีพ อนาคตของร้านดอกไม้คุณยายก็ดูจะสิ้นสูญไปพร้อมกับเจ้าของกิจการคนก่อนหน้า จนบัดนี้ดีนก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมลินจึงยังไม่ประกาศปิดกิจการและรับมรดกเป็นบ้านตากอากาศอยู่เฉย ๆ ในเมื่อไม่มีท่าทีจริงจังกับมัน ไม่ว่าจะในเชิงศิลปะหรือธุรกิจก็ตาม 

    "ผมคิดว่าจะเลิกแล้วล่ะ" ลินเอ่ยขึ้นมาราวกับอ่านความคิดของเขาออก คราวนี้รอยยิ้มฝืนเกิดจากบังคับ ไม่ใช่ผลจากฮอร์โมนหรืออยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ "แต่การทำใจบอกเลิกคนเก่าคนแก่ของคุณยายมันยากเหลือเกิน บางวันก็มีคนเข้ามาหาดอกไม้ไปให้แฟนอย่างฉุกละหุกเพราะไปตามนัดสาย หรือเมื่อเช้าก็มีคนซื้อดอกทานตะวันนี่ไปเยี่ยมเพื่อนที่เข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน ไม่รู้สิครับ เรื่องเล็กน้อยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ทำให้ผมเลิกล้มความคิดที่จะเลิกทุกที พูดแบบนี้แล้ว ผมคงเหมือนคนเหลาะแหละที่อยู่ไปวัน ๆ ในสายตาคุณดีนแน่ ๆ "

    นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งเนื้อหา ทั้งความยาว ทั้งตัวเขาที่ถูกเอ่ยถึงโดยตรง "ทำไมถึงคิดว่าผมจะคิดแบบนั้นกันล่ะ" ดีนถาม รู้สึกละอายขึ้นมาราวกับถูกจับได้ว่ามีความคิดชั่วร้าย แต่ท่าทีของเจ้าของร้านดอกไม้ยังคงนุ่มนวลและไม่มีความกระด้างของการประชดประชันเจือปน

    "เพราะคุณตั้งใจทำงานมากกว่าใคร" ลินตอบ "ไม่เหมือนผม ไม่เหมือนจอห์นหรือว่าไท บางครั้งก็อดรู้สึกไม้ได้ว่าการมีอยู่ของพวกเราเหมือนคำดูถูกที่มีต่อคุณดีน ถึงจะไม่เคยพูดออกมา แต่พวกเราก็เคารพความจริงข้อนั้นจากใจนะครับ"

    ทันใดนั้นเอง ดีนรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในที่โล่ง เคว้งคว้าง ไร้อาวุธ และเสี่ยงภัยมากเป็นพิเศษ ปกติแล้วเขามักเป็นผู้ควบคุมทิศทางการสนทนา แต่การพลาดท่าโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจทำให้เขากลายเป็นเด็กติดอ่างที่ลืมไปแล้วว่าเคยเป็น นี่มันจักรวาลคู่ขนานหรือยังไง ใช่คุณลินที่เราเคยรู้จักหรือเปล่า ไม่สิ เราไม่รู้จักเขาสักหน่อย ลินไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แต่เปิดลิ้นชักและหยิบเงินค่าอาหารออกมาให้ ดีนละล่ำละลักปฏิเสธ แต่ลินยังคงยืนกราน บอกว่าดารินมักแถมอะไรให้เขาอยู่เสมอเวลาไปกินที่ร้านและเขาอยากตอบแทนความเอื้อเฟื้อนั้นด้วยการเป็นลูกค้าที่ดีมากกว่า ท่าทีสุภาพทว่าหนักแน่นนั้นทำให้ดีนต้องล่าถอย แต่ก่อนจะออกจากร้าน เขารู้สึกว่ายังไม่อยากยอมแพ้ ไม่ว่าเรื่องเงินค่าอาหาร หรือว่าเรื่องที่ลินเดาถูกว่าเขาเคยมีความเห็นต่อตนเองเช่นไร

    ดีนหันหลังกลับมา พบเสียงของตัวเองอีกครั้งเมื่อเอ่ยว่า "คุณลินครับ ผมอยากเหมาดอกไม้"





    จอห์นสนใจดอกไม้ที่เขาพกติดตัวมาให้มากกว่าซาชิมิทูน่าเสียอีก ดีนใช้โอกาสมองไปรอบ ๆ ห้องบนชั้นสองที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ระหว่างที่จอห์นพูดพูดถึงดอกทานตะวันสองดอกนั้นไปเรื่อย ๆ ภาพนั้นของตฤณก็ชื่อทานตะวันนี่นา รุ่นพี่ของเขาชี้ไปยังรูปภาพที่ตฤณกำลังแขวนอยู่และทำให้ศิลปินหนุ่มหันมาขยิบตาให้อย่างสนิทสนม แต่กระนั้นดีนก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ากลุ่มสีโทนร้อนในภาพไร้รูปร่างจะเป็นดอกไม้ที่ว่าได้อย่างไร แม้ว่าโดยรวมแล้วภาพวาดเหล่านั้นจะดูสวยดีเมื่อเติมเต็มผนังสีเบจนวลตา เมื่อจอห์นบอกว่าเหลือพรุ่งนี้อีกวัน พวกเขาก็น่าจะกลับมาเปิดร้านได้ ดีนรู้สึกว่าน่าจะบอกให้ลินขายดอกไม้ให้คาเฟ่ของเขาตลอดไปให้รู้แล้วรู้รอด จอห์นคงเต็มใจทำสัญญานั้นโดยไม่บ่ายเบี่ยง เหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมากับตัวทำให้เขานึกสงสัยขึ้นมาว่ารุ่นพี่และเจ้าของร้านดอกไม้จะมีปฏิสัมพันธ์กันทั่ว ๆ ไปเช่นไร จอห์นเคยรู้สึกประหลาดใจเวลาได้ยินลินพูดยาวมากกว่าหนึ่งประโยคหรือไม่ หรือว่าพวกเขาไม่เคยสนทนาอะไรกันเลย

    "คุณลินพูดเก่งกว่าที่คิดเหมือนกันนะ" ดีนเปรย 

    "แน่นอน" จอห์นยิ้มเหมือนคนโง่ขณะเปิดกล่องอาหารกลางวัน ดอกไม้ยังคงพาดอยู่ในวงแขน "อาจจะทึกทักไปเองก็ได้ แต่รู้สึกว่าเขาอยากพูดกับใครสักคนอยู่ตลอดนั่นแหละ  ให้ตายสิ เหมือนไม่ได้คุยกับเขามาชาติเศษเลย"

    และแล้วดีนก็เข้าใจ จากนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาเก็บเงินค่าอาหารจากจอห์นที่มักให้เกินมาทุกครั้งเป็นทิป ก่อนจะปั่นจักรยานกลับไปทางเดิมและโดนหยุดกลางคันโดยไทที่ถามว่าเมื่อไหร่จะได้กินคุกกี้ที่เขาอบอีก ต้องสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกสองวันจะทำให้ถึงได้เป็นอิสระ เขารู้สึกว่าช่างสัก/เจ้าของร้านซักผ้าเป็นคนน่ารำคาญอยู่หน่อย ๆ เพราะดันอัธยาศัยดีจนเกินไป แต่ถ้อยคำของลินยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของดีน ผสมปนเปกับคำพูดที่ไทย้ำซ้ำไปซ้ำมาว่า คราวก่อนขนมอร่อยมากจริง ๆ นะ ครั้งหน้าใส่เยลลี่เข้าไปด้วยได้ไหม ซึ่งดีนคิดว่าหากทำออกมาจริงก็คงดูไม่จืด

    เขานำดอกทานตะวันที่เหลืออยู่ในห่อกระดาษไปให้พี่สาว ดารินยิ้มกว้างเมื่อเขาบอกว่าคุณลินฝากมาให้แทนคำขอบคุณ เธอจัดแจงเอามันใส่แจกันแก้วอันใหญ่ยักษ์ที่ดีนไม่ได้เห็นมานานและกลายเป็นเด็กสาวอายุสิบแปดอีกครั้ง


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
die young (@teenageblue)
รู้สึกว่าคุณลินเนี่ยเป็นคนที่ใครๆพบก็ต้องตกหลุมรัก อะไรทำนองนั้นเลย แล้วถ้าเราเป็นดีนก็คงจะเหมาดอกทานตะวันมาให้หมดเหมือนกัน ไม่รู้สิ คนที่ยังเปิดร้านขายดอกไม้อยู่แม้จะไม่ค่อยมีคนซื้อ แต่จะชอบมีลูกค้าที่มีเหตุด่วนให้ต้องมาซื้อก็เลยยังสานต่อกิจการเพราะเหตุผลนี้ มันดูเปล่าเปลี่ยวจัง รู้สึกอยากมอบความสดใสให้กับร้านขายดอกไม้นี้เยอะๆเลย / ขอตลกคุณไทนิดนึงตรงคุกกี้ใส่เยลลี่นะ555555
pan. (@opacity_jeelet)
ว้าว ก่อนอื่นต้องขอบคุณก่อนนะคะ คุณอาจจะงง แต่ตอนนี้อัพเหมือนปลาสเตอร์เจียนวยาจิตใจเรายังไงก็ไม่รู้เลยค่ะ รู้สึกดีจังที่ได้อ่าน บางทีก็รู้สึกเหมือนคุณลินนะคะ รอบตัวที่มีคนที่ขยันกว่าอยู่มากมาย กับเราที่ไม่ได้ทำอะไร บางทีจะพูดอะไรก็กลัวจะไปเทียบกับความตั้งใจของเขาไม่ได้เลย
/ภาพของคุณลินในหัวตอนนี้รู้สึกงดงามเป็นพิเศษยังไม่รูัอะ อยากบอกเค้าว่า คุณล้นใจดีจัง ตอนที่บอกว่าจะเลิกทำแล้วแต่คิดถึงลูกค้าเก่าของคุณยายหรือคนที่ต้องการดอกไม้ในโอกาสพิเศษแบบสุ่ม 555
pan. (@opacity_jeelet)
@opacity_jeelet เพิ่งเห็นว่าพิมพ์ผิด ด้วย **เยียวยาจิตใจนะคะ 😔