I love not man the less, but books moreMALAVITA
(Book) รีวิว ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว
  • ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว

    ผู้เขียน: เฉียวยี
    ผู้แปล: ภิรมณ ประพฤติประยูร
    วารา พับลิชชิ่ง
    เล่มเดียวจบ



              เรารู้จักหนังสือชื่อ "ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว" เล่มนี้ครั้งแรกบนหน้าฟีดของเฟซบุ๊ก ในตอนนั้นได้แต่ย่นคิ้วและคิดในใจว่า "ทำไมเดี๋ยวนี้คนเราถึงได้ฮิตตั้งชื่อนิยายยาวๆ แบบนี้กันจังนะ" ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากจึงได้สกรอลล์ผ่านไป

              หลังจากนั้นน้องเทคมหาลัยโพสต์ภาพหนังสือเล่มนี้พร้อมข้อความที่เขียนประมาณว่า เธอพยายามถ่อไปหาหนังสือเล่มนี้ถึงเซนทรัลกลับไม่เจอ มาเจอที่ศูนย์จุฬาใกล้ๆ นี่เอง เราคิดต่อไปว่า เอ...หนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือไงนะ และด้วยความที่เราเป็นคนที่ไม่ชอบให้ความสงสัยเข้ามากัดกินมากเกินไป วันหนึ่งเมื่อถึงฤกษ์งามยามดีจึงได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู

              หนังสือเป็นเล่มบางๆ แต่น่าตกใจตรงที่เฉพาะในปีนี้ (เล่มที่ฉันถืออยู่) ก็ตีพิมพ์ไปสามครั้งแล้ว ตรงสารบัญมีหัวข้อเรื่องมากมาย เราไม่ได้คิดอะไรมากก็เปิดอ่านทันที

              หลังจากได้ทำความเข้าใจ นิยายเรื่องนี้ไม่เชิงนิยายเสียทีเดียว เหมือนเรานั่งอ่านไดอารี่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ เฉียวยี พูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนหนุ่มที่ในที่นี้ใช้ชื่อย่อว่า F เธอกับ F รู้จักกันตั้งแต่สมัยมัธยม เขาเป็นหนุ่มราศีมังกร เพียบพร้อมทุกอย่าง เรียนเก่ง หน้าตาดี ฐานะทางบ้านก็โอเค แต่เป็นหนุ่มเย็นชาที่เฉียวยีใช้คำอธิบายว่า "เขาในตอนนั้นเป็นเพียงตู้เย็นที่ทำงานแบบไร้เสียงอยู่เงียบๆ ในสายตาของฉัน" แคแรกเทอร์แบบนี้เหมือนพระเอกนิยายหรือมังงะตาหวานไม่มีผิด แต่รู้มั้ยว่านี่แหละคือแคแรกเทอร์ในแบบที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบ

              นาย F ของเฉียวยีมีหลายมุมแสดงออกมา และเธอแบ่งเรื่องราวต่างๆ ออกเป็นหลายๆ บท ในส่วนของบทแรกเราจะได้ทำความรู้สึกกับตัวตนของนาย F ก่อนว่าเขาเป็นคนอย่างไร ทั้งสองคนเจอกันในลักษณะไหน และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอ่านไปได้ไม่นานก็เข้าใจว่าทำไมนิยายเรื่องนี้ถึงได้ชื่อยาวขนาดนั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นส่วนหนึ่งในประโยคที่นาย F ใช้พูดกับเฉียวยี "ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว"

              เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังสือเล่มนี้มากนัก แต่ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนี้เสมอมา เหมือนเวลาเราพยายามปาหินให้โดนเป้า พยายามปาอย่างไรก็ไม่เข้าเป้าเสียที แต่พอตัดใจปาไปส่งๆ กลับเข้าเป้าเสียอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น แรกเริ่มเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่อ่านเพราะอยากรู้ว่าทำไมคนถึงหวีดกันเยอะนัก แต่ท้ายสุดแล้วกลับเข้าใจเหตุผลที่คนเหล่านั้นหวีด เพราะหนังสือเล่มนี้มันหวานมากกกกกกกจนเราหุบยิ้มไม่ได้

              มันไม่ได้หวานเลี่ยน แน่นอน อาจมีช่วงนั้นแทรกมาบ้าง แต่ในขณะเดียวกันเราคิดว่านี่คือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนน่าจะชอบ การแสดงออกหรือการพูดจาของนาย F ไม่ได้จาบจ้วงแสดงออกถึงความรักชนิดคลั่งไคล้หากไม่ได้เธอมาฉันคงตายค่าที่อะไรอย่างนั้น มันเป็นรักแบบหนุ่มเงียบที่หลังๆ เมื่ออยู่กับผู้หญิงอย่างเฉียวยีมากขึ้นก็เริ่มนิสัยเสีย แสดงมุมแบบเด็กๆ และปากร้ายในบางครั้ง

              นอกจากจะพูดถึงนาย F แล้ว เฉียวยียังพูดถึงคนรอบตัวเธออีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะพี่ชาย เพื่อน หรือแฟนเก่า ทำให้เราสามารถมองและรับรู้ได้ในหลายๆ แง่มุมว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเธอบ้าง แต่เนื้อหาที่พูดถึงไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์ตายตัว ซึ่งเราสามารถมองว่ามันเป็นเสน่ห์ของหนังสือได้เหมือนกัน

              ทุกอย่างไม่ได้หวานโรแมนติกไปเสียหมด เมื่อนิยายเล่มนี้เขียนบอกไว้ที่ปกหลังว่า "นิยายเรื่องนี้...เขียนขึ้นมาจากเรื่องจริง" และชีวิตจริงของคนเรานั้นไม่ได้มีสีขาวหรือสีดำไปทั้งชีวิต แต่เป็นสีเทาต่างหาก ดังนั้นนอกจากเราจะได้เห็นมุมน่ารักของคนสองคนแล้ว เรายังได้เห็นมุมที่พวกเขามึนตึงใส่กัน ตอนที่พวกเขาทะเลาะกัน ตอนที่พวกเขาบอกเลิกกัน แต่นอกจากจะได้เห็นมุมนั้นแล้วเรายังได้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น พวกเขาใช้วิธีไหนในการกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง

              จากการไม่คาดหวัง เราพบว่านี่เป็นหนังสือที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่ง เหมือนกำลังแลกไดอารี่กับเพื่อนสาวในกลุ่มเพื่ออ่านว่าเธอบันทึกอะไรลงไปบ้าง คะแนน 8.5/10 จึงน่าจะเหมาะสม เราคิดว่านี่ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่สมควรแล้วที่จะได้ตีพิมพ์เพิ่มหลายหนในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้


    Best Quote: เรื่องน่าเสียดายที่สุดของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็คือ ขณะที่พวกเรายังเป็นวัยรุ่นไร้เดียงสา พวกเรามักจะได้พบกับคนที่ดีที่สุด แต่ทว่าเรามักจะไม่รู้ตัว

    Note: เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายวันแล้ว (ประมาณหนึ่งอาทิตย์ได้) แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนรีวิว ที่เป็นแบบนี้เพราะมีหนังสือมากมายให้อ่านน่ะสิ เฮ้อ...บางครั้งการมีแค่หนังสือกองมากมายรอบตัวก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่โชคร้ายที่ว่ามีหนังสือมากมายให้อ่าน ทว่าเวลากลับมีอยู่เพียงน้อยนิด


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in