#BonusTravel เที่ยวยุโรป21วัน7ประเทศ กับเมืองในฝัน :DBonus
(AUSTRIA_2) เที่ยวเวียนนา2 : สองวันทำอะไรได้บ้าง
  • เรานั่งเครื่องบินตรงไปลงเวียนนา ถึงประมาณเจ็ดโมงเช้าของที่นั่น ซึ่งง่วงพอสมควร
    จากนั้นเดินทางเข้าเมืองโดยรถไฟ ไปลงสถานี Wien Hauptbahnhof 
    เพราะอยู่ใกล้ที่พัก และเป็นสถานีใหญ่ (เราพักโรงแรม Ibis ซึ่งจองล่วงหน้าจาก booking.com )

    แพลนในเวียนนาของเรามีดังนี้

    วันแรก : พระราชวัง Scholss Belvedare / โบสถ์ St.Stephen / จตุรัส Maria-Theresien-Platz / ร้านแผ่นเสียง ALT&NEU และตลาดที่ชื่อได้ว่าเป็นคลังเสบียงของกรุงเวียนนา Naschmarkt

    วันที่สอง : พระราชวัง Schönbrunn Palace / Albertina / พระราชวัง Hofburg / สะพานเขียว Zollamtssteg / สวนสนุก Prater 

    DAY 1

    routeการเดินทางของเราวันแรก ขอบคุณแผนที่จาก Google Maps
    รอข้ามถนนแถวสถานี Wien Hauptbahnhof 

    1. Scholss Belvedare 

    สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1663-1736 เจ้าชายสมัยนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระราชวังในฤดูร้อนของพระองค์เอง (Belvedere แปลว่าทิวทัศน์ที่สวยงาม) โดยวังมีสองส่วนคือ Lower กับ Upper เหมือนตอนนี้จะเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานศิลปะไปแทน เพราะที่นี่มีภาพวาด The kiss ของ Gustav Klimt ซึ่งเราไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่ค่อนข้างใหญ่มากแถมสามารถเดินไปจากสถานี Wien Hbf. 

    อันที่จริงเรารู้จักสถานที่นี้จากรายการ Battletrip ที่ซึลกิและเวนดี้จากวงRedVelvet ไปออกรายการ จึงถือโอกาส(เหมือน)มาตามรอย

    (ซ้าย) ซึลกิและเวนดี้จากวงRedVelvet ในรายการBattletrip / (ขวา) ทางเข้าปัจจุบัน
    ทางเข้ามาก็เจอวังเลย ตรงนี้จะเป็นส่วน Upper
    Zoom Detail : ศิลปะแบบ Baroque
    เดินอ้อมมาอีกฝั่งมองตรงไปก็จะเจอกับวังที่เป็นส่วน Lower แต่สวนคือกว้างมาก

    2. St. Stephen's Cathedral 

    สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1147 ตั้งอยู่ในใจกลางจตุรัสสเตฟาน เป็นการออกแบบสไตล์โกธิค(ยอดแหลมพุ่งสู่ฟ้า) อีกทั้งยังเข้าข้างในได้ฟรีและตอนเราเข้าไปคือน่าขนลุกจริง เพราะว่ามันดูเก่าแก่มาก เป็นLandmarkที่สำคัญของเมืองเวียนนาเลย ขึ้นไปด้านบนได้ด้วยนะ(เสียตังเพิ่ม) จะเห็นวิวรอบๆเมือง

    พยายามถ่ายมุมสูงเพราะจะได้ไม่ติดคน ดูจากสีก็รู้แล้วว่าเก่าแก่มาก
    อีกมุมหนึ่ง
    ด้านหน้าทางเข้าโบสถ์ (ในรูปมือถือคือเวนดี้&ซึลกิ ในรายการ BattleTrip)
    อีกมุมแต่เป็นคนละปี
    น้องหมาแถวโบสถ์ เจ้าของใจดี(แถมงานดี)อนุญาตให้เราถ่าย

    ระหว่างทางเราสังเกตป้ายสัญญาณข้ามถนน 
    ทำให้เราหลงรักเวียนนามากขึ้นไปอีก

    จริงๆมีหมดเลยนะ ทั้งคู่ชญ-ชช-ญญ-คนกับจักรยาน น่ารักมากๆ

    3. Neue Burg (and around)

    เป็นสวนที่เราเดินหลงมา เพระาอยู่ตรงข้ามกับ Maria-Theresien-Platz ในสวนมีอนุสาวรีย์โมสาร์ทเล็กๆแถมคนนั่งชิลเยอะมาก เราจึงได้มาพักขาที่นี่หลังจากเดินมาทั้งวัน

    ชิลของจริง
    มีรถบัสใหญ่นำเที่ยวด้วยนะ สำหรับใครที่ซื้อตั๋ว (ส่วนเราเน้นเดิน)
    ทางเดินสะอาดมาก ไม่มีรถเข็นขายของ หรือหลุมบ่อที่กวนใจ
    เราเดินไปยันตรอกซอกซอย ตึกค่อนข้างสไตล์เดียวกันและใช้สีเรียบๆ
    บ้านเมืองเขาไม่มีเสาไฟฟ้าโยงเหมือนบ้านเรา เพราะส่วนมากจะเป็นสายของรถรางกับไฟจราจรแทน
    ท้องฟ้าแจ่มใสมาก แดดก็แรงมากเช่นกัน
    ช่วงที่เราไป(เดือน6)คือเดือนของPride จะมีการประดับสีรุ้งบ้าง จริงๆมีร้านตั้งบนฟุตบาทนะแต่ไม่เกะกะทางเดิน
    ถังขยะของเขาดูไม่สกปรก และแยกประเภทขยะชัดเจน

    4. Naschmarkt

    คลังเสบียงแห่งกรุงเวียนนาอยู่ที่นี่ มีของขายค่อนข้างหลากหลาย ตอนเราไปจะเจอกับพวกของแห้ง ผลไม้ หรือพวกของที่จะมาประกอบอาหาร (เนื้อสัตว์-สัตว์ทะเลฟรีซ-แฮมไส้กรอก) ค่อนข้างเยอะแถมมีพวกร้านนั่งชิลเป็นบาร์ไปพลางๆ แล้วก็พวกของฝากประปราย

    อาคารสีขาวอยู่ข้างๆตลาด
    (ซ้าย)รูปจากรายการBattletrip เรามาตามรอยอีกเช่นเคย (ขวา)รูปปัจจุบัน มีพีชที่ไม่เคยเห็นในบ้านเราขายด้วย

    5. Kärntner Str.

    ถนนช็อปปิ้งใกล้ๆโบสถ์ St.Stephen มีร้านค้ามากมายรวมถึงแบรนด์เนมและก็ร้านอาหารด้วย แต่เรามาตอนมืดร้านจึงปิดแล้ว เลยดูบรรยากาศพระอาทิตย์ตกก็เพลินไปอีกแบบ

    ตึกจะเป็นทรงคล้ายๆกันหมด และใช้สีโทนเดียวกัน
    ชอบดู Window Display ของร้านค้าต่างๆมาก 
    ตึกนี้ดูเก่าแก่อยู่ ดูจากสีและโดนแดดยามเย็น
    แสงวันแรกของเราที่เวียนนา กำลังจะหมดไป

    **ช่วงมีสาระ**
    ทุกคนที่อ่านรีวิวมาจะรู้ว่ายุโรปหาห้องน้ำเข้ายากมาก แต่แถวถนนKärntner
    จะมีห้างอยู่ชื่อว่า'Steffl' ขึ้นไปชั้นบนๆ จะมีห้องน้ำให้เข้าฟรี

    - ถ้ามายุโรปแล้วอยากเข้าห้องน้ำที่แบบไม่เสียงตัง ต้องหาห้าง แต่จริงๆแล้วห้างมีไม่ได้เยอะแบบบ้านเรา เพราะส่วนมากจะเป็นร้านในตึกเก่า หรือ Stand Alone กันทั้งหมด ส่วนมากเรากินอาหารFastfood เช่นแมคโดนัล เคเอฟซี หรือสตาร์บัค จะมีรหัสใช้ห้องน้ำอยู่ในใบเสร็จ

    .

    .

    DAY 2 

    Routeการเดินทางวันที่สองคร่าวๆ ขอบคุณแผนที่จาก GoogleMaps
    1. Schloss Schönbrunn
    พระราชวังฤดูร้อน สไตล์ศิลปะแบบRococo ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย เป็นมรดกโลกด้วยนะ อยู่ออกนอกเมืองมาหน่อยซึ่งมีการตกแต่งที่หรูหรา เคยเป็นที่พำนักของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค มีพื้นที่ประมาณ300เอเคอร์ รวมสวนด้านหลังอีกคือเราเดินเมื่อยมากๆ (มาเดินรอบๆไม่เสียตังนะ แต่ด้านในผู้ใหญ่คนละ20ยูโร จะได้เห็นความหรูหราหมาเห่าแบบเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เต็มไปหมด) ที่เรามาที่นี่เพราะในเว็บบอกไว้ว่าวังนี้มี inspire มาจากพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส ซึ่งคนเยอะจริงแต่เข้าไปดูได้ชิลๆ ไม่ได้แออัด 
    ผู้ร่วมทริป (คุณแม่) กับด้านหน้าพระราชวังเชินบรุนน์(เข้าวังด้านนี้)
    สวนด้านอีกด้านนึงของพระราชวัง เอาจริงเดินเหมือนเขาวงกต
    นี่คืออีกด้านนึงของวัง ภาพแรกคือด้านหน้าไปแล้ว มันมีทางเดินกว้างมากๆ
    มองไปเห็นน้ำพุ ด้านบนเป็นอะไรเราไม่ได้ขึ้นไป แต่เดาว่าอาจจะเห็นวังเชินบรุนน์จากมุมสูงหน่อย

    2. Hofburg

    หลังจากนั่งรถไฟใต้ดินจากเชินบรุนน์ เราก็มาโผล่วังHofburg ที่นี่เป็นอดีตพระราชวังหลวงของกรุงเวียนนา โดยสมาชิกพระราชวงศ์มักจะพำนักที่พระราชวังแห่งนี้ในฤดูหนาว และพำนักที่พระราชวังเชินบรุนน์ในฤดูร้อน เราไม่ได้เข้าไปดูด้านใน ถือว่าใหญ่พอสมควรกับพื้นที่ๆอยู่ใจกลางเมือง

    ด้านหน้าของวังฮาพส์บวร์ค
    รอบๆจะมีรถนำเที่ยวให้บริการ ส่วนราคาไม่แน่ใจเพราะเราเน้นเดิน
    มีรถม้าด้วยนะ นั่งเพลินๆชมเมืองได้ถ้ามีเวลา
    รถม้าเยอะมาก จอดรอให้บริการหน้าวังฮาพส์บวร์ค

    ส่วนสถานที่อื่นๆ เราได้รีวิวไปบ้างในกระทู้แรก (ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน คลิกที่นี่)
    ในกระทู้นี้เรารีวิวสถานที่นอกเหนือจากตามรอยหนัง และการเดินทาง

    การเดินทางในเมืองเวียนนา

    เราซื้อตั๋ววันจากสนามบิน เนื่องจากเราอยู่ในเมืองนี้2วัน จึงซื้อตั๋ว48ชั่วโมง (ราคา14.10ยูโร) ใช้ขึ้นรถราง-รถไฟ-รถบัส เริ่มใช้ตามตั้งแต่ตอนที่ Validate (มันจะมีตู้เหมือนให้เอาบัตรไปติ๊ดตามสถานีรถไฟ) อย่าลืมไป Validate ตั๋วซึ่งถ้าจนท.สุ่มเจอจะโดนปรับหลายบาทเลยทีเดียว

    หลายคนสงสัยทำไมถึงต้อง Validate เพราะมันจะมีเหมือนวันที่หรือโค้ดไรสักอย่างแปะบนตั๋ว ทำให้รู้ว่าเราใช้ตั๋วนี้ไปแล้ว ป้องกันคนเอามาใช้ซ้ำ (ขออภัยเราไม่ได้ถ่ายไว้)

    1. รถราง : สะดวก มีหลายสายมากและก็มาตรงเวลา เราไม่รู้หรอกว่าสายไหนไปไหนบ้าง เราเลยปักหมุดในกูเกิ้ลแมป แล้วเสิชดูทำให้การเดินทางง่ายขึ้น

    อาจจะเคยเห็นในพาร์ทที่แล้ว จริงๆรถรางมีทั้งแบบเก่าและแบบใหม่
    จุดรอรถรางตอนกลางคืน (ประมาณสี่ทุ่ม คนยังคึกคัก)
    ภายในรถราง ถ่ายโดยกล้องฟิล์ม Minolta Hi-matic F
    ดึกแล้วที่นั่ง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอันตราย
    อีกมุมของรถราง

    2. รถไฟฟ้าใต้ดิน : ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร ส่วนมากระยะใกล้จะใช้รถรางหมด แต่ก็ดูไม่อันตราย แบ่งสองฝั่งชัดเจนแถมไม่มีพนักงานคอยคุม เราเรียกว่าระบบTrust อาศัยความซื่อสัตย์ล้วนๆ มันไม่มีระบบติ๊ดบัตรแบบMRTบ้านเรา 

    รถไฟมาแล้ว ซึ่งจะมีบอกชัดเจนว่าสายอะไร สามารถนำจักรยาน หรือสุนัขขึ้นไปได้ด้วย
    ที่นั่งเราเป็นแบบหันเข้าหากัน เราชอบรถไฟที่นี่เพราะมีที่นั่งหลากหลายดี มีทั้งนั่งข้างกัน-นั่งเป็นกรุ๊ป ส่วนมากรถไฟไม่แน่นด้วย

    3. รถไฟระหว่างเมือง : เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจ เพราะมันสะอาดและเราสามารถจองล่วงหน้าได้ แถมยังเลือกที่นั่งและตู้นั่งได้อีกด้วย เราจองมาในเว็บ OBB ตั๋วสามารถชำระโดยบัตรเครดิตแล้วเขาจะส่งอีเมล์มาให้เรา ก็ปริ้นใบนั้นมา(จะมี QR code)ให้เจ้าหน้าที่สแกนได้เลย ปล.บนที่นั่งจะมีบอกด้วยว่าเราขึ้นสถานีไหนลงสถานีไหน ส่วนอันไหนที่ไม่ได้มีขึ้นแถบเล็กๆแสดงว่าไม่มีคนจองไว้ เราสามารถย้ายได้ตามอิสระ แถมมี Quiet zone ด้วยนะ 

    เป็นรถไฟที่เราใช้นั่งไป Hallstatt มีที่วางกระเป๋าเดินทาง ห้องน้ำ ตู้เสบียง
    นี่ก็มัที่นั่งหลายแบบเหมือนกัน แบบหันเข้าหากัน กับแบบนั่งคู่

    Cafe Sacher 
    ใครมาเวียนนาแล้วอยากชิมของหวาน เราแนะนำที่นี่ ร้านที่มีประวัติมายาวนานกว่าหลายร้อยปี สาขาที่เราไปกินคือใกล้ๆกับ State Opera ที่มีเมนูเด่นๆคือเค้กช็อคโกแลตที่ออกรสส้มๆหน่อย อย่าง Original Sacer-Torte และที่นี่โด่งดังเรื่องช็อคโกแลตร้อนอีกด้วย (จากในรูปด้านหน้าที่มีวิปครีม) ตัวร้านตกแต่งดี ดูวินเทจและคลาสสิก เรากินกันไปทั้งหมดประมาณ 30ยูโร 

    ลาเต้ร้อน + เค้กSacher + ช็อคโกแลตร้อน

    สรุปโดยรวมของเมืองเวียนนา 

    • ประทับใจเมืองสะอาด มิจฉาชีพยังไม่ค่อยเห็น อาจมีพวกมาขายของน่ารำคาญบ้าง(เราอ่านกระทู้มาเยอะจึงไม่หลงกลซื้อ พวกดอกกุหลาบที่มายื่นให้ กระดาษมาให้เซ็นต์บลาๆ) แต่ไม่ได้น่ากลัว
    • ตามสถานที่ต่างๆมีศิลปะหลายชนิดมาก ที่เราไปก็สามแบบแล้ว บารอค-โกธิค-รอคโคโค่ ใครชอบสถาปัตยกรรมเอาเป็นว่าดูเพลินๆเลยทีเดียว
    • มีสวนเยอะมาก ร่มรื่นด้วย ดูไม่น่ากลัวเพราะตอนไปมีคนมานั่งปิกนิคหรือนั่งให้โดนแดดค่อนข้างเยอะ (คาดว่าเป็นกิจกรรมฝรั่งชอบ)
    • เรารู้สึกว่ามันแอบมีความโรแมนติกอยู่หน่อยๆ อย่างที่บอกไปคราวก่อนว่า เข้าใจแล้วว่าหนังเรื่อง Before sunrise ทำไมนางเอกกับพระเอกสามารถเดินๆได้ทั่วเมือง
    • SuperMarket เป็นแหล่งขายของถูก อาหารเอเชียพอมีบ้าง(เช่นซูชิ)แต่ไม่ได้อร่อยนัก น้ำส้มSparเด็ดมาก (Sparคือชื่อซุปเปอร์มาร์เก็ตของออสเตรีย)
    • คนที่นี่ค่อนข้าง nice นะเราว่า ใช้เยอรมันเป็นภาษาหลักแต่เราสื่อสารกับเขาด้วยภาษาอังกฤษได้
    .
    .
    ปล. กล้องที่ใช้ถ่ายรูปคือ Olympus OM-D EM10 MARKII กับเลนส์คิด / กล้องฟิล์ม Minolta Hi-matic F

    NEXT EP. >> HALLSTATT 


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in