All are storyLanguor Earl Grey
บันทึกการเดินทางช่วงโควิด
  • วันนี้เป็นวันที่ 60 ที่วิ่งติดต่อกัน จริงๆออกแนวสม่ำเสมอมากกว่าเพราะมีวันที่ฝนตกแล้วก็วันพัก ส่วนวันไหนที่ต้องวิ่งแต่ขี้เกียจก็จะพยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองว่า เออหน่า เปลี่ยนชุดก่อน วันนี้ไม่ต้องวิ่งก็ได้ ไปเดินๆ สบายๆ ไว้เดี๋ยวแวะซื้อขนมด้วย ค่อยๆพยุงใจไปเหมือนกำลังคุยกับเด็ก พอเดินไปได้สักพัก ขามันก็จะเริ่มวิ่งไปเอง

    11 June : กลับมาวิ่งวันแรก เป็นช่วงที่กำลังหลงทาง ใจกำลังห่อเหี่ยวได้ที่
    15 June : โมโหเรื่องบางเรื่อง ใจที่ยังไม่ทันฟื้นก็แตกสลายไปอีกรอบ วิ่งสะใจมากกก
    18 June : วันนี้แพ้เพราะหยุดคิดบางเรื่องไม่ได้ ตัดใจที่ 3.89 km. แล้วไปนั่งรถเมล์เล่นแทน 
    21 June : สติหลุด ความโกรธมาถึงจุดพีค สับขาแหลกค่า ตั้งใจจะไป 8 km. แต่ดันขาพลิกตั้งแต่ 
                    6 km. ไปต่อให้สุดแล้วค่อยไปหยุดพักกก วันนั้นเลยได้ 8.22 km. (จริงๆไม่ดีนะ เจ็บควรหยุด)

    04 July : วันนี้ตื่นตี 5 ลองเปลี่ยนมาวิ่งเช้าบ้าง จ๊อกเบาๆ ถือว่าต้อนรับขา
    10 July : อุตส่าตื่นแต่เช้า พอเข้า km ที่ 3 ฝนไล่ :(
    14 July : เช็คสภาพอากาศเมื่อคืน เห็นว่าฝนจะตก แต่ตื่นมาแล้วไม่ตก เปลี่ยนชุด ใส่รองเท้า                                   แล้วออกไปปปปปปอิตูบบ (ไม่เกี่ยว)
    17 July : เป็นวันที่รู้สึกเฟรชมากกก เพราะแดดออกกกก ยกให้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดตั้งแต่วิ่งมา

    02 Aug : เพิ่งสังเกตุว่าถ้าวันไหนมีลม ความสุขจะเพิ่มขึ้นนน (เปนมนุดชอบลม)
    13 Aug : เป็นช่วงเบื่ออาหาร กินอะไรแทบไม่ลง พยายามแล้วก็กินได้แค่ผัก พยายามกว่านั้นคือกินข้าว                 ได้ครึ่งจาน (อย่าเรียกว่ากิน, ให้เรียกว่ายัด) 
    18 Aug : กลับมาวิ่งตอนเย็นวันแรก พบว่าแดดประเทศไทยไม่เคยปราณีใครจริงๆ
    31 Aug : วันนี้ตั้งใจว่าจะพัก แต่ในหัวทำงานไม่หยุด เลยออกไปให้ขาทำงานแทน

    05 Sep : เป็นคนขี้เบื่อ วิ่งวนที่เดิมๆมันเบื่ออ เลยออกไปวิ่งตามซอย เข้าโน่นออกนี่ แล้วก็วน                                   กลับมาที่สวนอีกที วันนี้จบที่ 12.01 km.
    12 Sep : วันนี้มีท้องฟ้ากับชาเย็นช่วยเยียวยา  
    14 Sep : เป็นวันที่เริ่มรับอะไรได้ดีขึ้น พอมันชัดเจน เลยไม่ต้องคิดอะไรต่อ
    21 Sep : บังเอิญเจอ Stoicism class ในเว็บนึง รู้จักคำนี้จากหนังสือที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้ยืมอ่าน 
                   พอได้เจาะลึกแล้วว้าวมาก วันนี้เลยวิ่งแบบสบายใจ

    สรุปการเดินทางช่วงที่ยังพอไปต่อกับชีวิตได้

    - จากที่ได้ลองวิ่งตอนเช้า วิ่งเสร็จรู้สึกโคตรเฟรช เริ่มวันด้วยความสดชื่นมากกกก แต่พอกลับห้อง อาบน้ำ แล้วค่อยๆล้มตัวลงบนที่นอน โอย...สบาย...คร่อก (อวสานความสดชื่น) ส่วนตอนเย็น วิ่งเสร็จไม่ได้รู้สึกเฟรชเท่าตอนเช้า แต่เหมือนได้เคลียร์สิ่งที่เจอมาทั้งวัน อันนี้หลับสบาย

    - เริ่มเข้าใจว่าการไม่ต้องแข่งกับใครหน้าตาเป็นยังไง ค่อยๆหาความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง หาจังหวะของตัวเอง ซึ่งมันดีตรงที่สามารถเอาไปใช้ได้กับทุกเรื่องเลย สำหรับเราเพซ 6 กลางๆ เหนื่อยกำลังดี, 7 ต้น-กลาง จะชิลมากแบบไปได้เรื่อยๆ (ถ้าวันไหนอยากไป 10K ก็จะวิ่งประมาณนี้) 

    - "เวลา, การรอคอย" เป็นสิ่งที่น่ารำคาญมากๆ แต่ตอนนี้เก่งขึ้นละ (ล็อคดาวน์บ่อย ฝึกจนเซียน)

    - จริงๆมีความรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว แต่พอได้คุยกับคนนึง "หืมม โตแล้วหรอ อารมณ์ยังดูวัยรุ่นอยู่เลยมั้งเนี่ยย" ... อ่าวหรอ (นั่งอึ้งแดกจุดไปเลย) เออ ก็ยังมีอะไรต้องพัฒนาอีกเยอะ

    - ความโชคดีคือยังมีคนพร้อมช่วยเหลืออยู่รอบตัว ช่วยงัดเราขึ้นมาไม่ว่าหลุมจะลึกแค่ไหน ไม่เฆี่ยนตีซ้ำในวันที่หัวใจยังบอบบาง คอยประคองจนกว่าพร้อมที่จะยืนด้วยตัวเองอีกครั้ง

    - อย่ามองความเจ็บปวดนาน (อันนี้ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ พยายามอยู่)

    - คำแนะนำจากรุ่นพี่ (1) ความกล้าหาญแลกด้วยความเจ็บปวดเสมอ อยู่ที่ว่า ณ ตอนที่แลกตัวเราจะแบกความเฟลไหวไหม เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับไปดีลกับตัวเองอีกรอบอยู่ดี ว่าแบบมึงจะโอเคจริงๆหรอ เขาเข้าใจอาการตัวร้อน เป็นไข้ ไม่สบายของเราไหม ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือความเฟล แล้วก็ต้องย้อนกลับไปดีลกับตัวเองใหม่ เริ่มต้นใหม่เหมือนเดิม

    - คำแนะนำจากรุ่นพี่ (2) ไม่ว่าจะกรณีเพื่อน คนคุย หรือใครก็ตาม ต้องช้าๆ ใจเย็นๆ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง เปิดเผยตัวตนว่าช่วงนี้ตัวร้อน ไม่สบาย เป็นภูมิแพ้ (แต่ปอดยังแข็งแรง) กำลังอยู่ในช่วงรักษาตัว ฮีลไปด้วยกันได้ไหม แบกฉันในวันที่แย่ได้ไหม อยู่เงียบๆในวันที่เฟลได้ไหม (อันนี้ก็ต้องเผื่อไว้ว่าอาจจะไปอยู่ใกล้ความเฟลอีก ก็ต้องคาดหวังให้น้อย)

    - เวลาจะค่อยๆทำให้มองอะไรชัดเจนขึ้น ตอนเจออะไรที่ไม่โอเคก็จะเอามันไปพักไว้ก่อน (แป๊ปนะ เดี๋ยวค่อยมาดู) เพราะเมื่อพร้อมแล้วค่อยมาดู เราถึงพร้อมที่จะเข้าใจมัน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วรู้สึกไม่โอเคจริงๆ ก็ถอยออกมาก็ได้ เพราะการดูแลใจตัวเองสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น

    - กอดตัวเองให้ได้ ไม่โกรธตัวเอง ร้องไห้ได้ เฟลได้ ผิดหวังจากคนอื่นได้ แต่พยายามไม่ผิดหวังกับตัวเอง แม้ว่าจะทำได้กระจอกแค่ไหน พยายามอย่าโทษตัวเอง 

    สรุป 60 วัน วิ่งไปแล้วทั้งหมด 343.37 km. ถ้าลองถามตัวเองว่าเราวิ่งไปเพื่ออะไร? คำตอบเรามีหลายเหตุผลเลย แต่มีเหตุผลนึงที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้และจะยังคงอยู่ไปเรื่อยๆ คือ มีคนวิ่งนำไปแล้ว เลยมั่นใจว่าถ้ามาทางนี้จะไม่หลงทางแน่ๆ แต่ทางที่กำลังไปมันไม่มีจุดหมายนะ มีแต่จะผลักขีดจำกัดเราออกไปเรื่อยๆ
     
    ปล. จริงๆกะจะทำตอนครบ 50 วัน แต่นับไปนับมา เกินมา 3 วันแล้ว เลยวิ่งต่ออีก 7 วันละกัน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in