หนังชีวิตI-love-thee
Happiest Season ไม่ใช่ไม่รัก แต่ยังไม่พร้อม
  • ขอต้อนรับเข้าสู่ Pride Month ด้วยภาพยนตร์น่ารักๆที่ดราม่าไม่ค่อยมาก? ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของ Kristen Stewart ที่ฉายในต่างประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วและเข้าโรงฉายในไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ตอนนี้มีให้รับชมทาง Netflix แล้ว) Happiest Season เล่าเรื่องราวของแอบบี้ (Kristen Stewart) และฮาร์เปอร์ (Mackenzie Davis) คู่รักที่คบหาดูใจกันมาได้สักระยะ เช้าวันหนึ่งฮาร์เปอร์ได้เอ่ยปากชวนให้แอบบี้ไปร่วมฉลองคริสต์มาสด้วยกันที่บ้านเกิดเพราะไม่อยากให้แอบบี้ต้องอยู่คนเดียวเนื่องจากเธอได้สูญเสียครอบครัวไปในช่วงเทศกาลความสุขนี้เมื่อหลายปีก่อน

    และแอบบี้ก็ได้ตอบตกลงเพราะว่าเธออยากจะทำแผนเซอร์ไพรซ์ขอฮาร์เปอร์แต่งงานกับครอบครัวในเช้าวันคริสต์มาส อีกสิ่งหนึ่งที่แอบบี้เพิ่งได้รู้ก่อนเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงคือฮาร์เปอร์ยังไม่ได้บอกความจริงกับครอบครัวในสิ่งที่เธอเป็นตามที่เคยคุยกันไว้ และบอกทุกคนว่าแอบบี้เป็นเพียงแค่รูมเมทที่อาศัยอยู่ด้วยกันเฉยๆ แต่ในใจแอบบี้ยังแอบมีหวังว่าความเฟนด์ลี่ของเธอจะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายได้


  • เมื่อแอบบี้ได้พบกับสมาชิกในครอบครัวของฮาร์เปอร์แบบตัวเป็นๆก็ทำให้ทุกอย่างที่คิดไว้กลับตาลปัตรไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่สุดเป๊ะ คุณพ่อสุดปังที่หวังจะได้ครองตำแหน่งจากการเลือกตั้ง พี่สาวและพี่เขยที่เรียนจบกฎหมายจากฮาร์วาร์ดแต่ลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว และพี่สาวอีกคนที่ใจดีแต่ดูเพลนๆไม่มีอะไรโดดเด่น ส่วนตัวฮาร์เปอร์เองก็โปรไฟล์ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน

    ด้วยความที่อยู่ในช่วงหาเสียงให้พ่อ แม่ของฮาร์เปอร์เลยต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดให้กับคนในครอบครัว ฮาร์เปอร์เลยมักจะถูกพาไปร่วมงานในแวดวงสังคมอยู่บ่อยครั้งซึ่งด้วยสถานการณ์ตอนนี้ก็ทำให้แอบบี้เข้าใจได้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการบอกความจริงเท่าไหร่นัก แต่ก็จะพยายามสร้างสัมพันธภาพทีดีไว้ให้ได้มากที่สุด การที่แอบบี้ได้มีโอกาสติดตามครอบครัวของฮาร์เปอร์ทำให้เธอได้รู้พื้นเพชีวิตของฮาร์เปอร์ที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนจากทั้งเพื่อนและแฟนเก่า จนแอบบี้รู้สึกได้ว่าตนแทบจะไม่รู้จักฮาร์เปอร์เลย และเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าฮาร์เปอร์ปิดบังความสัมพันธ์แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน


  • แอบบี้มีเพื่อนสนิทคนนึงคือจอห์น (Dan Levy) ที่คอยให้คำปรึกษามาตลอดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ผ่านมา ถ้าเดาจากลักษณะนิสัยที่เราสัมผัสได้จากการปรากฏตัวในแต่ละครั้งของจอห์นมันอาจจะทำให้เราพอเดาได้ว่าจอห์นน่าจะเชียร์ให้แอบบี้เทฮาร์เปอร์ไปซะ แต่จอห์นกลับให้ข้อคิดมุมมองที่ต่างออกไปเกี่ยวกับการ come out ของคนที่แบกความคาดหวังของครอบครัวอย่างฮาร์เปอร์ หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ตรงจากตัวของเขาเอง

    ถึงแม้ว่าการออกมา come out เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าความคาดหวังที่แต่ละคนกำลังแบกรับ หรือสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละครอบครัวนั้นมีความแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นการใครบางคนยังไม่สามารถออกมาแสดงตัวตนได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่เป็นเพราะว่าเขายังไม่พร้อมก็เท่านั้นเอง



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in