#ตกหลุมรักอ่าน-คิด-เขียน
ผู้เสพความรัก
  • สถานีรถไฟเล็กๆ แห่งนี้เก่าซอมซ่อ แค่มองมาก็เห็นสีทาผนังลอกเป็นริ้วน่าเกลียด เก้าอี้พลาสติกบ้างก็เขรอะบ้างก็พัง เห็นได้ชัดว่าขาดการดูแลจากหน่วยงานรัฐ ยิ่งสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้ารถไฟก็แทบกลายเป็นของตกยุค ประชาชนมีตัวเลือกอื่นในการเดินทางตั้งมากมาย ส่งผลให้ในแต่ละวันมีผู้โดยสารบางตาเหลือเกิน ถึงขั้นที่บางวันผมยืนสนทนากับนายเสมียนขายตั๋วจนหมดเรื่องจะคุยแล้วก็ยังไม่มีใครมาซื้อตั๋วเลยสักค

    ทว่าแม้ใครต่อใครอาจส่ายหน้าให้คำว่า ‘รถไฟ’ ผมก็เชื่อว่ายังมีอยู่หนึ่งรายที่จะไม่ทำเช่นนั้นนั่นคือคุณยายแก่ ๆ คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นหูกวางข้างสถานี

    นายสถานีคนเก่าผู้เคยทำงานที่นี่ก่อนผมจะมารับช่วงต่อจากเขาได้เล่าไว้ว่า แกชื่อพร ชอบมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ตรงนั้นมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วก่อนที่เขาจะเข้าทำงานเสียอีก นานตั้งแต่คนแถวนี้ยังเรียกแกติดปากว่าป้าพร กระทั่งแกแก่หง่อมจนกลายเป็นยายพรก็ยังคงมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่เดิมอย่างนั้น

    ยายแกจะพกข้าวกล่องกับไอแพดที่น่าจะตกยุคไปแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีมากางเก้าอี้พับนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นหูกวางทุกวัน หากวันไหนฝนตกก็กระเถิบมาอยู่แถวชานชาลาแทน นายสถานีคนเก่าเคยถามแกว่าทำไมมานั่งลำบากอยู่แถวนี้ ทำไมไม่นอนอยู่บ้านสบาย ๆ

    ฝ่ายคนถูกถามฟังแล้วก็ตอบกลับยิ้ม ๆ เพียงว่า ผัวแกขึ้นรถไฟไปและไม่เคยกลับมา

    หลังจากนั้นนายสถานีคนเก่าผู้อยากรู้อยากเห็นก็ไปตามสืบประวัติของยายพร กระทั่งได้คุยกับลูกสาวแกที่นั่งรถพลังงานไฟฟ้าไร้คนขับมารับมาส่งแกที่นี่เสมอ เธอเล่าว่าตาเพชรสามีของยายพร หรือก็คือพ่อของเธอเองนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว อีกฝ่ายขึ้นรถไฟจากสถานีแห่งนี้เพื่อไปทำธุระที่ต่างจังหวัด ปรากฏว่าประสบอุบัติเหตุที่โน่นตั้งหลายปีมาแล้ว

    เขาถามต่อด้วยความแปลกใจว่าแล้วยายไม่รู้เรื่องนี้หรอกหรือ ลูกสาวแกกลับตอบว่าแกรู้อยู่แล้ว งานศพสามีแกก็เป็นคนจัดเอง เขาจึงถามอีกว่าแล้วทำไมแกยังมานั่งรอผัวอยู่ที่นี่ทุกวัน แกเลอะเลือนเสียแล้วหรือ คู่สนทนายักไหล่บอกว่าเปล่าเสียหน่อย เพียงแต่นี่เป็นความสุขของแกก็เท่านั้น

    ความสุขอย่างนั้นเหรอ...

    หลังจากนึกถึงเรื่องที่นายสถานีคนก่อนเล่าเกี่ยวกับยายพรให้ฟังแล้วผมก็ได้แต่ทอดถอนใจเศร้า ๆ อดหันไปมองคุณยายผู้มานั่งอยู่ใต้ต้นหูกวางอยู่เป็นนิจไม่ได้ บังเอิญว่าอีกฝ่ายกำลังมองมาแถวชานชาลาอยู่ก่อนแล้วพอดี เราจึงได้สบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ผมชะงัก ก่อนจะส่งยิ้มเก้อ ๆ ไปให้ ยายพรเองเห็นแล้วก็ยิ้มตอบ จากนั้นจึงค่อยก้มกลับไปเล่นไอแพดตกยุคในมือต่อด้วยสีหน้าสดใสดังเคย ช่างดูมีชีวิตชีวาและดวงตาเป็นประกายเปี่ยมล้นด้วยความหวัง

    เห็นท่าทางแบบนั้นของแกแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี

    คุณยายผู้สูญเสียสามี แต่ก็ยังคงมานั่งรออีกฝ่ายกลับมาทุกวันด้วยรอยยิ้ม...สิ่งนี้เรียกว่าความสุขจริงน่ะหรือ? สำหรับคนในยุคผม การได้กลับบ้านไปนอนเล่นเกมซิมูเลชั่นเสมือนจริงที่เราสามารถเข้าไปเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้นในอีกโลกได้ยังจะใกล้เคียงกับความสุขเสียมากกว่า

    หากให้พูดตามตรง ในสายตาของผมซึ่งมองเห็นแกที่สถานีแห่งนี้มานานหลายปี...ความมั่นคงของยายพรกลับทำให้ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจและหดหู่เหลือเกิน ความสุขของแก? ความรักของแก? สิ่งเหล่านี้ผมไม่อาจทำความเข้าใจ

    .
    .
    .
    .
    .
    .

    วันนี้ฉันได้สบตากับพ่อหนุ่มนายสถานีคนนั้นโดยบังเอิญ

    เขายังหนุ่มแน่น อายุไม่น่าเกินสามสิบ จำได้ว่าแค่เห็นหน้าเขาในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนายสถานีแห่งนี้แทนคนเก่าฉันก็รู้สึกสนใจแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าเขาหน้าตาน่าเอ็นดู มองไปมองมาก็ละม้ายคล้ายเพชร สามีของฉันสมัยยังหนุ่ม ๆ อยู่เหมือนกัน

    ในปีที่เพชรจากไปอย่างกะทันหัน ชีวิตสมรสของเราย่างเข้าปีที่ยี่สิบพอดี บัดนี้เวลาก็ล่วงผ่านมาอีกยี่สิบกว่าปีแล้ว นานกว่าช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยซ้ำไป...แต่ฉันก็ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังคิดถึงเขาอยู่ เพชรเป็นความทรงจำที่ดีในชีวิตของฉันเสมอ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องลืม

    ทว่าเปล่าหรอก เปล่าเลย ฉันไม่ได้ยึดติดหรือจมปลักอยู่ในห้วงทุกข์อย่างที่คนรอบข้างเข้าใจ

    ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในสถานีรถไฟอาจมองว่าฉันประหลาด ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร คนเรามักเปิดใจให้ความอินดี้ของตัวเองมากกว่าความอินดี้ของคนไม่รู้จักเป็นธรรมดา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้นะ...ฉันจะแค่เป็นยายแก่ที่ทนอยู่บ้านเบื่อ ๆ ไม่ไหว ออกมานั่งเอนหลังใต้ต้นไม้ข้างสถานีรถไฟที่ให้บรรยากาศแสนจะคลาสสิก ยึดเป็นทำเลทองเพื่อบิลด์ตัวเองให้มีไอเดียกระฉูดในการเขียนนิยายไม่ได้หรือไงกัน

    เรื่องราวความรักของตัวฉันเองอาจดูแสนเศร้า ยอมรับว่าหนึ่งปีแรกหลังสามีเสียชีวิตฉันจมอยู่กับความเสียใจจนแทบจะสำลักน้ำตาตัวเองตาย แต่หลังจากตระหนักว่าตนต้องเข้มแข็งเพื่อลูกสาว เพื่อครอบครัว ฉันจึงหาทางดึงตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มจากหากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ อะไรก็ได้ที่ดีต่อใจ ที่จะเยียวยาฉันได้

    ตอนนั้นเอง ราวกับประตูสู่อดีตได้เปิดออก ภาพช่วงเวลาแห่งความสุขสมัยยังวัยรุ่นหวนกลับมาอีกครั้ง

    ความรักเป็นสิ่งสวยงาม
    การเฝ้ามองความรักก็เป็นสิ่งสวยงาม

    แม้ว่าความรักนั้นจะไม่ใช่ของเราเอง...แต่ตัวฉันตอนวัยรุ่นก็มีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นเสมอมาไม่ใช่หรือ ทั้งการชื่นชมยินดีในความสัมพันธ์ของผู้อื่น การได้เขียนเรื่องราวมากมายอันเนื่องมาจากความชอบเหล่านั้น การหวีดกับคนคอเดียวกันในทวิตเตอร์ และไหนจะการเขียนแฟนฟิคชั่นที่ทำให้ฉันมีแฟน ๆ นักอ่านเป็นพัน ๆ คน

    แต่เมื่อต้องคอยหลบซ่อนความเป็นสาววายในสังคมที่หลาย ๆ คนมองว่ามันเป็นเรื่องชายขอบแปลกประหลาด ประกอบกับต้องเติบโตขึ้น และมีภาระหน้าที่มากขึ้น ฉันจึงค่อยเฟดตัวออกห่างจากวงการวายอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็แอบจิ้นนู่นจิ้นนี่บ้างพอเป็นกระสัยให้หายอยากบ้าง

    ทว่าครานี้ฉันตัดสินใจย้อนกลับไปอีกครั้ง...อย่างเต็มตัว ราวกับกลับไปหาเพื่อนเก่าที่ยังรอฉันอยู่จุดเดิมเสมอ

    ด้วยเหตุนี้ ใต้ต้นหูกวางแสนร่มรื่นข้างสถานีรถไฟ ฉันจึงนั่งแต่งนิยายในไอแพดอย่างเบิกบานเสมอมา แถมวันนี้ยังพิเศษหน่อยที่ได้เห็นรอยยิ้มน่ารักของพ่อหนุ่มนายสถานีคนนั้น รู้สึกใจฟูเหลือเกิน ไฟในการปั่นต้นฉบับลุกพรึ่บ

    ปลายนิ้วของฉันพร้อมจะรังสรรค์เรื่องราวออกมาอีกมากมาย คนสองคนจะตกหลุมรักกัน และความสามารถพิเศษของฉันคือทำให้บรรดานักอ่านของฉันตกหลุมรักความรักของพวกเขาเหล่านั้นอีกที

    มิตรรักนักอ่านของฉันคงรอตอนจบของคู่ เสมียนขายตั๋วxนายสถานี กันแทบไม่ไหวแล้วล่ะนะ

    กระทั่งหลายเดือนถัดมา นวนิยายเรื่องดังกล่าวได้รับการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์

    แล้วฉันก็นึกอยากจะระบายอะไรสักอย่างเพิ่มลงไปเสียหน่อย

    เพราะวันหนึ่งก็ตระหนักได้ว่าทำไมสายตาจากคนที่สถานีรถไฟซึ่งมักจะมองมาราวกับฉันเป็นสิ่งมีชีวิตอันแปลกประหลาดนั้นจึงคุ้นตานัก...ก็มันแทบไม่ต่างอะไรเลยกับที่ฉันเคยได้รับในวัยเยาว์ สายตาของคนที่ไม่เข้าใจ

    ฉันจึงตัดสินใจเขียนหน้าคำอุทิศลงในหนังสือนิยายเล่มนี้ด้วย ความว่า

    แด่ผู้อ่านผู้น่านับถือ ซึ่งไม่ย่อท้อต่อการยืนหยัดจะตกหลุมรักความรักของผู้อื่น

    และแด่คุณแม่ผู้ล่วงลับของฉัน หากท่านมีโอกาสได้อ่านเรื่องราวความรักเล่มนี้ ท่านจะยอมเปิดใจมาฟินด้วยกันอย่างที่ตัวฉันฝันมาโดยตลอดหรือเปล่านะ...?

    .
    .
    .
    .
    .
    .
    ตัวฉัน เด็กหญิงจินตพรในวัยสิบสี่ปีกำลังนั่งรถของแม่กลับจากโรงเรียนเอกชนที่กำลังศึกษาอยู่ หยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าจออ่านฟิคจากเว็บประจำในแท็กชาย×ชายคู่โปรด

    ใครสักคน (ที่ฉันก็ไม่รู้ว่าใคร) เคยกล่าวไว้ว่าอายุสิบสี่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ความชอบในช่วงอายุดังกล่าวจะบ่งบอกตัวตนของเราได้เลย ไม่รู้หรอกว่าจริงไหม แต่ที่แน่ ๆ คือขณะนี้ความฟินในใจฉันมันท่วมท้นเหลือเกิน มากจนไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นอักษร ได้แต่หวีดร้องอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง นี่แหละความรัก!

    ว่ากันว่าความนิยมวายบางส่วนก็เพราะหากคนที่ถูกจิ้นมีคู่เป็นเพศตรงข้ามแล้วจะไม่สบอารมณ์ หรือต่อให้เขาคนนั้นไม่มีคู่ ก็ต้องการความเป็นผัว/เมียสาธารณะ ขอให้ได้แค่ใกล้ชิดขึ้นสักนิดในหัวตัวเองก็ยังดี จึงนำมาสู่รสนิยมการจิ้นใครสักคนที่อวยให้ได้กับคนเพศเดียวกัน อาจเพราะถ้าไม่ถึงขั้นจิ้นสลับเพศหรือโอเมก้าเวิร์ส(เพศสมมุติ) ก็มักไม่มีลูกออกมาเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของแบบถาวร

    แต่สำหรับฉันมันก็ทั้งใช่และไม่ใช่ ฉันอ่านทั้งชายรักชาย หญิงรักหญิง แม้ความพยายามต่อต้านภาพจำผิด ๆ ว่าอ่านวาย=เบี่ยงเบน จะทำให้พาลอ่านเรื่องรักชายหญิงน้อยลงไป แต่ในใจฉันก็ยังอยากมีเจ้าชายเป็นของตัวเองกับเขาบ้าง แถมจริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องของคอมมอนเซนส์อะ แยกความเป็นจริงกับเรื่องแต่งให้ออกสิ นี่คุณกำลังเอาคนสองคนที่อาจไม่ได้เป็นอะไรกันเลยมาจินตนาการว่าเขาสมสู่กันนะ กรุณาระลึกด้วยว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง...และเพราะไม่ใช่เรื่องจริงนี่แหละ รู้สึกตัวอีกทีหัวสมองก็เลยดี๊ด๊าทุกคราที่เจอเรื่องชวนจิ้น เพราะนี่หัวฉัน ฉันจะคิดอะไรก็ได้เพ้อได้สักพักแม่ก็จอดรถที่บ้าน ฉันดิ่งตรงไปยังห้องนอน เก็บกระเป๋า เก็บสัมภาระ และเก็บตัวในห้องอ่านฟิคที่ดองไว้ให้จบ แต่ก่อนจะได้ตามจนครบ เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นกะทันหันจนฉันสะดุ้งโหยง

    “อ่านนิยายเกย์อีกแล้วใช่มั้ย! เป็นเด็กเป็นเล็กอ่านอะไรลามก!”

    นั่นไง เอาอีกแล้ว ช่องว่างระหว่างวัยที่ไม่เคยได้รับการถมให้เต็มเป็นเนื้อเดียวกัน ทำไมแม่ไม่เข้าใจนะว่าฉันก็รักของฉัน

    “แม่คะ หนูต้องบอกแม่อีกกี่ทีว่านี่เขาไม่ได้เอากัน เขาแค่สนิทกันมาก เนี่ย ญี่ปุ่นเขาจัดว่าแบบยังไม่ไอ้นี่กั...”

    “เป็นเด็กอย่ามาเถียงผู้ใหญ่! หนังสือเรียนไม่อ่านแม่ยังติวให้ได้ แล้วนี่อ่านแต่อะไร ไม่อ่านอะไรจรรโลงใจหน่อยล่ะ หนังสือธรรมะเงี้ย!”

    ประโยคนี้แม่คิดได้ไง หนูไม่ยักกะเคยเห็นแม่อ่าน และอีกอย่างนะ แม่คะ...หนูเชื่อว่าแม่ไม่อยากให้หนูเพิ่มแต้มบาปเหมือนตอนหนูอ่านพุทธประวัติถึงเรื่องของพระอานนท์ครั้งแรก...อยากพูดแบบนั้นออกไปทว่าก็ได้แต่คิด บางประเด็นสุ่มเสี่ยงจนหากยกมาเถียงล่ะก็ฉันมีแต่จะเสียเปรียบกว่าเดิม แถมผู้ใหญ่ก็คงพูดอะไรก็ไม่ค่อยจะยอมฟังอยู่แล้วแหละ เบื่อจริ๊ง...

    อยากรู้บ้างตอนเด็ก ๆ คุณยายเคยมาว่าแม่แบบนี้บ้างไหมนะ

    ความรักของแม่...จะถูกย่ำยีด้วยความไม่เข้าใจอย่างที่ฉันโดนกระทำมาโดยตลอดบ้างหรือเปล่านะ

    .
    .
    .

    ตัวฉัน เด็กหญิงจินต์ทิพาอายุสิบสี่แวะร้านขายของชำหน้าโรงเรียนด้วยใจเต้นระทึก

    มือหยิบหนังสือนิยายเล่มละสิบสองบาทไปจ่ายเงิน จากนั้นจึงเดินยิ้มกริ่มลากขาไปขึ้นรถสองแถวคันแดงพร้อมเรื่องแต่งเล่มกะทัดรัดในมือ

    นิยายรักราคาย่อมเยาเล่มนี้ นภาลัย ไผ่สีทอง นักเขียนคนโปรดของฉันเป็นผู้แต่ง เรื่องราวความรักแสนทรงเสน่ห์จากปลายปากกาของอาจารย์ท่านนั้นช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านให้ฉันตั้งแต่ยังเล็ก แต่ฉันก็ไม่ใช่ประเภทที่เขาเรียกกันว่าหนอนหนังสือหรอกนะ เพียงแค่สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ตั้งแต่เด็กเท่านั้นเอง แต่จะเที่ยวไปบอกใครคงไม่งาม

    และเพราะฉันชอบอ่านมาตั้งแต่ยังเล็ก คุณแม่ท่านจึงแนะนำว่าให้เอาดีทางวิชาชีพครู แต่ฉันรู้ตัวว่าเห็นทีตนคงไม่เหมาะกับเส้นทางนั้นหรอก ก็ดูซี นิยายรักมันไม่มีหรอกนะสอนให้ท่องกอไก่ถึงฮอนกฮูก อ่านด้วยใจรักกับอ่านเพราะถูกบังคับมันไม่เหมือนกันเสียหน่อย ลำพังฟังในห้องเรียนฉันก็อ่านตามอย่างนกแก้วนกขุนทองอยู่แล้ว หากต้องไปยืนสั่งนักเรียนให้ทำแบบนั้นบ้างคงน่าเบื่อหน่ายเกินทน

    ถ้าทำได้ฉันก็อยากเป็นเจ้าสาวคุณชาย จะได้กินอยู่สบาย ๆ อย่างในนิยายคุณนภาลัยบ้าง แต่ฉันรู้ว่าชีวิตแบบในเรื่องแต่งมันไกลเกินเอื้อม ความจรรโลงใจที่ได้รับจากหนังสือเหล่านี้จึงเป็นในเชิงสนองจินตนาการเรื่องรักให้กับคนไม่เคยมีประสบการณ์ความรักอย่างฉันให้รู้สึกอิ่มเอมใจเสียมากกว่า

    อ่านนิยายบนรถแดงไปได้สักพัก พอชำเลืองมองถนนก็พบว่าใกล้ถึงบ้านเต็มที ฉันจึงรีบพับมุมหน้าล่าสุดที่อ่านแล้วซุกมันลงกระเป๋าอย่างเร็วก่อนจะเอื้อมมือไปกดกริ่งลงรถ เข้าบ้านไปก็ยกมือไหว้คุณแม่ตามด้วยเอาย่ามสะพายไหล่ขึ้นไปเก็บในห้องหนังสือ ออกไปให้อาหารเจ้าโตหมาแสนรักของท่านตามกิจวัตร จากนั้นจึงปรี่กลับเข้าห้องหนังสือไปอ่านนิยายที่ซื้อมา

    แล้วแม่ก็ตะโกนเรียกจากข้างล่าง
    “ทิพย์ลูก มาช่วยแม่ทำกับข้าวมา”

    “รอเดี๋ยวจ้ะแม่ ขออ่านหนังสือก่อน”

    “มันหนังสืออะไรกันเชียวถึงไม่ยอมลงมาฮึ”

    “นิยา...หนังสือเรียนธรรมดานี่แหละจ้ะ”

    “แม่เห็นอยู่นะลูกเก็บอะไรไว้ โกหกอีกแม่จะให้เอาไปทิ้งนะ”

    “โธ่ แม่ก็ รู้แล้วจะแกล้งถามหนูทำไม ไม่อ่านแล้วก็ได้ เชอะ!”

    “อ้าว นี่ประชดแม่เรอะ งั้นแม่ให้เลือก ระหว่างเรียนให้ได้เกรดสี่แล้วไปเป็นครู กับเลิกอ่านนิยายไร้สาระแล้วเข้าหาธรรมะจรรโลงใจแทนจะเลือกอะไร”

    “โธ่ ไม่ไร้สาระสิแม่ มันเหมือนจริงมากเลยนะ”

    “เพราะมันเหมือนจริงนี่แหละลูก มันเลยทำลูกเข้าใจโน่นนี่แบบผิด ๆ ...ถ้าอ่านจนเสียการเรียนแม่จะเอาไปให้เจ้าโตกัดเล่นทีละเล่มนะ”

    “ฮึ หนูอ่านหนังสือเรียนก่อนก็ได้!”

    “ลงมาช่วยแม่ทำกับข้าวก่อนยัยทิพย์!” 

    ไร้สาร้งไร้สาระอะไรล่ะ ทำไมแม่ถึงชอบมองเรื่องที่ตัวเองไม่มีอารมณ์ร่วมว่าเป็นสิ่งไร้สาระไปเสียหมดทุกที หากฉันมีลูกบ้างนะ ฉันจะไม่ทำตัวแบบนี้กับลูกแน่ๆ

    ว่าแต่อยากจะเห็นจริงจริ๊ง...คนแบบแม่ทำอะไรถึงจะสนุกถ้านิยายพวกนี้แม่ไม่สนุกด้วย

    .
    .
    .

    ”ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงต่อไปนี้ คณะเกศทิพย์ ขอเสนอ...เรื่องราวความรัก ความโกรธ ความโลภ ความหลง ส่งตรงจากบทประพันธ์ของ...”

    เสียงวิทยุดังมาจากใต้ถุนเรือนเพื่อนบ้าน ฉันนั่งฟังใจจดใจจ่อ ละคอนวิทยุของค่ายนี้เขาลือกันว่าของดี หลายวันมานี้ฉันไปฟังเองก็ติดใจนักเชียว ต้องเทียวแวะบ้านเพื่อนคนนี้เป็นประจำ

    “อีจิน...อีจินเอ้ย!” เสียงตะโกนมาจากเรือนตรงกันข้าม นั่นที่ซุกหัวนอนครอบครัวฉัน แต่ฉันไม่สนใจ ละคอนเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน

    “...อีจินตหรา แม่เอ็งเรียกทำไมไม่มา!”

    “โว้ย หนวกหูจริงแม่ ฟังละคอนไม่ได้ยิน!”

    “น้ำท่าไม่อาบเอ็งเอาแต่เกียจคร้านอยู่เรือนเขาแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเขาเอาไปทำเมีย!”

    “อีแม่มั่นใจไหมว่าไม่ได้ไปตีหัวพ่อมาทำผัว?”

    “ปากเอ็งนี่น่าจับยัดขี้เถ้านัก เป็นเด็กเป็นเล็กกล้ามาต่อปากต่อคำต้องตีเสียให้เข็ด! พ่อเอ็งรึอุตส่าห์ห่มผ้าเหลืองเข้าทางธรรม แล้วดูเอ็งซี ฟังแต่อะไร ละคงละคอน เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ มานี่ จะหนีไปไหน!”

    โอย โอย เจ็บรอยไม้เรียวเหลือเกิน คุณพระคุณเจ้าบอกอีฉันที อีฉันทำผิดอะไร อีฉันแค่อยากเพลิดเพลินเหมือนคนอื่นเขาบ้าง โอย เจ็บเหลือเกิน...

    ก็ฉันชอบของฉันแบบนี้ ฉันสบายใจได้เพราะละคอนวิทยุเหล่านี้ แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนรุ่นแม่แก่เฒ่าจึงเอาแต่พร่ำบ่นพร่ำด่า

    คอยดูเถิดนะ หากอีฉันได้มีลูกมีผัวกับเขาบ้าง ฉันจะชวนลูกมานั่งฟังละคอนด้วยกันทุกวัน หรือต่อให้แกจะชอบอะไรอื่นฉันจะไม่มานั่งขัดคอเป็นยายป้าขี้บ่นใจแคบเช่นนี้ดอก ฉันจะเข้าใจความชอบของลูก เหมือนที่อยากให้แม่เข้าใจความชอบฉันบ้างมาโดยตลอด

    เรื่องความรักความชอบน่ะ บังคับกันได้หรืออย่างไร

    ------------------------------------------------------------------------------------------------




    ภาพโดย Chaney Zimmerman
    Story By:ณิชมน จันทวงศ์ และ ปิยภัทร จำปาทอง
    ที่มาภาพประกอบ : https://unsplash.com/photos/OkcDxTsGeVo
    ผลงานสืบเนื่องจากรายวิชา ศิลปะการเขียนร้อยแก้ว ปีการศึกษา 2561 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in